เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 11 : ♿ ไอ้อินด้านมืด

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 26
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    14 มิ.ย. 63

:::DOME:::

ยามว่างๆ หลังเลิกเรียน แหล่งรวมคนรุ่นใหม่วัยขบเผาะที่ขึ้นชื่อคงไม่พ้นสยาม บรรดาห้างที่ผุดรายรอบต่างมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากลูกค้ารุ่นเยาว์แถบนี้ บ้างก็มาเดินเที่ยว บ้างก็มากินข้าว บ้างก็มาดูหนังฟังเพลง บ้างก็มาซื้อของ บ้างก็นัดกันมานั่งคุยงานในร้านรวงต่างๆ ทั่วบริเวณนี้จึงมักพบนิสิตและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้เคียงเสมอๆ ตั้งแต่เปิดห้างไปจนกระทั่งปิด

ปกติผมก็จะมาเดินเที่ยวเหมือนนิสิตคนอื่นๆ บ้าง แต่พอเริ่มขึ้นปีสอง งานก็เริ่มเยอะขึ้น ปีสามก็หนักขึ้นไปอีก ยิ่งปีสี่คงไม่ต้องพูดถึง เพราะฉะนั้นผมกับเพื่อนๆ จึงมาเดินเที่ยวด้วยกันน้อยลง บางทีไม่เคยโผล่ไปไหนเป็นเดือนๆ ก็มี ชีวิตที่เคยสนุกกับการเที่ยวเล่นของเราเริ่มหมดไปกับการทำงานส่งอาจารย์มากขึ้น เมื่อจบไปทำงานแล้วก็คงมีโอกาสน้อยลงไปอีก

ที่จริงวันนี้ผมก็มีงานที่ต้องทำกับเพื่อนเหมือนกัน แต่ดีที่ยังไม่ถึงกับเร่งมาก ผมจึงขอตัวเพื่อนๆ มาทำธุระสำคัญบางอย่างที่นี่ ถ้าผมทำได้สำเร็จ ผมจะได้หลักฐานชิ้นสำคัญเอาไว้มัดตัวใครบางคน คราวนี้ชีวิตของมันจะต้องอยู่ในอุ้งมือของผม เหมือนลูกไก่ในกำมือ จะบีบก็ตาย จะคลายก็รอด

ผมหยุดมองไร้จุดหมายเมื่อเสียงโทรศัพท์ผมแจ้งเตือนว่ามีคนส่งข้อความมาหา เมื่อเปิดอ่านก็พบข้อความจากเมสเซนเจอร์ คนที่ผมนัดไว้ส่งข้อความมาถามจุดนัดพบที่แน่นอนนั่นเอง ผมรีบพิมพ์ตอบพิกัดจุดร้านที่ผมนั่งอยู่ไปโดยเร็ว พร้อมกับบอกด้วยว่าผมใส่หมวกแก๊ปและแว่นตาดำ เผื่อเขาจะหาผมเจอง่ายขึ้น ไม่นานทางนั้นก็ตอบมาว่าอีกไม่เกินห้านาทีจะมาถึง

ผมยิ้มอย่างพอใจ พลันก็นึกถึงข้อความในโพรไฟล์ทวิตเตอร์ของคนที่ผมนัดพบเย็นนี้ เขาเขียนไว้อย่างน่าสนใจว่า…

“ทุกคนมีด้านมืดของตัวเอง ผมทำเล่นสนุกๆ นะครับ ใครอยากรู้ลึกกว่านี้ก็คุยกันได้ ทุกอย่างแล้วแต่ผมพอใจนะครับ”

เพราะเขาเขียนไว้อย่างนั้น ผมจึงสร้างบัญชีทวิตเตอร์ปลอมขึ้นมา จากนั้นก็หารูปผู้ชายหล่อๆ ในอินเทอร์เน็ตมาใส่เป็นรูปโพรไฟล์ ก่อนเริ่มต้นคุยกับเจ้าของโพรไฟล์ที่ไม่เปิดเผยใบหน้า ทุกรูปที่เขาลงส่วนมากเน้นกล้ามอกและส่วนกลางของร่างกาย ไม่ถึงกับอวดของลับหรอก แต่ก็มักอวดขนาดโตเต็มที่ของมันในชั้นในหลากหลายรูปทรงบ่อยๆ พร้อมกับข้อความสองแง่สองง่าม บางครั้งก็เชิญชวนให้คนมาชิมของตัวเอง บางครั้งก็บอกว่าอยากชิมของคนอื่น ที่น่าตลกก็คือ ตอนผมนัดเขามาเจอกัน เขาขอดูขนาดของลับของผมด้วย ผมจึงต้องปั่นแข็งและถ่ายรูปตุงๆ ส่งให้ดู เมื่อฝ่ายนั้นพอใจจึงตอบตกลงมาเจอกัน

เมื่อผมได้รับข้อความว่าคนที่นัดไว้ใกล้มาถึงแล้ว ผมก็เรียกพนักงานมาเก็บเงินให้เรียบร้อย เพราะผมรู้ว่าคนที่นัดไว้คงไม่สามารถนั่งคุยกับผมที่นี่ได้แน่ๆ ไม่นานเขาก็มาถึง เมื่อเห็นผมเขาก็โบกมือให้ ผมโบกมือตอบเพื่อให้สัญญาณว่าไม่ผิดตัว ชายหนุ่มผู้อายุน้อยกว่าเดินเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับผม ท่าทางดีใจมากที่ได้เจอกันเสียที เพราะคุยกันมาหลายวันแล้ว

“โทษทีครับมาสาย รอลิฟต์นานมากครับเมื่อกี้” มาถึงมันก็ออกตัว แต่สีหน้าไม่ได้บ่งบอกว่าเสียใจอย่างที่พูด

“ไม่เป็นไร มาช้าแค่ไหนพี่ก็รอน้องได้” ผมยกยิ้ม นึกเย้ยความโง่ของมันที่จำผมไม่ได้ ถึงจะจำหน้าไม่ได้เพราะผมใส่แว่นและใส่หมวก แต่มันก็น่าจะจำเสียงผมได้บ้าง

“มารอนานหรือยังครับพี่”

“เรียนเสร็จก็มารอน้องที่นี่เลย เพราะพี่แทบจะอดใจรอเจอน้องไม่ไหว ก็เลยรีบมา” ผมทำเสียงเล็กเสียงน้อยไปด้วย

“อ๋อเหรอครับ อืม…แล้วพี่เรียนที่ไหนเหรอครับ”

“ก็ที่เดียวกับมึงไง!” ผมพูดเสียงเข้ม ผู้เพิ่งมาถึงดูตกใจเล็กน้อย ผมจึงถอดแว่นตาดำและหมวกแก๊ปออก เผยโฉมหน้าที่แท้จริงของผมให้มันดู

“พี่โดม!” เจ้าหมอนั่นอ้าปากค้างและหน้าเหวอสุดขีด คงนึกไม่ถึงว่าคนที่คุยติดต่อกันมาสองสามวันจะเป็นผม

“เออ กูเอง! กูไม่อยากเชื่อเลยว่าจะเป็นมึง ไอ้อินด้านมืด!” ผมยิ้มเยาะอย่างสะใจ

แล้วก็เป็นอย่างที่ผมคิดไว้ อินมันรีบลุกขึ้นและวิ่งหนีออกไปจากร้านทันที ผมเก็บแว่นกับหมวกใส่กระเป๋าแล้วก็วิ่งตามมันไป มันวิ่งได้ไม่เร็วนักเพราะต้องคอยระวังไม่ให้ชนคนอื่น ด้วยความที่ขาผมยาวกว่า ไม่นานผมก็ตามมาดักหน้ามันไว้ได้ทันพร้อมกับจับข้อมือมันไว้ด้วย

“ปล่อยผมนะพี่” อินขอร้องเนื้อตัวสั่น หน้ามันเหมือนคนจะร้องไห้ ก็แน่ล่ะ มันคงไม่ยินดีหรอกที่มีคนล่วงรู้ความลับสุดยอดของมัน

“ถ้ามึงไม่สารภาพกับกูดีๆ กูจะทำให้ด้านมืดของมึงสว่างไปทั่วมหาลัยเลย เอาไหม” เมื่อได้ทีผมก็ขู่

“อย่านะพี่ ถ้าพี่ทำอย่างนั้น ผมโดนไล่ออกเลยนะพี่ ที่บ้านเอาผมตายแน่ๆ” หน้าหล่อใสของอินซีดเผือดด้วยความกลัว

“รู้ดิ แต่ถ้ามึงไม่อยากโดน มึงต้องมาคุยกับกูดีๆ แล้วถ้ากูขอให้มึงทำอะไร มึงก็ต้องยอมกูทุกอย่าง โอเคไหม” ผมกำข้อมือมันแน่นขึ้น

“ครับพี่ พี่จะทำอะไรผมก็ยอมทั้งนั้น แต่พี่อย่าเอาเรื่องนี้ไปบอกใครนะพี่ ผมขอร้อง” อินรีบรับปาก ไม่เหลือท่าทางหยิ่งผยองใดๆ ให้เห็นอีกแล้ว ตัวมันสั่นเหมือนลูกนกตกน้ำเลย

“ตามกูมานี่” ผมออกคำสั่งเสียงดุ ก่อนปล่อยมืออินและเดินนำออกไป แต่ก็หันไปมองอินเป็นระยะๆ

อินเดินตามผมมาต้อยๆ แม้ว่าผมจะปล่อยมือมันแล้วแต่มันก็ไม่กล้าหนี เพราะความลับของมันอยู่ที่ผมหมดแล้ว ไม่มีทางหนีได้ มันต้องยอมทำตามที่ผมบอกทุกอย่างเพื่อแลกกับอนาคตของมัน ผมเชื่อว่าอินคงไม่บ้าพอที่จะเสี่ยงแน่นอน

น่าเสียดายที่แถวนี้ไม่มีสวนสาธารณะหรือที่นั่งเล่นโดยที่ไม่ต้องจ่ายเงินเลย ทุกอณูของบริเวณนี้คือธุรกิจ แม้กระทั่งที่นั่งเล่นคุยกันก็เป็นธุรกิจไปด้วย แต่ผมก็ไม่ต้องการพาอินไปนั่งคุยกันเรื่องนี้ในร้าน โชคดีที่พอเดินออกมาตรงลานกว้างหน้าห้างใกล้สถานีรถไฟฟ้า ผมก็เจอที่นั่งว่างๆ ซึ่งจัดไว้เป็นจุดๆ แต่มีไม่มากนัก เพราะที่นี่ต้องการให้คนเดินซื้อของมากกว่านั่งเฉยๆ

เมื่อนั่งลง อินก็คอตก ท่าทางมันดูน่าสงสารจนผมชักเขว ทั้งที่ตั้งใจว่าจะเล่นงานมันให้หนักๆ ซะหน่อย

“มึงมีปัญหาอะไรกับน้องกู บอกกูมาตรงๆ นะเว้ย เพราะถ้ากูรู้ว่ามึงโกหกแม้แต่นิดเดียว กูไม่เอามึงไว้แน่ๆ” ถึงจะสงสาร แต่ผมก็ขู่มันอีกจนได้

“อย่านะพี่ ผมจะบอกพี่ทุกอย่างเลย” อินลนลานรับปาก

“มึงชอบอะตอมใช่ไหม ถึงได้มาหาเรื่องน้องกู” ผมเข้าเรื่องทันที ที่ผมรู้เรื่องนี้เพราะผมเห็นอินมันเอารูปถ่ายแบบของอะตอมมาลงทวิตเตอร์ของมันเต็มไปหมด โดยเฉพาะรูปเซ็กซี่ แถมมันยังพร่ำเพ้อรำพันบ้าบอว่าอยากได้ผู้ชายคนนี้มากแค่ไหน

“ครับ” อินดูตกใจเล็กน้อย สักพักมันก็ก้มหน้าลงและเล่าเรื่องให้ผมฟัง “ผมชอบอะตอมมาตั้งนานแล้ว ผมปลื้มเขามาตั้งแต่มอสี่ ติดตามผลงานเขามาตลอด แต่ผมก็ไม่เคยเจอตัวจริงเขาหรอก เพิ่งมาเจอกันก็ตอนที่เขามาเรียนที่นี่แหละ ตอนแรกผมก็คิดว่าผมแค่ชอบเขาเหมือนชอบดาราทั่วๆ ไป แต่พอได้เจอกัน ได้คุยกัน ความชอบของผมมันก็มากขึ้น ผมพยายามตีสนิทกับเขามาตั้งแต่ตอนรับน้องแล้ว เขาก็คุยกับผมดี แต่ตอนหลัง พอเขาเจอกัปตัน เขาก็เปลี่ยนไปสนิทกับกัปตันแทน”

“มึงก็เลยอิจฉาว่างั้น” ผมสบจังหวะพูดแทน

อินพยักหน้ายอมรับ “ครับ”

ผมเผลอถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว สายตามองฝ่าม่านละอองน้ำตรงลานน้ำพุออกไป เมื่อเอามือมาซุกหีบแล้ว ผมก็พบว่ามันน่าหนักใจเหมือนกัน นี่แหละนะความรัก ไม่เคยเข้าใครออกใครเลย

“แล้วมึงว่าอะตอมมันชอบมึงไหม” ผมหันไปถาม

อินส่ายหน้า

“แล้วมึงจะทำไง พยายามแย่งอะตอมมาอย่างงั้นเหรอ”

อินพยักหน้ายอมรับโดยไม่มองหน้าผม

“แล้วมันจะช่วยอะไรได้วะ อะตอมมันชอบกัปตันนะเว้ย แล้วมันก็ไม่ใช่ตุ๊กตาที่มึงจะแย่งมาได้ ถ้าอะตอมรู้ว่ามึงทำแบบนี้ มันจะยิ่งเกลียดมึง มึงคิดให้ดีๆ นะเว้ย” ถึงไม่ได้ตั้งใจสอน แต่ผมก็สอนมันกลายๆ ไปแล้ว

“แล้วพี่จะให้ผมทำไง ถ้าพี่แอบรักใครสักคนมานาน ถ้าเขาไม่สนใจพี่ แล้วพี่จะทำยังไง พี่คิดว่าพี่จะไม่ทำเหมือนผมเหรอ” อินย้อนถาม

คราวนี้ผมเป็นฝ่ายอึ้งบ้าง แต่ก็ไม่ยากเกินไปที่ผมจะตอบอินได้ “กูไม่รู้เว้ย แต่กูไม่ทำแบบมึงแน่นอน มันทุเรศว่ะ ที่สำคัญนะเว้ย คู่แข่งของมึงน่ะ เขาสู้มึงไม่ได้หรอก คนที่ทำร้ายคนที่สู้ไม่ได้เนี่ย ไม่ใช่ลูกผู้ชายนะเว้ย”

อินคงสะอึกกับสิ่งที่ผมพูดบ้างไม่มากก็น้อย นับว่ายังดีที่มันยังพอรู้สึกสำนึกได้บ้าง ไม่ถึงกับเลวร้ายจนเกินเยียวยา

“ถ้ากูเป็นมึงนะเว้ย กูจะทำใจยอมรับ ก็คนเขาไม่รัก ทำยังไงเขาก็ไม่รักอยู่แล้ว จะฝืนไปทำไมวะ”

“พูดง่ายนะพี่ แต่พี่รู้ไหมว่ามันทำโคตรยาก” อินเถียง แม้จะกลัวแต่ก็ยังรักษามาตรฐานความปากดีเอาไว้พอได้

“ยากหรือไม่ยากมึงก็ต้องทำ ข้อแรก กูจะไม่ยอมให้มึงมาแกล้งน้องกูอีกอย่างเด็ดขาด ถ้ากูเห็นอีกแค่ครั้งเดียว กูประจานมึงแน่ ไม่ได้ขู่นะเว้ย ส่วนข้อสอง ถ้ามึงทำได้มันก็จะดีกับตัวมึงเอง หน้าตามึงก็ดีนะเว้ย ผู้ชายคนอื่นก็มีตั้งเยอะแยะ มึงจะรักคนที่เขาไม่รักมึงไปทำไมวะ ที่สำคัญนะเว้ย ยิ่งทำ…เขาก็จะยิ่งเกลียดมึง มึงอยากให้อะตอมเกลียดมึงเหรอ”

“ป่านนี้มันคงเกลียดผมไปแล้วล่ะ” อินโพล่งออกมา

“ทำไม” ผมหันขวับไปถาม

อินดูลังเลที่จะเล่า ผมจึงต้องขู่มันอีก “อย่ามาทำยึกยักนะเว้ย ถ้ามึงไม่พูด กูเอามึงตายเลยนะเว้ย”

“ผมลักหลับมัน!” อินพูดสวนก่อนที่ผมจะพูดจบ

ผมอ้าปากค้างและหน้าเหวอไปพอสมควร นิ่งไปสักพักจึงถามให้แน่ใจว่าผมฟังไม่ผิด “มึงพูดว่าอะไรนะ”

“ตอนที่อะตอมไปกินเหล้ากับกัปตัน มันเมามาก กัปตันพามันกลับบ้านไม่ไหว ผมก็เลยพาอะตอมมานอนที่ห้องผมแทน แล้วผมก็ลักหลับมัน อะตอมมันรู้เรื่องแล้ว และมันก็ไม่คุยกับผมอีก พี่อยากรู้อะไรอีกไหมครับ ได้ทีแล้วนี่ จะให้ผมเล่าให้ฟังอีกไหมว่าผมเอากับคนไปกี่คนแล้ว นัดใครมาเจอบ้าง ชอบท่าไหน เป็นรุกหรือรับ หรือแกล้งจีบผู้หญิงบังหน้ามากี่คนแล้ว ผมจะได้เล่าให้หมดทีเดียว” อินร้องไห้ อารมณ์ของมันเริ่มพลุ่งพล่านขึ้นแล้ว สงสัยจะทนไม่ไหวที่โดนผมขู่และกดดันไม่หยุดหย่อน

อารมณ์ของผมตอนนี้ยากจะบอกจริงๆ จะว่าโกรธก็โกรธ จะว่าอึ้งก็อึ้ง จะว่าสมน้ำหน้าก็ใช่ แต่ก็อุตส่าห์มีความสงสารปนมาด้วย จะว่าไปผมก็สะท้อนใจไม่น้อย ไม่น่าเชื่อว่าเด็กที่เพิ่งผ่านพ้นมัธยมปลายมาไม่ถึงปีจะทำเรื่องขนาดนี้ได้

ผมถอนหายใจอย่างหนักใจ เมื่อมาถึงตอนนี้ผมก็คิดว่าควรพักเรื่องนี้ไว้ก่อน เพราะเรื่องของอินดูจะซับซ้อนมากไปหน่อย ผมไม่อยากรับรู้เรื่องของมันมากกว่านี้ ไม่อยากให้ตัวเองรู้สึกสงสารหรือเห็นใจมันมากกว่าที่รู้สึกในตอนนี้ เอาเป็นว่าแค่เก็บความลับนี้ไว้ขู่มันไม่ให้มาแกล้งน้องผมอีกก็พอ

“กูไม่ได้อยากรู้เรื่องเหี้ยๆ ของมันมึงมากขนาดนั้นหรอก เอาเป็นว่า…มึงหยุดตอแยน้องชายกูก็พอ ส่วนเรื่องอื่นๆ มึงก็ไปแก้เอาเองเว้ย สร้างปัญหาเองนี่หว่า แล้วถ้าเลิกทำได้ ก็เลิกทำซะ เพราะถึงกูไม่บอก อีกไม่นานคนอื่นเขาก็จะรู้อยู่ดี”

พูดจบผมก็ลุกขึ้นและทำท่าจะเดินหนีไป อินรีบตามมาฉุดข้อมือผมไว้ทันที

“พี่โดมสัญญานะครับว่าพี่จะไม่บอกใคร อย่าบอกใครนะพี่ เรื่องนี้ผมให้ใครรู้ไม่ได้ แม้แต่กัปตันกับอะตอมพี่ก็อย่าบอกนะครับ ผมสัญญา…ผมจะเลิกทุกอย่าง เลิกแกล้งกัปตัน เลิกด้านมืดของผม แล้วผมก็จะพยายามเลิกชอบอะตอมให้ได้ นะครับพี่โดม”

น้ำเสียงและท่าทางอ้อนวอนนั้นทำเอาผมถึงกับทำตัวไม่ถูก บทจะน่าหมั่นไส้ ผมก็อยากกระทืบมันให้ไส้แตก แต่บทจะน่าสงสาร มันก็ทำเอาผมสงสารจับใจ ถ้าถามว่าผมอยากทำลายอนาคตของใครคนหนึ่งขนาดนั้นหรือเปล่า…ก็คงไม่ แต่โลกยุคดิจิตอลนั้น ความลับแบบนี้คงเก็บไว้ได้ไม่นาน ทุกอย่างที่อยู่บนโลกออนไลน์จะอยู่ตลอดไป ต่อให้ลบทิ้ง ก็อาจจะมีคนอื่นดาวน์โหลดเก็บไว้ ถ้าโชคร้ายก็อาจมีคนนำมาเผยแพร่ต่อ สุดท้ายก็จะมาถึงตัวเราในที่สุด

“เออ” ผมรับปากอย่างเสียไม่ได้ ที่จริงว่าจะส่งให้กัปตันดูซะหน่อย แต่ตอนนี้คงต้องล้มเลิกไปก่อน

“ขอบคุณครับพี่โดม” อินทำหน้าซาบซึ้ง น้ำตาของมันทำให้ผมใจอ่อนอีกแล้ว ผมไม่ชอบเห็นคนร้องไห้เลย

“เออ แล้วมึงจะอยู่นี่ต่อหรือไง กลับบ้านได้แล้ว เดี๋ยวพ่อแม่เป็นห่วง ถ้ามึงไม่เห็นแก่ใคร ก็หัดเห็นแก่พ่อแม่ตัวเองมั่ง” ผมถือโอกาสสอนมันอีกครั้ง”

“ครับพี่” อินรับคำ ก่อนจะปล่อยมือผมออกเพราะคนผ่านไปมาเริ่มมอง มันทำท่าเหมือนอยากพูดบางอย่างแต่ก็ดูไม่มั่นใจ

“มีอะไร” ผมถาม

“อ๋อ…คือ…ถ้า…ผมจะขอให้พี่…ไปส่งผมที่บ้านหน่อย พี่โดมโอเคไหมครับ” อินทำหน้ากล้าๆ กลัวๆ

ผมว่าจะเดินหนีไปซะหน่อย พอได้ยินมันพูดแบบนี้ก็เลยชะงัก “อ้าว แล้วมึงกลับเองไม่เป็นหรือไงวะ”

“เป็น แต่วันนี้…ผมใจคอไม่ดีเลย กลัวจะเดินหลงทางกลับบ้านไม่ถูก พี่โดมไปส่งผมหน่อยนะครับ” อินอ้อนวอนต่อ

ผมถอนหายใจแรงๆ อย่างรำคาญ ก่อนจะรับปากส่งๆ “เออๆ จะไปก็รีบไป เดี๋ยวกูจะรีบกลับมาทำงานของกูแล้ว งานเยอะนะเว้ย”

อินยิ้มดีใจ บอกไม่ถูกว่าผมรู้สึกยังไงกับรอยยิ้มของมันกันแน่ ที่จริงมันก็เป็นผู้ชายหน้าตาน่ารักอยู่หรอก ถ้าทำตัวดีๆ หน่อย คนอย่างมันก็หาแฟนได้ไม่ยาก

“แล้วบ้านมึงอยู่ไหน” ผมหันไปถามก่อนจะพามันเดินไป

“บีทีเอสอุดมสุขครับพี่ ไม่ใช่บ้านหรอก เป็นคอนโด บ้านผมอยู่ไกล”

“เออ ไปเร็ว” ผมเร่ง ก่อนจะเดินนำมันออกไปยังสถานีรถไฟฟ้า

อินเดินตามมาได้หน่อยก็ถาม “รูปที่พี่ส่งมาให้ผมดู ของพี่โดมเองเหรอ หรือว่า…ไปเอาของคนอื่นมา”

ผมชะงักกึกและหยุดหันไปหรี่ตามองมันทันที “รูปอะไรของมึงวะ”

“อ้าว ก็รูป…ไอ้นั่นไง” อินหน้าแหยๆ

“เชี่ย! เดี๋ยวกูเตะแม่งคอหัก” ผมปรี่เข้าไปหามันหมายจะเตะอย่างที่พูด แต่อินก็รีบวิ่งหนีไปก่อน มันหัวเราะผมด้วย

นี่ผมพลาดไปจริงๆ ที่ถ่ายของจริงไปให้มันดู แม่งเอ๊ย!

:::ATOM:::

"เสร็จแล้วก็โทรบอกกูนะเว้ย เดี๋ยวกูมารับ" คนขับส่งยิ้มให้กำลังใจมาให้ ได้กำลังใจดีแบบนี้ผมคงสู้ไม่ถอย

"เออ"

"โชคดีนะเว้ย"

"เออ ขอบคุณมาก" ผมยิ้มด้วยความรู้สึกขอบคุณ แต่ก่อนจะแยกไปผมก็นึกบางอย่างได้ ผมจำได้ว่ากัปตันเคยเปรยให้ฟังสองสามครั้งแล้ว "เสร็จจากตรงนี้แล้ว ไปแช่ออนเซ็นกันไหม แล้วก็ไปหาอะไรอร่อยๆ กินต่อ"

"จริงเหรอ ดีเลย กูอยากไป" กัปตันยิ้มหวานให้ผม ดูน่ารักไม่น้อย

"งั้นเดี๋ยวเจอกัน ขับรถดีๆ นะเว้ย"

กระจกรถเลื่อนขึ้นและซ่อนรอยยิ้มบนใบหน้านั้นไว้เพียงรางๆ ไม่นานรถก็แล่นออกไป ใจผมหายเล็กน้อยเพราะเมื่อมีกัปตันอยู่ใกล้ๆ ผมรู้สึกอุ่นใจมากกว่า จึงมองตามรถที่แล่นออกไปสักพัก เก็บภาพรอยยิ้มของใครคนนั้นเอาไว้ในใจแทนกาย ก่อนเดินเข้าไปในตึกแห่งหนึ่ง จุดหมายของผมคือสำนักงานโมเดลลิ่งของพี่แอร์ แกเช่าไว้เป็นสำนักงาน มีห้องประชุมและพื้นที่ให้พวกเรามาพบปะพูดคุยกันด้วย

ผมเพิ่งไปคุยกับป๊าของกัปตันมา ได้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์มาหลายอย่าง ก่อนจะมาคุยกับพี่แอร์วันนี้ ผมก็ซ้อมพูดกับกัปตันที่คอนโดจนมั่นใจ จึงตัดสินใจนัดเข้ามาคุยกับพี่แอร์ที่นี่ หลังเลิกเรียนกัปตันก็ขับรถมาส่งผม ในระหว่างนี้เจ้าตัวก็จะไปดูหนังสือที่ห้างใกล้ๆ ฆ่าเวลาไปพลางๆ

สิ่งแรกที่ผมต้องทำความเข้าใจก็คือความขัดแย้งทั้งหลายเกิดมาจาก "จุดยืน" และ "ผลประโยชน์" ที่แตกต่างหรือขัดแย้งกัน ป๊าของกัปตันให้ผมวิเคราะห์ว่าจุดยืนของพี่แอร์และผมคืออะไร ผลประโยชน์ที่ผมกับพี่แอร์ต้องการคืออะไร เมื่อเข้าใจสองอย่างนี้แล้ว จะช่วยให้การเจรจาง่ายขึ้น ผมก็ได้วิเคราะห์ไปแล้ว แถมก่อนจะมายังโทรไปปรึกษากับป๊าของกัปตันอีกรอบด้วย

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นยี่สิบห้า ผมก็เดินเข้ามาในออฟฟิศและทักทายพี่ๆ ที่รู้จักก่อน จากนั้นจึงเข้าไปหาพี่แอร์ในห้องประชุมเล็ก แกนั่งรอผมอยู่ในนั้นแล้ว

"หวัดดีครับพี่แอร์" ผมยกมือไหว้ผู้สูงวัยกว่าที่นั่งเล่นโทรศัพท์รอและหันหลังให้

"อ้าว มาไวจัง" พี่แอร์ยิ้มให้ผมและหมุนเก้าอี้ให้หันมาเผชิญหน้ากับผม เขาเป็นผู้ชายที่ดูทันทีก็รู้ว่าไม่ใช่ผู้ชาย ไม่ว่าจะเป็นหน้าตา การแต่งตัว ท่าทาง การพูดจาและแววตา ด้วยเหตุนี้ หลายคนจึงอดสงสัยไม่ได้ว่าแกคงเลี้ยงเด็กหนุ่มๆ ไว้บำเรอกามเป็นแน่ แต่ที่จริงแล้วพี่แอร์ไม่เคยรุ่มร่ามกับเด็กในสังกัดเลยเท่าที่ผมรู้มา

"รถไม่ค่อยติดน่ะพี่ ก็เลยมาไว" ผมนั่งลงฝั่งตรงข้าม ปลดสายสะพายกระเป๋าเป้ออกวางข้างตัว

"แล้วการเรียนเป็นไงช่วงนี้" พี่แอร์ยิ้มสบายๆ ท่าทางดูผ่อนคลายมากทีเดียว

"ยังไม่หนักมากครับพี่ แต่อาจารย์ก็ให้งานมาทำบ่อยๆ ต่อไปน่าจะเริ่มเยอะขึ้น"

"เหรอ แล้วจะมีเวลารับงานไหมเนี่ย"

"มีสิครับพี่ ไม่งั้นจะเอาอะไรกินล่ะครับ" ผมพูดติดตลก

"ก็ดี อืม...แล้ว...วันนี้...มีคำตอบให้พี่แล้วใช่ไหม ไม่ใช่อะไรหรอก ทางนั้นเขารอคำตอบอยู่ เร่งพี่ยิกๆ เลย พี่ก็พยายามบอกว่าน้องมันขอเวลาคิดก่อน แต่เขาก็โทรมาหาพี่เกือบทุกวัน สงสัยจะชอบอะตอมมาจริงๆ นะเนี่ย" พี่แอร์หัวเราะร่วน สงสัยจะคิดว่าที่ผมมาวันนี้เพราะตกลงใจแล้วเป็นแน่

เมื่อพี่แอร์ยังคาดหวังแบบนี้ ผมก็ชักไม่แน่ใจว่าเราจะคุยกันรู้เรื่อง แต่เมื่อมาถึงนี่แล้วก็คงต้องคุยให้รู้เรื่องจนได้

"อ๋อ...ครับพี่" ผมยิ้มเฝื่อนๆ

เอาล่ะ เท่าที่ผมวิเคราะห์มา จุดยืนของพี่แอร์คือ แกเชื่อว่าโอกาสที่แกหยิบยื่นให้ทุกคนในสังกัดคือโอกาสที่ดี ทุกคนได้งาน ได้เงินและได้ชีวิตที่ดี รวมทั้งพี่แอร์ด้วย ส่วนผลประโยชน์คงจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากเงิน เพราะฉะนั้น ผมต้องไม่ทำลายความหวังดีของพี่แอร์ พร้อมกับทำให้แกมีรายได้จากผมมากขึ้นด้วย นี่คือทางออกของผม

ผมยิ้มบางๆ จากนั้นจึงเริ่มต้นตามที่ป๊าของกัปตันแนะนำไว้ "พี่แอร์รู้ไหมครับ ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ช่วยผมไว้เมื่อสามปีที่แล้ว ผมก็ไม่รู้ว่าชีวิตตัวเองจะเป็นยังไง ผมอาจจะไม่ได้เรียนหนังสือ อาจจะเป็นกรรมกรก่อสร้าง หรือเป็นลูกจ้างในร้านอาหารหรือร้านขายของ ถ้าแย่กว่านั้นก็อาจจะติดยา เป็นเด็กเกเร หรืออาจจะคิดสั้นฆ่าตัวตายไปแล้วก็ได้ แต่เพราะพี่แอร์ช่วยผมไว้ ผมก็เลยมีโอกาสดีๆ แบบนี้"

พูดจบผมก็เดินอ้อมไปหาพี่แอร์ ลากเก้าอี้ใกล้มือมานั่งตรงหน้า ไม่ห่างจากพี่แอร์มากนัก สร้างความสงสัยให้พี่แอร์ไม่น้อย

"ผมตั้งใจไว้แล้วว่าถ้าผมเข้าเรียนที่ตุลาได้ ผมจะมากราบขอบคุณพี่ เพราะที่ผมมีเงินมาเรียนที่นี่ได้ก็เพราะพี่ สามปีมานี้ ผมไม่มีแม่ดูแล ไม่มีพ่อให้คำปรึกษา ไม่มีใครหยิบยื่นความช่วยเหลือมาให้ มีแต่พี่แอร์คนเดียว บุญคุณของพี่มีค่าสำหรับเด็กจนๆ อย่างผมนะพี่ ผมจะไม่ลืมเลย ขอบคุณพี่มากนะครับ" ผมยกมือไหว้อย่างงดงามที่สุดเท่าที่ผมจะทำได้ ไม่ใช่เพราะแสร้งทำ แต่เป็นความรู้สึกจากใจจริงของผม เพราะผมรอดชีวิตมาได้ทุกวันนี้เพราะพี่แอร์จริงๆ

"ไม่ต้องขนาดนั้นหรอกอะตอม" พี่แอร์รับไหว้ผมด้วยสีหน้าตื่นๆ น่าจะเป็นเพราะตั้งตัวไม่ทัน กระนั้นผมก็สังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไป ที่จริงแกช่วยคนมาเยอะ แต่ก็โดนเด็กหักหลังบ่อยๆ ที่สำคัญ แทบไม่เคยมีใครแสดงความขอบคุณกับพี่แอร์แบบนี้เลย เพราะทุกคนต่างคิดว่าได้ผลต่างตอบแทนกันไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องขอบคุณ

"ผมพูดจริงๆ นะครับพี่ พี่ก็รู้ว่าชีวิตผมเป็นยังไง ตอนที่แม่กับน้องสาวทิ้งผมไป และพ่อก็ตรอมใจ ผมเคว้งคว้างมาก มันลำบากจริงๆ นะพี่ พี่ลองคิดดูสิ เด็กอายุสิบหก จะไปหาเงินที่ไหน ใครจะรับทำงาน ถ้าไม่ได้พี่ช่วยผมไว้ ผมว่าผมกับพ่อไม่รอดแน่ๆ "

"เออ พี่รู้" พี่แอร์ยิ้มให้อย่างเขินๆ ผมไม่เคยเห็นแกยิ้มแบบนี้ให้ผมเลย มันดูสงบเย็นอย่างประหลาด ต่างจากพี่แอร์ปกติที่ผมกับเพื่อนๆ นายแบบด้วยกันรู้จัก เพราะปกติแกจะปากจัดและชอบพูดแรงๆ ตามประสา

"พี่น่ะ...ถึงใครจะบอกว่าพี่ร้าย แต่ทุกคนที่พี่ดึงเข้ามา พี่ก็ช่วยหมดแหละ พี่รู้ว่าหลายๆ คนมันก็เรียนหนังสือ หาเงินดูแลพ่อแม่ หรืออย่างน้อยก็อยากเลี้ยงตัวเองได้ บางคนมีเมียด้วยซ้ำ พี่ดีใจนะที่พี่ได้ช่วยคนอื่น อะตอมก็รู้ พ่อแม่พี่...เขาตัดพี่เพราะเขาไม่อยากมีลูกแบบพี่ มันทำให้พี่รู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีค่าเลย ขนาดพ่อแม่ตัวเองยังไม่ต้องการ แต่พอพี่ช่วยคนอื่นได้ มันก็ทำให้พี่รู้สึกแย่กับตัวเองน้อยลง ชีวิตมันมีค่ามากขึ้น"

ผมพยักหน้ารับรู้ ผมเคยฟังเรื่องของพี่แอร์บ่อยๆ ในขณะเดียวกันผมก็เคยเล่าเรื่องของผมให้แกฟังบ่อยๆ ด้วยเช่นกัน "แสดงว่าพี่แอร์ก็ไม่ได้ช่วยคนเพราะรายได้อย่างเดียวใช่ไหมครับ แต่พี่...อยากให้เขามีโอกาสดีๆ ด้วย"

"ก็ทำนองนั้น ไอ้เงินน่ะ...มันก็ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าช่วยใครแล้วเขาไม่ความสุข ไม่ได้ชีวิตที่เขาอยากได้ จะช่วยไปทำไมวะ" พี่แอร์แบ่งปันมุมมองให้ผมฟังบ้าง

หลังจากแลกเปลี่ยนเหตุผลและความเข้าใจแล้ว สิ่งที่ผมควรจะพูดต่อไปคือบอกความตั้งใจของตัวเองว่าจะทำอะไรให้พี่แอร์ จากนั้นก็ต้องบอกด้วยว่าผมมีส่วนทำให้ปัญหานี้เกิดขึ้นได้ยังไง ที่สำคัญต้องไม่ลืมย้ำความเข้าใจและผมประโยชน์ร่วมกัน

"ครับพี่ แต่ผมก็เข้าใจพี่นะครับ พอเปิดบริษัทแล้ว มันก็มีภาระต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ไหนจะค่าน้ำค่าไฟ เงินเดือนพนักงาน ภาษี แล้วก็อะไรอีกหลายอย่าง พี่ก็จำเป็นต้องมีรายได้ ที่ผ่านมา...บางทีผมเองก็ชอบบ่ายเบี่ยงงาน เคยทำให้พี่เสียงานเสียรายได้ไปตั้งหลายที แต่ต่อไปนี้...ผมจะตั้งใจทำงานให้พี่มากขึ้น เชื่อใจพี่มากขึ้นเวลาที่พี่รับงานมาให้ผมแล้ว อะไรที่ผมทำแล้วช่วยพี่ได้ ผมก็ยินดีนะครับพี่ ขอแค่ให้อยู่ในขอบเขตที่ผมทำงานและเรียนต่อไปได้ พี่แอร์ก็รู้ใช่ไหมครับว่าการศึกษาสำคัญแค่ไหนสำหรับคนอย่างพวกผม พี่ก็เห็น หลายคนทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย เพราะอาชีพนายแบบ...มันทำได้ไม่นาน อีกไม่กี่ปีเดี๋ยวก็มีเด็กใหม่ๆ มาแทนแล้ว แต่การศึกษา...มันเป็นใบเบิกทางให้ไปทำอย่างอื่นต่อได้"

"อะตอมกำลังจะบอกพี่หรือเปล่าว่า...งานที่พี่หามาให้...ไม่อยู่ในขอบเขตที่จะทำให้อะตอมเรียนที่ตุลาได้" พี่แอร์เข้าเรื่องทันที แกเป็นผู้ใหญ่แล้วก็น่าจะดูผมออก

ผมนิ่งคิดไปพักใหญ่ เมื่อมั่นใจในคำตอบจึงพูดออกไป "ให้ผมช่วยอย่างอื่นก่อนได้หรือเปล่าพี่ อย่างเช่น ช่วงสองสามเดือนนี้ ผมรับงานเซ็กซี่เพิ่มได้นะพี่ แล้วผมก็ยินดีให้พี่หักเปอร์เซ็นต์ผมเพิ่มขึ้นด้วย หรือพี่จะหักไปหมดเลยก็ได้ ให้เท่ากับเงินที่เขาจะให้ผม ผมยินดีนะพี่ จะให้ผมตอบแทนพี่ยังไงก็ไม่มีปัญหา ขอแค่...ให้ผมยังเรียนต่อได้ การเรียนเป็นอนาคตของผมนะพี่ ไหนๆ พี่แอร์ก็ช่วยผมมาขนาดนี้แล้ว พี่ช่วยผมต่อหน่อยนะครับ อนาคตของผม...ก็อยู่ในมือของพี่แอร์ แล้วผมจะไม่ลืมบุญคุณของพี่ครั้งนี้เลย"

ฟังจบพี่แอร์ถึงกับถอนหายใจยาว สีหน้าครุ่นคิดบ่งบอกว่ากำลังตัดสินใจอย่างหนัก แต่ไม่นานใบหน้าขึ้งเคียดนั้นก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลง รอยยิ้มค่อยๆ เผยออกมาทีละน้อยคล้ายดอกไม้ที่ค่อยๆ แย้มบาน เท่านี้ผมก็พอรู้แล้วว่าพี่แอร์ตัดสินใจยังไง

... ... ...

เสร็จธุระที่บริษัทของพี่แอร์ ผมก็ลงลิฟต์มาที่ชั้นจอดรถ กัปตันขับรถมาจอดรออยู่ได้สักพักแล้ว เจ้าตัวบอกว่าร้านหนังสือที่ไปดูไม่ค่อยน่าสนใจเท่าไหร่ ก็เลยขับรถมารอผม เมื่อเห็นรถกัปตันในลานสายตา ผมก็ยิ้มดีใจและเดินแกมวิ่งไปหา มาถึงแล้วก็รีบเปิดประตูรถเข้าไปนั่งด้านหน้าคู่คนขับทันที

"เป็นไงบ้างวะ" กัปตันถามด้วยความอยากรู้และดูตื่นเต้น

"กูไม่ต้องไปเป็นเด็กเสี่ยแล้วเว้ย" ผมบอกอย่างดีใจและยิ้มกว้าง ก่อนควานหาโทรศัพท์ในกระเป๋าเป้เก่าๆ ออกมา "แป๊บนึงนะเว้ย กูขอโทรบอกป๊ามึงหน่อย"

"เออๆ ตามสบาย" กัปตันยิ้มแล้วก็หันไปเล่นโทรศัพท์ตามเดิม

เมื่อเจอชื่อและหมายเลขที่ต้องการผมก็กดโทรออก ไม่นานป๊าของกัปตันก็รับสาย ผมรีบกรอกเสียงลงไปทันที "สวัสดีครับคุณน้า อะตอมนะครับ คุณน้าสะดวกคุยไหมครับ"

"สะดวกๆ เป็นไงลูก ไปคุยมาหรือยัง" ดูเหมือนป๊าของกัปตันก็ตื่นเต้นไม่แพ้ผมเลย

"เรียบร้อยแล้วครับคุณน้า"

"เหรอ แล้วได้ผลไหม"

"ครับคุณน้า ผมไม่ต้องไปเป็นเด็กเสี่ยแล้วครับ ที่สำคัญ...พี่แอร์ให้ผมรับงานตามปกติ แล้วก็ไม่หักเปอร์เซ็นต์เพิ่ม ส่วนเรื่องเสี่ยคนนั้น พี่แอร์จะหาคนใหม่ที่สมัครใจและอยากทำไปแทน ขอบคุณคุณน้ามากนะครับที่ช่วยแนะนำผม ถ้าไม่ได้คุณน้าช่วย ผมต้องแย่แน่ๆ เลย" ผมอดที่จะน้ำตาไหลด้วยความซาบซึ้งใจไม่ได้ หรือที่จริงก็น่าจะเรียกว่าร้องไห้ไปแล้ว

ที่ผมดีใจขนาดนี้เพราะผมไม่อยากมีปัญหากับพี่แอร์ ถ้าไม่มีคนช่วยแนะนำ ป่านนี้ผมก็คงทะเลาะกับพี่เขาไปแล้ว เผลอๆ ผมก็อาจจะกลายเป็นเด็กเนรคุณเหมือนนายแบบบางคนที่พี่แอร์เคยว่า สุดท้ายก็จากกันไปด้วยความบาดหมาง แต่ผมไม่อยากให้พี่แอร์รู้สึกแบบนั้นกับผม เพราะแกมีบุญคุณกับผมมาก ผมอยากให้แกรู้ว่าผมรักและเคารพแกเหมือนญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง ที่สำคัญ ผมจะไม่เนรคุณกับคนที่คอยช่วยเหลือผมอย่างเด็ดขาด ผมจึงดีใจมากที่สามารถหาทางออกได้อย่างที่ผมต้องการมากที่สุด

"ไม่เป็นไรลูก น้ายินดี แล้วนี่อยู่ไหนกัน" ป๊าของกัปตันถามมา

"กำลังจะออกจากบริษัทครับ ผมว่าจะพากัปตันไปแช่ออนเซ็นหน่อย เขาอยากไป ผมก็เลยว่าจะพาไป"

"อ้อ งั้นก็ฝากดูแลกัปตันให้น้าหน่อยนะลูก น้าเองยังไม่เคยพาเขาไปแบบนี้เลย ขอบใจมากที่ช่วยดูแลกัปตันแทนน้า ที่จริงมีหลายอย่างที่น้าอยากให้เขาทำนะ แต่เราก็ไม่มีเวลาพาเขาไปหรอก เพราะงานมันก็เยอะขึ้นทุกปี ถ้าอะตอมไม่รังเกียจ ช่วยพากัปตันไปรู้จักโลกให้มากขึ้นหน่อยนะลูก เขาจะได้เข้มแข็ง เขาจะได้รู้สึกว่าเขายังทำอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง"

"ได้ครับคุณน้า ผมจะพากัปตันไปทุกที่ที่เขาอยากไป ผมจะดูแลกัปตันให้ดีที่สุดเลยครับคุณน้า คุณน้าไม่ต้องห่วงนะครับ" ในขณะที่พูด ผมก็หันไปมองกัปตันด้วย เจ้าตัวดูจะงงๆ ไม่น้อยที่เห็นผมร้องไห้ เจ้าตัวจึงหยุดเล่นโทรศัพท์และมองดูผมด้วยสายตาแปลกๆ

"ขอบใจมากลูก เดี๋ยวน้าขอตัวไปดูงานต่อนะลูก ฝากกัปตันด้วย ว่างๆ ก็มาเที่ยวบ้านน้า มาเสาร์นี้เลยก็ได้ จะได้มาฉลองกัน มาค้างที่นี่ก็ได้"

"ครับคุณน้า"

เมื่อร่ำลาและวางสายไปแล้ว ผมก็หันหน้าไปมองกัปตันอย่างเต็มตา ความรู้สึกเต็มตื้นเอ่อท้นใจอีกแล้ว ทางเดียวที่ผมจะถ่ายทอดความรู้สึกทั้งหมดที่มีตอนนี้ไปให้กัปตันรับรู้ได้ก็คือการกอด ไม่ใช่คำพูด หรือแม้กระทั่งสายตาที่สื่อความหมาย ผมจึงดึงกัปตันมากอดไว้

"เมื่อสามปีที่แล้ว ถ้าไม่มีพี่แอร์...ชีวิตกูก็คงแย่ แล้ววันนี้...ถ้ากูไม่มีมึงช่วยไว้ กูก็คงแย่อีกเหมือนกัน ขอบคุณมึงมากนะเว้ยกัปตัน มึงจำไว้นะเว้ย คนอย่างกู...ถ้ารู้สึกดีกับใครแล้ว กูให้ได้ทุกอย่าง แล้วกูก็จะเริ่มตั้งแต่วันนี้ ตั้งแต่วันที่มึงยังไม่รู้ว่าจะรักกูได้ไหม หรือจะเชื่อใจกูได้ไหม มึงให้กูรักมึงนะกัปตัน กูอยากรักมึง มึงเป็นคนดี กูห้ามใจไม่ไหว ให้กูรักมึงนะเว้ย"

ที่จริงผมอยากพูดมากกว่านี้ แต่ติดที่ร้องไห้สะอึกสะอื้น ก็เลยทำให้พูดลำบาก

"ก็มึงรักกูไปแล้ว กูจะไปห้ามยังไงวะ" กัปตันตอบผมมาเสียงมุบมิบ

ผมนี่แทบจะร้องตะโกนออกมาให้ก้องฟ้า แต่ก็ทำได้เพียงกอดคนในอ้อมแขนแน่นขึ้น นี่คือรักครั้งแรกที่ผมเข้าถึงได้ลึกซึ้งกว่าครั้งไหนๆ และผมจะทำให้สุดฝีมือตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

TBC...

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น