น้องคนนั้น... คนที่น่ารักๆ น่ะครับ

ตอนที่ 32 : EP.16 ยิ่งพยายาม ยิ่งห่าง I [1/2]

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 600
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 48 ครั้ง
    9 มิ.ย. 63

 

EP.16

ยิ่งพยายาม ยิ่งห่าง I

[1/2]

 

                5 เดือนต่อมา

                และแล้วก็ถึงเวลาที่น้องต้องย้ายบ้านเข้าแล้วจริงๆ ทั้งที่ไทม์เตรียมใจไว้รับมือแล้วแท้ๆ ทว่าเมื่อถึงเวลาความรู้สึกมันกลับแย่กว่าที่คิดไว้มาก ราวกับความรู้สึกของคนสองคนกำลังสวนทางกันอย่างชัดเจน

                น้ำตาลดีใจมากที่จะได้ย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่เสียที มันก็เป็นความฝันและความสุขเล็กๆ ของน้องซึ่งน้องเองไม่เคยสัมผัสกับความสะดวกสบายเลยตั้งแต่เกิด ตั้งแต่จำความได้ก็อยู่ที่อพาร์ทเมนต์แห่งนั้น เติบโตมากับห้องสี่เหลี่ยมที่มีทุกอย่างรวมกัน ไม่มีสัดส่วนจัดแบ่งชัดเจนอะไร นอนบนเตียงก็เห็นครัว ทำอาหารก็หันไปเจอห้องน้ำ พื้นที่ในห้องจึงค่อนข้างคับแคบ

                ไม่แปลกใจที่น้ำตาลจะชอบมาบ้านไทม์ เพราะบ้านของไทม์นั้นใหญ่โตและทุกอย่างสะดวกสบายเพียบพร้อมไปเสียหมด ตอนนี้จะได้มีบ้านเหมือนพี่ไทม์แล้วน้องย่อมดีใจเป็นพิเศษ แล้วความดีใจของน้องก็กลบความเซื่องซึมของไทม์จนไม่มีใครสังเกตเห็น

                มันคือความรู้สึกเล็กๆ ในใจไทม์ที่จะว่าไร้สาระก็ได้ แค่รู้สึกว่าไม่อยากให้น้องอยู่ไกลไปกว่านี้เลย บ้านใหม่ของน้ำตาลอยู่ไกลจากบ้านไทม์มากพอสมควร แน่นอนว่าการเดินทางไปหากันมันค่อนข้างลำบาก ต้องฝ่าจุดรถติดบรรลัยถึงสี่จุดกว่าจะถึง คำนวณเวลาเดินทางนานกว่าขับรถไปหัวหินอีกมั้ง ทำให้อะไรมันดูยากขึ้นไปอีก

                ถึงจะไม่อยากให้น้องไปไกลตัว แต่ก็อดย้อนถามตัวเองไม่ได้ว่าที่ผ่านมาใกล้ชิดกันถึงห้าปีเต็มเนี่ย มันยังไม่เพียงพอเหรอ ถึงเวลาที่จะปล่อยน้องให้ไปเติบโตได้หรือยัง มันควรถึงเวลาแยกย้ายกันไปใช้ชีวิตแล้วไม่ใช่หรือ จะเอาเหตุผลอะไรไปรั้งน้องไว้ น้ำตาลเองก็เด็กมาก น้องควรเติบโตและมีชีวิตที่ดีโดยไม่ควรมีใครรั้งน้องไว้ ตรงนี้ไทม์ก็เข้าใจ

                อย่างตอนเลี้ยงทอร์ช คนติดหลานอย่างไทม์น่ะเศร้าตั้งหลายวันกว่าจะยอมรับได้ว่าหลานชายคนเดียวเริ่มเติบโตขึ้นแล้ว ไม่ใช่เด็กที่เขาจะคอยดูแลทุกสิ่งทุกอย่างอีกต่อไป ตอนทอร์ชขึ้นม.1 ไทม์ก็ซึมแบบนี้ แทนที่จะชินชากับความรู้สึกห่างแต่ไทม์กลับรู้สึกแย่กว่าเดิม เหมือนมีลางสังหรณ์ว่าอะไรบางอย่างมันกำลังจะเปลี่ยน

                หลายวันมานี้ไทม์ได้เห็นน้องยิ้ม หัวเราะ แถมพูดบ่อยๆ ว่าอยากย้ายเข้าบ้านใหม่แล้ว อยากจัดห้องนอนของตัวเอง อยากนอนคนเดียว อยากเข้าครัวทำอาหารกับแม่ อยากออกมาเล่นที่สนามหญ้า ความตื่นเต้นที่น้องแสดงออกมาทำให้ไทม์ได้แต่ยิ้มตามแล้วเก็บความรู้สึกกลัวไว้ภายในหัวใจเงียบๆ

                ไม่กล้าแม้แต่จะอ้าปากพูดว่า’ไม่อยากให้ไปเลย กลัวคิดถึง’…

                ถึงแม้จะไม่ได้อยู่ใกล้กัน แต่มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอที่น้ำตาลกำลังจะมีชีวิตที่ดีขึ้น ยิ่งถ้าน้องอยู่ได้โดยไม่ต้องคอยพึ่งพาไทม์หรือร้องหาไทม์ มันก็ยิ่งดีนี่นา ไม่มีเด็กที่ไหนจะติดผู้ใหญ่สักคนได้ตลอดชีวิตหรอก เมื่อเขาโตขึ้นเขาก็จะมีโลกส่วนตัวของตัวเอง มีความคิดและรู้จักวางแผนอะไรด้วยตนเอง อีกไม่กี่ปีข้างหน้าน้องก็คงลืมไทม์แล้ว

                มันก็ดีนะ ดีสำหรับตัวน้อง แต่ไม่ดีต่อความสัมพันธ์เลย ว่าแต่ความรู้สึกแรกตอนไทม์ได้เจอน้องมันคืออะไรนะ?

                ‘อยากดูแลน้ำตาลให้เติบโต มีความสุข เราจะเติบโตไปด้วยกัน’

                มันก็เกือบจะจริง อย่างน้อยก็ห้าปีที่ผ่านมานี้ไทม์ทำหน้าที่พี่ชายใจดีไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักอย่าง ช่วงเวลาที่ผ่านมามันก็เพียงพอแล้วที่จะปลูกฝังเรื่องดีๆ ให้น้องเริ่มต้นที่จะเติบโตด้วยตนเอง ส่วนไทม์ก็เดินตามทางของตัวเองเช่นกัน

                แต่ถ้า...ได้อยู่ใกล้กันอีกสักนิดคงดีไม่น้อย แม้มันจะถึงเวลาที่จะต้องต่างคนต่างใช้ชีวิตแล้วก็จริง ทว่ามันก็มีหลายอย่างที่ไทม์ยังห่วงและอดที่จะคิดไม่ได้ นั่นก็ไม่วายปัญหาภายในครอบครัวใหม่ของน้องนี่แหละ ถ้าเกิดอะไรขึ้นไทม์จะไปหาน้องทันเวลาได้ยังไงในเมื่ออยู่ไกลกันขนาดนี้

                ยิ่งเมื่อวานก่อนพีชกับน้ำตาลก็เพิ่งทะเลาะกันไปอีกรอบ เหมือนว่าเพิ่งย้ายของไปบ้านใหม่แล้วข้าวของแต่ละคนยังเก็บไม่เป็นที่ มีวางเกะกะตามพื้นบ้าง ทีนี้น้ำตาลก็แบกของตัวเองเพื่อจะขึ้นไปเก็บบนห้องแต่กลับสะดุดล้มเพราะมีของพีชวางขวางทางอยู่ พาลให้ของกองที่น้องสะดุดมันล้มไปชนกีต้าร์ของพีช

                พอเห็นว่าของรักของหวงล้มลงพื้นเสียงดังพีชก็เข้ามาผลักน้ำตาล จากนั้นก็ทะเลาะจนง้างหมัดใส่กัน ดีที่ผู้ใหญ่ออกมาห้ามทันเลยไม่มีใครเจ็บตัว เนี่ย ไทม์เป็นห่วงเพราะไม่รู้ว่าน้ำตาลจะทนกับสถานการณ์แบบนี้ไปได้นานแค่ไหน เมื่อไหร่ที่น้องรู้สึกไม่ดี ไทม์ก็อยากเป็นคนแรกที่ช่วยเหลือน้องได้

                ทำให้ไทม์ต้องมานั่งกังวลใจอยู่ตอนนี้ว่าจะทำยังไงดี ไทม์ผ่านการดูแลเด็กช่วงวัยนี้มาแล้ว ตอนทอร์ชโตขึ้นทอร์ชจะไม่ค่อยเล่าอะไรให้ไทม์ฟังเหมือนแต่ก่อน ขนาดทะเลาะกับเพื่อนหรือมีแฟนก็แทบจะไม่เล่า เพราะคิดว่าตัวเองจัดการได้ แล้วน้ำตาลล่ะ ถ้าน้องไม่บอกอะไรไทม์ก็ไม่มีวันรู้ อีกอย่างไทม์ก็ไม่แน่ใจด้วยว่าน้องจะรับมือได้จริงๆ

                ห่วง ห่วงน้องมาก ในความรู้สึกไทม์คือน้ำตาลยังไม่ได้โตถึงขนาดว่าปล่อยใช้ชีวิตเองได้ อย่างทอร์ชที่วางใจได้เพราะครอบครัวที่ลำปางเป็นครอบครัวใหญ่ พอไทม์กลับกรุงเทพเมื่อไหร่ลุงป้าน้าอาก็จะดูแลทอร์ชต่อโดยที่ทอร์ชไม่รู้สึกขาด มีคนอยู่ด้วยตลอดเวลา แต่น้ำตาลไม่มีใครเลยนะ ยิ่งกำลังจะย้ายโรงเรียนใหม่ เพื่อนสนิทก็ยังไม่มี

                “พูดถึงว่ามีบ้านหรือคอนโดไว้ปล่อยเช่านี่ก็ดีเหมือนกันนะ”

                “ถ้าทำเลดีก็พอได้ อีกหน่อยลูกจะได้มีรายได้หลายทาง”

                ไทม์นั่งฟังพ่อกับแม่คุยกันเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว แต่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะหาซื้อที่แล้วสร้างหอพักให้เช่าดีไหม หรือลงทุนซื้อบ้าน คอนโดแล้วปล่อยเช่าดี ส่วนตัวไทม์เองไม่เคยออกความเห็นเพราะคิดว่าธุรกิจที่มีอยู่มันก็เพียงพอที่จะหารายได้จุนเจือครอบครัวแล้ว ทั้งร้านทอง ทั้งที่นา สวนผลไม้ที่ต่างจังหวัดอีกไม่รู้กี่สิบไร่

                แต่ถ้าพูดถึงคอนโดหรือบ้าน เหมือนเพิ่งเห็นป้ายเปิดจองเฟสแรกเมื่อวันก่อนนี่เอง

                “พ่อ ตอนไทม์ขับรถจากบ้านใหม่น้ำตาลกลับมานี่ เห็นโครงการคอนโดใหม่สองสามที่แน่ะ แถวนั้นมีโรงงานเยอะ ถ้าได้ห้องแล้วปล่อยเช่าก็น่าจะมีคนเช่าไม่ขาดนะพ่อ”

                “ไกลจัง ลองหาแถวมหาลัยดูไหม เอาไม่ไกลจากบ้านเรามาก เวลานัดดูห้องจะได้สะดวก”

                “เอ่อ แต่ว่าแถวนั้นก็มีมหาลัยนะพ่อ เห็นเริ่มต้นเจ็ดแสน แต่คอนโดแถวมหาลัยบ้านเรามันก็เริ่มต้นเป็นล้านแล้ว ลองไปดูก็ได้ถ้าพ่อจะทำจริงๆ”

                “พ่อกับแม่ก็อยากทำแหละ แต่พอเสียเงินทีนึงเยอะๆ ก็ใจหาย อุตส่าห์เก็บมาทั้งชีวิต ไหนไทม์จะต้องใช้เงินเรียนนักบินอีกสองล้านกว่าบาท ตีไปสามล้านเลยกว่าจะได้ทำงาน ค่าใช้จ่ายยิบบ่อยคงเยอะ ถ้าจะทำก็รอหลังไทม์ได้ทำงานก็ได้”

                แล้วไทม์จะพูดอะไรออก ในเมื่อตัวเองก็คือภาระก้อนใหญ่ของครอบครัวในตอนนี้ ในหัวคิดแต่จะทำยังไงให้ได้อยู่ใกล้น้ำตาลกว่านี้จนมองข้ามความเป็นจริงหลายอย่างไปหมด ไทม์เองก็ไม่ชอบตัวเองที่งี่เง่าแบบนี้เหมือนกัน ไม่เข้าใจว่าจะเอาความรู้สึกไปแขวนไว้กับเด็กคนนั้นทำไมนักหนา

                ทั้งวันเอาแต่คิดว่าจะทำยังไงๆ จนในหัวไม่คิดเรื่องอื่นเลย พยายามโทรหาน้อง ไลน์หาน้อง แต่น้ำตาลก็ไม่ว่างคุยด้วยเลยสักครั้งเพราะน้องต้องจัดของและออกไปซื้อของตกแต่งบ้านกับแม่ มันก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ที่น้องจะไม่ว่าง เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีสักครั้งที่น้ำตาลจะปล่อยให้ไทม์รอทั้งวันขนาดนี้ มันแปลกเกินไปสำหรับไทม์

                ‘เป็นบ้าอะไรของเราวะเนี่ย พอเถอะ เลิกคิดสักที’

                ไทม์คุยกับตัวเองก่อนจะถอนหายใจพรืดใหญ่แล้วพยายามกำจัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป ทำตัวเหมือนคนโดนเมียทิ้งทั้งที่ไม่ใช่แบบนั้นสักหน่อย แค่พี่น้องห่างกันแค่นี้ทำไมถึงทำตัวจะเป็นจะตาย ไทม์ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน

                ‘ได้นะ ถ้าหนูจะไม่ตอบก็ไม่ต้องตอบ ไม่คุยก็ไม่คุย’

                เมื่อไทม์ต้องรอนานเกินไปจนความไม่น้อยใจเข้ามาแทนที่ความเหงา กลับกลายเป็นว่าเป็นไทม์เองที่เริ่มจะไม่สนใจโทรศัพท์มือถือเลย เคยวางข้างหมอนแล้วนอนรอน้องตอบยังไงตอนนี้ผ่านมาสามวันแล้วก็ยังวางที่เดิม แม้ว่าตอนนี้น้ำตาลจะตอบไลน์กลับมาแล้วไทม์ก็คงไม่รู้

                อย่างแรกเลยคือไทม์เริ่มเหนื่อย มีเรื่องให้คิดเยอะแยะไปหมด ไหนจะช่วยกิจการร้านทอง ไหนจะอ่านหนังสือเพื่อเตรียมตัวเรียนนักบินในปีหน้า แล้วช่วงนี้ว่างไทม์ก็ว่าจะไปลำปางเพื่อไปดูสวนผลไม้สักหน่อย อีกอย่างญาติผู้พี่ที่คอยเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงคอยดูแลก็ท้องแก่ใกล้คลอดแล้ว ไทม์อยากไปอยู่โน่นสักพักจนกว่าหลานคนเล็กจะลืมตาดูโลกเลย

                ทว่าในขณะที่ไทม์กำลังครุ่นคิดตัดสินใจพร้อมกับเปลี่ยนหลอดไฟไปด้วยนั้น จู่ๆ แม่ก็เดินคุยโทรศัพท์ออกมาจากห้องนอนของไทม์ และเมื่อแม่เดินเข้ามาใกล้ยิ่งทำให้ไทม์ได้ยินมากขึ้น แน่นอนว่าแม่เอ่ยชื่อหนึ่งขึ้นมา เป็นชื่อที่ไทม์ไม่ได้เรียกมาสามวันแล้ว

                “น้ำตาลรอแป๊บนึงนะลูก พี่ไทม์ทำเปลี่ยนหลอดไฟอยู่ ใจเย็นๆ หายใจลึกๆ ครับ”

                ไทม์ย่นคิ้วมองแม่พลางปีนจากบันไดพับลงมาด้วยลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก ก่อนแม่จะยื่นโทรศัพท์มาให้ไทม์พลางพูดเบาๆ ว่าน้องร้องไห้ ได้ยินแค่นี้ไทม์ก็รีบคว้าโทรศัพท์มือถือของตัวเองมาแนบหูโดยไว

                “หนูเป็นอะไรครับ?”

                “พี่ไทม์ ฮือออออออ พี่พีชมันแกล้งหนูอีกแล้ว ฮึก หนูสู้ไม่ได้ ฮือ หนูโกรธมัน”

                “แล้วน้าเตยไปไหน”

                “แม่ออกไปข้างนอกกับคุณลุงครับ ฮือออ หนูไม่อยากอยู่บ้านแล้ว”

                “โอเคๆ เดี๋ยวพี่ไปหาหนูตอนนี้เลย รอพี่ก่อนนะเด็กดี ใจเย็นๆ นะครับ หนูอยู่ในห้องรอพี่นะ พี่จะรีบไป”

                ทันทีที่วางสาย ไทม์ก็รีบร้อนออกจากบ้านโดยมีแม่กำชับตามหลังว่าฝากดูน้องด้วย แน่นอนว่าไทม์ไม่ลืมขอบคุณแม่ที่เข้าไปเอาแก้วนมจากในห้องนอนของไทม์มาล้างได้ถูกเวลาจึงได้เห็นว่าน้องโทรมา ไม่งั้นก็คงไม่ได้แตะโทรศัพท์เลยจนกระทั่งค่ำมืด หากเป็นอย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าน้ำตาลจะทำยังไง จะอยู่ยังไงในเมื่อคนแรกที่เรียกหาคือไทม์ แต่ไทม์ไม่มา

                รถยนต์ทะยานสู่ท้องถนนด้วยอัตราความเร็วขึ้นอยู่กับความร้อนใจของคนขับ ตลอดทางไทม์ก็ไม่ได้โทรหาน้องเลยเพราะแบตโทรศัพท์ของตัวเองเหลือแต่สามเปอร์เซ็นต์ สืบเนื่องมาจากละเลยมันไปถึงสามวันเต็มที่ไม่ได้ชาร์จแบต พอถึงเวลาจะใช้จริงๆ จึงไม่อำนวยสักเท่าไหร่ ครั้นจะเดินหาพาวเวอร์แบงค์ก็เสียเวลา ใจห่วงน้องแทบแย่

                พอไม่รู้ความเป็นไปของน้ำตาลตอนนี้ก็ยิ่งร้อนรน กลัวพีชจะแกล้งอะไรน้ำตาลอีก เท่าที่ไทม์รู้จักน้ำตาลมาหลายปีน้องไม่ใช่เด็กขี้แยขนาดนั้น ไม่ใช่คนที่จะร้องไห้เมื่อโดนขัดใจ คิดว่าเรื่องที่น้องโดนมานี่น่าจะหนักหนาจริงๆ น้องถึงร้องไห้เพราะความโกรธได้

                แล้วมรสุมรถติดบนท้องถนนช่วงบ่ายก็ไม่ได้เป็นใจเลยสักนิด ใช้เวลาผ่านไปนับชั่วโมงยังไปไม่ถึงครึ่งทางเลย ยิ่งทำให้ไทม์ตระหนักถึงเรื่องระยะทางที่ไกลกันขึ้นมาอีกครั้ง ทำยังไงให้อยู่ใกล้กันมากกว่านี้ดี ทำยังไงเมื่อน้องมีปัญหาแล้วไทม์จะไปหาได้ทัน มันเหมือนปัญหาที่ไทม์แก้ไม่ได้เพราะคิดแต่เรื่องนี้วนไปวนมาอยู่หลายวันแล้ว

                ใช้เวลาพักใหญ่กว่าไทม์จะมาถึงบ้านน้อง จึงใช้แบตโทรศัพท์มือถือที่เหลือเฮือกสุดท้ายโทรบอกให้น้องลงมาเปิดประตูบ้านให้ ยืนรอเพียงไม่กี่อึดใจก็มีเด็กน้อยเดินกระทืบเท้ามาที่ประตูด้วยใบหน้าบูดบึ้งดูไม่สบอารมณ์

                ทันทีที่ประตูเปิด น้ำตาลรีบโผเข้ากอดไทม์แน่น ใบหน้ากลมซุกอกอุ่นราวกับกำลังหาที่หลบภัย

                “พี่ไทม์ หนูไม่อยากเจอหน้ามันแล้ว”

                “เดี๋ยวนะ ทำไมตัวหนูเปียกโชกแบบนี้ล่ะ ไปทำอะไรมา”

                “ไอ้พี่พีชมันเอากะละมังใส่น้ำวางไว้บนขอบประตูห้องน้ำด้านบนแล้วแง้มประตูไว้ พอหนูเข้าห้องน้ำกะละมังก็คว่ำใส่หนู ตอนแรกจะเปลี่ยนชุดแต่พี่มาก่อนหนูเลยลงมาเลย”

                “เข้าบ้านกัน เดี๋ยวพี่พาไปเปลี่ยนชุดใหม่ พีชไม่กล้าแกล้งหนูต่อหน้าพี่หรอก”

                ที่ไทม์มั่นใจว่าเจ้าตัวแสบพีชจะไม่กล้าทำอะไรแน่นอน เพราะสังเกตเห็นตั้งแต่ประตูบ้านเปิดแล้วผ้าม่านทางห้องรับแขกก็เปิดออกเช่นกัน พีชยืนมองน้ำตาลกอดไทม์ตั้งแต่ต้น ทว่าเมื่อโดนไทม์จ้องมองกลับไปก็รีบปิดผ้าม่านหนี

                บ้านหลังนี้ไทม์เคยมาเมื่อตอนย้ายของเข้าวันแรก เคยเจอกับพีชแล้ว พอจะดูออกว่าเป็นคนที่ดื้อและใจร้อนพอสมควร แต่คงไม่ใจกล้าพอที่จะแกล้งน้องต่อหน้าคนอื่นหรอก ไม่งั้นคงไม่แอบแกล้งตอนพ่อกับแม่ไม่อยู่ หรือถ้ากล้าแกล้งน้ำตาลต่อหน้าไทม์ก็ลองดู ให้มันรู้ไปว่าไทม์จะปกป้องน้องจากพีชไม่ได้


 

_________________________

แฮชแท็กทวิตเตอร์ #ไทม์อย่าทำน้อง


 

TALK

พี่ไทม์ไม่เคยหยุดพยายามเลยอ่าาาาา ฮืออออ ชั้นนับถือใจพี่เขาาาา


 

กิจกรรมพิเศษ!

แวะไปหวีดได้ที่แฮชแท็กทวิตเตอร์ #ไทม์อย่าทำน้อง

สุ่มแจกนิยายเรื่องนี้ฟรี 2 ชุด ระยะเวลาของกิจกรรมตั้งแต่วันนี้-31กรกฎาคม

ลิ้งก์พรีนิยายอยู่ที่โพสต์ปักหมุดเฟซบุ๊คแฟนเพจ CLAZZICAL
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 48 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

120 ความคิดเห็น

  1. #80 One (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2563 / 13:13

    สงสารยัยน้อง พี่ไทม์เอาน้องไปอยู่ด้วยเลยนะฮับ

    #80
    0
  2. #79 warisa ชีวิตลิขิตเองได้ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 10 มิถุนายน 2563 / 14:14

    โดนแน่พีทมาแกล้องน้องรักของที่ไทม์ได้ไง

    #79
    0
  3. #78 กะเจี๊ยบ กะเจี๊ยบ (จากตอนที่ 32)
    วันที่ 9 มิถุนายน 2563 / 19:15
    สู้ๆน่ะพี่ไทม์
    #78
    0