ผจญภัยเมืองต้องมนตร์ กับสมบัติผู้สาบสูญ

  • 0% Rating

  • 0 Vote(s)

  • 173 Views

  • 1 Comments

  • 5 Favorites

แชร์นิยายเรื่องนี้

จำนวนแชร์
0

  • Month Views
    10

    Overall
    173

ตอนที่ 1 : บนนำ : จุดจบคือจุดเริ่มต้น

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    14 ก.พ. 62

ในศตวรรษที่ 30 หมอกหนาในเกือบทุกประเทศ จากสารเคมี สารกัมมันตรังสีต่างๆ ทำให้ทุกช่วงวัยมีจำนวนประชากรลดลง จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้รัฐบาลได้ประกาศมาตรการในการจำกัดเวลาเข้าออกบ้านและอาคารสถาน ในช่วงเวลา 7.30-17.30น.
โดยบ้านและอาคารทุกหลังจะมีแค่ประตูทึบแสง ไม่มีหน้าต่าง ใช้เครื่องฟอกอากาศแทนอากาศที่มีมลพิษ ควัน หมอกจางๆ
หลังจากนั่นไม่นาน ผู้คนส่วนใหญ่ล้วนแต่อ่อนแอ เผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ทำให้ทุกกระทรวงเล็งเห็นถึงการสร้างสุขภาพ การป้องกัน การวิจัยต่างๆที่เกี่ยวข้องกันมนุษย์มากขึ้น เพื่อให้มีชีวิตอยู่ยาวนาน
ผมลูเซียโน่ เด็กอายุ 14 ปี ตัวเล็ก บอกบาง เป็นหนึ่งในจำนวนที่ต้องประสบปัญหากับร่างกายที่ไม่ค่อยแข็งแรง อีกทั้งที่ต้องอยู่ในกรอบ ในระเบียบตลอด จนทำให้รู้สึกอยากออกนอกกรอบไปบ้าง อยากหนีเที่ยวบ้าง อยากวิ่งเล่นซุกซน อยากรู้ อยากลองว่าภายในหมอกนั่นมันเป็นเช่นไร แต่ไม่รู้จะไปไหน เพราะหมอกสีขาวหนาไปหมด
ผมจำวันนั่นได้ดีเป็นวันเกิดของผมในอายุ 13 ปีและวันที่ฉลองความสำเร็จให้แม่จากที่แม่เป็นนักวิทยาศาสตร์หญิงที่ได้รับรางวัลโนเบล สาขาเคมี เพราะช่วยผลิตยาลดเซลล์มะเร็งในกระแสเลือดได้ พ่อมอบแหวนสีเทาเงินวาว เวลาแหวนถูกแสงจันทร์ จะมีสีนวลคล้ายมีเวทมนตร์ ประดับด้วยอัญมญีสี่สี คือ ทับทิม มรกต บุษราคัม แซฟไฟร์ พ่อบอกว่าเป็นของมีค่าประจำตระกูล ให้เก็บไว้อย่าให้ห่างกาย มอบกระจกที่ทำจากโลหะสีเงา คล้ายเงิน ประดับด้วยนิลสีดำให้กับแม่ และเป็นวันเดียวกันนั่นเองเป็นวันที่แผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดในรอบปีและหมอกสีขาวก็เข้ามา ผู้คนต่างหายสาบสูญไปเป็นจำนวนมาก พ่อบอกให้ผมกับแม่อยู่แต่ในบ้าน หากได้ยินเสียงอะไร ห้ามเปิดประตูเด็ดขาด และพ่อก็ออกไปนอกบ้าน หลังจากนั่นพ่อก็หายตัวไป ไม่กลับมา
วันเวลาผ่านไปทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ผมอาศัยอยู่บ้านกับแม่สองคน แม่ยังคงเป็นผู้หญิงที่สวย สูง ขาว ยิ้มเก่ง เช่นเดิม แต่ตอนนี้ำม่เหมือนเดิม แม่ค่อยมีเวลาให้ผม เพราะส่วนใหญ่แล้ว แม่จะใช้เวลาทั้งวันกับการส่องกระจกที่พ่อให้เสมอๆ และแม่ได้แต่พูดเพ้อหน้ากระจกนั่น
"เมื่อถึงเวลา คงต้องจากลา ได้แต่เฝ้ามอง แต่ไม่พบพาล"
เหมือนอะไรบางอย่างครอบงำ แม่จะพูดซ้ำๆ ขณะเฝ้ามองกระจกบางนั่น หลังจากนั่น แม่ก็ทำกับข้าว ทำงานบ้านเป็นปกติ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ผมอยากออกไปตามหาพ่อ เพราะในบางวัน ผมเห็นแม่ชอบมองดูรูปพ่อ แล้วร้องไห้ ผมอยากพาพ่อกลับบ้านแต่ทำไม่ได้ เพราะคำว่าผมเป็นเด็กที่อ่อนแอ่ และวันนี้เป็นอีกวันที่ผมต้องนั่งเขียนบรรยายความรู้สึกใส่ไดอารี่ประจำตัว ก่อนกลับบ้านเหมือนทุกๆวัน
บ้านของผม เป็นบ้านหลังเล็กๆ เหนือเนินเขา ห่างไกลเพื่อนบ้าน เมื่อก่อนเท่าที่จำความได้ บ้านของผม เห็นวิวสวยงามเห็นสายน้ำไหล ต้นไม้ ภูเขา ท้องฟ้า แต่ตอนนี้หล่ะ เหลือเพียงแม่น้ำแห้งๆ ต้นไม้เหี่ยวๆ ภูเขาสีส้มไปแล้ว เพราะสารเคมีต่างๆ นั่นเอง
และในวันเกิดอายุครบ 14 ปีของผมคือวันนี้ เวลาประมาณ 17.00 น. หลังจากที่ได้แม่โทรหาและบอกว่า
"ถึงเวลาที่ลูกต้องกลับบ้านแล้วนะลูก"
"ครับแม่ แล้วผมจะรีบกลับบ้าน" ผมได้แต่ตอบแม่
"บ้าน แต่ไม่ใช่ที่นี้นะลูก บ้านอีกที่....ที่ไกลๆ"
ผมได้แต่สงสัยว่า ผมมีบ้านที่ไหนอีกจึงตอบแม่กลับไปว่า
"ครับแม่ แล้วผมจะรีบไปหาแม่ก่อนนะ"
"ไม่ทันแล้วลูก ถ้ามีโอกาส เราจะได้กลับมาเจอกัน" ปลายสายก็ขาดหายไป ผมจึงเก็บไดอารี่ประจำวันในที่ประจำวันของผมเสร็จ ผมมุ่งหน้ากลับบ้านอย่างรวดเร็ว ด้วยความเป็นห่วง ก็มีหมอกสีขาวเต็มไปหมด เป็นหมอกที่หนาเร็วกว่าเวลาปกติ ผมเดินไปเรื่อยๆ ตามเส้นทางที่ผมจำความได้ แต่มันไกล ไกลออกไป ทั้งเดิน ทั้งวิ่งยังไม่ถึงบ้าน ผมได้แต่เป็นห่วงแม่ ในขณะนั่นเองผมรู้สึกแน่น หายใจไม่ออก จนผมเผลอหลับไป...
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

0 ความคิดเห็น