เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 10 : ♿ โฟรแมนซ์หรือโรแมนซ์

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 28
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1 ครั้ง
    12 มิ.ย. 63

:::CAPTAIN:::

บรรยากาศงานถ่ายภาพผู้สมัครตุลาคิวท์บอยวันนี้คึกคักไม่น้อย รวมๆ แล้วมีน้องใหม่มาสมัครกันเป็นร้อย ต่อมาทางผู้จัดได้คัดเลือกเหลือห้าสิบคน ซึ่งก็คือคนที่มาถ่ายภาพในวันนี้ ผมเองก็แทบไม่เชื่อว่าตัวเองจะติดมากับเขาด้วย นึกว่าจะโดนคัดออกตั้งแต่รอบแรกซะแล้ว

เงื่อนไขสำหรับการถ่ายภาพคือทุกคนต้องแต่งชุดนิสิต ห้ามแต่งหน้าหรือใช้เครื่องสำอางใดๆ ต้องหล่อธรรมชาติเท่านั้น แม้กระทั่งเจลใส่ผมก็ห้ามใส่ นอกจากนี้ ยังต้องเตรียมคำพูดสั้นๆ ไม่เกินหนึ่งร้อยตัวอักษรมาด้วย เป็นข้อความเชิญชวนให้คนใช้ทรัพยากรธรรมชาติให้คุ้มค่า ทั้งภาพและข้อความนี้จะโพสต์ขึ้นไปพร้อมกัน ใครได้ไลค์เยอะสุดจะได้รางวัลขวัญใจมวลชน แถมยังจะได้คะแนนฟรีซึ่งจะนำไปบวกเพิ่มในวันประกวดจริงด้วย

สถานที่ถ่ายรูปเป็นลานใกล้ๆ พระรูปด้านนอก เน้นแสงธรรมชาติ สีเขียวของใบไม้ สีฟ้าของท้องฟ้าและบรรยากาศร่มรื่นภายในมหาลัย นิสิตที่มาถ่ายรูปรวมตัวกันอยู่ใต้อาคารแห่งหนึ่งใกล้สระน้ำใหญ่ หลังจากรุ่นพี่คณะนิเทศให้ข้อมูลว่าจะต้องทำอะไรบ้างแล้ว นิสิตก็ทยอยออกไปถ่ายรูปตามคิวทีละคน คนที่ถ่ายรูปเสร็จแล้วจะเลือกรูปที่ดีที่สุดของตัวเองหนึ่งรูป เสร็จขั้นตอนนี้ก็สามารถกลับได้ แต่ส่วนมากยังนั่งดูเพื่อนๆ คนอื่นๆ ถ่ายรูปต่อ

“โห มหาลัยเรามีแต่คนหล่อๆ เยอะเลยนะเนี่ย” น้ำหวานตาโตไปกับหนุ่มหล่อที่เดินว่อนไปมา ถึงเธอจะเป็นหญิงแกร่งบึกบึน แต่ก็ยังชอบดูชายหนุ่มหล่อๆ

“กูไม่ค่อยมั่นใจเลยว่ะ” ผมออกอาการประหม่า เพราะทุกคนที่มาล้วนแต่หล่อและหุ่นดีๆ ทั้งนั้น มีผมแตกต่างอยู่คนเดียว ถึงจะฝึกจิตใจมาขนาดไหนก็ยังกลัวๆ

“เฮ้ย…มึงผ่านรอบห้าสิบคนมาได้ ก็ไม่ธรรมดาแล้วนะเว้ย กลัวทำไมวะ มึงเห็นไหม ไม่มีใครขาวสู้มึงได้ ปากมึงก็แดงมากกว่า หน้าก็หวานกว่าอีก มาตรฐานคิวท์บอยชัดๆ ข้อความที่มึงเขียนก็โคตรเด็ด” แบงค์พยายามให้กำลังใจ ช่วยให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาบ้าง แต่ลึกๆ ก็ยังประหม่าอยู่ดี

“เออ ไหนมึงเอาข้อความที่มึงเขียนมาอ่านอีกทีสิ” น้ำหวานยื่นมือมาขอสมุดที่ผมถือไว้ ผมจึงส่งให้เธอดูอีกครั้งว่าผมเขียนอะไร จากนั้นน้ำหวานก็อ่านเสียงเจื้อยแจ้ว “สามอย่างที่ต้องใช้ให้คุ้มค่า คือ ทรัพยากรธรรมชาติ ความดีและศักยภาพของคน แค่นี้โลกเราก็จะดีขึ้นและน่าอยู่แล้วครับ เฮ้ย…ดีนะเว้ย แค่คำคมมึงก็ชนะแล้ว นี่มึงคิดเองเลยเหรอวะ”

“เออ อะตอมช่วยตบๆ ให้นิดหน่อย แต่ไม่ได้ลอกใครมาแน่นอน เพราะถ้ากูไปลอกเขามา กูก็ใช้ความดีไม่คุ้มค่าเว้ย” ผมโวอย่างภูมิใจ

วันนี้น้ำหวานกับแบงค์มาเป็นเพื่อนผม กวินมีธุระเรื่องเอกสารการเรียนจึงแยกตัวไป ส่วนอะตอมออกไปงานเดินแบบ แต่จะแวะส่งทุเรียนทอดให้น้องชายผมก่อนไปงาน เสร็จงานเดินแบบแล้วอะตอมก็จะกลับบ้านที่บางแค วันอาทิตย์เย็นๆ ถึงจะกลับ เพราะเขาต้องไปแวะไปดูแลพ่อบ้าง แม้ว่าตอนนี้จะมีเมียใหม่อายุคราวลูกมาอยู่กับพ่อก็ตาม แปลว่าผมจะไม่ได้เจออะตอมอย่างน้อยๆ ก็สองวันเต็มๆ

“เฮ้ย นั่นมันไอ้อินนี่หว่า มันมาทำไมวะ” น้ำหวานอุทานพลางมองไปยังชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังเดินแกมวิ่งเข้ามา

“มันสมัครด้วยเหรอวะ” แบงค์มองตามด้วยแววตาสงสัย

“มันมาหาคนรู้จักแถวนี้มั้ง” ผมบอกเพื่อนด้วยท่าทางหวาดระแวง แค่ได้ยินชื่อมันผมก็แขยงแล้ว

ไม่รู้ว่าอะไรดลใจ อินหันมาเห็นพวกเราสามคนนั่งอยู่พอดี มันจึงรีบเดินเข้ามาหา สีหน้ามีรอยยิ้ม แต่ก็ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจนัก

“ไง ลงสมัครด้วยเหรอมึง” อินร้องทักผมเป็นคนแรก พวกเราสามคนมองหน้ากันไปมา เพราะต่างคนต่างก็ไม่แน่ใจว่าอินจะมาหาเรื่องหรือเปล่า

“อย่าบอกนะว่ามึงก็สมัครด้วย” น้ำหวานถามกลับ

อินนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับพวกเรา มันยิ้มมุมปากอย่างคนเจ้าเล่ห์ ซึ่งก็เป็นบุคลิกของมันอยู่แล้ว “เออ เกือบไม่ทันแน่ะ สมัครเป็นคนสุดท้ายพอดี”

ถ้าอินอ่านแววตาของพวกเราออก มันคงจะรู้ว่าพวกเรากระอักกระอ่วนใจที่มีมันมานั่งอยู่ด้วย แต่ดูเหมือนมันจะไม่แคร์เท่าไหร่

“อืม ก็ดี” น้ำหวานพูดสั้นๆ จากนั้นต่างคนก็ต่างเงียบและไม่มองหน้าอิน

“อ้าว อะตอมไปไหนซะล่ะ หรือว่าวันนี้โดนทิ้งอีกแล้ว” อินหันมาถามผม ยิ้มเยาะไปด้วย

“เฮ้ยไอ้อิน มึงมีปัญหาอะไรกับกัปตันเหรอวะ พูดกับมันดีๆ ไม่ได้หรือไง” แบงค์ชักจะเหลืออดแทนผม

“อะไร กูถามเฉยๆ แค่นี้ จะโวยวายทำไมวะ” อินเถียง ชักสีหน้าไม่พอใจ

“นี่เรียกว่าถามดีๆ เหรอวะ กูเห็นมึงพูดกวนตีนมันทุกวันเลยนะเว้ย หรือว่ามึงอิจฉามันที่มันสนิทกับอะตอม มึงอย่านึกว่ากูไม่รู้ ตอนรับน้องน่ะ…กูเห็นนะเว้ย” แบงค์ยิ้มเยาะบ้าง สิ่งที่มันพูดทำให้ผมอยากรู้ขึ้นมาทันทีว่ามันเห็นอะไร

อินหน้าเจื่อนไปเล็กน้อย แต่สักพักมันก็แค่นหัวเราะและเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ “รู้ก็ดีแล้ว”

“แล้วมึงคิดว่าอะตอมมันจะเอามึงเหรอ” แบงค์ว่าต่อ

อินชะงัก มันเปลี่ยนมานั่งตัวตรงแล้วยิ้มมุมปาก “เอาหรือไม่เอากูไม่รู้ รู้แต่ว่า…ลีลามันใช้ได้เลยเว้ย”

คราวนี้อินหัวเราะเสียงดัง ก่อนที่มันจะลุกเดินหนีไปนั่งที่อื่น อากาศตรงนี้จึงเบาลงและหายใจง่ายขึ้นหน่อย

“มันหมายความว่าไงวะ” น้ำหวานสงสัย

“อย่าไปสนใจมันเลย มันก็เพ้อเจ้อไปงั้นแหละ กูรู้ว่าอะตอมไม่เอามันหรอก อีกอย่าง…อะตอมมันชอบผู้หญิง ไม่ได้ชอบผู้ชายซะหน่อย”

แบงค์คงพูดไม่ทันระวัง แต่ก็ดีที่ทำให้ผมได้คิด ที่จริงอะตอมชอบผู้หญิงมาตลอด ขนาดหนังโป๊มันยังดูชายหญิง อยู่ดีๆ จะมาชอบผู้ชายอย่างผมก็คงแปลก บางทีอาจจะเป็นแค่โฟรแมนซ์ก็ได้ อย่าว่าแต่อะตอมเลย ผมก็คิดว่าตัวเองก็อาจจะเป็นอย่างนั้นเหมือนกัน

ผมกับน้ำหวานมองหน้ากันด้วยความรู้สึกแปลกๆ ในบรรดาเพื่อนสามคนนี้ มีน้ำหวานนี่แหละที่เชื่อว่าอะตอมน่าจะคิดกับผมเกินเพื่อนมากกว่าใคร ในขณะที่แบงค์และกวินแค่แซวเล่นสนุกๆ แต่น่าจะไม่คิดจริงจังเท่ากับน้ำหวาน

“พี่โดมมา” น้ำหวานร้องบอกและยิ้มดีใจ

เมื่อพี่ชายผมปรากฏขึ้น ผมก็รู้สึกถึงความปลอดภัยขึ้นมาทันที พี่โดมเดินแกมวิ่งขึ้นมาหาผมกับเพื่อน เมื่อนั่งลงร่วมโต๊ะก็รีบออกตัว “ขอโทษทีมาช้าไปหน่อย เพิ่งคุยกับเพื่อนเสร็จ แล้วนี่ถ่ายไปหรือยัง”

“ยังครับพี่ แต่ใกล้แล้ว เขาเรียงตามหมายเลขผู้สมัครครับ” ผมบอกพี่ชาย

“เมื่อกี้ไอ้อินมันมาพูดกวนตีนกัปตันอีกแล้วค่ะพี่โดม” น้ำหวานได้โอกาสก็ฟ้องซะเลย

“ไหน มันอยู่ไหน แล้วมันมาทำไม” พี่โดมถามพลางหันไปมองหา

“มันสมัครคิวท์บอยเหมือนกันค่ะพี่ โน่น…นั่งอยู่ตรงนั้น” น้ำหวานชี้บอก

“เดี๋ยวพี่มานะ” พี่โดมพูดจบก็ลุกขึ้น ก่อนเดินปรี่ไปหาอินซึ่งกำลังนั่งคุยกับผู้สมัครคนอื่นๆ ที่รอคิวอยู่ไม่ไกลนัก ระยะขนาดนี้ พอทำให้เราได้ยินการสนทนาของพี่โดมกับอินบ้าง

“ไหนว่ามึงรับปากกับกูแล้วไงว่าจะไม่หาเรื่องน้องกูอีก”

อินดูตกใจที่จู่ๆ พี่โดมก็ปรากฏตัวให้เห็น มันรีบลุกขึ้นและแก้ตัว “อะไรพี่ ผมเปล่าหาเรื่องซะหน่อย พี่ไม่ให้ผมเรียกไอ้เป๋ ผมก็ไม่เรียกแล้วไง เมื่อกี้ผมแค่คุยกับมันเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไรซะหน่อย พี่จะเอาอะไรอีกล่ะ”

“มึงอย่ามากวนตีนกูนะเว้ย” พี่โดมชี้หน้าด้วยท่าทางเอาเรื่อง “ถ้ากูได้ยินอีกครั้งเดียว มึงกินน้ำพริกไม่ได้แน่ๆ”

“อยากให้กัปตันโดนหลอกเหรอ” อินพูดสวน

“มึงอย่ามาเสี้ยมนะเว้ย”

“ผมไม่ได้เสี้ยม ผมพูดเรื่องจริง” อินเถียงคอเป็นเอ็น “พี่ก็โดนสาวหลอกไปคนหนึ่งแล้ว ยังจะให้น้องโดนหลอกอีกคนเหรอ”

“ไอ้เหี้ย” พี่โดมสบถอย่างโกรธจัด เนื้อตัวสั่นเทิ้ม ดีที่ยังหักห้ามใจไม่ให้ทำร้ายมันได้ “ดี! ถ้ามึงไม่หยุด อะไรที่มึงเคยทำไว้ กูจะเอามาประจานให้หมด!”

ขู่เสร็จพี่โดมก็เดินกลับมาหาพวกเรา ส่วนอินหน้าซีดไปเลย ดูเหมือนจะกลัวคำขู่ของพี่ชายผมไม่น้อย กลับมาถึงพี่โดมก็พูดอย่างหัวเสีย

“ไอ้เด็กเหี้ยเอ๊ย มึงเจอกูแน่”

“พี่โดมจะประจานอะไรมันเหรอคะ” น้ำหวานสงสัย ถือเป็นการถามแทนพวกเราไปด้วย

“เดี๋ยวพี่จะส่งให้ดู” พี่โดมพูดสั้นๆ เพราะอารมณ์ยังคุกรุ่นอยู่ ผมเข้าใจดีเพราะรู้ว่าพี่โดมฝังใจกับเรื่องผู้หญิงคนนั้นมากแค่ไหน ไม่รู้ว่าไอ้อินรู้ได้ยังไง

“หมายเลขยี่สิบสองค่ะ อยู่ไหมคะ” เสียงขานหมายเลขของผมดังขึ้น เมื่อพวกเราหันไปมองก็เห็นอั้มมายืนรออยู่และเมียงมองหาผม แม้จะเพิ่งเลิกกับอะตอมได้ไม่กี่วัน แต่ผมก็ไม่เห็นร่องรอยความเศร้าในดวงตาคู่สวยเลย

พวกเราทั้งหมดลุกขึ้นและเดินตามอั้มไป ทิ้งความขุ่นเคืองใจไว้แค่ตรงนี้ ผมแยกไปลงทางลาดข้างๆ บันได เวลาลงผมจะยกส่วนหน้าของวีลแชร์ขึ้นและปล่อยให้ล้อไถลลงไป อาศัยมือบีบจับวงล้อโลหะช่วยควบคุมความเร็ว

ไม่นานพวกเราก็มาอยู่ทางเดินริมสระน้ำใหญ่ มีตากล้องและทีมงานส่วนหนึ่งรออยู่แล้ว แต่แปลกที่ไม่เห็นพี่สาวสองคนนั้นเลย สงสัยจะติดงานอื่น

“เจ๋งว่ะน้อง เดี๋ยวพี่จะถ่ายภาพน้องให้สุดฝีมือเลย” พี่ช่างภาพผมยาวบอกผมด้วยสีหน้าชื่นชม ผมได้ยินคนที่มาสมัครเรียกกันว่าพี่โป้ง เป็นนิสิตในคณะนิเทศนี่แหละ อยู่สาขาภาพยนตร์และภาพนิ่ง

พี่โป้งเดินวนรอบๆ ตัวผมเพื่อช่วยหามุมที่ดีที่สุดให้ จากนั้นก็ช่วยจัดท่าทางและลองถ่ายดูสองสามรูป แต่ดูเหมือนจะไม่ถูกใจเพราะพี่แกยังมุ่นคิ้วอยู่ “เมื่อกี้พี่เห็นเรายกล้อลงมาจากทางลาด แสดงว่าเราน่าจะทำอะไรผาดโผนได้ใช่ไหม”

“ครับพี่”

“งั้นลองทำให้พี่ดูหน่อย พี่ว่านั่งวีลแชร์เฉยๆ มันไม่ค่อยมีพลังเท่าไหร่ เรามีความแตกต่างจากคนอื่น ก็ต้องมีวิธีนำเสนอที่แตกต่าง จะได้ดูน่าสนใจไง” พี่โป้งให้เหตุผล

ผมพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นก็ยกล้อหน้าวีลแชร์ขึ้นและหมุนควงเป็นวงกลม ตามด้วยการเล่นหวาดเสียว ผมทิ้งน้ำหนักลงไปด้านหลัง วีลแชร์ผมทำท่าเหมือนจะหงายหลัง ก่อนใช้มือดันพื้นและยันวีลแชร์กลับมาเหมือนเดิมอย่างรวดเร็ว ทำสลับกันทั้งซ้ายและขวา สาวๆ กรี๊ดกันลั่น น่าจะกลัววีลแชร์ผมหงายหลังมากกว่าอย่างอื่น แต่ผมก็ฝึกมาดีจึงไม่กลัว อีกอย่างวีลแชร์ที่แม่ผมซื้อให้คุณภาพดีมาก ทำด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ แข็งแรงและเบามาก จึงช่วยให้ผมเล่นผาดโผนกับมันได้อย่างไม่ต้องกังวล

พี่โป้งถ่ายรูปเสร็จก็ถอดแฟลชการ์ดออก ก่อนส่งให้นิสิตที่ดูแลคอมพิวเตอร์ก๊อบปี้ภาพของผมลงเครื่อง จากนั้นก็ให้ผมดูภาพถ่ายเพื่อเลือก น้ำหวาน แบงค์และพี่โดมมาช่วยดูและให้ความเห็นด้วย ทุกคนลงความเห็นตรงกันว่าให้เลือกรูปที่ผมเอามือยันพื้นและวีลแชร์หงายไปข้างหลัง เพราะรอยยิ้มสดใส แถมยังดูมีพลังซึ่งเกิดจากการเคลื่อนไหวด้วย

“ถ้ายังไม่ชอบ พี่ถ่ายให้อีกได้นะ ให้เป็นพิเศษเลย” พี่โป้งบอกพวกเรา

“ไม่เป็นไรครับพี่ ผมว่ารูปนี้โอเคเลย พี่ถ่ายภาพสวยมากนะครับ ขอบคุณนะครับพี่” ผมหันไปยิ้มให้พี่โป้งที่มายืนสมทบด้วยสายตาชื่นชม

“ยินดีครับ” พี่โป้งยิ้มเขินๆ “อ้อ พี่ขอเบอร์เราไว้หน่อยได้ไหม เดี๋ยววันหลังพี่จะให้มาช่วยเป็นแบบให้หน่อย พี่มีโปรเจกต์ทำงานส่งอาจารย์ชิ้นหนึ่ง พี่ว่าเราเหมาะกับงานชิ้นนี้มากเลย เดี๋ยวพี่นัดคุยรายละเอียดให้ฟังทีหลัง”

“ได้ครับพี่” ผมพยักหน้าตกลง ก่อนบอกเบอร์ให้พี่โป้งบันทึกลงโทรศัพท์ พร้อมกับโทรเช็คให้แน่ใจด้วย

“ถ้างั้นผมไปแล้วนะครับพี่ ขอบคุณมากนะครับ” ผมยกมือไหว้และหันไปยิ้มขอบคุณทุกคน มีคนชมผมว่านักรักแว่วมาให้ได้ยินด้วย

เสร็จจากตรงนี้พี่โดมก็พาพวกเราไปเลี้ยงขนมที่ตุลาสแควร์ ถือโอกาสคลายเครียดจากเรื่องที่ไอ้อินมากวนตีนไปด้วย ผมแอบนึกเป็นห่วงพี่โดมเรื่องที่โดนอินว่าถูกสาวหลอกเหมือนกัน เพราะพี่โดมฝังใจกับเรื่องนี้พอสมควร เป็นเหตุให้เจ้าตัวยังไม่มีแฟนจนป่านนี้ ถ้าผมเดินได้คงต่อยปากไอ้อินสักสองสามหมัดไปแล้ว

กินขนมเสร็จพวกเราก็แยกย้ายกัน พี่โดมจะไปกับเพื่อนต่อ น้ำหวานกับแบงค์จะกลับหอพัก ส่วนผมว่าจะกลับบ้านเพราะวันเสาร์นี้ป๊าจะกลับแล้ว ก่อนแยกย้าย น้ำหวานกับแบงค์เดินมาส่งผมที่หน้ามหาลัยด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าผมข้ามถนนได้อย่างปลอดภัย วันนี้ผมไม่ได้เอารถมาเพราะเบื่อหาที่จอด ที่นี่มีที่จอดรถค่อนข้างน้อย

“กูว่ามึงเนี่ย…น่าจะเป็นสเปคเกย์นะเว้ย” น้ำหวานพูดพลางขำเมื่อเรามาถึงหน้ามหาลัยและรอจังหวะข้ามถนน

“ทำไมวะ” ผมทำหน้างง

“อ้าว พี่โป้งเขาดูชอบมึงมากเลยนะเว้ย มึงไม่เห็นเหรอ” น้ำหวานเฉลย

“หมายความว่าไงวะ”

“อย่าไปเชื่อน้ำหวานมันมาก พี่เขาไม่เป็นหรอก ดูไม่เห็นเหมือนเลย” แบงค์แย้งพลางขำ

“มึงเชื่อกูดิ เกย์เดี๋ยวนี้เขาไม่จำเป็นต้องตุ้งติ้งนะเว้ย กูดูไม่เคยพลาด พี่โป้งเนี่ย…เป็นชัวร์” น้ำหวานคุยโว ผมได้แต่ยิ้มๆ และไม่ต่อความ เมื่อ รปภ. โบกรถได้แล้วเราจึงเดินข้ามถนนและหยุดพูดคุยเรื่องนี้

ส่งผมเสร็จแล้ว น้ำหวานกับแบงค์ก็แยกเดินไปทางหอพัก ส่วนผมเดินทางต่อคนเดียว ขณะที่กำลังเข็นๆ ไปอยู่นั้น ผมก็ได้ยินเสียงเหมือนคนวิ่งตามหลังมา สักพักคนคนนั้นก็มาดักหน้าผม ไอ้อินนั่นเอง ไม่รู้ว่าตามมาตั้งแต่เมื่อไหร่

ผมหยุดรถและมองมันด้วยสายตาขุ่นเคืองใจ “อะไรอีกวะ”

“กูมีเรื่องสำคัญจะบอกมึงเว้ย” อินยิ้มแปลกๆ

“มีอะไรก็ว่ามา” ผมชักรำคาญ

"มึงอยากรู้ไหมว่าคืนนั้นที่กูพาอะตอมกลับห้อง กูกับอะตอมสองคนทำอะไรกัน" อินยิ้มอย่างมีเลศนัย มันหน้าหล่อก็จริง แต่บุคลิกของมันเล่นบทตัวโกงได้สบายเลย

"ไม่อยากรู้เว้ย มันเป็นเรื่องส่วนตัวของเพื่อนกูไม่ใช่เหรอ ถึงเพื่อนกูจะมีอะไรกับมึง ก็_วยมัน ไม่ใช่_วยกูเว้ย" ผมบอกไปอย่างรำคาญ แรกๆ ก็กลัวมันอยู่หรอก แต่หลังๆ ผมชักรำคาญที่มันชอบมากวนใจ

อินชะงัก ท่าทางมั่นใจเมื่อกี้ลดวูบจนดูไม่มั่นคง แต่ไม่นานก็ยิ้มแสยะหรืออะไรทำนองนั้น "เป็นอย่างนี้แล้วยังปากดีอีกนะมึง"

“มีแค่นี้ใช่ไหม” ผมถามเสียงห้วน

“เออ อ้อ…กูบอกมึงไว้ก่อนนะเว้ย กูไม่ปล่อยอะตอมให้มึงง่ายๆ หรอก คอยดูก็แล้วกันว่าใครจะได้เป็นแฟนมันก่อนกัน แต่ที่แน่ๆ มันเสร็จกูไปแล้ว”

อินหัวเราะแล้วก็เดินหนีไป ตอนนี้ผมเข้าใจชัดเจนแล้วว่าอินต้องการอะไรกันแน่ ที่แท้มันแอบชอบอะตอมและพยายามจะกันผมออกไปนี่เอง แต่เรื่องที่มันบอกก็น่าตกใจไม่น้อย คืนนั้นอะตอมกับอินมีอะไรกันจริงหรือเปล่า

ถ้าใช่…ผมควรจะยอมรับเรื่องนี้ยังไงดี?

:::CAPTAIN:::

สองวันที่ไม่เจออะตอม ผมรู้สึกว่าชีวิตผมแปลกไปจนรู้สึกได้ ไม่รู้ว่าชีวิตผมเริ่มชินกับการมีมันอยู่ด้วยตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่เมื่อมันไม่อยู่ แค่ลืมตาตื่นผมก็รู้สึกว่าบรรยากาศแปลกไปแล้ว เพราะไม่มีคนนอนอยู่ใกล้ๆ และตื่นมายิ้มให้กัน ถ้าวันไหนผมขี้เซามันก็จะมาปลุก แต่ไม่ปลุกเฉยๆ หรอก มันแกล้งผมด้วย ยิ่งเห็นผมโวยวายมันยิ่งชอบ แต่สองวันนี้ผมตื่นขึ้นมาเผชิญโลกอย่างเหงาๆ

ดูเหมือนผมจะชินที่มีอะตอมคอยอยู่ใกล้ๆ ไปแล้ว ขนาดหายไปแค่สองวัน ผมยังรู้สึกเลยว่าชีวิตไม่เหมือนเดิม ผมได้คุยทางไลน์กับอะตอมบ้างแต่ก็ไม่มาก เพราะนอกจากกลับบ้านแล้ว อะตอมก็ยังรับงานด้วย เลยไม่ค่อยมีเวลาคุยกับผม

นาฬิกาบนฝาผนังบอกเวลาสามทุ่ม หลังกลับมาที่คอนโดตอนเย็นๆ ผมก็นั่งดูซีรีส์วายที่โต๊ะคอมจนถึงตอนนี้ ที่จริงผมก็ไม่เคยดูหรอก แต่นึกอยากดูขึ้นมาก็เลยค้นหามาดู มาเจอเรื่องหนึ่งน่าสนใจ ชื่อเรื่องพาให้นึกถึงยาเสพติด เป็นซีรีส์จีนที่มีคนไทยแปลไว้ครบทุกตอน แรกๆ ก็ดูแบบมีระยะห่าง แต่ดูไปดูมาก็เพลินจนลืมอาบน้ำไปเลย ดีที่ว่ากินข้าวจากบ้านมาแล้ว

ผมดูจนเกือบจะจบอยู่แล้ว เสียงกดกริ่งห้องก็ดังขึ้น อะตอมน่าจะกลับมาแล้วแน่ๆ ผมจึงรีบกดหยุดเล่นและย่อหน้าจอลง ก่อนเข็นมารอเพื่อนที่ประตูอย่างไว แต่อะตอมก็เปิดประตูเข้ามาก่อนผมมาถึงซะอีก

"ดูอะไรเหรอ เมื่อกี้กูได้ยินเสียง" มาถึงอะตอมก็ถามเรื่องนี้ซะแล้ว เจ้าตัวยิ้มสดใสอย่างอารมณ์ดี

"อ๋อ…ดูซีรีส์" หน้าตาผมเลิ่กลั่กหน่อยๆ ถึงจะไม่โกหกแต่ก็ไม่บอกทั้งหมด

"เหรอ แล้วทำไมไม่ดูต่อล่ะ" อะตอมมองไปที่โต๊ะคอมผมอย่างสงสัย ก่อนหันไปปิดประตูห้อง

"เดี๋ยวเอาไว้ค่อยดูทีหลังก็ได้"

"นั่นแน่ ดูหนังอาร์หรือเปล่า หรือว่าหนังโป๊" อะตอมแกล้งแหย่

"เปล่าเว้ย ดูซีรีส์จีน" ผมรีบตอบทันที ไม่รู้ว่าท่าทางผมมีพิรุธหรือเปล่า แต่คาดว่าคงมีอะไรสักอย่างแสดงให้เห็น อะตอมจึงไม่เลิกสงสัยซะที

"เรื่องอะไร สนุกเปล่า"

"เฮโรอีน" ผมบอกชื่อเรื่องไป แค่ชื่อเรื่องก็ทำเอาอะตอมขมวดคิ้วเข้าหากันแน่น

"ยาเสพติดเหรอ มึงดูซีรีส์แบบนี้ด้วยเหรอวะ"

"มันไม่ใช่เรื่องยาเสพติดนะเว้ย ชื่อมันเป็นอย่างนั้นเฉยๆ " ผมอธิบาย

"เหรอ กูขอดูได้เปล่า มึงเปิดอยู่ไหม" อะตอมไม่พูดเปล่า มันเดินไปที่โต๊ะคอมผมด้วย ผมรีบตามไปทันที ดีที่อะตอมไม่ถือวิสาสะเปิดดูโดยไม่ถามผมก่อน "เปิดดูได้ไหม"

ที่จริงก็ไม่น่าจะมีปัญหาหรอก แต่ไอ้ฉากที่ผมเพิ่งหยุดไว้นี่สิ ถึงอย่างนั้นผมก็ยังพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต

อะตอมขำเบาๆ ก่อนหันไปเปิดหน้าจอที่ผมย่อไว้กลับมา จากนั้นกดปุ่มเพลย์ ฉากที่ผมกำลังดูค้างไว้จึงเล่นต่อทันที พระเอกผลักนายเอกลงบนเตียงและตามลงมาจูบอย่างเร่าร้อน อะตอมถึงกับตาโต มันยืนดูสักพักก็หันมายิ้มแปลกๆ กับผม ผมได้แต่ทำหน้าแหยๆ

"อืม…น่าสนใจ เดี๋ยวมีเวลากูจะขอดูมั่งนะ" อะตอมหันมายิ้มสายตาเป็นประกาย ก่อนหันไปกดหยุดเล่น

"อ้าว มึงไม่เคยดูเหรอ ดังนะเว้ย" ผมพยายามพูดให้เหมือนเป็นเรื่องปกติ

"ยังเว้ย ไม่เคยดูซีรีส์วายเลย มึงดูมากี่เรื่องแล้วล่ะ"

"เรื่องนี้เรื่องแรก"

"เพิ่งดูเหรอ" อะตอมทำหน้าแปลกใจ

"เออ ก็เพิ่งดูนี่แหละ"

อะตอมยิ้มแปลกๆ อีกแล้ว จากนั้นก็ก้มหน้าลงมาใกล้ๆ ผม ทำเอาผมใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัว "ทำไมมึงถึงอยากดูล่ะ อยากทำแบบเมื่อกี้เหรอ"

"เชี่ยนี่" ผมต่อยแขนอะตอมเบาๆ มันถึงกับเอามือลูบๆ ตรงที่โดนต่อยเร็วๆ ทำหน้าเหยเกและซี้ดปาก

"อูย เจ็บว่ะ"

ผมยอมรับว่าทำหน้าไม่ถูกเลย จึงต้องเข็นหนีมันมาที่โซฟา ส่วนอะตอมยืนหัวเราะถูกใจ ก่อนจะเอากระเป๋าเป้ไปวางบนโต๊ะ

"มึงกินข้าวแล้วเหรอ" อะตอมถามโดยไม่หันมามองผม

"กินแล้ว แล้วมึงล่ะ" ผมถามกลับ

"เรียบร้อย อ้อ กูซื้อทุเรียนทอดมาฝากมึงด้วย มึงชอบกินเหมือนน้องมึงเปล่าวะ ซื้อมาจากร้านเดียวกันเลย อร่อยนะเว้ย" อะตอมพูดพลางดึงเอาถุงทุเรียนทอดออกจากกระเป๋ามาวางบนโต๊ะ

"เออ ขอบใจเว้ย ชอบกินเหมือนกัน แต่ไม่ค่อยกิน แม่ไม่อยากให้กิน เดี๋ยวอ้วน" พูดจบผมก็ย้ายตัวไปนั่งบนโซฟา เหยียดแขนขาสบายๆ

"จะกินเลยไหม" อะตอมหันมาถาม

"ยัง เอาไว้ก่อน"

อะตอมเดินมาหยุดอยู่กลางห้อง มันจับตรงคอเสื้อของตัวเองแล้วเขย่าๆ ดูท่าทางจะร้อน

"แม่งร้อนฉิบหายเลย" อะตอมไม่พูดเปล่า มันถอดเสื้อผ้าออกต่อหน้าต่อตาผมด้วย เหลือแต่กางเกงในรอสโซ่สีขาวซีดเก่า ขอบสีดำๆ คิดแล้วก็ขำ ตอนเป็นนายแบบมันใส่แต่ของเท่ๆ ดีๆ ตัวหนึ่งหลายร้อยหรือหลายพัน แต่ชีวิตจริงของมัน ตัวที่ใส่อยู่ผมไม่แน่ใจว่าถึงร้อยบาทหรือเปล่า

อะตอมเดินมาที่โซฟา ก่อนทิ้งตัวลงนั่งข้างๆ ผมและหันมายิ้มให้ ผมตีสีหน้าไม่ถูกอีกแล้ว ซ้ำยังเผลอมองทั้งหน้ามันและต่ำลงไปอีก ซีรีส์เมื่อกี้ทำให้ผมยิ่งพบว่าผู้ชายมีเสน่ห์น่าค้นหาหลายอย่าง ซ้ำหลายๆ อย่างที่ว่าก็มีอยู่ในตัวอะตอมซะด้วย

"เป็นไง รอสโซ่ แมนๆ อยากลองใส่ยี่ห้อเดียวกับกูไหม" อะตอมถามยิ้มๆ

ผมไม่ตอบคำถาม ได้แต่หันหน้าไปทางอื่น แต่ไม่มีปลายทางสายตาที่แน่ชัด

"เป็นไรหน้าแดงๆ " อะตอมยื่นหน้ามาถามใกล้ๆ ผมเผลอผงะเล็กน้อย

"เปล่า หน้ากูก็แดงๆ แบบนี้อยู่แล้ว" ผมตอบเสียงงุบงิบ

"หราาาาา" อะตอมลากเสียงยาวล้อเลียน จากนั้นมันก็ทิ้งตัวลงนอนบนตักผมหน้าตาเฉย "เหนื่อยจัง ขอนอนแป๊บหนึ่งนะ"

ถึงจะตกใจแต่ผมก็ไม่กล้าผลักมันออก จึงปล่อยให้มันนอนบนขาผมต่อไปอย่างสบายๆ นอนไปสักพัก อะตอมก็ชวนคุย

"ตอนกูไปบ้านมึงน่ะ กูเห็นไม้ค้ำยันด้วย มึงใช้ด้วยเหรอวะ"

"อืม"

"งั้นมึงก็เดินได้สิ" อะตอมเงยหน้ามามอง

"ก็พอได้ แต่กูไม่ค่อยใช้แล้ว มันช้า ไปไหนก็ไม่ทันใจ ก็เลยใช้สลับๆ กับวีลแชร์ แต่หลังๆ เนี่ยกูแทบไม่ได้ใช้ไม้ค้ำเลย ก็เลยเอาไว้ที่บ้าน กูว่าใช้วีลแชร์สะดวกกว่า"

"อืม ก็จริงแหละ แต่ไม่เป็นไรหรอก ตรงไหนที่มึงไปไม่ได้ก็ขี่หลังกู"

"ขอบใจเว้ย" ผมก้มมองอะตอมด้วยแววตาเอ็นดู นึกอยากจะเอามือลูบผมมันเล่นแต่ก็ไม่กล้า

ที่จริงอะตอมเป็นน้องผม เพราะผมเรียนช้าไปหนึ่งปี ผมเริ่มเรียนปอหนึ่งตอนอายุแปดขวบ ก่อนหน้านั้นแม่พาผมไปฟื้นฟูที่สถาบันการแพทย์แห่งหนึ่ง พอกลับมาเรียนปอหนึ่งแม่ก็ไม่ให้ผมบอกอายุใคร และยังขอครูที่โรงเรียนให้ช่วยเก็บเป็นความลับ เพราะไม่อยากให้ผมโดนเพื่อนล้อว่าเป็นเด็กโค่ง

ตอนเด็กๆ ผมใช้ไม้ค้ำยันเป็นหลักเพราะโรงเรียนมีบันไดทุกจุด ไม่สามารถใช้วีลแชร์ได้ ผมจึงใช้ไม้ค้ำยันจนถึงมัธยมต้น เพิ่งเปลี่ยนมาใช้วีลแชร์ตอนมัธยมปลายเนื่องจากที่โรงเรียนมีทางลาด ลิฟต์และห้องน้ำคนพิการให้พร้อม ใช้ไปใช้มาก็เริ่มติดเพราะมันคล่องตัวกว่า หลังๆ ก็เลยไม่ใช้ไม้ค้ำยันตลอด

อะตอมเผลอถอนหายใจเหมือนมีเรื่องเครียด แต่ผมยังไม่ถามเพราะคิดว่ามันคงจะพูดเอง ไม่นานเท่าไหร่มันก็เล่าให้ผมฟัง

"ตอนกูไปส่งของให้น้องมึง มันทำให้กูคิดถึงคนคนหนึ่งมากเลยว่ะ"

"ใครเหรอ" ผมอยากรู้

"น้องสาวกูไง กูไม่เจอหน้าน้องกูมาสามปีแล้ว ไม่รู้ว่าเป็นไงมั่ง" อะตอมทำหน้าเศร้า คราวนี้ผมเผลอเอามือลูบผมมันจนได้ คงเป็นเพราะผมอยากปลอบใจมันก็เลยเผลอทำโดยไม่รู้ตัว

"แสดงว่ามึงรักน้องมึงมาก"

"เออดิ โตมาด้วยกัน กูคอยดูแลเขา ไม่ให้ใครมารังแก น้องกูรักกูมาก มันขี้อ้อน อยากได้อะไร อยากให้พี่ช่วยอะไร เขาจะมาอ้อนกูทุกครั้งเลย กูผูกพันกับน้องมาก แต่แม่กูโคตรใจร้ายเลยว่ะ เขาไม่เคยพาน้องมาหากูเลย แล้วกูก็ไม่รู้ว่าเขาอยู่ไหนที่อยุธยา ไม่รู้จะไปหายังไง" อะตอมพูดเหมือนรำพัน เสียงฟังดูเศร้าจนผมรู้สึกสงสาร ถึงอย่างนั้นก็ไม่คิดจะต่อความเพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องในครอบครัวของเพื่อน

"มึงรู้ไหมว่าทำไมตอนนั้นกูถึงรักอั้มมาก" อะตอมถามเกริ่น ผมทำท่าคิดแล้วก็ส่ายหน้าไปมา

"เขาเหมือนน้องกูไง" อะตอมเว้นจังหวะ พักหนึ่งก็พูดต่อ "เขาทำให้กูนึกถึงน้องสาวของกู เขาทำหลายๆ อย่างเหมือนน้องสาวกู แต่แม่ง…สุดท้ายมันก็จบเหมือนกันหมด ไม่มีใครเห็นใจกูเลย"

"ก็กูนี่ไง" ผมรีบบอก

อะตอมพลิกหน้ามามองผมทันที สายตาเราประสานกันนิ่ง ทุกอย่างเงียบจนแทบจะได้ยินเสียงหัวใจเต้น ร่างเปลือยจนเกือบเปล่าปรากฎในลานสายตาของผม จะว่าไปก็ทำให้เกิดความรู้สึกแปลกๆ ไม่น้อย

"ตอนไปถ่ายรูป มึงเจออั้มไหม" อะตอมถามหลังเงียบไปสักพัก

"เจอ"

"แล้วเขาถามถึงกูเปล่า"

ผมไม่รู้ว่าควรจะตอบตรงๆ ดีหรือเปล่า ก็เลยเงียบ แต่นั่นก็น่าจะเป็นคำตอบในตัวไปแล้ว

"เขาดูเศร้าไหม" อะตอมถามต่อ

"ไม่รู้ว่ะ กูไม่ได้คุยกับเขาเท่าไหร่ อั้มเขาทำงานยุ่งๆ น่ะ" ผมตอบอย่างระวังที่สุดเพราะกลัวทำให้เพื่อนเสียใจ แต่พลันก็นึกสงสัยขึ้นบ้าง "มึง…ยังไม่ลืมอั้มเหรอวะ"

"ลืมน่ะคงไม่ลืมหรอก ยังไงก็เคยคบกัน กูแค่สงสัยว่าทำไมแม่กู น้องกู หรือคนที่กูคบเป็นแฟนด้วย…ถึงไม่มีใครเคยเห็นใจกูเลย ไม่แคร์กูแม้แต่นิดเดียว ขอโทษนะเว้ยที่กูดราม่า แต่กู…"

"เออ ไม่เป็นไรหรอก มึงดราม่ากับกูได้ ใครไม่เห็นใจมึง แต่กูเห็นใจมึงนะเว้ย แม่กูก็เห็นใจมึง พี่โดมอีกคน อ้อ ป๊ากูด้วย กูเพิ่งเล่าเรื่องของมึงให้ป๊ากูฟัง แม่กูก็โปรโมทมึงน่าดูเลย ป๊ากูเลยอยากเจอมึง เขาอยากช่วยมึงนะเว้ย"

"ขอบใจมากนะกัปตัน" อะตอมซุกหน้าลงตรงหน้าท้องของผม ซ้ำยังกอดผมไว้ด้วย ไม่รู้ว่ามันร้องไห้หรือเปล่าเพราะตัวสั่นๆ ตอนนี้จิตใจมันคงอ่อนแอพอสมควร ผมจึงยอมให้มันกอด เอามือลูบผมมันเบาๆ เป็นการปลอบโยนไปด้วย มันทำให้ผมรู้สึกดีจบแทบไม่สนใจเลยว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่

ผมมารู้สึกแปลกใจอีกทีก็ตอนที่ทุกอย่างนิ่งสนิท เมื่อก้มมองอีกทีอะตอมก็หลับไปแล้ว ผมจึงปล่อยให้มันหลับคาตักผมอยู่อย่างนั้น แต่สายตาผมนี่สิ อยู่ดีๆ ก็เกิดซุกซนขึ้นมา น่าจะเป็นเพราะซีรีส์เรื่องเมื่อกี้แน่ๆ ที่ทำให้ผมเปลี่ยนไป สายตาผมไล่ไปตามลำตัวของอะตอมไปเรื่อยๆ ก่อนมาหยุดตรงส่วนที่ถูกปกปิดไว้ด้วยชั้นในรอสโซ่แมนๆ มันตุงพอสมควรเพราะอะตอมมีขนาดอาวุธลับที่ใช้ได้เลยทีเดียว ถึงจะเคยเห็นของจริงมาแล้ว ผมก็ยังอดใจสั่นๆ ไม่ได้

แต่มันน่าตกใจตรงที่อาวุธลับของผมดันเริ่มขยายตัวนี่สิ ทั้งๆ ที่อะตอมก็ยังคงนอนบนตักผมอยู่ อาวุธลับของผมน่าจะดุนดันอยู่แถวๆ คอของมันนี่แหละ แต่จะผลักมันก็ออกก็ใช่ที่ จึงต้องปล่อยเลยตามเลยและรอให้มันสงบลงเอง

ผมดึงสายตาออกมาจากตรงนั้นแล้ว แต่อาวุธลับของผมก็ยังไม่สงบ ถ้าไม่คิดไปเอง ผมรู้สึกว่าหัวของอะตอมหนักขึ้น เหมือนมันซุกตัวเบียดกับอาวุธลับของผมยังไงยังงั้น แทนที่มันจะสงบโดยเร็วก็ถูกลากยาวออกไปอีก ผมจึงนั่งตัวแข็งทื่อ โชคดีที่สุดท้ายมันก็สงบลง แต่มันน่าแปลกตรงที่อะตอมก็ดันมารู้สึกตัวตอนนี้ซะด้วย

เพื่อนนายแบบขายาวของผมทำท่างัวเงีย สักพักมันก็ลุกขึ้นและถาม "กี่โมงแล้ววะ"

"จะสี่ทุ่มแล้ว" ผมบอก

"ยังไม่ได้อาบน้ำเลย มึงอาบน้ำยัง"

"ยัง ก็มัวแต่ดูซีรีส์อยู่" ตอบเสร็จผมก็ก้มหน้าเล็กน้อย เรื่องของเรื่องก็คืออายนั่นแหละ

อะตอมเอามือยีหัวผมและหัวเราะเบาๆ อย่างเอ็นดู "ไปอาบน้ำกันไหม กูไม่ได้อาบน้ำกับมึงมาหลายวันแล้ว"

ที่ผ่านมาผมก็ไม่ปฏิเสธหรอก แต่ตอนนี้ผมชักไม่แน่ใจ เมื่อกี้แค่มันนอนตักผมยังขึ้น ถ้าแก้ผ้าอาบน้ำด้วยกันคงโด่ชี้หน้ามันแน่ เพราะผมก็ไม่ได้ทำอะไรกับอาวุธลับมาหลายวันแล้ว ถึงอย่างนั้นผมก็ยังพยักหน้าตกลงไปแบบงงๆ

อะตอมช่วยถอดเสื้อผ้าให้ผมและเอาไปใส่ตะกร้าผ้าให้ ก่อนเดินมาอุ้มผมเข้าไปในห้องน้ำและวางผมไว้บนเก้าอี้ตัวเดิม โชคดีที่อาวุธลับของผมไม่ขึ้นชี้หน้ามันอย่างที่คิด ผมจึงอาบน้ำกับมันได้อย่างสบายใจ

อะตอมนั่งกับพื้นให้ผมช่วยสระผมให้ จึงเป็นโอกาสดีที่ผมจะชวนมันคุยเรื่องที่อยากรู้

"มึงเคยได้ยินคำว่าโฟรแมนซ์เปล่า"

"ไม่อะ ไม่เคยได้ยินเลย เคยได้ยินแต่โบรแมนซ์"

"มันย่อมาจาก เฟรนด์โรแมนซ์ไง" ผมเฉลยพลางนวดหัวและเส้นผมให้อะตอมไปด้วย

"เหรอ แล้วมันเป็นยังไง" อะตอมถามเหมือนอยากรู้

"โบรแมนซ์เป็นเรื่องผู้ชายสองคนที่อายุต่างกันแล้วมาถูกชะตากัน สนิทกันจนดูเหมือนเป็นแฟนกัน แต่จริงๆ ไม่ใช่ ส่วนโฟรแมนซ์ก็คล้ายๆ กันนั่นแหละ แต่เป็นเพื่อนสองคนที่ถูกชะตากัน สนิทกัน ดูเผินๆ เหมือนเป็นแฟนกัน แต่ก็ไม่ใช่อีกเหมือนกัน"

อะตอมพยักหน้าหงึกๆ หลังฟังผมอธิบาย "แล้วไง มึงกำลังจะบอกกูว่า…กูกับมึงเป็นโฟรแมนซ์งั้นเหรอ"

"กูก็ไม่รู้หรอกว่าสุดท้ายมันจะเป็นยังไง แค่…มีคำถามเฉยๆ " ผมพูดด้วยสีหน้าไม่มั่นใจนัก

เราเงียบกันไปสักพัก อะตอมจึงล้างผมในช่วงจังหวะนี้ ก่อนจะนั่งลงให้ผมช่วยนวดผมต่อ

"เมื่อกี้ตอนที่กูนอนตักมึง กูรู้นะเว้ยว่ามึง…" อะตอมละไว้ในฐานที่เข้าใจ ก่อนหันหน้ามาและเงยหน้ามองผม "แล้วเมื่อกี้…กูก็จงใจด้วย มึงว่าโฟรแมนซ์ทำแบบนี้ได้ไหมล่ะ"

ผมโดนอะตอมย้อนศรจนได้ เถียงมันไม่ออกเลยสักคำ แถมยังรู้สึกอายด้วยที่โดนมันจับได้

"หน้าแดงแล้วมึง" อะตอมแซวพลางส่งมือมาหยิกแก้มผมเบาๆ อย่างเอ็นดู ทำเอาหน้าที่แดงอยู่แล้วยิ่งแดงขึ้นไปอีก

อะตอมหันหน้ากลับไปตามเดิม ส่วนผมก็นวดผมให้มันต่อ แต่ในหัวกลับไพล่คิดไปถึงเรื่องไอ้อิน เท่านี้ผมก็เริ่มเครียดอีกแล้ว เพราะเรื่องที่ผมอยากรู้และอยากถามอะตอมให้ชัดเจนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน แต่ถ้าไม่ถามก็จะคาใจและกินแหนงแคลงใจไม่หยุดหย่อน

"กูมีอะไรจะสารภาพมึงน่ะกัปตัน" อยู่ๆ อะตอมก็หันมาบอกผมด้วยประโยคนี้

"อะไรวะ" ผมมุ่นคิ้ว

อะตอมหมุนตัวมาเผชิญหน้ากับผม สีหน้ามันดูเศร้าๆ ชอบกล "ตอนแรกกูไม่กล้าบอกมึงเรื่องนี้ แต่คิดไปคิดมา กูว่ามึงควรจะรู้ไว้ แต่มึงสัญญานะเว้ย มึงต้องฟังจากปากกูคนเดียว คนอื่นจะพูดยังไงมึงไม่ต้องสนใจทั้งนั้น เพราะกูพูดความจริง ถ้ามึงได้ยินอะไรที่ไม่ตรงกับที่กูพูด มึงแน่ใจได้เลยว่าคนนั้นโกหก"

น้ำเสียงของอะตอมฟังดูหนักแน่น ผมพยักหน้าตกลงโดยไม่รีรอ อะตอมหยุดคิดเพียงครู่เดียวก็พูด "คืนนั้นที่ไอ้อินมันลากกูไปที่ห้องของมันน่ะ มันลักหลับกู ตอนนั้นกูเมามาก แล้วกูก็คิดว่าเป็นมึง กูก็เลยไม่ขัดขืน"

แม้จะรู้เลาๆ มาบ้างแล้ว แต่ผมก็อดตกใจไม่ได้ ไม่ใช่ตกใจอะตอม แต่ตกใจสิ่งที่อินทำมากกว่า สีหน้าแบบนี้ก็เลยทำให้อะตอมหน้าเสีย เพราะมันคงคิดว่าผมรับไม่ได้

"กูขอโทษนะเว้ย กูแม่งพลาดอย่างแรงว่ะ เมาจนดูแลมึงไม่ได้ แถมยังถูกไอ้เหี้ยนั่นหลอกไปทำทุเรศๆ อีก มึงคอยดูนะเว้ย ยิ่งมันทำตัวแบบนี้ กูก็จะยิ่งเกลียดมัน ยิ่งมันอยากได้กูมากเท่าไหร่ กูก็จะทำให้มันเจ็บมากเท่านั้น เรื่องคืนนั้น ถือว่าทำบุญให้หมาจรจัดมันแดกละกัน แล้วถ้ายังเสือกมายุ่งกับกูอีก คราวนี้กูจะให้แดกตีนกูแทน" อะตอมพูดอย่างอาฆาต

เท่านี้ความคลางแคลงใจผมก็หายไปหมดสิ้น ถึงอะตอมจะไม่ได้บอกผมตั้งแต่แรกที่เกิดเรื่อง แต่ผู้ชายคนนี้ก็มีความจริงใจมากที่กล้าสารภาพเรื่องแบบนี้ให้ผมฟัง ถ้าผมเจอแบบอะตอมบ้าง ก็คงไม่กล้าบอกตั้งแต่ครั้งแรกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมเข้าใจและไม่มีข้อสงสัยเลย รู้สึกตื้นตันใจจนเกือบน้ำตาซึมด้วยซ้ำ อีกอย่างก็นึกโกรธตัวเองด้วยที่เผลอคิดในทางไม่ดีกับอะตอมไปบ้างแล้ว

"กูรู้แล้ว" ผมบอกไปสั้นๆ

"มันมาบอกมึงเหรอ มันมาเยาะเย้ยมึงใช่ไหม เดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะไปจัดการมัน ไอ้เหี้ยนี่ หน้าตาก็ดี แต่ทำตัวโคตรเลว" อะตอมอดด่ามันอีกไม่ได้

"อย่าทำรุนแรงมากนะเว้ย เพิ่งเข้าไปเรียน กูไม่อยากให้มึงมีปัญหา" ผมเตือนด้วยความหวังดี

"เออ กูไม่ทำตัวแย่ให้โดนไล่ออกหรอกน่า กูอยากเรียนกับมึงจนครบห้าปีเว้ย" อะตอมเริ่มมีรอยยิ้มแล้วหลังจากเครียดไปเมื่อกี้

ผมยิ้มตอบให้อะตอม ความรู้สึกดีๆ แล่นเข้าท่วมท้นใจจนเอ่อ ถ้าเป็นแบบนี้บ่อยๆ ผมคงเผลอรักมันเข้าจนได้ "ที่กูพูดเรื่องโฟรแมนซ์เมื่อกี้ กูขอโทษนะเว้ย เอาเป็นว่า…ถ้ากูจะรักใครต่อจากนี้ กูจะพิจารณามึงเป็นคนแรกเลย"

อะตอมยิ้มแฉ่งและหน้าบานขึ้นมาทันที ไม่เหลือร่องรอยความขุ่นเคืองใจใดๆ บนใบหน้าอีกแล้ว มันคงจะดีใจมากที่ได้ยินผมพูดแบบนี้ พลันอะตอมก็ลุกขึ้นพรวด ผมไม่ทันตั้งตัวมันก็ก้มลงมาขโมยหอมแก้มซะแล้ว ผมหน้าเหวอและเอามือลูบแก้มตัวเองไปมาเบาๆ ส่วนอะตอมหัวเราะชอบใจและยิ้มมีความสุข ก่อนคุยโวใส่ผมอย่างมั่นหน้า

"ถ้ากูทำตัวน่ารักๆ กับมึงทุกวันๆ เดี๋ยวมึงก็รักกูเองแหละ ไม่รอดมือกูหรอก"

อะตอมยักคิ้ว ผมเลยเอามือตีก้นมันหนึ่งเผียะ มันถึงกับสะดุ้งโหยงและทำท่าเหมือนเจ็บ แต่สักพักก็หัวเราะและยิ้มให้ผม ยิ้มของมันทำเอาผมแทบใจละลายลงตรงนี้ อะตอมบอกว่ามันหลงปากสีแดงเรื่อๆ ของผมมาก คราวนี้ผมก็คงจะหลงรอยยิ้มน่ารักๆ แบบนี้ของมันมากเหมือนกัน

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

9 ความคิดเห็น