[Fic EXO] Model&Cameraman - KrisLay ft. HunHan

ตอนที่ 13 : ::Chapter 12::

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 453
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 7 ครั้ง
    10 พ.ย. 59

Chapter 12

  แสงแดดยามเช้าของวันใหม่ส่องผ่านเข้ามาในห้องผ่านทางหน้าต่างที่มีผ้าม่านกั้นไว้อีกชั้นหนึ่ง หลังจากที่คริสตื่นจากห้วงนิทราแล้วเขาก็จับโทรศัพท์ของเขาเป็นอย่างแรก ปลดล็อคหน้าจอก่อนจะกดเบอร์ที่เขาโทรหาทุกวันทุกนาทีแต่ก็เหมือนเดิมคืออีกฝ่ายไม่ยอมรับสาย ส่วนข้อความที่ส่งไปก็ไม่อ่านไม่ตอบเลย เขาวางโทรศัพท์ไว้ที่เดิมก่อนจะตวัดผ้าห่มออกจากตัว ร่างสูงยันตัวขึ้นอยู่ในท่านั่งแล้วค่อยๆลุกขึ้นยืนจนเต็มความสูง เขายังรู้สึกเวียนหัวอยู่นิดหน่อยแต่เขาก็ไม่สนใจอะไรก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องน้ำเพื่อชำระร่างกาย


  ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ร่างสูงก็ก้าวออกมาจากห้องน้ำพร้อมกับผ้าขนหนูที่พันรอบเอวสอบไว้ผืนเดียว เขาเดินไปที่ตู้เสื้อผ้าก่อนจะเปิดมันออกและเลือกหยิบเสื้อเชิร์ตสีน้ำเงินเข้ม กางเกงยีนส์ขาเดฟสีดำที่มีรอยขาดตรงหัวเข่า พาดสองชิ้นนั้นไว้ที่ปลายเตียง ก่อนจะหยิบกางเกงชั้นในยี่ห้อดังสีดำมาสวมใส่ ตามด้วยกางเกงยีนส์และเสื้อเชิร์ต ร่างสูงไปยืนอยู่ตรงหน้ากระจกก่อนจะจัดปกเสื้อและทรงผมของตัวเองให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินไปหยิบถุงเท้าในตูลิ้นชักเล็กๆข้างตู้เสื้อผ้ามาสวม คริสเดินไปหยิบกระเป๋าตังค์กับโทรศัพท์ใส่กระเป๋ากางเกง และถือแว่นดำกับกุญแจรถไว้ในมือก่อนจะเดินออกจากห้องของตัวเองไป


  เขาเดินมาถอดสลิปเปอร์ไว้ข้างๆตู้เก็บรองเท้าที่อยู่ใกล้กลับประตูบ้าน คริสหยิบรองเท้าหนังคู่โปรดออกมาก่อนจะสวมใส่มัน ระหว่างนั้นเองเสียงของคนที่เขาเกลียดก็ดังมาจากทางด้านหลังของเขา


  “จะไปไหน” ประมุขของตระกูลอู๋เอ่ยขึ้นด้วยเสียงเรียบ


  “ไปข้างนอก” เขาตอบกลับทั้งที่ยังหันหลังให้อยู่ และเดินตรงไปที่โรงรถก่อนจะขับรถสปอร์ตสีแดงออกไปด้วยความเร็ว




  คริสเดินเข้ามาในโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เขาใส่แว่นดำเพื่อปกปิดใบหน้าคมคายของเขาแต่ตลอดทางที่เขาเดินมาก็ได้ยินแต่เสียงคุยซุบซิบกันและชื่อของเขาเอง คริสเห็นคนที่ตั้งใจจะมาหานั้นกำลังเดินออกมาจากห้องตรวจพอดีจึงรีบไปดักทางไว้


  “ไอ้หมอ กูมีเรื่องให้ช่วยว่ะ”


  “กูจะไปแดกข้าวครับเพื่อน”


  “ไม่ได้เว้ย กูมีเรื่องด่วน”


.


.


.


  หมอเฉินพาร่างสูงมาที่ศูนย์อาหารของโรงพยาบาลและเลือกโต๊ะที่ค่อนข้างไกลจากผู้คน เฉินให้คริสนั่งรออยู่ที่โต๊ะก่อนจะไปสั่งกาแฟร้อน ไม่นานเฉินก็เดินกลับมาที่โต๊ะและวางแก้วกาแฟไว้ตรงหน้าร่างสูง ก่อนจะนั่งลงที่ฝั่งตรงข้ามกัน มือใหญ่ถอดแว่นดำออกก่อนจะวางไว้บนโต๊ะ


  “มีอะไรก็ว่ามา”


  “กูอยากรู้อาการของอี้ชิง” นี้เป็นสิ่งที่คริสสงสัยมานานแล้วจึงไม่พูดอ้อมค้อมแต่อย่างใด


  “เรื่องมันนานแล้วนะเว้ยไอ้คริส”


  “กูเป็นญาติกับคนไข้ของมึง กูมีสิทธิที่จะรู้” คริสเอนหลังพิงกับพนักพิงเก้าอี้ก่อนจะยกแขนขึ้นมากอดอก


  “กูยอม” เฉินยกแก้วกาแฟขึ้นมาก่อนจะจิบรสกาแฟไปเล็กน้อยและวางไว้ที่เดิม “กูไปอ่านประวัติการรักษาของอี้ชิงมาแล้ว...เมื่อห้าปีก่อน”


  “...”


  “มึงจำได้มั้ยว่าเมื่อตอนนั้นมึงทำอะไร” เฉินเป็นฝ่ายถาม


  “กูจำได้ว่าวันนั้นกูกำลังจะไปปารีสแต่เครื่องบินมันดีเลย์เพราะฝนตกหนัก”


  “อี้ชิงประสบอุบัติเหตุวันนั้นแหละ...”


  “อะไรนะ...”


.


.


.


  งานสุดท้ายของวันนี้ได้จบลงแล้ว อี้ชิงโค้งศีรษะลงเล็กน้อยเป็นการขอบคุณต่อเจ้าของนิตยาสาร นางแบบ และทีมงานทุกๆคน อี้ชิงมักจะทำแบบนี้ทุกครั้งก่อนที่จะเก็บกล้องใส่กระเป๋ากล้องอย่างระมัดระวัง เจ้าของนิตยาสารยื่นเช็คเงินสดให้อี้ชิงซึ่งเป็นค่าจ้างของเขา อี้ชิงโค้งตัวลงอีกครั้งก่อนจะรับใบเช็คนั้นมาเก็บใส่กระเป๋าสตางค์ ล็อคประตูเสร็จเรียบร้อยอี้ชิงก็ได้ยินเสียงเหมือนคนกำลังทะเลาะกันจากชั้นหนึ่งจึงลงไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นเซฮุนกับนายแบบคนนั้นกำลังเถียงกันอยู่...


  “คุณกลับไปเถอะครับคุณคริส”


  “ทำไมฉันต้องกลับ!


  “หยุด!!” เสียงของอี้ชิงดังขึ้นมาทำให้สองคนนั้นหยุดทะเลาะกัน ก่อนจะจ้องมองไปที่ร่างสูงคนที่อี้ชิงไม่อยากเห็นมาที่สุด “คุณตามผมมา” พูดจบอี้ชิงก็เดินขึ้นบันไดไป ส่วนร่างสูงที่ได้รับอนุญาตแล้วก็เดินผ่านหน้าคนอายุน้อยกว่าไปและขึ้นบันไดตามร่างบางไปที่ชั้นสาม


  อี้ชิงเปิดประตูเข้ามาในห้องของเขา และร่างสูงก็เดินตามเข้ามาติดๆแล้วมือใหญ่ก็กดล็อคกลอนประตูทันที มือบางวางกระเป๋ากล้องไปบนโซฟาก่อนจะเดินเข้าไปที่โซนห้องครัวและรินน้ำเย็นใส่แก้ว คริสยืนพิงประตูและจับจ้องมองที่ร่างบางอย่างเงียบๆ อี้ชิงจับแก้วน้ำขึ้นมาก่อนจะดื่มน้ำในแก้วจนหมดและวางแก้วไว้ที่เดิม


  “คุณมีธุระอะไรครับ” อี้ชิงพูดขึ้นพร้อมกับสาวเท้าเดินมานั่งที่โซฟา ร่างสูงเดินมานั่งที่โซฟาอีกฝั่งหนึ่ง


  “เธอจำได้มั้ยว่าเมื่อห้าปีก่อนมันเกิดอะไรขึ้น” คริสเอ่ยขึ้นก่อนจะวางซองเอกสารสีน้ำตาลที่เขาถือติดมือมาวางไว้บนโต๊ะ


  “ทำไมผมต้องตอบคุณด้วย” อี้ชิงเอ่ยเสียงเรียบ


  “ตอบมา”


  “หมอเฉินบอกผมว่าผมประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ครับ”


  “ไอ้หมอ....” คริสกัดฟันพูดออกมาเบาๆเพราะเขารู้ว่าเฉินอาจจะไม่ได้บอกอี้ชิงว่าอี้ชิงความจำเสื่อม... “เธอความจำเสื่อมอี้ชิง ฉันเป็นคนเดียวที่เธอจำไม่ได้”


  “...” อี้ชิงเงียบไม่พูดอะไรก่อนจะลุกขึ้นยืนและกำลังจะสาวเท้าเดิน แต่ร่างสูงก็ลุกขึ้นมายืนบังทางเสียก่อน “ผมรู้แค่ว่าคุณไม่ได้อยู่ในความทรงจำผมเลย”


  “จริงๆเธอจำฉันได้แล้วใช่มั้ย...?”


  “...”


  “เลิกแกล้งฉันได้แล้วจางอี้ชิง! อย่าหาว่าฉันไม่เตือนนะ” คริสขึ้นเสียงใส่เพราะเขาเริ่มควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้ ตาหวานเริ่มแดงก่ำและเบนใบหน้าไปทางอื่น


  “เราไม่เคยเป็นอะไรกันและผมก็ไม่เคยรักคุณเลย...” อี้ชิงเอ่ยเสียงเรียบแต่ก็แอบสะอื้นเล็กน้อย ร่างสูงเขยิบเข้ามาใกล้หวังจะกอดปลอบแต่ก็ถูกมือบางผลักเข้าที่อกแกร่ง “หมดธุระแล้วก็กลับไปสิครับ”


  “...” คริสถอนหายใจออกมาก่อนจะเดินไปที่ประตู “อ่านเอกสารในซองนั้นซะ” พูดจบร่างสูงก็เปิดประตูเดินออกจากห้องไป พอได้ยินเสียงประตูปิดลงแล้วร่างบางก็ค่อยๆทรุดตัวลงนั่งที่โซฟาเหมือนเดิม อี้ชิงมองซองสีน้ำตาลนั้นอยู่สักพักก่อนจะหยิบขึ้นมาและค่อยๆแกะมันออก มือบางหยิบเอกสารชุดหนึ่งออกมาจากซองก่อนจะอ่านข้อมูลจากเอกสารนั้น






    Nov. 5, 2011                                                                          โรงพยาบาล XXX


     ข้อมูลเบื้องต้น

     วันที่ 5 พฤศจิกายน 2011 จาง อี้ชิง อายุ 21 ปี ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ถนน xy เวลา 20:21 น.


     อาการ

     คนไข้ได้รับการกระทบกระเทือนที่สมองค่อนข้างรุนแรง หน้าผากด้านขวาถูกกระแทกอย่างแรงกับพื้นถนนจึงมีเลือดไหลออกมา กระดูกขาข้างขวาและกระดูกต้นแขนด้านซ้ายมีรอยร้าว ตามร่างกายส่วนอื่นๆก็มีรอยแผลที่อาจจะเกิดจากเศษกระจกรถ คนไข้มีภาวะเลือดออกง่ายและหยุดยากจึงทำให้มีการเสียเลือดค่อนข้างมาก เลยมีเกิดอาการชักและความดันโลหิตต่ำแทรกซ้อน


     ระยะเวลาในการผ่าตัด

     ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง


     การฟื้นตัวของคนไข้

     คนไข้นอนหลับไปเกือบสัปดาห์ อาการแรกที่เกิดขึ้นหลังจากที่คนไข้ฟื้นแล้วคืออาการปวดศีรษะอย่างรุนแรงและความจำเสื่อม ใช้เวลาอยู่หลายเดือนในการรักษากระดูร้าวและการฟื้นความจำของคนไข้ และภายในเวลาเกือบสองปีอาการของคนไข้ดีขึ้นมากและเกือบจะหายเป็นปกติ






  ในเอกสารระบุประวัติการรักษาของอี้ชิงไว้อย่างชัดเจน ทั้งวันที่ประสบอุบัติเหตุซึ่งเกิดเมื่อห้าปีที่แล้ว อาการของเขาตอนที่เข้าห้องฉุกเฉิน ระยะเวลาในการผ่าตัด การรักษาและการฟื้นตัวของเขา มือบางสั่นเทาพร้อมกับค่อยๆวางเอกสารไว้บนโต๊ะก่อนจะยันตัวลุกขึ้นอย่างลำบากเพราะอยู่ๆอี้ชิงก็รู้สึกปวดหัวขึ้นมา สาวเท้าเดินไปอย่างช้าๆและคลำจับโต๊ะหรือเก้าอี้ใกล้ๆมือช่วยพยุงตัวไว้ มือบางคว้ากระปุกขวดยาประจำตัวของเขาออกมาจากตู้ยาก่อนจะหยิบเม็ดยาใส่ปากและดื่มน้ำจากกระบอกน้ำ ร่างบางทรุดตัวลงนั่งกับพื้นก่อนจะได้ยินเสียงอะไรบางอย่างผ่านหูเข้ามา


  ปรี๊นนนนนนนนนน!!


  โครมมม!!!


  อี้ชิงรู้สึกว่าเคยได้ยินเสียงพวกนี้และหลังจากนั้นเขาก็จำอะไรไม่ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น มือบางยกขึ้นกุมขมับพร้อมกับยันตัวลุกขึ้นอย่างช้าๆ เขาเดินกลับไปนั่งที่โซฟาอีกครั้งก่อนจะเปิดดูเอกสารใบอื่นๆซึ่งมีแผ่นเอ็กซเรย์สมองกับกระดูกส่วนที่ร้าวและจดหมายของหมอเฉิน




  มีปัญหาอะไรสามารถมาพบหมอได้นะครับคุณอี้ชิง

                                                               หมอเฉิน




  อี้ชิงวางเอกสารทั้งหมดไว้ที่เดิมก่อนจะเดินเข้าไปที่ห้องนอนของตัวเอง เปิดตามลิ้นชักและตู้เก็บของเพื่อหาอัลบั้มรูปสมัยเรียนที่เขาคิดว่าน่าจะมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่มีเลยสักเล่ม คนอย่างเขาน่าจะมีรูปพวกนี้อยู่แต่ก็จำไม่ได้ว่าเก็บไว้ที่ไหน ร่างบางถอนหายใจออกมาก่อนจะล้มตัวลงนอนบนเตียงนุ่ม ในหัวนึกถึงใบหน้าคมคายของนายแบบคนนั้นและมันก็อดคิดถึงไม่ได้ ทั้งที่เพิ่งรู้จักกันไม่นานแต่กลับรู้สึกคิดถึงมากกว่าปกติและรักอีกฝ่ายเร็วเกินไป แต่ความรู้สึกพวกนั้นไม่ได้เป็นสิ่งที่แปลกใหม่เลย กลับรู้สึกว่ามันอยู่ในส่วนลึกของหัวใจและคริสก็เป็นคนที่ทำให้เขากลับมารู้สึกแบบนั้นอีกครั้ง...


.


.


.


  เสียงฝนตกจากด้านนอกปลุกให้ร่างบางตื่นจากห้วงนิทราแต่ก็ยังไม่ได้ลืมตาขึ้นมา ร่างบางรู้สึกว่าผ้าห่มนั้นมันอุ่นกว่าเดิมแถมยังรู้สึกว่ามีอะไรมากอดรัดเอวของเขาไว้ ร่างบางขยับตัวเล็กน้อยพร้อมกับลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ ปรับโฟกัสสายตาให้ชัดก่อนจะรู้ว่าคนที่มานอนกอดเขาไว้คือคนที่อี้ชิงเพิ่งไล่กลับไปเมื่อตอนเย็น


  “...”


  “...”


  ทั้งสองฝ่ายไม่เอ่ยปากพูดอะไร คนที่เพิ่งตื่นมาก็ไม่กล้าจะเงยหน้ามองร่างสูงเพราะประโยคที่อี้ชิงพูดไปนั้นคงจะทำร้ายความรู้สึกของอีกฝ่ายมากพอสมควร อี้ชิงเชยตาขึ้นมองใบหน้าคมคายเพราะฝ่ามือหนาข้างหนึ่งกำลังลูบกลุ่มผมสีดำของร่างบางอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกดจูบเบาๆที่หน้าผากมน


  “ผม...ขอโทษนะครับ” ในที่สุดอี้ชิงก็เป็นคนเอ่ยปากพูดออกมา


  “เรื่องอะไรหื้ม?”


  “ที่ผมพูดว่าผมไม่ได้รักคุณ...” อี้ชิงก้มหน้าหงอย แต่มือหนากลับยีผมสีดำอย่างเอ็นดู


  “ฉันรู้ว่าเธอโกหก ไม่ต้องขอโทษหรอก”


  “ทำไมคุณถึงคิดว่าผมโกหกล่ะครับ?” อี้ชิงเงยหน้าขึ้นมาสบตาด้วยอีกครั้ง


  “ตอนที่แอบฟังฉันกับคุณหนูคุยกันแล้วเธอก็ร้องไห้วิ่งออกไปแบบนั้น เพราะเธอรักฉันไม่ใช่หรอ”


  “หลงตัวเอง”


  “แล้วรักรึป่าวล่ะ” พูดจบก็กอดร่างบางไว้แน่นกว่าเดิมพร้อมกับโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้ๆ


  “จ..จริงครับ” แก้มนุ่มขึ้นสีระเรื่อเพราะอาการเขินอาย มือบางทั้งสองข้างยกขึ้นมาดันใบหน้าคมคายออกไปแต่ร่างสูงก็ยังกดจูบย้ำๆที่ฝ่ามือขาว อี้ชิงหัวเราะออกมาเล็กน้อยก่อนจะถูกดันให้ใบหน้าแนบชิดกับอกแกร่ง


  “ฉันต่างหากที่ต้องขอโทษเธอ ตั้งแต่เริ่มเข้าวงการนี้ฉันก็ไม่เคยสนใจเธอเลย ไม่รู้อะไรเลยแม้กระทั่งเรื่องที่เธอรถคว่ำแล้วก็ความจำเสื่อม ฉันขอโทษนะอี้ชิง...” เขาออกแรงกอดแน่นขึ้นพร้อมกับประทับจูบลงบนกลุ่มผมสีดำ แขนขาวยกขึ้นโอบกอดร่างสูงก่อนจะซุกใบหน้าที่อกแกร่ง “พรุ่งนี้ฉันจะพาเธอไปหาพ่อแม่ฉันนะ”


  “แล้วคุณไม่ทำงานหรอ”


  “ฉันยกเลิกตางรางหมดแล้ว ว่าจะลาออกจากวงการนี้เลยด้วยซ้ำ”


  “ทำไมล่ะครับ เป็นเพราะผมหรอ” น้ำเสียงเริ่มหงอยลงเพราะคิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างสูงคิดแบบนั้น


  “ก็ส่วนหนึ่ง ฉันอยากมีเวลามาดูแลเธอให้มากกว่านี้ อีกอย่างฉันก็ได้เป็นในสิ่งที่ฉันอยากเป็นแล้ว หลังจากนี้ฉันก็จะช่วยพ่อทำงานที่บริษัท” คริสวางแผนไว้แบบนี้ได้สักพักแล้ว ตอนแรกก็คิดไม่ออกว่าถ้าออกจากวงการบันเทิงเขาควรจะทำอะไร แต่เมื่อตอนที่เขาอยู่มัธยมปลาย พ่อของคริสตั้งใจจะให้คริสบริหารงานที่บริษัทเกี่ยวกับส่งออกรถยนต์หลังจากเรียนจบแต่คริสกลับสนใจในวงการบันเทิง


  “หลังจากไปหาพ่อแม่คุณ พาผมไปหาหมอเฉินได้มั้ยครับ”


  “ไปทำไมหื้ม? มีนัดหรอ” อี้ชิงยันตัวขึ้นนั่งแล้วร่างสูงก็ลุกขึ้นนั่งตาม


  “ผมมีเรื่องจะปรึกษาน่ะครับ ไม่มีอะไรหรอก” พูดจบก็วาดยิ้มหวานออกมา


  “ก็ได้ครับๆ แต่หลังจากนี้ให้เรียกฉันว่า ฟาน แล้วก็แทนตัวเองว่า อี้ เข้าใจมั้ยครับ?” ร่างบางพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม คริสใช้ท่อนแขนดันท้ายทอยของร่างบางเข้ามาก่อนจะประทับจูบที่ปากนุ่มอย่างอ่อนโยนและผละออกอย่างอ้อยอิ่ง “ดูหนังกัน”


  “เรื่องอะไรอ่า”


.


.


.


  ร่างสูงโอบไหล่เล็กของร่างบางไว้ เพื่อให้ร่างบางสามารถพิงศีรษะกับไหล่กว้างได้ มือบางข้างหนึ่งคอยจับถ้วยป๊อปคอร์นที่วางบนตักไว้ไม่เอียง ส่วนอีกมือหนึ่งก็หยิบป๊อปคอร์นกินไปเรื่อยๆและบางทีก็ป้อนให้ร่างสูงไปด้วย สายตาของทั้งสองจับจ้องไปที่ภาพเคลื่อนไหวในจอสี่เหลี่ยมตรงหน้า คริสเลือกหนังแอคชั่นเมื่อสองปีที่แล้วมาดู ซึ่งอี้ชิงก็ไม่ได้ขัดอะไรเพราะก็ดูแนวนี้ได้เหมือนกัน พอผ่านไปครึ่งเรื่องอี้ชิงก็เริ่มหาวออกมาและป๊อปคอร์นในถ้วยก็หมดแล้ว คริสเบาเสียงทีวีลงก่อนจะใช้มือหนาข้างที่โอบไหล่เล็กมาลูบกลุ่มผมสีดำเบาๆเป็นการกล่อม อี้ชิงยังคงจ้องมองที่จอทีวีอยู่แต่สักพักเปลือกตามันก็ค่อยๆปิดลงจนเข้าสู่ห้วงนิทรา




  รถสปอร์ตคันหรูกำลังแล่นอยู่บนท้องถนนในเมืองใหญ่ ร่างบางที่นั่งฝั่งข้างคนขับก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะไม่เคยพบกับพ่อแม่ของร่างสูงมาก่อนแต่คริสกลับบอกอี้ชิงว่าเคยพบกันครั้งหนึ่งแล้วอาจจะเป็นส่วนความจำที่อี้ชิงไม่ได้ ตลอดทางคริสก็ชวนร่างบางคุยตลอดเพื่อให้อี้ชิงรู้สึกสบายใจและหายตื่นเต้นซึ่งมันก็ช่วยได้มากทีเดียว เสียงหัวเราะของร่างบางทำให้คริสยิ้มออกมาหลังจากที่เขาไม่ได้ยินมันมานานแล้ว...


  เมื่อรถของคริสจอดที่หน้าบ้านเพื่อรอให้ประตูรั้วเหล็กเลื่อนเปิด อี้ชิงกลับรู้สึกตื่นเต้นและกลัวพ่อแม่ของคริสเล็กน้อยเพราะอี้ชิงเข้ากับคนที่อายุเยอะกว่าไม่ค่อยได้เท่าไหร่ คริสขับรถเข้าไปก่อนจะจอดรถหน้าประตูบ้าน ร่างสูงเปิดประตูก้าวลงมาจากรถแล้วเดินอ้อมมาอีกฝั่งเพื่อเปิดประตูให้ร่างบาง อี้ชิงสูดหายใจเข้าปอดลึกๆก่อนจะค่อยๆผ่อนลมออกมาและก้าวขาลงจากรถ ร่างสูงปิดประตูรถก่อนจะสั่งให้บอดี้การ์ดขับรถไปจอดในโรงรถ มือหนาจับมือบางไว้แล้วพาร่างบางเข้าไปในตัวบ้าน


  “คุณท่านทั้งสองรออยู่ที่ห้องนั่งเล่นนะคะ” คนรับใช้ที่ยืนรอต้อนรับอยู่ก็เอ่ยปากบอกลูกชายคนโตของตระกูลอู๋ ก่อนจะเดินนำทั้งคู่ไปที่ห้องนั่งเล่น อี้ชิงหยุดยืนอยู่ข้างๆร่างสูงเมื่อเข้ามาถึงห้องนั่งเล่นแล้ว ผู้ใหญ่ทั้งสองคนที่คาดว่าน่าจะเป็นพ่อแม่ของคริสก็ลุกขึ้นยืนก่อนจะเอ่ยปากทักทาย


  “ว่าไงตาคริส”


  “นี้จางอี้ชิงครับ อี้ชิงอ่านี้พ่อกับแม่ฟานเอง” คริสแนะนำให้ทั้งสองฝ่ายรู้จักเบื้องต้น


  “ส..สวัสดีครับ ผมจางอี้ชิงครับ” อี้ชิงกล่าวแนะนำตัวก่อนจะโค้งศีรษะลงเป็นการทำความเคารพ แต่พอเงยหน้ามองผู้ใหญ่ทั้งสองแล้ว ก้อนเนื้อด้านซ้ายเป็นเต้นเร็วขึ้นและรู้สึกกลัวจึงค่อยๆเขยิบมาหลบหลังร่างสูงและกำมือหนาไว้แน่น คริสจึงหันมามองด้วยความเป็นห่วงแต่อี้ชิงก็ส่ายหน้าไปมา


  “จางอี้ชิงงั้นหรอ?” ประมุขของตระกูลเอ่ยทวนชื่อของร่างบาง ก่อนจะมองหน้าภรรยาของตัวเอง


  “ลูกเคยพามาให้แม่รู้จักแล้วไม่ใช่หรอ”


  “ใช่ครับ แต่มันมีเรื่องเกิดขึ้น อี้ชิงเลยจำพ่อกับแม่ไม่ได้ครับ”


  “...” อี้ชิงไม่กล้าพูดอะไรออกไปเพราะอยู่ๆก็รู้สึกว่าพ่อกับแม่ของคริสไม่อยากได้เขามาเป็นลูกสะใภ้ และก็คงไม่ชอบเขาสักเท่าไหร่


  “เหอะ ยังไงฉันก็ให้แกหมั้นกับคุณหนูปิงปิงอยู่ดี” ประโยคที่พ่อของร่างสูงพูดออกมา ทำให้ก้อนเนื้อด้านซ้ายของอี้ชิงมันหล่นวูบลงไปที่ตาตุ่ม


  “ผมไม่หมั้น และผมจะทำงานที่บริษัทของพ่อเป็นการแลกเปลี่ยนและจะเพิ่มยอดขายให้มากกว่าปีที่แล้ว คนเดียวที่ผมจะหมั้นจะแต่งงานด้วยมีแค่ จางอี้ชิง เท่านั้นครับ”








Talk จ้าาาาาา

ประวัติการรักษาคนไข้นั้นไรต์มโนขึ้นมาเองนะคะ อาจจะสมเหตุสมผลหรืออาจจะไม่ค่อยลงตัวเท่าไหร่แต่นี้คือฟิคน้า อย่าคิดจริงจังเลยนะคะ5555 เพราะไรต์เองไม่ได้เรียนสายวิทย์เลยไม่รู้ศัพท์ทางการแพทย์เท่าไหร่แต่อยากให้อินแล้วก็สนุกไปกับเนื้อเรื่องนะคะ 

ปล. ไรต์ชอบอ่านเม้นของรีดเดอร์มากกกก

ปล.2 ฝากแท็ก #ฟิคนายแบบkl ในทวิตด้วยนะคะะ

ปล.3 ไรต์รักรีดเดอร์มากๆเลยนะ><

O W E N TM.
 
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 7 ครั้ง

123 ความคิดเห็น

  1. #108 dovy_bubble (@pakjira-nest) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 23 พฤศจิกายน 2559 / 21:52
    อี้ชิงน่ารักนะคะคุณพ่อ
    #108
    0
  2. #77 conan_tkd (@conan_xoxo) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 19:19
    คุณพ่อคะ เห็นใจเขาทั้งคู่ด้วยค่ะ
    #77
    0
  3. #76 krisging (@krisging) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 12 พฤศจิกายน 2559 / 14:35
    ไห้ได้แบบนี้สิทำไห้พ่อยอมรับไห้ได้
    #76
    0
  4. #75 banamelody (@aunnattha) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 11 พฤศจิกายน 2559 / 06:32
    พี่คริสสู้ๆ เอาชนะใจพ่อให้ได้
    #75
    0
  5. #74 itchaayaa (@itchaayaa) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 10 พฤศจิกายน 2559 / 23:51
    หูยยยย พี่คริสอย่างหล่อ รออ่านอยู่นะคะ :-)
    #74
    0