My dark chocolate #ดาร์กช็อคอูซอบ

ตอนที่ 6 : กีฬาสี 2/2

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 94
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    31 ต.ค. 60

คนที่ดีแต่ปาก คือ นายานา

 

คนที่ไม่กล้านอนเตียงเดียวกับซอบ คือ นายานา

 

ทุกคืนที่ฮยองซอบมานอนห้องผม ไม่เคยมีคืนไหนที่ผมได้นอนเตียงตัวเอง ไม่ใช่ว่าผมกลัวจะห้ามใจตัวเองไม่ได้หรอกนะ แค่อยากให้ฮยองซอบได้นอนสบายๆ ไม่ต้องนอนเบียดกันบนเตียงขนาด 3 ฟุต ผมเลยเลือกที่จะนอนบนพื้น ไม่ก็เล่นเกมจนหลับคาคอมไป

 

หลังจากที่ฮยองซอบท้าให้ผมจีบ อยู่ๆ ก็เหมือนมีกำแพงบางๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างเรา ไม่รู้ผมคิดไปเองหรือฮยองซอบแค่ทำตามคำแนะนำของจีฮุน...เล่นตัว

 


 ______________________


 

“ขอให้นักกีฬาฮาเฮมารายงานตัวด้วยครับ” เสียงประกาศดังขึ้น ทำให้พวกเราไปรวมตัวที่สนามกีฬากัน


“มากันครบทุกสีแล้วใช่ไมครับ” พี่มินกิที่ยืนพูดข้างหน้าพวกเรา ในมือถือผ้าสีดำอยู่หลายเส้น


“ปีนี้มีซาลาเปาลาวาอีกป่าวอ่ะ ปีที่แล้วลวกปากเรา ลิ้นยังชาๆ อยู่เลย” พี่กอนฮีแชมป์กินวิบากปีที่แล้ว ใครๆ ก็รู้จักพี่เขาเพราะพี่กอนฮีกินซาลาเปาลาวาเข้าไปทั้งลูก แต่เหมือนซาลาเปาเพิ่งออกมาจากเวฟมา พี่เขาอดทนฝืนกินแล้ววิ่งเข้าเส้นชัยไป หลังจากนั้นผมก็ได้ข่าวว่านอนโรงพยาบาลอยู่หลายอาทิตย์เหมือนกัน 


“ฮ่าๆๆ  ไม่น่าจะมีแล้วนะ งั้นเดี๋ยวพี่อธิบายกติกาก่อนนะ” พี่มินกิอธิบายกติกาจนทุกคนเข้าใจ ก็ถึงเวลาที่พวกเราต้องลงสนาม ผมกับฮยองซอบอยู่คู่ที่ 2 จีฮุนควานลินอยู่คู่แรก พี่ยองมินกับพี่เซอุนอยู่คู่สุดท้าย


“ซอบเข้ามาใกล้ๆ หน่อย จะมัดเชือก” ผมบอกฮยองซอบที่ยืนห่างผมไป 3 ก้าว


“อืม” ฮยองซอบค่อยๆ ก้าวมาหาผมแต่มันก็ยังไม่พอกับความยากเชือก


“มันต้องใกล้แบบนี้สิ” ผมคว้าเอวฮยองซอบให้ใกล้ผมมากขึ้น


“ใกล้ไปมั้ง” ฮยองซอบดันตัวผม ผมยิ่งกระชับกอดให้แน่นขึ้น ก่อนจะก้มตัวลงไปมัดเชือกที่ข้อเท้า


“เรานับไงดีอ่ะ” ฮยองซอบที่ก้าวหน้าก้าวหลังถามขึ้น


1 2 1 2 ม่ะ ลองซ้อมก่อน” ผมเสนอ ก่อนจะวางมือบนไหล่ฮยองซอบอัตโนมัติ


“แต๊ะอั๋งฉันหรอ” ฮยองซอบปัดมือผมออกจากไหล่


“เอ้า แล้วจะให้จับตรงไหน”


“ไม่ต้องจับสิ” ฮยองซอบพูดแล้วเบือนหน้าหนีไปทางอื่น


“นักกีฬาเข้าที่ เตรียมตัว ระวัง ปัง!!!” รู้ตัวอีกทีก็ถึงเวลาแข่งแล้ว 


“ไม่ต้องซ้อมกันละ” ผมหันไปมองคู่จีฮุนกับควานลินดูทุลักทุเลคงเพราะความสูง ความยาวขาที่ต่างกันทำให้ก้าวเท้าไม่เท่ากัน เลยรั้งท้ายคู่อื่นหน่อย ด้านแรกเป็นกล้วย 5 ลูกกับนม 2 กล่อง จีฮุนป้อนกล้วยให้ควานลินพร้อมกับดูดนมไปด้วย ใช้เวลาไม่นานทั้งคู่ก็เดินมาส่งไม้ต่อให้ผม 


ผมโอบไหล่ฮยองซอบ ส่วนฮยองซอบกอดเอวผม เราค่อยๆ เดินไปจนถึงจานที่มีฝาปิดอยู่

 

“เค้ก” ในจานเรามีขนมเค้ก 3 ชิ้นกับโค้กอีก 2 ขวด เค้กเนี่ยยกให้ฮยองซอบเลย ส่วนผมรับผิดชอบโค้ก ผมเขย่าขวดก่อนเปิดเพื่อให้โค้กลดลง กินบ้างเทบ้าง แบ่งฮยองซอบกินบ้าง


“เร็วเลย” ผมเร่งฮยองซอบที่ค่อยๆ กินเค้ก เพราะคู่พี่กอนฮีนำไปแล้ว


“อื้อๆๆ” ฮยองซอบยัดเค้กคำสุดท้าย ก่อนเร่งสปีดให้ทัน ผมส่งไม้ให้พี่เซอุนขี่หลังพี่ยองมินที่ถูกปิดตา ก่อนจะหันมามองคนข้างๆ ที่ยังเคี้ยวตุ้ยๆ


“ปากเลอะหมดแล้ว” อดไม่ได้ต้องเอานิ้วโป้งปาดครีมที่เลอะปาก ก่อนจะเอาไปเช็ดเสื้อฮยองซอบ


“อี๊ สกปรก” ฮยองซอบบ่นอุบ ก่อนจะฟาดที่ไหล่ผม ผมวิ่งหนีไปรอพี่ยองมิน พี่เซอุน ที่เส้นชัย


ด้านสุดท้ายคนขี่หลังต้องบอกทางคนแบกที่ถูกปิดตาให้ถึงเส้นชัย ความยากคือนอกจากจะต้องไวแล้วยังต้องทรงตัวดีอีกด้วย แต่เหมือนพี่ยองมินจะไม่มีปัญหา เพราะเดินเร็วมากแทบจะวิ่งแล้ว ตอนนี้ทุกสีสูสีกันมาก อีกไม่กี่ไกลก็จะถึงเส้นชัยแล้ว


“วิ่งเลยพี่ วิ่งเร็วววว” ฮยองซอบตะโกนสุดเสียง 


พอเห็นใกล้ๆ ถึงรู้ว่าที่พี่ยองมินเดินตรงเป็นเพราะพี่เซอุนคอยดึงหูกำกับอยู่


“ใกล้แล้วครับ วิ่งดิเอ๋ วิ่งงงง เข้าไปแล้ววว สีที่เข้าเส้นชัยคือสีส้มมม ตามด้วยสีเหลือง สีฟ้า สีเขียวและสีชมพู” อีกนิดเดียวจะถึงเส้นชัยแล้ว พี่ยองมินดันล้มหน้าทิ่มก่อนเลยเข้าที่สุดท้าย


“เซอุนดึงผมเราทำไมอ่ะ ล้มเลย” พี่ยองมินหน้ายุ่งพร้อมกับยีผมตัวเอง


“ก็ยองมินไม่วิ่งอ่ะ เราบอกให้วิ่งทำไมไม่วิ่ง” พี่เซอุนเท้าเอวด่าพี่ยองมินชุดใหญ่


“เอานะพี่ ขำๆ เนอะ ฮ่าๆๆ” ผมพูดพร้อมขำแห้ง ไม่อยากให้เป็นเรื่อง


“พี่อูจิน พี่!!” น้องฮังนยอนวิ่งหอบมาหาผม


“มีไร”


“พี่ลงแข่งบอลได้ป่ะ พอดีเพื่อนผมมันป่วย พี่ลงแทนมันหน่อยดิ”


“จะไหวหรอ เมื่อกี้เพิ่งกินโค้กไปนะ” ฮยองซอบทักขึ้น


“ไม่เป็นไรมั้ง” ผมตอบตกลงน้อง ก่อนจะตามไปวอร์มข้างสนาม


“เป็นไรแน่หรอ” ฮยองซอบตามมาเฝ้าผมด้วย


“ไม่เป็นไรหรอก ทำไม? เป็นห่วงหรอ?” ผมหันไปสบตาฮยองซอบ


“ป่าว แต่ขี้เกียจดูแลคนป่วยต่างหาก”


“ป่วยเลยได้ไม อยากมีคนดูแล” ผมยื่นหน้าเข้าไปใกล้ฮยองซอบ


“พูดเล่นตลอด ไม่ตลกนะ” ฮยองซอบทำแก้มพองลม ให้รู้ว่าเขาไม่พอใจจริงๆ


“เคๆ ไม่ต้องห่วงหรอก” ผมขยี้ผมฮยองซอบ ก่อนจะลงสนามไป

 


____________________________________________



ไอ้เพื่อนตัวดีที่บอกว่าไม่ต้องห่วง แล้วดูตัวเองวิ่งตามลูกบอลไปทั่วสนาม ไม่ได้ห่วงโค้กในกระเพาะเลยเขย่าไปขนาดนั้นจะไม่ระเบิดหรอ ผมได้แค่นั่งภาวนาข้างสนามไม่ให้อูจินเป็นอะไรจนจบเกม


“เบอร์ 99 อูจินเลี้ยงบอลไปแล้วครับ ส่งต่อให้ฮังนยอนแล้วครับ อะอ้าว อูจิน ลงไปนอนกับพื้นแล้วครับ” หลังจากส่งลูกอูจินก็ล้มลง กรรมการวิ่งมาดูก่อนจะแบกออกนอกสนามไป ผมรีบวิ่งไปหาอูจิน


“ปวดท้อง” อูจินนอนขดตัว กอดท้องแน่น หน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยเหงื่อเม็ดใหญ่เต็มใบหน้า คงไม่ไหวแล้วจริงๆ สินะถึงได้ร้องออกมา


“ครูครับ เขากินโค้กก่อนแข่งครับ” ผมบอกครูเผื่อช่วยไรได้บ้าง


“อ้อ งั้นพาไปห้องพยาบาลเลย” ทุกคนช่วยกันแบกแปลไปห้องพยาบาล


“เธอเป็นเพื่อนใช่ไม?” ครูถามผมที่นั่งรออยู่ในห้อง “ครับ”


“เฝ้าไว้หล่ะ ให้นอนพักก่อน ตื่นแล้วค่อยกลับนะ ครูจะไปสนามล่ะ” ครูสั่งก่อนจะเดินออกห้องไป ผมเดินผ่านม่านกั้นไปดูอูจิน ที่นอนหลับอยู่บนเตียง หน้าตาดูมีสีขึ้นมาหน่อย ผมเลื่อนผ้าห่มให้อูจินเพราะในห้องพยาบาลเปิดแอร์เย็นเฉียบ


“เฮ้อ ทำไมดื้อจังว่ะ บอกก็ไม่ฟัง” บ่นไปก็คงไม่ได้ยิน หลับสนิทซะขนาดนี้ ว่าแต่แอร์ในห้องมันเย็นเกินไปไม ไปลดหน่อยดีกว่า


“อยู่เป็นเพื่อนกันก่อนสิ” อูจินจับข้อมือผมไว้


“ยังไม่หลับหรอ” ผมหันไปมองคนที่นอนจับมือผมอยู่


“อืม อยู่กับเราก่อนนะ” อูจินเขย่าแขนผม แต่มันอ่อนแรงกว่าทุกที


“เออ รู้แล้ว แต่จะไปเบาแอร์ไง” ได้ยินอย่างนั้นอูจินเลยปล่อยมือผม ผมเบาแอร์เสร็จเดินกลับมาที่เตียงอูจินก็หลับไปแล้ว “ไอ้ขี้ดื้อ”

 

แสงยามเย็นที่ลอดผ่านม่านกระทบเปลือกตาคนที่หลับบนเตียงที่ยังไม่ได้สติจากฤทธิ์ยา ผมลุกไปปิดม่านให้สนิทป้องกันแสงไม่ให้รบกวนการพักผ่อนของอูจิน นี้ก็จะสี่โมงเย็นแล้วเพื่อนตัวดียังไม่มีท่าทีจะตื่นเลย


“เห้อ ดื้อจนได้เรื่อง เตือนก็ไม่ฟัง เป็นงานต้องมานั่งเฝ้าอีก อดไปเต้นเลย” ผมทิ้งตัวนั่งเก้าอี้ข้างเตียง นึกเสียดายอยากเต้นสันที่แสตน


“ตื่นแล้วครับ เลิกบ่นได้แล้ว” ผมหันไปมองคนต้นเหตุที่ทำให้ผมต้องบ่นจนมันตื่น


“ดี! แล้วเป็นไงมั้ง หายปวดท้องยัง” ผมลุกไปกดน้ำให้อูจิน


“อืม ก็เบาแล้วอ่ะ มีเสียดท้องหน่อยๆ” อูจินลุกมานั่งพิงเตียง


“ฉันก็บอกแล้วว่าไม่ต้องลง ไม่ต้องลง ทำไมไม่เชื่อกันมั้งว่ะ”


“ก็ยังไม่ตายนิ หัวใจยังเต้นอยู่นะ” อูจินจับมือผมไปวางที่อกซ้ายของเขา


“เลือกเล่นได้ละ คนเขาเป็นห่วงนะเว้ย” ผมดึงมือมาดีดหน้าผากคนที่เล่นไม่เลิกซักที


“เป็นห่วงมาก ก็คบกับเราดิ” คำถามของคนตรงหน้าทำผมอึ้งไปแป๊ปนึง


“แกเลิกแกล้งได้ละ ฉันจะโกรธแล้วนะ” ตั้งแต่ที่มันบอกว่าจะจีบผมละ ผมไม่คิดว่าจะจริงจังขนาดนี้นะ คิดว่าพูดเล่นๆ ไป แล้วที่ผมทำท่าหวงตัวก็แค่เล่นไปตามน้ำขำๆ เท่านั้น


“พูดจริงๆ ไม่ได้แกล้ง ต้องให้ทำไงถึงจะรู้ตัวซักที” 


“จะให้รู้อะไร แกก็บอกฉันสิ”


“เราชอบซอบไง ชอบแบบแฟน อยากเป็นแฟนอ่ะ เข้าใจไม” อูจินคว้ามือผมไปจับไว้แน่น


“จริงป่ะเนี่ย” ผมจ้องเข้าไปในตาของอูจินที่มองผมกลับเหมือนกัน ถ้ามันเล่นละครก็ตีบทแตกกระจุยเลย จะให้ผมเชื่อได้ไง ว่าเพื่อนสนิทที่ชอบแกล้งผมมันจะมาสารภาพรักผมเนี่ย ถ้าผมหลงเชื่อมันไม่ล้อผมยันลูกบวชเลยหรอ


“คบกับเรานะซอบ” 


“ฉันจะรู้ได้ไงว่าแกพูดจริงอ่ะ” ให้พูดอย่างนั้นก็เถอะ มันก็ยังยากที่จะเชื่ออยู่ดี  


“ตลอดเวลาที่ผ่านมา ทุกอย่างที่เราทำให้ซอบมันยังไม่พออีกหรอ”


“เพื่อนกันเขาก็ทำกันแบบนั้นไม่ใช่หรอ”


“แล้วแบบนี้ล่ะ” พูดจบอูจินก็โน้มตัวมาจูบผม ผมเบิกตาโต กำมือแน่นเพราะความตกใจ อูจินค่อยๆ กดจูบให้แน่นขึ้น ปากของเราสองคนสัมผัสกันจนรู้สึกอุ่นขึ้นมาจนรู้สึกร้อนทั่วใบหน้า ผมอธิบายไม่ถูก มันรู้สึกหวิวๆ วูบๆ เหมือนหัวใจหยุดเต้นแป๊ปนึง ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วจนผมไม่ทันตั้งตัว รู้ตัวอีกทีอูจินก็ผละจูบแล้ว


“...” ผมได้แต่ก้มหน้ามองพื้นไม่กล้าสบตาคนตรงหน้า


“แล้วแบบนี้เพื่อนเขายังทำกันอยู่ไม” อูจินกระซิบข้างหูผม ยิ่งทำให้ผมเขินไปอีก


“บอกกันดีๆ ก็ได้อ่ะ ไม่เห็นต้อง...” พอนึกถึงเหตุการณ์เมื่อกี้ ผมก็เขินจนอยากจะออกจากห้องนี้แล้ว ถ้าไม่ติดว่าอูจินจับมือผมอยู่


“ก็บอกแล้วไม่เข้าใจ ก็ต้องลงมืออ่ะ แล้วเข้าใจยัง หรือว่ายังไม่เข้าใจ” อูจินยื่นหน้ามาใกล้ผมอีกครั้ง


“อูจิน เป็นไงมั้ง หายยัง” เสียงจีฮุนดังขึ้นจากหน้าห้อง ทำให้อูจินปล่อยมือผมกลับไปนั่งในท่าเดิม


“โอเคขึ้นแล้ว” อูจินพูดพลางลงจากเตียง


“เนี่ยรู้ป่ะ ตอนที่อูจินล้มกลางสนามอ่ะนะ ฮยองซอบรีบวิ่งไปดูอูจินเลยอ่ะ แล้วก็โวยวายใหญ่เลย” จีฮุนเล่าอย่างออกรสออกชาติ ไม่ได้ดูหน้าเพื่อนเลย อายเหลืออยู่ 2 นิ้วแล้วจ้า


“ฮ่าๆๆ ไปหาข้าวกินเหอะ เราหิวจนไส้จะขาดแล้ว” ผมรีบคว้าแขนจีฮุนออกมาจากห้องพยาบาลปล่อยให้อูจินเดินตามหลังมาคนเดียว

 


__________________________


 

“คืนนี้แกนอนพื้นเลย” ผมวางหมอนกับผ้าห่มไว้ที่พื้น


“เราป่วยอยู่นะ ดูดิตัวเรายังอุ่นๆ อยู่เลย” อูจินไม่พูดเปล่าจับมือผมไปแตะหน้าผากตัวเอง


“เออๆ งั้นฉันนอนพื้นเองก็ได้”


“แล้วทำไมไม่นอนเตียงด้วยกันละ” อูจินเดินเข้ามาใกล้ผมเรื่อยๆ จนผมติดเตียงแล้ว


“อย่าแกล้งแบบนี้ดิ เรากลัวแล้วนะ” ผมพูดพลางนั่งลงบนเตียงพร้อมกับปิดหน้าตัวเอง เพราะอูจินไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน แล้วอีกอย่างเราก็อยู่ในห้องกันสองคน ถ้าเกิดอูจินหน้ามืดทำอะไรขึ้นมา ใครจะช่วยผมอ่ะ


“โอ้ย ไม่แกล้งแล้วครับ เดี๋ยวเรานอนล่างเองนะ” อูจินนั่งคุกเข่าอยู่ต่อหน้าผม พร้อมกับจับมือผมที่ปิดหน้าออก


“อูจิน ถามจริงๆ นะ ทำไมอยากคบกับเราอ่ะ” ผมตัดสินใจถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ


“ก็เพราะเราชอบซอบไง”


“ชอบเราเนี่ยนะ แกก็รู้ขอเสียของฉัน ทั้งจู้จี้ ขี้บ่น เอาแต่ใจ งี่เง่า นอยด์เก่ง แกยังชอบฉันอีกหรอ”


“ก็ที่ยังอยู่ตรงนี้ ก็เพราะว่าเราชอบที่ซอบเป็นซอบแบบนี้แหละ ถ้าไม่มีเราใครจะฟังซอบบ่น ใครจะคอยตามใจซอบอ่ะ”


“แต่ว่า...”


“ถ้าพูดอีกจะจูบแล้วนะ” คำพูดของอูจินทำให้ผมเม้มปากไม่กล้าพูดอะไรไป “...”


“ที่เราถามไป ซอบไม่ต้องคิดมากหรอก เราแค่อยากบอกให้ซอบรู้ว่าที่เราทำไปทั้งหมดเพราะเรารู้สึกยังกับซอบ เอาไว้ซอบรู้ใจตัวเองเมื่อไหร่ ซอบค่อยตอบเราก็ได้ ยังไงเราก็อยู่ข้างๆ ซอบ ไม่ไปไหนอยู่แล้ว” อูจินค่อยๆ ประคองผมให้นอน ก่อนจะเลื่อนผ้าห่มมาคลุมตัวผม แล้วเดินไปปิดไฟห้อง


“วันนี้ขอโทษนะ ที่ทำให้เป็นห่วงน่ะ”


“งั้นก็อย่าป่วยอีกสิ”


“อืม สัญญาครับ”


“ฝันดีนะ”


“ฝันดีครับ”

 

ภายใต้ห้องที่มืดมิดคงไม่มีใครรู้ว่าผมกำลังหน้าแดงกับการบอกฝันดีของอูจิน ถามว่ารู้สึกดีไมที่มีคนมาสารภาพรัก มันก็ต้องรู้สึกดีเป็นธรรมดา แต่การเปลี่ยนสถานะจากเพื่อนเป็นแฟน แล้วยิ่งเป็นเพื่อนสนิทที่รู้ไส้รู้พุงกันหมด สำหรับผม ผมว่ามันเร็วเกินไป อีกอย่างผมแอบกลัว ถ้าเกิดความรักครั้งนี้มันไม่สวยเหมือนครั้งก่อน ผมกับอูจินจะยังเป็นเพื่อนกันต่อไปได้ไม ผมไม่อยากเสียเพื่อนดีๆ อย่างอูจินเพราะเรื่องแบบนี้

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

10 ความคิดเห็น