เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 13 : ♿ เดตน้ำพริกกับเทพบุตรคณะวิศวะ

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 25
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    18 มิ.ย. 63

:::INN:::

ผมยอมรับว่าผมทำไม่ดีหลายอย่าง ทั้งเรื่องของอะตอมกับกัปตัน และเรื่องส่วนตัวซึ่งเป็นด้านมืดของผม ชีวิตผมไม่ได้มีอะไรเลวร้ายหรอก ที่บ้านก็เลี้ยงดูดี กินดีอยู่ดี แทบไม่เคยต้องลำบาก ครอบครัวจึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ผมเป็นแบบนี้ เรื่องอะตอมก็เป็นเพราะผมชอบเขา ส่วนด้านมืด ผมก็แค่ทำเพราะคิดว่ามันสนุก แต่ทำไปทำมาก็อยากเลิก เพราะมันไม่ช่วยให้ผมเจอรักแท้ ได้แค่ความสุขชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ซ้ำทำไปแล้วยังรู้สึกผิดด้วย เผลอๆ จะเสียหายมาถึงวงศ์ตระกูลด้วยซ้ำถ้ามีใครเอามาแฉ

เอาเถอะ ผมพลาดไปแล้ว จะเป็นเพราะรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือเพราะอะไรก็ช่างมันเถอะ ผมตัดสินใจว่าจะเลิกทำอย่างเด็ดขาดแล้ว ถ้าคนซึ่งยังไม่สนิทกับผมอย่างพี่โดมยังรู้ความลับนี้ได้ อีกไม่นานคนอื่นๆ ก็ต้องรู้ แต่คงไม่มีใครใจดีช่วยปิดเป็นความลับให้ผมเหมือนพี่โดมแน่

เสียงคนเดินใกล้เข้ามาตรงที่ผมยืนรออยู่ค่อยๆ ดังชัดขึ้น ผมรีบหันไปมองทันที คนที่กำลังเดินมาหาหยุดชะงัก ท่าทางดูลังเลว่าจะเดินเข้ามาหาผมดีหรือเปล่า แต่ไม่นานเขาก็ตัดสินใจเดินเข้ามาใกล้ ผมยิ้มบางๆ ต้อน แต่คนที่มาถึงกลับทำหน้าเรียบเฉย เหมือนไม่ยินดียินร้ายที่มาเจอกัน

"มีอะไรจะพูดก็รีบว่ามา กูอยู่ได้ไม่นาน เย็นนี้มีงาน" มาถึงอะตอมก็พูดห้วนใส่ สีหน้าบอกบุญไม่รับ

เจอท่าทางแบบนี้ ผมก็ชักลังเลเหมือนกัน เพราะถ้ามันไม่อยากมาเจอหน้าผม ไม่อยากเสวนาด้วย มันก็น่าอึดอัดใจ แต่ไหนๆ ก็อุตส่าห์ขอร้องจนมันยอมมาหาแล้ว จะทิ้งโอกาสไปเฉยๆ ก็น่าเสียดาย ในเมื่อผมทำไม่ดีกับอะตอมเอง จะเจอปฏิกิริยาแบบนี้ก็ไม่แปลก

ผมถอนหายใจสั้นๆ สายตาจับจ้องคู่ดวงตาที่มองเลยผมไปไหนสักแห่ง เหมือนผมเป็นอากาศธาตุที่ไม่ต้องสนใจมากก็ได้

"กูอยากขอโทษมึง"

เพียงคำพูดสั้นๆ ของผม แววตาของอะตอมก็เปลี่ยนไปทันที มันมองหน้าผมด้วยสีหน้าแปลกใจ "ขอโทษเรื่องอะไร"

"ก็ทุกอย่างแหละ" ใจผมเริ่มสั่นเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง

"ทุกอย่าง…แล้วมันมีอะไรบ้างล่ะ"

เมื่อโดนถามจี้ ผมก็ยิ่งรู้สึกเหมือนโดนอากาศตรงนี้บีบอัดมากขึ้นจนหายใจลำบาก "ก็…เรื่องกัปตัน แล้วก็…เรื่องคืนที่มึงเมา"

"คนอย่างมึงรู้สึกผิดเป็นด้วยเหรอวะ" อะตอมสวนมาเสียงเข้ม

"กูขอโทษ" ผมย้ำคำขอโทษอีกครั้ง

"ขอโทษเหรอ" อะตอมทวนคำ ก่อนหันหน้าไปทางอื่น สักพักก็หันกลับมาจ้องหน้าผม สายตาของมันดูดุจนผมรู้สึกกลัว "ขนาดกัปตันเป็นแบบนั้น มึงก็ยังไม่เว้น ที่กูเสียให้มึงไปน่ะ มันยังไม่เจ็บเท่ากับที่มึงทำกับกัปตันนะเว้ย แค่คำขอโทษของมึงคำเดียวน่ะ จะเอามาทำอะไรได้วะ"

"แล้วมึงจะให้กูทำไง" ผมประหม่า เกิดความกลัวว่าการเจรจาครั้งนี้จะไม่สำเร็จอย่างที่คิด

"ขอโทษกัปตัน แล้วก็พิสูจน์ตัวมึงเอง ถ้ามึงดีพอ กูจะยกโทษให้มึง แต่ถ้ามึงไม่ดีจริง ก็อย่าหวังว่าคนอย่างกูจะยกโทษให้"อะตอมพูดหนักแน่น

เมื่อได้ฟังความคิดของมันผมก็หน้าเสีย อย่างนี้ก็แปลว่ามันจะไม่ยกโทษให้ผมง่ายๆ

"กูจะพยายามละกัน แต่ที่กูทำไปทั้งหมดน่ะ ก็เพราะว่า…" ผมกลืนเสียงลงคอเพราะลังเลที่จะบอกความจริง

แววตาอยากรู้ของอะตอมฉายชัดขึ้น แต่มันก็ปากหนักไม่ยอมถาม เท่ากับบีบบังคับให้ผมต้องยอมพูดจนได้ แต่จะพูดตรงๆ ทันทีผมก็ไม่กล้าขนาดนั้น จึงต้องเกริ่นนำให้มันรู้ที่มาที่ไปก่อน

"สามปีที่แล้ว กูเข้าไปในเว็บหนึ่งแล้วก็เห็นรูปที่มึงถ่ายแบบ แค่เห็นครั้งแรก…กูก็รู้สึกชอบมึงมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม กูเซฟรูปมึงเก็บไว้ตลอดเลย ออกมากี่ชุดกูก็เซฟเก็บไว้ เป็นแฟนคลับในแฟนเพจของมึงด้วย แต่มึงคงไม่รู้หรอก กูเคยตามไปดูมึงเดินแบบด้วยครั้งสองครั้ง ตอนแรกกูก็คิดว่ากูก็แค่บ้าดารานายแบบเฉยๆ แต่พอกูได้มาเจอมึงจริงๆ ตอนรับน้อง กูก็ยิ่งรู้สึกชอบมึงมากขึ้น แต่ตอนนั้นมึงยังคบกับอั้มอยู่ กูก็เลยไม่กล้าบอก แล้วพอมึงมาสนิทกับกัปตัน กูก็เลย…ต้องทำแบบนั้น"

อะตอมขมวดคิ้วเข้มเข้าหากัน ก่อนบอกผมสั้นๆ ด้วยเสียงทุ้มต่ำทว่าหนักแน่น "กูชอบกัปตัน"

"แต่มันเป็นคนพิการนะเว้ย! " ผมเผลอเถียงออกไป

"แล้วไง! " อะตอมย้อนถาม ดูเหมือนคำสารภาพของผมจะไม่ช่วยให้มันเข้าใจผมเพิ่มขึ้นแม้แต่น้อยเลย

"มึงคิดว่ามันจะไปกันได้สักกี่น้ำวะ"

"ก็เรื่องของกูกับกัปตันสองคนไม่ใช่เหรอ แล้วมึงมาเสือกอะไร" อะตอมพูดใส่หน้าผม ดูท่าทางมันจะไม่ยอมพูดดีๆ กับผมซะแล้ว

"มึงจะทำให้กัปตันเสียใจนะเว้ย มันเป็นแบบนั้น ถ้ามันเสียใจขึ้นมา มึงคิดไหมว่าจะเสียแค่ไหน"

"แล้วมึงรู้ได้ไงว่ากูจะทำให้กัปตันเสียใจ"

"ทำไมจะไม่รู้วะ! " ผมขึ้นเสียง อะตอมชะงัก ผมรีบขยายความทันที "มึงอย่าคิดว่ากูไม่รู้นะเว้ย กูมีเพื่อนเป็นนายแบบ แล้วมันก็รู้จักมึงด้วย มันเล่าให้กูฟังว่ามึงน่ะ…ออกไปกับผู้หญิงบ่อยๆ "

"ก็แค่วันไนท์สแตนด์ ไม่ได้มีอะไรผูกมัดนี่หว่า เสร็จแล้วก็จบ ไม่มีใครมาวุ่นวายกับชีวิตกู" อะตอมเถียง

"แล้วถ้ากัปตันมันรู้ว่ามึงทำแบบนี้ล่ะ" ผมไม่วายหาเรื่องมาเถียงจนได้

"กูเลิกทำไปแล้ว"

"เลิกได้แน่เหรอ ตอนที่มึงคบอั้ม ใครๆ ก็รู้ว่ามึงรักอั้มจะตาย ทำไมมึงยังไปกับคนอื่นได้วะ ยิ่งอยู่ในวงการแบบนี้ มึงคิดเหรอว่ามึงจะเลิกได้จริงๆ "

คราวนี้ได้ผล สีหน้าของอะตอมเผื่อนลง แสดงว่าสิ่งที่ผมพูดก็ยังมีโอกาสเป็นไปได้อยู่ มันเองก็น่าจะคิดเรื่องนี้

"ดูท่าทางมึงเป็นห่วงกัปตันจังเลยนะ" อะตอมแค่นเสียง

"ก็ไม่ขนาดนั้นหรอก กูแค่ไม่เชื่อว่ามึงกับกัปตันจะคบกันได้ สุดท้าย…มึงก็จะทำมันเสียใจ ทำอย่างนั้นกับคนพิการ…มันบาปนะเว้ย" ผมตอกไปอีกหนึ่งดอก

"มึงก็เลยคิดว่ากูไม่ควรคบกัปตัน แต่ควรจะมาคบกับมึงแทนงั้นสิ" อะตอมถามกวน ผมเองก็ชักจะเริ่มทนไม่ไหวกับท่าทางหยิ่งยโสของมันแล้ว

"เออ" ผมรับคำไปอย่างหน้าด้านๆ

"อ้าว แล้วมึงไม่กลัวกูทำมึงเสียใจเหรอ" อะตอมย้อน

"แต่กูไม่ได้เป็นคนพิการเหมือนกัปตันนะเว้ย ถึงกูจะเสียใจ แต่มันก็ไม่เหมือนกัปตันหรอก"

"แล้วมึงรู้ได้ไงว่ากัปตันจะเสียใจมากหรือน้อยกว่ามึง แล้วมึงไม่คิดเหรอว่าบางทีกัปตันอาจจะเข้มแข็งมากกว่ามึงก็ได้"

"แสดงว่ามึงจะทำมันเสียใจเหรอ"

"กูแค่เปรียบเทียบเว้ย ความรักแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นน่ะ มันไม่มีใครรู้หรอกว่าจะจบยังไง ถ้ากัปตันรักกู มันก็มีสิทธิ์รักกูไม่ใช่เหรอวะ แล้วถ้ากูรักกัปตัน กูก็อยากให้กัปตันรู้ว่ากูรู้สึกดีกับเขา พิการแล้วไม่ควรมีความรักเหรอวะ แล้วมึงคิดว่ากัปตันควรจะรักใครวะถึงจะไม่เสียใจ จะรักใครมันก็มีโอกาสสมหวังหรือผิดหวังเท่ากันนั่นแหละ มึงรู้ไหม…กัปตันมันเคยอกหักมาแล้ว มันก็ผ่านมาได้ อกหักเป็นเรื่องแปลกเหรอวะ มึงไม่เคยได้ยินเหรอ อกหัก…ดีกว่ารักไม่เป็น ถ้ากูเป็นกัปตันนะเว้ย กูยอมอกหัก แต่ขอให้กูได้รักใครสักคน ไม่งั้นจะเกิดมาทำไมวะ"

นี่คือมุมมองใหม่ที่ผมไม่เคยคิดถึง ผมคิดแค่ว่าอะตอมไม่ควรคบกับกัปตันเพราะจะทำให้กัปตันเสียใจ แต่ก็ลืมคิดไปว่ากัปตันก็มีหัวใจ มีสิทธิ์ที่จะรัก มีโอกาสที่จะสมหวังหรือเผชิญการอกหักเหมือนคนทั่วไป ถึงมันจะโหดร้ายกับคนอย่างกัปตันไปบ้าง แต่คงน่าเสียดายมากกว่าถ้าจะมัวแต่กลับเจ็บจนไม่กล้ารักใคร

"ความรักของกูกับกัปตันจะจบตรงไหนกูไม่รู้ กูบอกไม่ได้ กูไม่ใช่หมอดู กูก็แค่ทำตามหัวใจของกู กัปตันก็แค่ทำตามหัวใจของตัวเอง อุปสรรคมันก็ต้องมีอยู่แล้ว แต่ถ้ากูสองคนรักกันจริง มันก็จะผ่านไปได้ แต่ถ้าคบกันไปแล้วไม่ใช่ กูก็จะไม่ให้กัปตันต้องเจ็บมาก มึงไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นหรอก ส่วนเรื่องของกูกับมึงน่ะ กูบอกได้เลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะกูไม่เคยคิดอะไรกับมึง และก็จะไม่คิดด้วย! มึงไม่ต้องพยายามเอาชนะให้เสียเวลา! " อะตอมกระแทกเสียงตอนท้าย

ดูความใจร้ายของอะตอมเอาละกัน มันพูดใส่หน้าผมโดยไม่สนใจความรู้สึกของผมบ้างเลย ผมแอบรักมันมาตั้งนาน รู้สึกดีๆ กับมันมาตลอด แต่มันกลับไม่เคยเห็นค่า ซ้ำยังพูดทำร้ายจิตใจผมอย่างไม่ปรานีปราศรัยด้วย

"มึงนี่โคตรใจร้ายเลยว่ะอะตอม" ผมว่ามันไปพร้อมกับสะอื้น น้ำตาพานไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว คำพูดของมันเหมือนเอาหินมาทุบหัวใจสดๆ ของผม

"มึงใจร้ายกับกัปตันก่อนนะเว้ย เพราะฉะนั้น…กูก็จะใจร้ายกับมึงมั่ง พอใจเมื่อไหร่กูถึงจะหยุด"

อะตอมพูดจบก็เดินหนีไปอย่างไม่แยแส ร่างสูงโปร่งและหุ่นนายแบบเคยดึงดูดใจผมอย่างมาก แต่ตอนนี้มองแล้วกลับเจ็บปวดใจทั้งที่เป็นร่างเดิมที่ผมคุ้นเคยมาหลายปี ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ผมคงอยากเอาชนะและคิดจะแก้แค้น แต่ตอนนี้ผมบอกตัวเองไม่ได้เลยว่าอยากทำอย่างนั้นหรือเปล่า ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร จนกระทั่งจู่ๆ ใบหน้าของใครบางคนก็ผุดแทรกขึ้นมาในความคิด

ผมวิ่งออกจากด้านหลังอาคารที่พี่โดมเคยนัดผมมาเจอคราวนั้น มุ่งตรงไปยังคณะวิศวกรรมศาสตร์ ที่ซึ่งผมมั่นใจว่าจะได้เจอใครคนหนึ่ง หัวใจที่เจ็บปวดของผมจะได้รับการปลอบประโลมจนทุเลาจากเขา ยกเว้นว่าเขาจะใจร้ายกับผมอีกคน แต่ผมก็คิดว่าไม่

ที่จริงมันก็ไกลจากที่ที่ผมคุยกับอะตอมไม่น้อย แต่ผมก็พาตัวเองวิ่งมาจนถึงคณะที่ว่าจนได้ แม้จะเริ่มเย็นแล้วแต่ก็ยังมีนักศึกษาเดินไปมาหนาตา ส่วนมากนั่งหรือยืนจับกลุ่มคุยกัน บางส่วนก็เริ่มทยอยกลับบ้านหรือออกไปเที่ยวข้างนอกตามประสา

ผมหยุดยืนท่ามกลางผู้คนรายล้อมมากหน้าหลายตา สายตาคอยสอดส่ายหาใครคนนั้นไปรอบๆ หวังว่าเขาจะยังไม่กลับบ้านหรือออกไปไหนซะก่อน แต่จนแล้วจนรอดผมก็ไม่เห็น ถึงอย่างนั้นผมก็ไม่ถามใคร เพราะถ้าใครคนนั้นเกิดมาเพื่อมีความสำคัญกับชีวิตของผมอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมจะเจอเขาเอง โดยเฉพาะในเวลาที่ผมกำลังรู้สึกแบบนี้

สองเท้าผมก้าวเดินต่อไป สายตาสอดส่ายไปทั่ว กระทั่งในที่สุดผมก็เจอคนที่ตามหาจนได้ ชายหนุ่มที่แม้อยู่ในชุดนักศึกษาก็ยังดูภูมิฐานยืนอยู่ตรงนั้น มาดสุขุมทว่าขี้เล่นคือเสน่ห์ที่สาวคนไหนเข้าใกล้ต้องถูกสะกด แม้เสน่ห์จะร้ายกาจขนาดไหน เขาก็ยังครองตัวเป็นโสดมาจนถึงปีสี่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

"พี่โดม" ผมร้องเรียกคนที่ยืนหันหลังให้ซึ่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มเพื่อนๆ แม้จะไม่เห็นหน้า แต่ผมก็จำได้ว่าเป็นคนนี้ เขาคงมีบางอย่างที่น่าประทับใจสำหรับผม ผมจึงแยกเขาออกแม้ในท่ามกลางฝูงชน

ทันทีที่พี่โดมหันมา ผมก็ถลาเข้าไปกอดโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว ไม่รู้ว่าพี่เขาตกใจหรือเปล่า แต่ตอนนี้ผมไม่สนใจอะไรแล้ว ถึงอย่างนั้นหูของผมก็ยังพอได้ยินเสียงฮือฮาของนักศึกษาคณะวิศวะรอบทิศทาง

"มันใจร้ายมากเลยน่ะพี่ มันโคตรใจร้ายเลย" ผมละล่ำละลัก ไม่รู้ว่าคนฟังเข้าใจบ้างหรือเปล่า แต่สองมือที่วางลงบนหลังของผมเบาๆ น่าจะแปลว่าพี่เขาคงเข้าใจบ้าง

"เดี๋ยวกูมานะเว้ย"

ผมได้ยินเสียงพี่โดมบอกเพื่อนๆ ก่อนที่เขาจะลากแขนผมเดินห่างออกไปจากฝูงชน ท่ามกลางความสงสัยของใครต่อใคร บ้างก็กระซิบกระซาบ บ้างก็ชี้ไม้ชี้มือให้เพื่อนดู บ้างก็ส่งสายตามองพร้อมกับคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน เพราะพี่โดมแทบจะเรียกได้ว่าเป็นเทพบุตรของคณะ เป็นที่จับตามองไม่ว่าจะปรากฏกายขึ้นที่ไหน อยู่ๆ โดนเด็กที่ไหนวิ่งมากอดแบบนี้ ใครต่อใครก็ต้องอยากรู้เป็นธรรมดา

พี่โดมพาผมเดินมาหลังคณะ มีต้นจามจุรีใหญ่ๆ หลายต้นให้ร่มเงา มีนักศึกษานั่งคุยกันตามจุดต่างๆ บ้าง แต่ก็บางตาเมื่อเทียบกับด้านหน้า เราสองคนนั่งลงบนโต๊ะไม้ที่จัดไว้มุมหนึ่ง นอกจากตรงที่เรานั่งแล้วก็ยังมีตามจุดอื่นๆ ด้วย

"เป็นเหี้ยอะไรของมึงวะ กูตกใจหมดเลย" พอนั่งลงพี่โดมก็ถาม แต่ฟังดูไม่รื่นหูเอาซะเลย

ผมยังไม่ทันจะพูด พี่โดมก็บ่นต่อ "ขนาดสาวๆ ยังไม่กล้าวิ่งมากอดกูแบบนี้เลยนะเว้ย ป่านนี้เขาคิดกันไปถึงไหนต่อไหนแล้ว"

"อ้าว" ผมหน้าเหวอ แทบจะเศร้าไม่ออกเลย อารมณ์เมื่อกี้แทบจะหายไปหมด

"ไม่ต้องมาอ้าวเลยมึง กูเสียหายนะเว้ย" พี่โดมต่อว่าผมต่อ

"งั้นผมกลับก็ได้" ผมลุกขึ้นและทำท่าจะเดินหนี

พี่โดมฉุดข้อมือผมไว้ทันทีและทำเสียงดุ "จะไปไหนวะ คุยกันให้รู้เรื่องก่อน"

ผมนั่งลงตามเดิม แต่คราวนี้ผมนั่งเงียบๆ และก้มหน้า

"ใครใจร้าย" พี่โดมถามสั้นๆ

ผมเงยหน้าสบคู่ดวงตาเข้ม ถึงจะไม่ขาวเท่ากัปตัน แต่พี่โดมก็มีใบหน้าสะอาดใสไม่แพ้ลูกพี่ลูกน้องของตัวเอง

"อะตอม" ผมตอบสั้นๆ ก่อนก้มหน้าต่อ

"มันทำอะไรมึง"

"เปล่า" ผมตอบเบาๆ

"อ้าว ถ้าเปล่าแล้วมึงมาว่ามันใจร้ายได้ยังไงวะ"

ผมเงยหน้าขึ้นสบตาพี่โดมอีกครั้ง สีหน้าบ่งบอกว่ายุ่งยากใจ "ผมไปขอโทษมันมาแล้ว"

"แล้วไงต่อ" พี่โดมทำท่าอยากรู้

"มันไม่ยกโทษให้ผม แล้วมันก็บอกว่า…มันจะทำให้ผมเจ็บต่อไป จนกว่ามันจะพอใจ โคตรใจร้ายเลยน่ะพี่" พูดไปแล้วผมก็ทำท่าจะร้องไห้ สีหน้าขุ่นๆ ของพี่โดมจึงดูอ่อนลง

"ก็มึงไปทำซะขนาดนั้น เป็นใครก็โกรธทั้งนั้นแหละ" แทนที่จะปลอบ พี่โดมกลับว่าซ้ำ

"อ้าว" ผมแทบจะหยุดร้องไห้ไม่ทัน

"ขอโทษคำเดียวไม่พอนะเว้ย ถ้ามึงอยากแสดงความจริงใจ ถ้ามึงสำนึกจริงๆ มึงก็ต้องยอมไม่ใช่เหรอวะ ไม่งั้น…ก็ไม่มีใครเชื่อหรอกว่ามึงสำนึกแล้ว ทำผิดแล้ว…มึงก็ต้องยอมรับผลที่จะเกิดขึ้นด้วย แค่ขอโทษไม่ได้นะเว้ย"

พี่โดมพูดเหมือนอะตอมเป๊ะ กระนั้นผมกลับไม่รู้สึกว่ากำลังถูกซ้ำเติม ทั้งๆ ที่เป็นข้อความเดิม ต่างกันแค่คนพูด

"แต่มันเจ็บนะพี่" ผมเถียงเสียงอ่อยๆ

"เจ็บก็เจ็บสิวะ ไม่ต้องมาสำออยเลย เพราะที่มึงทำน่ะ คนอื่นเขาก็เจ็บ มึงทำเขาเจ็บ มึงก็ต้องชดใช้ด้วยความเจ็บของมึง มันถึงจะเมกเซ้นส์เว้ย"

"อ้อ" ผมรับคำไปอย่างนั้น

"ถ้ามึงไม่อยากเจ็บ ก็เลิกรักสิวะ แค่นี้มันก็ไม่เจ็บแล้ว" พี่โดมแนะนำราวกับว่าใครๆ ก็ทำได้ง่ายๆ

"ถ้ามันง่ายขนาดนั้นก็ดีสิพี่" ผมเถียง

"ถ้ามึงคิดว่ามันง่ายมันก็ง่าย ถ้าคิดว่ามันยากมันก็ยาก" พี่โดมพูด ผมก็อยากเห็นด้วยอยู่หรอก แต่มันก็ยังขัดกับความรู้สึก

"คนทำผิดไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรมากนะเว้ย มึงก็ต้องยอมไว้ก่อน ไม่งั้นใครเขาจะเชื่อวะว่ามึงสำนึกจริง เพราะฉะนั้น เจ็บมากเจ็บน้อยมึงก็อย่าบ่น เพราะถ้ามึงบ่นไม่หยุด ไม่ใช่แค่อะตอมนะเว้ยที่จะไม่เชื่อว่ามึงจริงใจ กูก็จะไม่เชื่อมึงด้วย" พี่โดมเตือนสติผมต่อ เจอไม้นี้ผมก็เถียงไม่ออก

ผมนิ่งเงียบและครุ่นคิด น่าจะหมายความว่าผมคงยอมรับกลายๆ ไปแล้ว

"ไอ้เรื่องนั้นก็เหมือนกันนะเว้ย กูรับปากไม่ได้หรอกว่าจะไม่มีคนรู้ แต่ถ้าเรื่องมันแดงขึ้นมา มึงก็ต้องทำใจ ยอมรับผิด ห้ามโวยวายเด็ดขาด แล้วก็ไม่ต้องแก้ตัวอะไรทั้งนั้น มันไม่มีประโยชน์หรอก" พี่โดมไพล่ไปถึงอีกเรื่อง

นี่คือเรื่องที่ผมกลัวมากที่สุด คิดแล้วก็นึกโมโหตัวเองไม่หายที่ปล่อยให้ด้านมืดพาไปจนเตลิด "ถ้ามีคนรู้ ผมจะทำยังไงดีครับพี่โดม"

พี่โดมพลอยหน้าเครียดไปด้วย แต่ถึงจะคิดหาทางออกยังไง ผมก็รู้ว่าคงต้องเจ็บตัวหนักจากเรื่องนี้ ทุกวันผมจึงคอยเฝ้าภาวนาว่าอย่าให้มีคนที่ผมรู้จักรู้เรื่องนี้เลย

"ไม่รู้เว้ย เอาเป็นว่า…มึงอยู่เฉยๆ อย่าโวยวาย ใครถามอะไรก็พูดความจริง เพราะถ้ามึงโกหก เรื่องมันจะไม่จบ แต่มึงไม่ต้องกลัวหรอก เพราะกูเข้าใจมึง ถ้ามึงทำตัวดีๆ กู…จะอยู่ข้างๆ มึงเอง"

"พี่โดม" ผมครางด้วยความรู้สึกตื้นตันใจ ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีใครพูดกับผมแบบนี้ แม้กระทั่งที่บ้านของผมเอง ถ้าเรื่องแดงขึ้นมาเขาคงเอาผมตาย

"ไม่ต้องมากอดกูเลยนะเว้ย เดี๋ยวเขาก็เข้าใจผิดกูอีกหรอก" พี่โดมรีบร้องห้ามเมื่อเห็นผมทำท่าจะโผเข้ากอด

"โธ่พี่ ไหนๆ เขาก็เข้าใจผิดไปแล้ว" ผมพูดกลั้วเสียงหัวเราะ จะว่าไปพี่โดมก็มีมุมน่ารักหลายมุมเหมือนกัน

"ครั้งเดียวกูยังพออธิบายได้เว้ย แต่ถ้าหลายครั้งฉิบหายแน่" พี่โดมว่า

"ครับ ไม่กอดก็ได้" ผมรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนพูดทีเล่นทีจริง "แต่…ผมก็ต้องการคนปลอบใจนะพี่"

พี่โดมชะงัก สีหน้าท่าทางที่แสดงออกทำเอาผมแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ แต่พอเอ่ยปากพูดเท่านั้น ผมก็แทบจะหงายหลังตกม้านั่ง "คนที่กูจะปลอบน่ะ ต้องเป็นคนสำคัญเท่านั้นเว้ย"

ผมหน้าเจื่อนจ๋อย รู้สึกน้อยใจที่ตัวเองคงไม่ใช่คนสำคัญคนนั้น ทำได้แค่ยอมรับสภาพ "ครับ"

"เออ ว่าแต่เย็นนี้…มึงรีบไปไหนไหม" พี่โดมเปลี่ยนเรื่อง

"ไม่มีครับ ว่าจะกลับคอนโด อาจารย์ฝากงานเขียนแบบให้ทำส่งพรุ่งนี้"

"ใช้เวลาทำนานไหม"

"ไม่นานหรอก ชั่วโมงเดียวก็น่าจะเสร็จ" ผมบอกไป

"งั้น…เย็นนี้ไปกินข้าวกับกูไหม กูรู้จักร้านอาหารไทยร้านหนึ่ง เขาทำน้ำพริกอร่อยนะเว้ย สนใจเปล่า"

"ชวนผมไปเดตเหรอ" ผมแหย่และยิ้มยียวน

"เดตเหี้ยอะไรของมึง แดกน้ำพริกนี่นะ กูสงสารเด็กตาดำๆ เฉยๆ เว้ย" พี่โดมพูดเฉไฉ

"อ๋อ งั้นก็แสดงว่าพี่โดมอยากปลอบใจผมใช่ไหม" ผมไม่วายแหย่เล่นอีก

"นี่ ปลอบพ่อมึงน่ะสิ" พี่โดมพูดพลางตบหัวผมเบาๆ "จะไปหรือไม่ไป เดี๋ยวกูเปลี่ยนใจนะเว้ย"

"ไปครับพี่" ผมรีบยืนยัน พลางก็หัวเราะไปด้วย

"เออ งั้นรอกูอยู่นี่แหละ เดี๋ยวกูไปเก็บของที่ห้องก่อน"

"ครับพี่" ผมรับคำอย่างว่าง่าย

"เดี๋ยวกูมา อย่าไปไหนนะมึง"

พี่โดมพูดเสร็จก็ลุกขึ้น ไม่นานก็เดินแกมวิ่งกลับเข้าไปในอาคาร ผมมองตามแล้วก็เผลอยิ้ม เมื่อรู้ตัวอีกทีก็พบว่าความเสียใจเมื่อกี้เริ่มหายไปแล้ว ผมชักไม่แน่ใจแล้วว่าวันพรุ่งนี้ผมจะยังรู้สึกกับอะตอมเหมือนเดิมหรือเปล่า แต่ถ้ามันเปลี่ยนไปได้ก็จะดีไม่น้อย

ไม่ถึงสิบนาทีพี่โดมก็เดินกลับมาหาผม เก็บของคงไม่นานเท่าไหร่ แต่ร่ำลาเพื่อนน่าจะนานกว่า ผมรีบหยุดอ่านเฟสบุคแล้วเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง ลุกขึ้นยืนเตรียมพร้อมที่จะออกไป "เดตน้ำพริก" กับเทพบุตรสุดหล่อของคณะวิศวกรรมศาสตร์ตุลา

"ไม่ต้องทำหน้าดีใจเว่อร์ขนาดนั้นก็ได้" มาถึงพี่โดมก็ว่า

"ก็ผมอยากกินน้ำพริกไง ไม่ได้กินมาหลายวันแล้ว" ผมยิ้มเขิน

"ผู้ชายอะไรวะ ชอบแดกน้ำพริก" พี่โดมค่อนขอดอย่างไม่จริงจังนัก

"ผมถึงได้หล่อแล้วก็ผิวดีไง" ผมยิ้มยียวน

"โธ่ อย่างมึงนี่นะหล่อ ถ้ามึงหล่อ อย่างกูจะเรียกว่าอะไรวะ"

"เรียกว่าโคตรหล่อก็ได้ครับ" ผมชมกึ่งหยอก พี่โดมถึงกับชะงักและอึ้งไปชั่วครู่

"ไปได้แล้ว แดกๆ แล้วจะได้รีบกลับมาทำงาน" พี่โดมตัดบท จากนั้นก็เดินนำผมออกไปก่อน ผมรีบเดินตามไปทันที

"แล้วจะไปยังไงล่ะพี่ ไปรถไฟฟ้าเหรอ"

"วันนี้กูเอารถมาเว้ย ร้านที่จะไปมันไม่มีรถไฟฟ้า" พี่โดมหันมาตอบ

"อ๋อ" ผมลากเสียง ก่อนเดินตามพี่โดมไปยังอาคารจอดรถอย่างเงียบๆ

"กูได้ข่าวว่ามึงมีผู้หญิงมาจีบ แต่มึงชอบพูดจาไม่ดีกับเขา ทำไมวะ" จู่ๆ พี่โดมก็ถามเรื่องนี้ ไม่รู้ว่าไปได้ข้อมูลมาจากไหน แสดงว่าคงสนใจผมไม่มากก็น้อย ไม่งั้นคงไม่รู้เรื่องพวกนี้

"ก็ผมไม่ชอบผู้หญิง" ผมตอบสั้นๆ พี่โดมถึงกับหยุดเดินและหันมามอง ผมจึงถามกลับบ้าง "แปลกเหรอพี่ ก็ผมเพิ่งบอกพี่ว่าผมชอบอะตอม อะตอมเป็นผู้ชายนะพี่"

"เออ ก็จริงว่ะ" พี่โดมเกาหัว ก่อนหัวเราะเก้อๆ พอหยุดก็ถามต่อ "แล้วมึงเคยมีแฟนเป็นผู้หญิงไหม"

"เคยครับ"

"เมื่อไหร่"

"ตอนมอหก"

"เลิกกันแล้วงั้นสิ" พี่โดมถามอย่างรู้ทัน

"ครับ" ผมยอมรับ

"ปากไม่ดีกับเขางั้นสิ" พี่โดมรู้ทันอีก

"ครับ" ผมหัวเราะแหะๆ

"ไม่ชอบผู้หญิง แล้วมึงจะเสือกมีแฟนเป็นผู้หญิงไปทำไมวะ" พี่โดมสงสัย

"ก็ผมไม่อยากให้ที่บ้านสงสัย" ผมตอบทันควัน

"เขาไม่ยอมรับเหรอถ้ามึง…ไม่ชอบผู้หญิง"

"ไม่รู้เหมือนกันครับ ผมกลัวไว้ก่อน ป๊าเคยถามผมไงว่าผมมีแฟนหรือยัง ผมกลัวเขาสงสัยก็เลยจีบๆ ไปบ้าง แล้วพี่โดมล่ะ เมื่อก่อนพี่มีแฟนเป็นผู้หญิง แล้วพี่คิดยังไงถ้าจะมีแฟนเป็นผู้ชายบ้าง"

"ถามกูตรงๆ อย่างงี้เลยเหรอวะ" พี่โดมทำหน้าอึ้งๆ

"อ้าว แล้วพี่จะให้ผมถามพี่แบบไหนล่ะ ก็ผมอยากรู้เรื่องนี้" ผมย้อนเข้าให้ ก่อนถามซ้ำ "ว่าไงล่ะพี่ พี่คิดยังไงกับเรื่องนี้"

"ก็ไม่ได้คิดอะไรนี่" พี่โดมตอบเสียงเรียบ

"อ้าว แล้วมันแปลว่าอะไรล่ะพี่"

"มึงเข้ามาเรียนนี่ได้ ก็ไม่น่าจะโง่นะเว้ย ต้องให้กูอธิบายอีกเหรอวะ" พี่โดมเฉไฉอีกตามเคย

"อ้าว ก็ผมไม่อยากเดา เกิดเดาผิดล่ะ"

"ก็เรื่องของมึง"

"งั้น…ผมเดาว่าพี่โอเคกับเรื่องนี้ละกันนะครับ" ผมยื่นหน้าไปยิ้มยียวน

"เออ แล้วแต่มึงจะคิด" พูดจบพี่โดมก็เดินออกไป เหมือนไม่อยากให้ผมเห็นอะไรบางอย่าง

ผมรีบเดินตามพี่โดมไป พลันก็เห็นว่าหน้าพี่โดมดูแดงๆ ผมจึงได้ทีถามกวน "แล้วทำไมพี่ต้องหน้าแดงด้วยล่ะ"

"นี่แน่ะ หน้าแดงเหี้ยอะไรของมึง" พี่โดมตบหัวผมเบาๆ

"อ้าว ก็มันแดงจริงนี่นา แล้วทำไมต้องตบหัวผมด้วย" ผมแกล้งทำเสียงกระเง้ากระงอด พลางก็เอามือลูบหัวเบาๆ ตรงที่โดนตบ

"ปากอย่างนี้ สมควรโดนไหมล่ะ" พี่โดมหันมาว่า

"ไรวะ" ผมแกล้งบ่นเสียงมุบมิบ ถึงอย่างนั้นก็เดินตามไม่ห่าง

"กินเสร็จแล้ว พี่ไปส่งผมที่บ้านได้เปล่า"

"แล้วมึงคิดว่ากูจะให้มึงเดินกลับหรือไง" พี่โดมกวนผมคืนบ้าง

"พี่โดมไม่ใจร้ายขนาดนั้นหรอก ผมรู้"

"แล้วมึงจะถามทำเหี้ยอะไรวะ" พี่โดมหันมาขึงตาใส่เล็กน้อย

"ก็ชวนคุยไง พี่จะให้ผมเดินไปกับพี่แล้วก็ไม่พูดไม่จาเหรอ" ผมแก้ต่าง

"มึงนี่กวนตีนเยอะเหมือนกันนะเนี่ย" พี่โดมว่าไม่จริงจัง

"ขอบคุณที่ชมครับพี่" ผมรับสมอ้าง

"ชมเหี้ยอะไร กูด่ามึงเว้ย"

"อ้าว ด่าเหรอ ทำไมผมรู้สึกเหมือนพี่โดมชมผมเลย" ผมแหย่ต่อ

"หุบปากได้แล้ว ไม่งั้นกูจะเปลี่ยนใจ" พี่โดมหันมาขู่

"ครับพี่" ผมหัวเราะ แต่หุบปากได้ไม่นานผมก็อ้าปากถามอีก "ตกลงพี่จะไปส่งผมหรือเปล่า"

"เออ" พี่โดมทำหน้าเหมือนรำคาญ แต่ผมก็เห็นว่าพี่เขาแอบยิ้มด้วย

ความรู้สึกที่ผมมีต่ออะตอม เมื่อคิดทบทวนดูแล้วก็เหมือนความหลง คงเป็นเพราะมันเป็นนายแบบ ภาพของมันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจุดประสงค์นี้ แต่ความรู้สึกที่ผมมีต่อพี่โดมช่างแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ไม่ใช่ความหลงจนผมนึกอยากจะวิ่งเข้าหาและฉุดแย่งมาจากใคร แต่เป็นความรู้สึกอุ่นๆ บางครั้งก็เย็นๆ ไม่รุ่มร้อนเป็นไฟ เมื่ออยู่ใกล้ก็รู้สึกเย็นใจและอบอุ่นไปด้วย

นี่คือข้อดีของการคบกับคนที่อายุต่างกัน ความรู้สึกแบบนี้ใช่จะหาได้ง่ายๆ จากเพื่อนหรือคนวัยใกล้เคียง นี่หรือเปล่าคือสิ่งที่ผมอยากได้และตามหามานาน ผู้ชายที่อบอุ่นและเป็นที่พึ่งทางใจให้ผมได้ ถ้าใช่…ก็คงถึงเวลาที่ผมจะปล่อยพันธนาการที่ผูกไว้กับอีกคนซะที

หวังว่าเดตน้ำพริกกับเทพบุตรคณะวิศวะเย็นนี้จะทำให้ผมได้คำตอบที่ชัดเจนให้ตัวเอง

TBC...

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น