เข็นรักขึ้นภูเขา

ตอนที่ 1 : ♿ เขาทำผมใจสั่นหวั่นไหว

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 75
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 4 ครั้ง
    21 มิ.ย. 63

โปสเตอร์นิยายเข็นรักขึ้นภูเขา

:::CAPTAIN:::

อีกแล้ว! แม่โทรมาอีกแล้ว ตั้งแต่ตื่นลืมตา ผมต้องคอยรับโทรศัพท์แม่ไม่รู้กี่รอบแล้ว จะไปเรียนสายก็เพราะคุยกับแม่นี่แหละ ไม่รู้ว่าจะเป็นห่วงอะไรผมนักหนา บางทีผมก็ไม่เข้าใจเลย ทั้งๆ ที่ผมก็โตพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว แต่แม่ก็ยังคงห่วงผมเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เสมอ จนบางทีผมว่ามันก็มากเกินไป

"ต่อไปกัปตันไม่ทำแบบนี้อีกนะลูก แม่เตือนหลายครั้งแล้วว่าอย่ากินของข้างทาง ตัวเราก็ยิ่งเป็นอย่างนี้ด้วย แล้วแน่ใจนะว่าไปเรียนไหว"

"ไหวสิครับแม่ ผมไม่ได้เป็นไรมากซะหน่อย อีกอย่างเรียนวันแรกด้วย ยังไงก็ต้องไปครับ"

"แม่รู้ แต่ว่าพักสักวันก่อนดีไหมลูก ถ้าเกิดท้องเสียในห้องเรียนขึ้นมาอีกจะทำไง ห้องน้ำห้องท่าก็ยิ่งไม่ค่อยสะดวกอยู่"

"โธ่แม่ แม่ไม่ต้องห่วงผมหรอก ผมหายแล้ว ตอนนี้โอเคแล้ว ส่วนเรื่องห้องน้ำ เมื่อวานพี่โดมพาผมไปดูแล้วว่ามันมีห้องน้ำที่ผมเข้าได้อยู่ตรงไหนบ้าง"

"แล้วมันไกลหรือเปล่าล่ะลูก เกิดฉุกเฉินขึ้นมาจะไปทันไหม ยังไงแม่ว่าพักก่อนสักวันดีกว่านะกัปตัน พรุ่งนี้ค่อยไปเรียนก็ได้ เดี๋ยวแม่จะพาไปหาหมอ"

"ผมหายแล้วแม่ ตอนนี้ผมก็ไม่ปวดแล้ว เมื่อคืนพี่โดมเอายามาให้กิน หายตั้งแต่เมื่อคืนแล้วครับ" ผมค้าน แต่แม่ก็ยังไม่วายบ่นกระปอดกระแปด แถมยังต่อรองนั่นนี่จนผมชักอ่อนอกอ่อนใจ แต่เมื่อเห็นว่าผมไม่ยอม แม่ก็เลยเป็นฝ่ายถอย

"งั้นกัปตันรออยู่ที่ห้องก่อนนะลูก เดี๋ยวแม่จะโทรบอกพี่โดมให้ไปหา ให้พี่เขาช่วยพาไปที่ห้องเรียนดีกว่า เผื่อมีอะไรพี่เขาจะได้ช่วยกัปตันได้ทันไง"

"ไม่เป็นไรครับแม่ ผมออกมาแล้ว อีกอย่าง วันนี้พี่โดมมีเรียนบ่ายด้วย ผมไม่อยากกวนเขา ผมไปเองได้น่ะแม่ ผมโตแล้วนะ" ผมเถียงอย่างเหนื่อยใจ

เมื่อวานพี่โดมกับเพื่อนพาผมไปกินอาหารข้างหลังหอพักนานาชาติ รสจัดเอาเรื่องเลย ผมก็เลยกินได้เป็นบางอย่าง ถึงพี่โดมจะสั่งของที่ไม่เผ็ดมากมาให้กิน หรือไม่ก็ให้เขาใส่พริกน้อยลง แต่เพราะไม่เคยกินมาก่อน พอกลับถึงหอพักผมก็ท้องเสีย

หลังจากนั้นไม่เท่าไหร่ จู่ๆ แม่ก็โทรมาต่อว่าผมใหญ่เลยว่าไม่ควรไปกินอาหารข้างทางจนท้องเสีย ตอนแรกแม่ว่าจะมาดูผมที่หอพัก ผมต้องหว่านล้อมสารพัดไม่ให้แม่มาหา ดีที่พี่โดมเอายามาให้ผมซะก่อน แม่ก็เลยเปลี่ยนใจไม่มาหาผมกลางดึก มีพี่โดมอยู่ใกล้ๆ ก็ดีอย่างนี้แหละ แต่พี่โดมอาจจะไม่คิดอย่างผมก็ได้ เจอคุณแม่จอมแพนนิคของผมเข้าไป ชีวิตคงอยู่ไม่เป็นสุขแน่ๆ

"ตายจริง แล้วกัปตันออกไปยังไงล่ะลูก ขับรถไปหรือเปล่า" แม่ผมขึ้นเสียงสูง

"ใกล้แค่นี้เองครับแม่ ผมไปเองได้ แค่นี้ก่อนนะครับแม่ ผมต้องรีบไปเรียน จะไม่ทันแล้ว"

ผมถือโอกาสตัดบทเอาดื้อๆ ไม่อย่างนั้นแล้วผมคงไม่ได้ไปไหน ผมรับโทรศัพท์แม่ไปหลายรอบแล้ว แกเทียวไล้เทียวขื่อจะให้ผมไปโรงพยาบาลและหยุดเรียนให้ได้ แต่ผมไม่อยากพลาดวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์ เพราะได้ข่าวมาว่าข้อสอบยากสุดๆ คนที่อยากผ่านต้องมาเรียนและจดด้วยตัวเองเท่านั้น

ผมใช้แผนที่กูเกิ้ลวัดระยะทางจากหอพักมาที่ตึกเรียนคณะสถาปัตย์ ทั้งสองที่ห่างกันแปดร้อยเมตร ต้องข้ามถนนสองจุด อยู่ในวิสัยและระยะที่ผมพอจัดการได้ ผมจึงไม่ขับรถมา เพราะขี้เกียจหาที่จอด แต่บางวันอาจจะต้องใช้บ้าง โดยเฉพาะถ้าต้องออกไปข้างนอก

ผมมาถึงทางเดินลอดใต้ถนน ข้ามตรงนี้ไปอีกหน่อยก็จะถึงรั้วมหาลัยฝั่งตรงข้าม ตึกเรียนของผมอยู่ถัดเข้าไปอีกหน่อย เสียดายที่ผมไม่สามารถใช้ทางลอดนี้ได้ จึงต้องเสี่ยงข้ามถนนเอา อาศัย รปภ. ที่อยู่แถวนั้นให้ช่วยโบกรถให้

ในที่สุดผมก็ข้ามถนนมาได้ จากนั้นก็ตรงไปยังตึกเรียนของคณะ เหลืออีกแค่ห้านาทีเท่านั้นจะเก้าโมง วิชานี้เช็คชื่อตรงเวลาเป๊ะ เพราะฉะนั้นผมจะสายไม่ได้ ถ้าไม่มัวแต่เสียเวลาคุยกับแม่ ป่านนี้ผมคงถึงห้องเรียนไปนานแล้ว ทั้งที่อุตส่าห์รีบตื่นแต่เช้า

"ถึงห้องเรียนหรือยัง"

ข้อความไลน์ผมเด้งขึ้นมาขณะที่ผมมาหยุดอยู่ที่หน้าบันไดทางขึ้น พี่โดมส่งข้อความมาถามนั่นเอง ผมแปลกใจนิดหน่อยเพราะไม่นึกว่าจะตื่นเช้าขนาดนี้ สงสัยแม่ผมคงโทรไปกวนแน่ๆ

"กำลังจะถึง หูชาตั้งแต่เช้าเลย 555" ผมกดพิมพ์ตอบไป

"พี่ขอโทษ น้าเล็กถามเยอะไงเมื่อคืน พี่ก็เลยเผลอบอกแกไปว่าเราท้องเสีย" พี่โดมบอกสาเหตุที่ทำให้แม่ผมรู้เรื่องนี้ ที่จริงก็บอกตั้งแต่เมื่อคืนแล้วล่ะ

"ไม่เป็นไรพี่ 555" ผมตอบไปอย่างอารมณ์ดี ใครเจอแม่ผมซักก็จะเป็นแบบนี้แหละ ถ้าแม่อยากรู้อะไร คนที่ถูกถามจะโดนซักจนหลงและเผลอคายความจริงออกมาจนได้

"หารูมเมทมาอยู่ด้วยสิ น้าเล็กจะได้ไม่ห่วง" พี่ชายสุดหล่อของผมเสนอทางออกให้

ที่จริงผมก็คิดเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่แม่ผมดันซื้อคอนโดขนาดห้าสิบตารางเมตรให้ ใครจะกล้ามาเป็นรูมเมทกับผมล่ะ ห้องใหญ่ขนาดนี้ ค่าเช่าคงไม่ต้องพูดถึง เกินหมื่นบาทต่อเดือนแหงๆ นักศึกษาส่วนมากยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง ใครจะกล้ามาเช่าคอนโดแพงๆ แบบนี้อยู่ ที่จริงผมจะคิดค่าเช่าถูกๆ ก็พอได้ แต่ก็ยังกังวลหลายเรื่องถ้าจะมีคนมาแชร์ห้องด้วย

ถ้ามีคนมาอยู่ด้วยแล้วทำให้แม่ห่วงผมน้อยลง ผมว่ามันก็น่าสนใจไม่น้อย แต่จะเป็นใครดีล่ะ ผมยังไม่สนิทกับใครเลย

"จะขึ้นเหรอ"

เสียงทุ้มๆ นุ่มๆ ของผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้น เมื่อผมหันไปดู ก็เห็นชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับผมมาหยุดยืนใกล้ๆ เจ้าตัวหอบเล็กน้อย สงสัยจะรีบวิ่งมา

แม้จะเห็นเป็นเวลาสั้นๆ ผู้ชายคนนี้ก็มีรายละเอียดหลายอย่างที่น่าสนใจ เขาใส่ชุดนักศึกษาแขนยาวสีขาว ผูกไทสีกรมท่าซึ่งมีตราสัญลักษณ์ของมหาลัยอยู่ กางเกงสแล็คสีดำ รองเท้าหนังมันวาว ถูกระเบียบเป๊ะแต่ก็ดูทันสมัย เขามีรูปหน้าแหลม ดวงตาคมโต รูปร่างสูงชะลูดอย่างกับนายแบบ มาพร้อมกับเป้สีดำสะพายไพล่ข้างหลัง

แต่สิ่งที่น่าสะดุดตามากที่สุดในตัวเพื่อนใหม่คนนี้ก็คือใบหน้าหล่อใสทว่าคมคาย แถมยังซ่อนความกวนและแววทะเล้นไว้ในคู่ดวงตาที่มองมาด้วย

"ใช่" ผมรับคำ ก่อนถาม "เรียนวิชาประวัติศาสตร์ศิลป์เหมือนกันเหรอ"

"ใช่ๆ แล้วจะขึ้นยังไงล่ะ" คิ้วหนามุ่นเข้าหากันขณะมองไปรอบๆ ตรงทางขึ้นอาคารมีแต่บันไดสามสี่ขั้น ไม่มีจุดไหนที่ผมสามารถขึ้นได้เลย

"มีทางลาดอยู่ข้างหลัง" นักศึกษาชายรุ่นพี่คนหนึ่งเดินมาบอก เขาเข้ามาเมียงมองคล้ายกับอยากจะช่วย

ผมทำท่าครุ่นคิด ถ้าไปขึ้นข้างหลังคงไม่ทันแน่ แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นทางเลือกเดียวซะแล้วในตอนนี้

"ขี่หลังกูดีกว่า" เพื่อนใหม่ของผมอาสา ก่อนหันไปบอกรุ่นพี่ผู้ชายคนนั้น "ผมวานพี่ช่วยยกอันนี้ขึ้นไปไว้รอข้างบนหน่อยครับ ฝากกระเป๋าด้วย"

"ได้ๆ " รุ่นพี่ชายผู้ชายคนนั้นยิ้มเต็มใจ ก่อนรับกระเป๋าเป้ที่เพื่อนใหม่ผมส่งให้ไปสะพายร่วมกับของตัวเอง

"ขี่หลังเร็ว" คนหน้าคมเร่ง เขาย่อตัวลงต่ำ ผมไม่มีเวลาลังเลมากนักจึงรีบกอดคอเขาไว้ เขายืดตัวขึ้นและรีบก้าวเดินขึ้นบันไดอย่างมั่นคง ท่าทางจะแข็งแรงไม่น้อย ส่วนรุ่นพี่ผู้ชายคนนั้นก็รีบยกรถวีลแชร์ของผมขึ้นไปรอไว้ เมื่อเพื่อนใหม่พาผมเดินมาถึงวีลแชร์ เขาก็ย่อตัวลงต่ำเพื่อให้ผมลงไปนั่งได้ง่าย

"ขอบใจมาก ขอบคุณนะครับพี่" ผมยิ้มขอบคุณทั้งสองคนพร้อมกับจัดท่านั่งให้เรียบร้อย

"รีบไปเหอะ จะไม่ทันแล้ว" เพื่อนใหม่เริ่มลนลานเพราะใกล้เวลาเต็มที

เราสองคนลารุ่นพี่แล้วรีบมุ่งตรงไปยังลิฟต์ซึ่งอยู่ไม่ไกลออกไป ส่วนมากนักศึกษาทั่วไปจะไม่ได้ใช้ แต่ผมได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ โชคที่กดปุ๊บมันก็เปิดปั๊บ จึงไม่ต้องเสียเวลารอ ไม่นานมันก็พาเราเลื่อนระดับมาอยู่ชั้นสาม ตอนนี้เหลือไม่ถึงหนึ่งนาที เราสองคนจึงต้องรีบตรงไปยังห้องเลคเชอร์สุดชีวิต คนหนึ่งเข็น คนหนึ่งวิ่ง โชคดีที่มาทันอย่างฉิวเฉียด

เราสองคนเลือกนั่งอยู่หลังสุด แต่ก็ยังเป็นเป้าสายตาเพื่อนๆ อยู่ดีเพราะมาสาย แถมยังย้ายเก้าอี้ดังเอี๊ยดอ๊าด แต่พออาจารย์เดินเข้ามาในห้อง ทุกคนก็เบนความสนใจไปทางนั้นแทน

"แล้วมึงจะจดไงวะ" เพื่อนใหม่ผมถามด้วยสีหน้าสงสัย

ยังไม่ทันที่ผมจะตอบ อาจารย์ผู้หญิงที่เพิ่งเดินเข้ามาก็ชี้บอก "ของเธอใช้โต๊ะได้เลยนะคะ อาจารย์เตรียมไว้ให้แล้ว ใครก็ได้ช่วยเอาโต๊ะให้เพื่อนหน่อย"

ใครก็ได้คนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน เพื่อนใหม่ของผมที่เพิ่งเจอกันนั่นเอง เขารีบลุกไปลากโต๊ะนักเรียนสีขาวซึ่งทั้งเล็กและเบามาให้ผมอย่างไว ผมรู้สึกดีไม่น้อยที่ทางมหาลัยเข้าใจความต้องการของผมขนาดนี้

ไม่นานเราก็พร้อมที่จะเรียน นักศึกษาวันนี้ค่อนข้างหนาตา เพราะนักศึกษาจากทุกภาควิชาจะเรียนด้วยกันในช่วงปีที่หนึ่งเพื่อปรับพื้นฐาน ก่อนที่บางส่วนจะค่อยๆ แยกกันไปในปีที่สองและสาม และแยกกันเรียนโดยสมบูรณ์ในปีที่สี่และห้า

"เฮ้ย มึงมีปากกาเปล่าวะ กูลืมเอามาว่ะ" เพื่อนใหม่ผมหันมาถาม ในขณะที่มือก็ควานหาของในกระเป๋าเป้ไปด้วย

ผมหยิบกระเป๋าเป้มาค้นบ้าง ไม่นานก็ได้ปากกาหนึ่งแท่งส่งให้เพื่อนใหม่ ปกติผมก็จะเตรียมไว้หลายๆ แท่งอยู่แล้ว เพราะถ้าใครจะเรียนคณะนี้ อุปกรณ์และเครื่องเขียนต้องพร้อม

"ขอบใจ โห…ใช้ของดีซะด้วยเว้ย แพงนะเนี่ยยี่ห้อเนี้ย" เพื่อนใหม่ผมชม ผมหันไปยิ้มแล้วก็หันไปสนใจฟังอาจารย์บรรยายต่อ ในขณะที่เพื่อนใหม่ก็ยังอยากรู้และถามไม่เลิก

"มึงชื่ออะไร กูชื่ออะตอม"

"กัปตัน" ผมแวบไปมองสั้นๆ ด้วยความที่เป็นเด็กเรียน ผมจึงค่อนข้างสนใจการเรียนมากกว่าอย่างอื่น

"ทำไมมาสายล่ะ ตื่นสายเหรอ"

"เปล่า มีปัญหานิดหน่อย" ผมตอบโดยไม่หันไปมอง

"เมื่อเช้าบีทีเอสคนแน่นมาก เกือบมาไม่ทัน" อะตอมบอก ก่อนถามกลับ "แล้วมึงมาไง อย่าบอกนะว่าเข็นมา"

"เออ" ผมตอบสั้นๆ กระนั้นน้ำเสียงและท่าทางของผมก็เป็นมิตร คงเป็นเพราะถูกชะตากับเพื่อนใหม่ผู้มีน้ำใจ เขาเข้ามาช่วยผมโดยไม่ต้องร้องขอ แถมยังไม่แสดงท่าทางแปลกแยกให้เห็น น่าจะเป็นคนมีทัศนคติดีมากคนหนึ่ง

อะตอมคงเห็นว่าผมสนใจฟังอาจารย์มากกว่า เจ้าตัวจึงหยุดชวนคุยโดยปริยายและหันมาตั้งใจจดเลคเชอร์ ตอนนี้มีแต่เสียงของอาจารย์ สลับด้วยเสียงวัตถุต่างๆ กระทบกันและเสียงพูดคุยเบาๆ ของนักศึกษาในห้องเป็นระยะๆ วันแรกๆ ก็คงเป็นแบบนี้ แต่พออยู่ไปสักพักและเริ่มเก๋า ภาพที่เห็นในวันนี้ก็คงจะเปลี่ยนไป

:::ATOM:::

หลังเรียนภาคเช้าเสร็จ ท้องเราก็เริ่มหิว แม้ว่าจะยังไม่เหนื่อยมากเพราะเพิ่งเรียนวันแรก แต่พวกเราก็ตื่นเต้นกับชีวิตในรั้วมหาลัยอันดับหนึ่งของประเทศไม่น้อย หนึ่งเรื่องที่น่าตื่นเต้นก็คือการกินนี่แหละ เพราะที่นี่มีโรงอาหารหลายแห่งให้เลือก มีเจ้าอร่อยหลายเจ้า รุ่นพี่บอกว่าถ้าเบื่อเจ้านี้ก็ไปกินเจ้าอื่น หรือจะออกไปกินข้างนอกก็ยังได้ เพราะแถวนี้ห้างเพียบ ฟังๆ ดูแล้วก็น่าตื่นตาตื่นใจ

ที่จริงผมมีแผนว่าจะไปกินข้าวคณะนิเทศ ผมนัดอั้มแฟนผมไว้แล้ว ว่ากันว่าโรงอาหารคณะของเธอนั้นมีของอร่อยๆ ให้กินหลายอย่าง เป็นที่ขึ้นชื่อลือชาของที่นี่ ที่สำคัญ คณะนี้มีสาวๆ สวยๆ ละลานตา หนุ่มๆ จึงชอบไปเพราะได้กินทั้งอาหารกายและอาหารตาพร้อมกัน

พอเลิกคลาส ผมยังไม่ได้ไปทันที กะว่าจะช่วยกัปตันซื้อข้าวกินเสียหน่อย แต่เจ้าตัวก็ยืนยันว่าไม่เป็นไร

"มึงมีธุระไม่ใช่เหรอ ก็ไปดิ ไม่ต้องมาช่วยกูหรอก แค่นี้สบายมาก"

ผมยืนหันรีหันขวาง ใจหนึ่งก็จะรีบไปหาอั้มเพราะเธอส่งไลน์มาเร่งแล้ว แต่อีกใจหนึ่งก็ห่วงเพื่อนใหม่เพราะไม่แน่ใจว่าจะถือจานข้าวไปวางที่โต๊ะเองได้หรือเปล่า

"มึงทำได้เองแน่นะเว้ย" ผมไม่วายเป็นห่วง

"เออ เดี๋ยวแฟนมึงรอ" กัปตันบอกยิ้มๆ

ที่จริงผมไม่ได้บอกกัปตันว่าผมมีแฟนหรอก แต่อาการผมคงจะฟ้องว่าอยากไปหาคนสำคัญ คงเดาได้ไม่ยากว่าเป็นใคร

เมื่ออีกฝ่ายยืนยันเช่นนั้น ผมจึงค่อยสบายใจ "เออๆ งั้น...เดี๋ยวตอนบ่ายเจอกันนะเว้ย"

"เออ กินข้าวให้อร่อยเพื่อน" กัปตันบอกอย่างอารมณ์ดี

ผมค่อยๆ ถอยออกจากแถวซึ่งมีนักศึกษายืนต่อคิวกัน จากนั้นก็เดินออกไปพร้อมกับหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาโทรหาอั้ม เมื่อฝ่ายนั้นรับ ผมก็รีบบอก

"กำลังจะไปแล้วนะ รอแป๊บหนึ่ง"

"รีบมาเลย หิวจะแย่แล้ว ทำอะไรอยู่ตั้งนาน" แฟนผมบ่น แต่น่าจะยังไม่งอนเท่าไหร่

"โอเคๆ อีกห้านาทีเจอกัน"

ผมบอกพลางเร่งฝีเท้า พอเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ผมก็ได้ยินเสียงเหมือนจานหรือข้าวของบางอย่างตกพื้นเสียงดัง ตามด้วยเสียงร้องวี้ดว้ายตกใจ

"ว้ายน้อง พี่ขอโทษๆ โอ๊ย ทำไงดี เดี๋ยวๆ ๆ เดี๋ยวพี่เก็บให้"

เมื่อหันไปมอง ผมก็เห็นรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งเก็บจานที่หล่นอยู่บนพื้นทางเดินขึ้นมาวางบนโต๊ะใกล้ๆ ดีที่มันเป็นจานพลาสติกจึงไม่แตกเสียหาย เธอหน้าซีดและดูตกใจมากทีเดียว ผมจึงรีบเดินไปดูเพราะเห็นว่ากัปตันก็อยู่ตรงนั้นด้วย ไม่รู้ว่ามีอะไรกัน

"ตายแล้ว เปื้อนหมดเลย ทำไงดี" รุ่นพี่ผู้หญิงหน้าเสีย

"มีอะไรเหรอกัปตัน” มาถึงผมก็ถาม แต่พอเห็นคราบอาหารเปรอะเปื้อนบนเสื้อของเพื่อนจึงไม่ต้องการคำตอบ

พี่ผู้หญิงเปิดกระเป๋าถือพลางหยิบกระดาษทิชชูออกมา ทำท่าจะเช็ดคราบอาหารที่เปรอะตามเสื้อและกางเกงของกัปตันให้ แต่มันก็เลอะเทอะจนไม่สามารถใช้กระดาษทิชชูเช็ดทำความสะอาดได้

"ไม่เป็นไรครับพี่ เดี๋ยวผมพาเพื่อนไปห้องน้ำดีกว่า" ผมรีบบอกพี่คนนั้นก่อนที่เธอจะลงมือ

"ไม่ต้องทำอะไรนะคะ เดี๋ยวป้าทำความสะอาดเอง" แม่บ้านที่ทำความสะอาดโรงอาหารเดินมาบอก บนพื้นมีข้าวมันไก่หกเรี่ยราด ส่วนเสื้อและกางเกงของกัปตันก็มีทั้งเม็ดข้าว น้ำจิ้มข้าวมันไก่และน้ำซุปเลอะกระจายตามตัว

"พี่ขอโทษนะคะน้อง เมื่อกี้พี่ไม่เห็นจริงๆ เดี๋ยวพี่ซื้อให้ใหม่นะ" พี่ผู้หญิงทำหน้ารู้สึกผิด

"ไม่เป็นไรครับพี่" กัปตันบอก พยายามยิ้มให้อีกฝ่าย แต่สีหน้าก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คงอายสายตาคนอื่นๆ ที่มองมา

“ไปเหอะ” ผมให้สัญญาณ ก่อนรีบเข็นเพื่อนออกไป

รถเข็นคันนี้ดูเล็กกะทัดรัด มีน้ำหนักเบา ดีไซน์สวย คงจะราคาแพงไม่น้อย กัปตันจึงดูไม่เหมือนคนนั่งวีลแชร์ที่น่าสงสาร เหมือนที่เรามักพบเห็นตามโรงพยาบาลบ่อยๆ แต่มันเป็นรถวีลแชร์ที่ช่วยให้ผู้นั่งดูเท่มากทีเดียว

"ห้องน้ำวีลแชร์อยู่ตรงไหนครับพี่" ผมถามรุ่นพี่ผู้ชายคนหนึ่งระหว่างทาง เขาชี้ไม้ชี้มือให้ดู ผมกล่าวขอบคุณแล้วก็รีบเข็นเพื่อนไปตามนั้น

โชคดีที่มันไม่ถูกล็อกไว้ ผมรีบเลื่อนประตูบานเลื่อนออก ทางเข้ากว้างพอสมควรทีเดียว พื้นที่ข้างในก็กว้างจนแทบจะนอนเล่นได้ น่าจะออกแบบตามหลักสากลนั่นเอง ที่คณะนี้ค่อนข้างมีชื่อเสียงเรื่องยูนิเวอร์แซลดีไซน์หรือการออกแบบที่เป็นสากล จึงไม่ลืมทำสิ่งอำนวยความสะดวกแบบนี้ไว้ให้ด้วย

พอล็อกประตูห้องน้ำ ผมก็สั่ง "ถอดเสื้อออก เดี๋ยวกูจะล้างให้"

กัปตันหน้าเหวอ แต่สักพักเขาก็ค่อยๆ ปลดกระดุมเสื้อ ก่อนถอดออกและส่งมาให้ผม เหลือเสื้อกล้ามสีขาวปิดบังผิวเนื้อบางส่วนไว้ เจ้าตัวมีผิวขาวจัด ปากสีแดงอมชมพูโดยธรรมชาติ ผิวเนียนละเอียดสวยจนเหมือนผิวผู้หญิง สะดุดตาผมมากทีเดียว

ผมรับเสื้อของกัปตันมา ก่อนเดินไปที่อ่างล้างหน้าและเปิดน้ำ ใช้น้ำล้างตรงบริเวณที่มีคราบเปื้อนให้ออกก่อน จากนั้นก็เอาสบู่เหลวซัก ส่วนกัปตันดึงม้วนกระดาษทิชชูตรงโถส้วมออกมาหลายๆ ทบ ก่อนเช็ดคราบเปื้อนตามรถและกางเกงสแล็คออก

"พี่เขาเดินชนมึงเหรอ" ผมหันไปถาม

"เออ เดินมาข้างหลังกูเว้ย แล้วเขาก็มัวแต่คุยโทรศัพท์ ไม่ดูอะไรเลย" กัปตันบ่นระคนขำ "เออ...แล้วมึงไม่ไปกินข้าวกับแฟนเหรอ"

เมื่อถูกเตือนผมก็หน้าเสีย เมื่อกี้ผมมัวแต่ห่วงเพื่อนจนลืมว่าต้องไปหาอั้ม ป่านนี้คงรอแย่ ผมรีบปิดน้ำแล้วหยิบโทรศัพท์ออกมาดู อั้มส่งไลน์มาบอกผมสองสามข้อความ ข้อความสุดท้ายเขียนว่า

"ไม่ต้องมาแล้ว เดี๋ยวอั้มจะไปกินกับเพื่อน"

เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ต้องปล่อยเลยตามเลย ผมเก็บโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกงแล้วหันไปบอกเพื่อน "ไม่ไปแล้ว"

"แล้วเขาจะไม่โกรธมึงเหรอวะ" กัปตันสงสัย

"ช่างเหอะ ไม่ใช่นัดพิเศษอะไรหรอก เออ...สงสัยกูว่ามึงต้องถอดกางเกงมาซักด้วยนะเนี่ย น้ำจิ้มเต็มเลย เข้าไปเรียนในห้องแอร์คงเหม็นทั้งห้อง" ผมถือโอกาสเปลี่ยนเรื่อง

"เอางั้นเหรอ" กัปตันหน้าแหย

"เออ หรือมึงอยากเผื่อแผ่กลิ่นน้ำจิ้มข้าวมันไก่ให้เพื่อนๆ ดมแก้ง่วงยามบ่ายวะ" ผมกระเซ้า

"หันไปทางนู้น" กัปตันบอก คงจะทำใจได้แล้วว่ายังไงก็คงต้องถอดกางเกงซัก

"มึงก็หันวีลแชร์มึงไปทางอื่นสิวะ" ผมบอกพลางขำ

กัปตันเบี่ยงวีลแชร์หลบตามที่ผมบอก ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงถอดเข็มขัด ตามด้วยเสียงเนื้อผ้าเสียดสีกับผิว สักพักก็มีกางเกงสแล็คสีดำยื่นมาให้ผม ผมรีบรับมาและเปิดน้ำล้างตรงที่เปื้อน จากนั้นจึงกดสบู่เหลวแบบปั๊มเพื่อเอามาใช้ซักแทนผงซักฟอก

"ห้องน้ำของมึงนี่โคตรดีเลยว่ะ มีอ่างล้างมือ มีสบู่ล้างมือ อ้อ มีเครื่องเป่าแห้งด้วย ดีเลย จะได้เป่าเสื้อกับกางเกงให้มึง"

ผมเรียกห้องน้ำนี้ว่า "ห้องน้ำของมึง" เพราะน่าจะทำไว้ให้คนที่ใช้รถวีลแชร์โดยเฉพาะ ผมไม่เคยเข้ามาในห้องน้ำแบบนี้มาก่อน ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ดูมันอลังการงานสร้างดีเหมือนกัน

เมื่อซักเสร็จ ผมก็เอาเสื้อกับกางเกงไปอังที่เป่ามือจนแห้งพอใส่ได้ เสร็จแล้วก็ยื่นส่งให้กัปตันไป

"ขอบใจเพื่อน"

ปากสีชมพูแย้มยิ้ม สีหน้านั้นเต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณ ผมแทบไม่เคยเห็นใครมองผมด้วยสีหน้าแบบนี้มาก่อนเลย

"เออๆ รีบใส่เหอะ จะได้ไปกินข้าว" ผมบอก สายตาพลันไปสะดุดเข้ากับอะไรบางอย่างสีขาวๆ ผมมองล่วงล้ำต่ำลงไปแล้วก็ทำหน้าทะเล้น "เฮ้ย มึงใส่เกงในยี่ห้ออะไรวะ สวยดี"

กัปตันรีบเอาเสื้อกับกางเกงไปปิดตรงนั้น ก่อนสั่งเสียงดุๆ "หันไปเลยมึง"

ผมหัวเราะชอบใจและหันไปทางอื่นตามที่เพื่อนบอก ตอนแรกผมเข้าใจว่าขาของกัปตันคงจะเล็ก แต่เท่าที่เห็นก็ไม่เล็กเท่าไหร่ ทว่าก็ยังไม่สนิทพอที่จะถามว่าเพื่อนไปทำอีท่าไหนถึงได้นั่งวีลแชร์มาเรียน ตั้งแต่เกิดมา ผมยังไม่เคยมีเพื่อนแบบนี้เลย แต่ก็น่าแปลกที่ผมกลับไม่รู้สึกแปลกแยก

เมื่อหันหน้ามาดูอีกที ผมก็เห็นกัปตันกำลังง่วนกับการผูกเนกไท จึงรีบอาสาเข้าไปช่วย "เดี๋ยวกูผูกให้ กูผูกสวย"

กัปตันหยุดทันทีและยิ้มเขินๆ ให้ คงจะสำนึกความสามารถในการผูกเนกไทของตัวเองดี ผมย่อตัวลงนั่งข้างๆ วีลแชร์ของเพื่อน ก่อนจะรับหน้าที่ผูกเนกไทต่อ แต่สักพักก็ตัดสินใจรื้อออกและทำใหม่ตั้งแต่ต้น

"มึงชอบผูกเนกไทเหรอ" กัปตันถาม

"มั้ง ก็กูผูกบ่อยๆ ไง ผูกมาตั้งแต่มอสี่แล้ว"

"มึงเรียนที่ไหนวะ ทำไมใช้เนกไทตั้งแต่มอสี่" กัปตันสงสัย

"เปล่าเว้ย กูเป็นนายแบบ เวลาถ่ายแบบมันต้องใส่เนกไทบ่อยๆ ไง ก็เลยต้องฝึกผูกให้มันสวยๆ ก็ได้พวกพี่ๆ นั่นแหละช่วยสอน"

"มึงเป็นนายแบบตั้งแต่มอสี่เลยเหรอ" กัปตันทำหน้าฉงน

"เออ เดี๋ยวตอนไปกินข้าวจะเล่าให้ฟัง" ผมบอก พลันสายตาก็ไปสะดุดกับปากสีชมพูเรื่อๆ อีกแล้ว ผู้ชายอะไรปากแดงอมชมพูขนาดนี้ พอเผลอมองไปสักพักก็ชักใจสั่น สงสัยว่าริมฝีปากสวยน่าสัมผัสนั้นจะอยู่ใกล้เกินไป ผมจึงรีบผูกเนกไทให้เสร็จเร็วๆ

"นี่ มึงดูเลย ใช้ได้ไหม"

ผมพูดพลางเข็นเพื่อนไปดูที่หน้ากระจกตรงอ่างล้างมือ ห้องน้ำนี้มีกระจกด้วย ดูเหมือนมีทุกอย่างครบจนน่าอิจฉา

"ไหนวะ ไม่เห็นเลย เห็นแต่หัว" กัปตันบ่นพลางขำ

ก็จริงอย่างว่า มีกระจกก็จริง แต่พอนั่งรถวีลแชร์ส่องก็เห็นแค่หัว ผมจึงเสนอไอเดีย "มึงพอยืนได้เปล่าวะ เดี๋ยวกูพยุงให้"

"ได้ๆ กูพอยืนได้อยู่" กัปตันบอก

ผมมายืนข้างๆ รถวีลแชร์ของกัปตัน เขาบอกให้ผมใช้มือสอดใต้รักแร้สองข้าง แล้วก็พยุงให้ลุกขึ้นยืนตัวตรง ไม่นานกระจกตรงหน้าก็มีภาพเราสองคนยืนเคียงคู่กัน กัปตันเห็นฝีมือผูกเนกไทของผมก็ยิ้มชอบใจ

"เออ สวยดีว่ะ"

ผมยิ้มชอบใจที่เพื่อนชอบ แต่อยู่ๆ ก็รู้สึกคันยุบยิบตรงก้น น่าจะเป็นเพราะอากาศร้อนและมีเหงื่อ แบคทีเรียก็เลยเริ่มก่อตัวและสร้างความระคายเคือง ด้วยความลืมตัว ผมจึงเผลอปล่อยมือ กำลังจะได้เกาตรงที่คันของตัวเอง ร่างของกัปตันก็พลันเสียหลักเพราะอีกข้างไม่สมดุล ด้วยความตกใจ คนที่จะล้มก็เลยหมุนตัวพลิกมากอดผมไว้

เมื่อทุกอย่างหยุดนิ่ง ผมก็เห็นตาแป๋วๆ และปากสีชมพูเรื่อๆ อยู่ใกล้แค่คืบ เราจ้องตากันด้วยความรู้สึกบางอย่าง แม้เพียงไม่กี่วินาทีผมก็รู้สึกกับสิ่งที่เห็นอย่างรุนแรงจนปั่นป่วน หัวใจของผมเต้นแรงจนแทบจะทรงตัวไม่ไหว

เมื่อได้สติ ผมก็พยุงให้กัปตันนั่งลงบนวีลแชร์เหมือนเดิม แต่หัวใจข้างในยังเต้นตุบๆ จนน่าแปลกใจว่ามันตื่นเต้นอะไรของมัน ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นเหมือนผมหรือเปล่า แต่สีหน้าเรียบเฉยนั้นคงพอเป็นคำตอบได้

"ไปเหอะ กูหิวแล้ว" ผมตัดบท กัปตันพยักหน้าตกลง

TBC...

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 4 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

4 ความคิดเห็น