[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 88 : (อ่านฟรีวันที่ 9/10/63) ตอนที่ 25 ภัยพิบัติที่คืบคลานเข้ามา (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 490
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    7 พ.ย. 63

ในราตรีแสนมืดมิดพระจันทร์ดับอับแสงจากเมฆดำที่กำลังเคลื่อนบังบด พระราชวังที่ยามนี้ควรเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยการตรวจตรา เวรยามมากมายเดินกันอย่างควั่กไขว่ด้วยเหตุผลเรื่องรักษาความปลอดภัย มากมายเสียจนยากแก่การลักลอบเข้าไป

 

แต่ทว่า...

 

หวีดดดด —

ตู้ม!!!

 

เสียงของดอกไม้ไฟหวีดก้อง สายควันยาววิ่งพุ่งเสียดแมกไม้ขึ้นสูงก่อนปะทุแตกตัวบนท้องฟ้า ไฟหลากสีสันกระจายตัวเป็นวงกว้าง แสงสีแสด สีแดง สีฟ้า ลูกแล้วลูกเล่า เป็นประกายแจ่มจรัสบนท้องฟ้า ตามมาด้วยการจุดประทัดดังปุป้าง จากลูกที่หนึ่ง สู่ลูกที่สอง เรื่อยไปจนเหลือจะนับ

 

“เกิดอะไรขึ้น!!”

 

“ตรงนั้น มันอยู่ตรงนั้น!”

 

ทหารเวรยามและเร่งร้องตรงไปยังจุดกำเนิดดอกไม้ไฟทันที ก่อนจะแตกตื่นเป็นยิ่งนักเมื่อเห็นร่างงามของโฉมสะคราญยืนกอดอกเหินกระบี่อย่างมาดมั่น เส้นผมสีดำยาวสวยมัดเป็นหางม้าพลิ้วไหวตามสายลม ท่ามกลางแสงสีสันจากดอกไม้ไฟต่างสะกดคนมองจนทำให้ชะงักค้างในพริบตาแรกที่มอง

 

และคนงามคนนั้นก็คือคนที่หายสาปสูญไปหลายเดือนนัก

 

“พระสนมเฉิง!!”

 

“นามของข้าคืออวี้เหวินเฉิง โปรดจำใส่ใจเอาไว้ให้ดี”

 

อวี้เหวินเฉิงคลี่ร้อยยิ้มที่ดูโต้ตอบกับทหารเวรยามเหล่านั้น ก่อนจะไล่สายตาพิจารณาดูว่าใครมีปฏิกิริยากับการปรากฏตัวของตนบ้าง นับไล่หัวดูแล้วก็พบว่าแทบทุกคนในที่ตรงนั้น เพราะเขามั่นใจว่าหวงเซิ่งต้องสั่งให้สายทหารตามล่าตัวเขาแน่ๆ

 

และการปรากฏตัวเช่นนี้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อการดึงให้เปิดเผยตัว คนเหล่านั้นกำลังกระสันต้องการเงินค่าหัวของเขากันเสียยกใหญ่แล้ว

 

“เอาล่ะ มาสิ...อยากได้ค่าหัวข้าไม่ใช่หรือ”

 

พูดจบก็โดดลงจากเสวี่ยเหลียน รอยยิ้มแสนหวานบนใบหน้าสวยๆ นั้นคลับคล้ายจะฉาบเคลือบไปด้วยความปรีดาที่ไม่ต้องวางตัวเป็นเฉิงจื่อเหยียนคนเรียบร้อยในวังอีกต่อไป

 

...

..

 

ในระหว่างที่อวี้เหวินเฉิงกำลังจัดการเป็นตัวล่อ ก็มีคนที่ได้แต่มองความวุ่ยวายตรงนู้นด้วยสายตาอันแสนตายด้านและชินชาเป็นที่สุด

 

“เล่นใหญ่ดีเหลือเกิน”

 

ซ่งอี้จุ้นเอ่ยออกมาระหว่างมองดอกไม้ไฟบนท้องฟ้า กงกงไม่แปลกใจเลยสักนิดเพราะเขาเป็นคนปล่อยให้อวี้เหวินเฉิงทำเช่นนี้เอง

 

แผนการขั้นแรกคือการเรียกร้องความสนใจไปยังจุด จุดเดียว แต่เพราะไม่ต้องการเป็นที่โดดเด่นต่อสายตาประชาชน การระเบิดภูเขาเผาราชวังย่อมเป็นทางเลือกที่แย่ ต้องขอบคุณเรื่องที่เกิดขึ้นในแดนใต้วันนั้นที่ทำให้อวี้เหวินเฉิงรู้ว่าประทัดและดอกไม้ไฟเล็กๆ เองก็สร้างความแตกตื่นระดับย่อมๆ ได้ไม่ต่างจากระเบิด

 

เรียกร้องความสนใจได้ดี และคนนอกก็ไม่สงสัย เพราะเดิมที่ราชวังก็นึกครึ้มทำอะไรแปลกๆ อยู่แล้ว อย่างมากก็แค่โดนวิจารณ์ว่าเล่นอะไรไม่รู้เวล่ำเวลา

 

การมาในครั้งนี้ส่วนหนึ่งก็เพื่อตวรจสอบว่าใครเป็นพวกพ้องหรือโดนเงินของหวงเซิ่งซื้อตัวไปบ้าง เพราะหากเป็นคนที่สังกัดกับเขา เสียนเฟย กุ้ยเฟย หรือคนที่ไว้ใจได้เช่นสกุลต้วนมู่ ย่อมไม่มีปัญหากับการปรากฏตัวของอวี้เหวินเฉิงอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ นั่นย่อมสามารถคัดออกและปัดให้เป็นบุคคลเฝ้าระวังได้ทันที

 

แต่กระนั้นแล้ว

 

“ชักเป็นห่วงเสียแล้ว”

 

“กงกงไม่ต้องกังวลไปหรอกขอรับ ข้าคิดว่าต้องไม่เป็นไรแน่” แล้วเสียงหนึ่งก็ดังอู้อี้จากพุ่มได้ด้านหลัง

 

“อา...ข้าไม่ได้หมายถึงพระอนุชาหรอกขอรับ” กล่าวแบบนี้ โดยที่ได้ยินเสียงหวีดร้องด้วยความทรมานลอยมาตามลม อา...โหดร้ายดีจริงๆ

 

และคู่สนทนาของซ่งอี้จุ้นนั้นก็คือต้วนมู่ชิงนั่นเอง เขาค่อยๆ ปรากฏตัวออกจากที่ซ่อน ซึ่งเป็นจุดที่ซ่งอี้จุ้นจัดเตรียมไว้ให้ลักลอบเข้าวัง ชายหนุ่มปลดผ้าพันหน้าพันตาออก

 

“ขอบคุณกงกงที่ช่วยเหลือ หากเกิดอะไรขึ้น ข้าคงต้องขอรบกวนท่านช่วยรับมือกับไทเฮาด้วยนะขอรับ”

 

“ไม่เป็นไรขอรับ หน้าที่แก้ตัวเป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว เหม่ยเหริน มันเป็นเช่นนี้ตั้งแต่เด็ก” ซ่งอี้จุ้นหัวเราะเสียงเบาก่อนจะมองไปทางตำแหน่งที่ตั้งสุ่ยเสียน “ตอนนี้เรารีบไปกันเถิด”

 

“ขอบคุณขอรับ!!” เมื่อพูดจบต้วนมู่ชิงพยักหน้าก่อนจะสับฝีเท้า เร่งตรงไปยังตำหนักสุ่ยเซียนโดยไวที่สุด ด้วยการใช้วิชาตัวเบาประสานกับกำลังในการวิ่ง ทำให้เขาวิ่งได้ไวกว่าเดิมเป็นเท่าตัว

 

ระยะเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาร่างกายต้วนมู่ชิงแตกต่างไปจากเดิมมาก เนื่องจากการที่ได้แกนปราณคืนมาและประสานเส้นปราณฟื้นฟูแกนอยู่ ‘ทุกวัน’ แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่าเป็นผู้ฝึกวิชา แต่อย่างน้อยร่างกายก็ระลึกความทรงจำสมัยฝึกวิชาอยู่กับหลานอันฮุ่ยได้ ซ้ำกำลังงวังชาก็เพิ่มขึ้นไม่ได้ง่วงหาวตลอดเวลาแบบเมื่อก่อน

 

และที่เขากำลังเร่งรีบอยู่ในตอนนี้เป็นเพราะการปรากฏตัวของอวี้เหวินเฉิงก็ล้วนคาบเกี่ยวกับต้วนมู่ชิง คนวงนอกรู้แค่เพียงคนทั้งสองหายสาปสูญไปด้วยกัน เมื่ออวี้เหวินเฉิงโผล่มาเช่นนั้น อีกสถานที่หนึ่งที่จะล่อคนได้ย่อมเป็นที่นั่น ซึ่งเป็นเป้าหมายการมาขอาเขา

 

ตำหนักสุ่ยเซียนนั่นเอง!

 

เมื่อตัดมาที่ทางด้านตำหนักสุ่ยเซียน ตอนนี้ดูเหมือนกำลังเรียกแขกไม่ได้รับเชิญให้มาเยือน เพราะทันทีที่ทราบข่าวการปรากฏตัวของอวี้เหวินเฉิง สายของหวงเซิ่งที่ไม่ไดอยู่ที่ประตูทางเข้า ก็พุ่งเป้ามาที่ตำหนักนี้ทันที คาดการณ์อย่างมั่นใจว่าเจ้าของจะกลับมา

 

มันคงคิดว่าเราโง่ ไม่รู้ว่ามันจงใจสร้างสถาณการณ์หลอกล่อที่หน้าประตู — นั่นคือความคิดของคนทรยศเห็นแก่เงินที่คิดว่าตัวเองฉลาดเสียเต็มประดา

 

และไม่รู้ว่าเป็นโชคช่วยหรือไม่ว่าที่แห่งนี้อยู่ห่างไกลจากตำหนักอื่นๆ ซ้ำร้ายที่บ้านใกล้เรือนเคียงอย่างหวงหลานตอนนี้ก็เงียบเหงาเพราะหวงชุ่ยเวยยังคงเฝ้าดูอาการของพี่สาวในสถานพยาบาล

 

ช่างเป็นโอกาสเหมาะแก่การบุกประชิดเป็นยิ่งนัก...

 

เสีย...

 

ที่ไหนล่ะ

 

เมื่อบุกมาถึงตำหนักสุ่ยเสียนแล้วก็พบกับเหล่าคนรับใช้ทั้งสามที่ยืนดักรออยู่ก่อนแล้ว

 

จี้เหนิง คนรับใช้ที่อายุมากที่สุด มีร่างกายกำยำสันทัด ตัวไม่สูงไม่ใหญ่ หน้าตาคมสัน รับหน้าที่ทำงานสวนและการแบกหาม

 

เจี้ยนจาง รูปร่างสูงผอม หน้าตารูปงาม ปกติเป็นคนพูดน้อย หน้าที่หลักของเขาคือการซักล้าง จัดเตรียมเครื่องแต่งกายทำผมและดูแลความงามของเจ้านายเป็นหลัก

 

และคนสุดท้าย ฟ่านจู รับหน้าที่ทำความสะอาดและงานจิปาถะทุกอย่างตั้งแต่เก็บของ เขาเป็นคนตัวเล็ก เล็กกว่าซื่อเป่าเสียจนมองผ่านก็อดคิดว่าเหมือนเด็ก

 

ซึ่งหากใครรู้จักคนรับใช้ตำหนักนี้ ก็ย่อมบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าทุกคนเนิบนาบใช้ชีวิตไม่รีบร้อน เรียบร้อยเชื่องๆ แบบเดียวกันเจ้านาย ทำให้หลายคนคิดว่าการบุกยึดสุ่ยเซียนคือ งานง่ายเหมือนกินหมูไม่ต้องออกแรงก็กำหราบคนที่นี่ได้อย่างสบายแฮ

 

แต่ทว่า...

 

ทำไมถึงถืออาวุธครบมือยืนจังก้ารออยู่หน้าบ้านแบบนั้นกันล่ะ

 

“มิน่าเหม่ยเหรินจึงได้รับสั่งให้เตรียมตัว” จี้เหนิงกล่าว ระหว่างนั้นก็ขยับสายโซ่ที่ด้านปลายผูกลูกถ่วงที่มีขนาดใหญ่เอาไว้ สายตาเองก็จ้องหีบหนังสืออันเป็นคำสั่งที่เจ้านายมองหมายให้ตนไว้ด้วย “ตามที่คุยกันไว้ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ต้องปกป้องตำราที่เหม่ยเหรินต้องการเอาไว้”

 

“ทั้งที่เกือบจะลืมเรื่องสมัยก่อนเข้าวังไปแล้วนะขอรับ” เจี้ยนจางกล่าว เขายังสงบแม้สองมือจะกำมีดสั้นความยาวราวหนึ่งศอก ซ้ำยังควงอย่างคล่องมือระหว่างคุยอีกต่างหาก

 

“น่ากลัวจะทำได้ไม่ดีเท่าสมัยอยู่ป่าเอา อุตส่าห์ได้ใช้ชีวิตอย่างปกติกันแล้วทั้งที แต่ช่วยไม่ได้นะขอรับ เหม่ยเหรินสั่งมา และข้าเองก็อยากปกป้องบ้านของพวกเราเอาไว้ด้วย” ฟ่านจูเอ่ยเช่นนั้นก่อนจะหักข้อนิ้วกร๊อบแกร่บ สายตาเพ่งมองไปทางกลุ่มผู้บุกรุกอย่างไม่วางตา

 

หน้าที่ของคนรับใช้ก็คือการดูแลบ้านของเจ้านาย

 

และหากใครบุกรุกย่อมเท่ากับว่าต้องกำจัดเสียให้สิ้น!!

 

ทุกอย่างที่เกิดกลายเป็นภาพตัดเนื่องจากไม่เหมาะสมที่จะให้เด็กดูเป็นเยี่ยงอย่างแต่เอาเป็นว่า...หากสงมาวคือสัตว์หน้าบื้อที่ตบคนตายด้วยอุ้งเท้าปุกปุยฉันใด เจ้าพวกลูกไล่สงมาวก็เป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวกันฉันนั้น

 

ทั้งเสียงกรีดร้องและการนองเลือด (?) ทุกอย่างล้วนอยู่ในสายตาของคนที่คิดว่าจะมาช่วย ซ่งอี้จุ้นเหลือบมองต้วนมู่ชิงไปพลาง ส่วนเจ้าสงมาวก็หลบสายตาไปไกล

 

“แต่ดูอย่างไรนี่ก็ไม่น่าเข้าไปช่วยเลยจริงๆ”

 

“...ข้าเองก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้หรอกขอรับ กงกง” กล่าวก่อนส่ายหน้ากับสิ่งที่เห็น เนื่องจากตนรู้แจ้งใจอยู่แล้วว่าผลมันจะออกมาอีหรอบนี้ แต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้ “เอาเป็นว่า...ดูอยู่ห่างๆ ละกันนะ...ฮ่ะๆ”

 

หากถามว่าไยจึงไม่ตกใจ ก็คงต้องขอย้อนไปช่วงแรกเข้าวัง อวี้เหวินเฉิงผู้หายใจเข้าออกเป็นท่านพี่ของเขา ได้ขอให้ซ่งอี้จุ้นแอบสืบข้อมูลก่อนเข้าวังของคนรับใช้สุ่ยเซียนทั้งหมด และผลที่รู้มาก็ช่างน่าสนใจเป็นยิ่งนัก เพราะมันช่างขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอกที่เห็นอย่างเหลือคณา

 

จริงอยู่ที่ทาสในวังมักโดนทำร้ายกดขี่สารพัด แต่มันก็ไม่ใช่เพราะอ่อนแอเสมอไป มันมีข้อแตกต่างบางๆ ระวังไร้ทางสู้กับรักตัวกลัวตาย เก่งมาจากไหนถ้าเข้าวังก็ต้องทำตัวหดลีบเข้าไว้ เพราะไม่อยากเสี่ยงต่อโทษกุดหัว

 

แต่คนรับใช้ในสุ่ยเซียนประวัติแต่ละคนกลับผ่านประสบการณ์อันโชกโชนไม่ธรรมดา บ้างก็เคยอยู่กับกองโจร บ้างก็เคยเป็นเด็กสังกัดซ่อง บ้างใช้ชีวิตล่าสัตว์อยู่กับป่า อันตรายระดับที่ตอนแรกอวี้เหวินเฉิงยังไม่ไว้ใจ แต่พอจับตามองไปเรื่อย จึงพบว่าคนพวกนี้ถอดเขี้ยวเล็บเป็นคนรับใช้เชื่องๆ ให้เจ้านายอย่างเหลือเชื่อ

 

กรณีตำหนักสุ่ยเซียนทำให้ซ่งอี้จุ้นกระจ่างใจ ว่าแท้จริงแล้วคนที่โดนดูแคลนว่าหัวรุนแรง บางทีอาจจะทำไปทั้งหมดเพื่อเอาตัวรอด เมื่ออยู่ในสังคมดีๆ มีเจ้านายที่ดี ก็ทำตัวดีๆ ได้เช่นกัน

 

แต่คนที่สามารถทำให้มาอยู่ใต้อาณัติได้อย่างถวายหัวนี่ก็ไม่ธรรมดาเหมือนกันล่ะนะ

 

เมื่อการนองเลือดจบลง ต้วนมู่ชิงก็สะกิดคนยืนนิ่งให้กลับมามีสติ ซ่งอี้จุ้นพยักหน้าก่อนจะเดินเข้าไปเพื่อจัดการจับกุมคนเหล่านั้นด้วยการใช้ตาข่ายดักเซียนครอบร่างเอาไว้ แต่เอาจริงสภาพนี้คงหนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว โชคดีนัก แค่เจ็บหนัก ไม่ได้ทำให้ถึงกับตาย ขอบคุณสวรรค์ ขอบคุณสวรรค์

 

“เหม่ยเหริน! ท่านกลับมาแล้ว!”

 

“ปลอดภัยดีใช่ไหมขอรับ ร่างกายท่านผอมลงนัก ให้ข้าปรุงหมาล่าแกะให้ท่านดีหรือไม่”

 

“ข้าเป็นห่วงท่านแทบแย่ หากอาเป่าไม่ส่งจดหมายมาบอก พวกข้าคงคว้านท้องตายตามไปแล้ว!”

 

ทันทีที่เห็นหน้าเจ้านาย กลุ่มลูกสงมาวก็เก็บเขี้ยวเก็บเล็บกลับมาตัวย้วย วิ่งต้วมเตี้ยมตรงไปหาต้วนมู่ชิงทันที พวกเขาดีใจจนน้ำตาคลอเพราะเห็นว่าเจ้านายปลอดภัยดี

 

แต่เช็ดเลือดออกจากหน้ากันสักหน่อยดีไหม!

ต้วนมู่ชิงยกมือปรามพลางหัวเราะแหะๆ “เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าปลอดภัยดีแล้ว ทว่างานของพวกเจ้ายังไม่จบ นำตำราเหล่านั้นออกไปด้านนอก ตอนนี้สงครามยังมาไม่ถึงก็จริง แต่ข้าคงต้องขอแรงพวกเจ้า ออกจากวังสักระยะเพื่อคุ้มกับค่ายพยาบาลก่อน ทำได้หรือไม่”

 

“ขอแค่เหม่ยเหรินสั่งก็พอขอรับ” จี้เหนิงกล่าว คำนับรับคำสั่ง ก่อนเหล่าคนรับใช้ทั้งสามจะเร่งขนตำราของซู่จื่อเจินตรงออกไปยังทางออกซึ่งซ่งอี้จุ้นเตรียมการเอาไว้ให้แล้ว

 

“ข้าเองก็คงต้องขอตัวเช่นกัน” ต้วนมู่ชิงเอ่ยแล้วมองทางกลุ่มคนที่ถูกจับกุมตัวตรงนั้น “ตอนนี้ก็คงจัดการกับพวกของหวงเซิ่งที่อยู่ในวังได้ประมาณหนึ่ง”

 

“ขอรับ...--!!”

 

ทว่าซ่งอี้จุ้นก็ต้องชะงักไป แล้วรีบก้มคำนับจนหน้าต่ำกับบุคคลที่ปรากฎในเงามืด

 

ต้วนมู่ชิงนิ่งค้าง แล้วรีบคำนับก้มต่ำตามซ่งอี้จุ้นไปทันที เพราะเมื่อเมฆเคลื่อนออก แสงจันทร์ส่องลงมา เผยให้เห็นชัดว่าผู้มาใหม่นั้นเปนใคร

 

“คารวะ ไทเฮา!”

 

********

 

ต้วนมู่ชิงถูกจับแยกกับซ่งอี้จุ้น ด้วยเพราะซ่งอี้จุ้นต้องไปจัดการนำคนของหวงเซิ่งที่ไปยังที่ขัง

 

นั่นจึงทำให้ต้วนมู่ชิงกำลังหน้าซีดเผื่อนเท้งเต้งอยู่ผู้เดียวในห้องกว้าง เขาไม่กล้าสบสายตาคู่สนทนาด้วยความเลิ่กลั่กสุดใจ เพราะต่อให้แรกเริ่มมีเจตนาดีแค่ไหน แต่การสร้างความวุ่นวายเช่นการจุดประทัดในที่แจ้งก็ย่อมโหวกเหวก ไม่ใช่แค่กับศัตรูเท่านั้น แม้กับพวกเดียวกันที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วยก็คงมองแรงเช่นกัน

 

“ข้าส่งคนของข้าไปช่วยในการสะสางแล้ว” คู่สนทนาเอ่ย ท่าทางนางดูสงบ สงบจนแม้เพียงได้ยินแค่เสียงจอกชากระทบโต๊ะก็ทำให้หนาวสะท้านราวกับหน้าหนาว

 

ใช่แล้ว ตอนนี้เจ้าสงมาวกำลังนั่งสบตาอยู่กับนายพราน และนายพรานที่ว่าก็มีศักดิ์เป็นแม่สามีตามกฏหมายของตัวเองนี่แหละ!

 

“ทั้งหมดเป็นแผนของพวกเจ้าสินะ” กุ้ยเหมยไทเฮากล่าวพลางยกชาหอมขึ้นจิบ น้ำเสียงเย็นเยียบจนชวนหนาวสันหลัง “ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าต้องการดึงตัวพวกทรยศออกมาด้วยการใช้ตัวล่อ แต่การประกาศตัวเช่นนั้นก็เป็นแผนที่บ้าดีเดือดเกินไปเช่นกัน สถานะพวกเจ้าหาใช่ตาสีตาสาเสียหน่อย”

 

“กระหม่อมน้อมรับความผิดพ่ะย่ะค่ะ” ต้วนมู่ชิงกล่าว ไม่รู้ว่าจะโดนจับไปปิ้งกลางแดดหรือไม่ แต่ขอโทษไว้ก่อนเพื่อเขาเมตตาก็แล้วกัน!

 

“ยังไม่ได้ต่อว่าเลยที่พามานี่ก็เพราะจะให้มาพักเท่านั้นล่ะ เพราะว่าที่ทางนั้นจะเรียบร้อยก็คงอีกนานนัก คืนนี้ก็พักเสียที่นี่เถิด วันรุ่งค่อยออกเดินทางกลับค่ายพยาบาลก็ได้” ไทเฮาถอนหายใจ ทั้งขำทั้งเอ็นดูกับท่าทางของเหม่ยเหริน แต่นางก็ยังวางมาดสุขุมเป็นผู้ใหญ่ไว้ เพราะแม้ไม่โกรธแต่ก็ต้องสำทับตักเตือน

 

“แต่เอาจริง การวางแผนก็อย่าได้พลีพลามเช่นนี้อีก การกระทำเช่นนี้มันเป็นงานร้อน พวกเจ้าแค่โชคดีที่มีความสามารถและมีคนคอยคนสนับสนุนทุกความต้องการ แต่ครั้งหน้าอาจไม่โชคดีเช่นนี้อีก”

 

“พ...พ่ะย่ะค่ะ” ต้วนมู่ชิงน้อมรับความผิดและความพลีพลามของพวกตนด้วยเสียงอันระโหยโรยแรง

 

“แล้วก็...ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่ข้าต้องการจะคุยกับเจ้า” นางวางจอกชาลงกับโต๊ะ ดวงตาคู่กลมโตจับจ้องยังคู่สนทนา “เด็กที่อวี้เหวินเฉิงคนนั้นเป็นคนของราชวงศ์ เจ้าคงรู้ตัวดีอยู่แล้ว”

 

ต้วนมู่ชิงชะงัก เกือบเสียจริตทำจอกชาร่วงจากมือ

 

“ฝ่าบาททรงรู้...?”

 

กุ้ยเหมยพยักหน้า

 

“เดิมทีก็สงสัย เพราะไม่เคยมีว่าที่สนมคนใดได้รับพระราชทานตำหนักหลังน้อย เด็กคนนั้นได้รับอภิสิทธิ์จนน่าสนใจ” พระนางกุ้ยเหมยเล่าถึงตอนที่ตนรู้ว่าลูกชายตัวเองยกตำหนักน้อยให้แด่ว่าที่สนม นางถึงขั้นลงทุนไปดูเองด้วยซ้ำว่าเป็นใคร แต่ตอนนั้นจังหวะไม่ดีที่ไปตอนไม่มีใครอยู่ตำหนัก

 

“ทั้งตอนที่เจอกันในงานอุทยาน ทั้งตอนที่ชิงหลงก็รู้สึกคาใจในความคุ้นเคยบางอย่าง จวบจนกระทั่ง...เว่ยหลงปกป้องเด็กคนนั้นอย่างสุดตัวในศาล จนถึงขั้นใช้ความเผด็จการไล่แม่ทัพหวงไปนอกด่าน ข้าจึงได้มั่นใจว่าเด็กนั่นอาจจะเป็นใครสักคนในราชวงศ์”

 

นางอธิบายเหตุผลของตัวเองอย่างช้าๆ จับจ้องปฏิกริยาของต้วนมู่ชิงไปอย่างไม่วางตา

 

“หากถามว่าทำไมคำตอบก็คือง่ายมาก ลูกชายข้าไม่มีวันปันใจมอบให้ใครนอกจากชายาของเขา หากมีใครสักคนที่ทำให้เขาทุ่มสุดตัวเช่นนี้ได้ย่อมไม่ใช่จากความใคร่ แต่เพราะเป็นคนในครอบครัวต่างหาก ยิ่งกอปรกับหน้าตาที่คล้ายกับอวี้หยวน ข้ายิ่งมั่นใจ ว่าเด็กนั่นคือเฮ่อเหลียนฝู่เฉิง”

 

ต้วนมู่ชิงเงียบสนิทปาก หากข้อแก้ตัวหรือปฏิเสธไม่ได้ และไม่ใช่เรื่องที่สมควรปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย เขาถอนหายใจออกมาก่อนจะสบตา

 

“เมื่อเป็นเช่นนี้ ไทเฮาจะทรงทำเช่นไรต่อไปหรือพ่ะย่ะค่ะ” ตีหน้าสงบและตอบกลับไปด้วยเพราะเขาต้องการปกป้องอวี้เหวินเฉิง หากเกิดเรื่องร้ายกับน้อง เขาเองก็คงต้องพยายามอย่างสุดตัว

 

“มิได้ทำอะไร นอกเสียจากให้เขากลับสู่สถานะเดิม” ไทเฮาตอบอย่างเด็ดขาด “ทว่า...ที่ข้าต้องการจะคุยกับเจ้า ไม่ใช่แค่เรื่องการเป็นราชวงศ์ของฝู่เฉิง”

 

ต้วนมู่ชิงขมวดคิ้ว รู้สึกวูบโหวงในใจราวกับกังวลในสิ่งที่จะได้ยินต่อจากนี้

 

“หลังจากจบสงคราม ข้าจะให้เขาขึ้นครองราชย์”

 

และมันเป็นอย่างที่คิด ต้วนมู่ชิงตกใจเสียจนเกือบพูดไม่ออก ทว่ายังไม่ทันที่จะได้เอ่ยเอื้อนคำใด ไทเฮาก็ทรงพูดแทรก ราวกับไม่เปิดโอกาสให้ได้ถาม

 

“การขึ้นครองราชย์ของเขาเป็นทางแก้คำสาปที่ได้รับจากมารวิหคได้ ไม่สิ ข้าควรกล่าวตัวตนของเขาเป็นความหวังสุดท้ายที่จะสามารถลดหย่อนคำสาปไม่ให้เกิดกับสกุลเฮ่อเหลียนในรุ่นนี้ได้มากกว่า”

 

“ฝ่าบาท....ทรงรู้ถึงเรื่องคำสาป” เขาถาม เพราะตนไม่มั่นใจนักว่าอีกฝ่ายรู้ได้อย่างไร อาจจะจากจดหมายที่ตนคอยสื่อสารกับเฮ่อเหลียนเว่ยหลงอยู่เนื่องๆ ก็ได้ หรือไม่อย่างนั้น

 

ก็อาจจะรู้มานานมากแล้ว...พร้อมๆ กับเฮ่อเหลียนเทียนหลง

 

ไทเฮาพยักหน้า

 

“กฏของการกินวิญญาณจะมีผลเป็นรัชกาลไป และโชคดีที่รัชกาลนี้ยังไม่ได้ทำพิธีบวงสรวง จึงยังไม่ได้สังเวยตัวเอง แต่ก็ต้องแลกกับภัยพิบัติที่จะต้องเกิด” นางครุ่นคิด และถอนหายใจ คล้ายตัดสินใจว่าจะเล่าดีหรือไม่ ทว่าสุดท้ายก็ต้องเอ่ยออกมา

 

สิ่งที่รู้แก่ใจมาตลอด สิ่งที่พยายามกลบเกลื่อนประวัติศาสตร์ กุ้ยเหมยต้องการให้เป็นความลับมาตลอด หากแต่สักวันมันก็ต้องเปิดเผยอยู่ดี

 

“การสิ้นพระชนม์ของเทียนหลง...”

 

ริมฝีปากบางเม้มเข้าแล้วเผยอออก กุ้ยเหมยสั่นเล็กน้อย

 

“มันเกิดขึ้นเพื่อถ่วงเวลาภัยพิบัติ ชีวิตของเขา ตลอดจนขุนนางทั้งหมดที่อยู่ในงานเลี้ยงนั้นคือเหยื่อสังเวยล่วงหน้า เขาจงใจเชิญขุนนางโกงกิน ใจคดโกงเข้างานเลี้ยงนั้น เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายที่เอาไว้ขัดดอก ทว่าน่าเศร้า มันช่วยเวลายืดเวลาออกไปแค่ไม่กี่ปีเท่านั้น เมื่อถึงกำหนดการณ์ หากเว่ยหลงยังไม่ทำพิธีบวงสรวงภัยพิบัติที่หนักกว่านี้ก็อาจจะมาถึงตัวได้”

 

ทันทีที่ได้ยินคำของไทเฮา ต้วนมู่ชิงก็ถึงกับพูดไม่ออก ทั้งสับสน ทั้งงุ่นงง แต่กระนั้นก็ยังมีสิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจ...นั่นคือสตรีคนนี้ปกปิดความจริงทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าคนเป็นลูกชายพยายามค้นหาคำตอบของมัน เฮ่อเหลียนเว่ยหลงและอวี้เหวินเฉิงต้องใช้ชีวิตที่เหลือจมอยู่กับคำกร่นสาปแช่ง ด่าว่าบิดาเป็นฮ่องเต้ที่แสนเลวร้ายเสมอมา

 

ทั้งๆ ที่เหตุผลของการกระทำของเฮ่อเหลียนเทียนหลง มันคือการปกป้องลูกของตัวเอง

 

“คนที่ปกปิดเรื่องทั้งหมดคือพระองค์อย่างนั้นหรือ?!” ต้วนมู่ชิงเอ่ย โดยพยายามเก็บความอารมณ์ร้อนของตน “ท่านทรงแสร้งเป็นไม่ทราบ และเก็บงำมาตลอดเกือบทศวรรษเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ ทั้งๆ ที่ฮ่องเต้ทรงพยายามหาความจริงของการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าเทียนหลงมาตลอด”

 

“ใช่” ไทเฮาตรัสราวกับรู้อยู่แล้วว่าอีกคนต้องพูดแบบนี้ นางจึงกล่าวต่อไปว่า...

 

“แต่มันเพราะอะไรล่ะ เจ้ารู้ไหม คนเช่นเว่ยหลงหากรู้ว่าพ่อตัวเองตายเพราะปกป้องตัวเองและน้องๆ เด็กนั่นจะคิดอย่างไร เสียใจยิ่งกว่าอะไร เทียนหลงอยากปกป้องลูก แล้วข้าล่ะ ข้าเองก็อยากปกป้องความรู้สึกของลูกเช่นกัน ให้ประวัติศาสตร์บันทึกว่าเป็นการลอบสังหารนั่นแหละดีแล้ว หากพูดไปว่าสังเวยชีวิตขึ้นมา มันจะยิ่งแย่ต่อภาพลักษณ์เทียนหลงมากกว่าเดิม ต่อให้ขุนนางพวกนั้นโกงกินกังฉินจนอิ่มเปรม แต่แล้วอย่างไรล่ะ คนมีลูกมีญาติ คนที่รับเคราะห์จากการตัดสินใจของเทียนหลง มันยังมีอีกมาก”

 

ต้วนมู่ชิงสะอึก วางมือลงบนหน้าตักตน เข้าใจดีที่คนตรงหน้าสื่อ เพราะต่อให้คนทั้งหมดที่ถูกสังเวยจะคดโกงชั่วช้าแค่ไหน แต่สุดท้ายคนเหล่านั้นก็ยังมีลูกมีเต้า มีเมียที่รอคอยกลับบ้าน ไหนจะยังคนที่ไม่รู้อะไรเลยแต่ต้องมารับเคราะห์อย่างโจวซินเจี๋ยอีก

 

มันคือการทำเพื่อคนอื่นที่ควบคู่ไปกับความเห็นแก่ตัว

 

“ข้ารู้ว่าเจ้าคงหงุดหงิดกับสิ่งที่ข้าพูด แต่จะมีสิ่งที่หงุดหงิดกว่านี้อีก จะฟังต่อหรือไม่?” ไทเฮาตรา

 

“มาถึงขั้นนี้แล้วพ่ะย่ะค่ะ...ข้าคงลุกหนีไม่ได้แล้วกระมัง” ต้วนมู่ชิงกล่าว เผลอค่อนขอดประมาณหนึ่ง

 

ไทเฮาสรวล นอกจากไม่ได้ว่าแล้วก็ดูเหมือนจะพึงพอใจกับท่าทางนั้นประมาณหนึ่ง

 

“การบวงสรวงก็เหมือนการรายงานตัวต่อมารวิหคว่า ‘คนรุ่นนี้’ จะสังเวยตัวเอง และเพื่อให้ ‘รุ่นนี้’ รอด เราก็พอมีวิธีโกงอยู่ นั่นก็คือให้ ‘รุ่นถัดไป’ เป็นคนทำพิธีบวงสรวงแทน และเพื่อให้รอดพ้นจากปัจจัยพวกนี้ ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาข้าจึงคะยั้นคะยอเพื่อให้เว่ยหลงมีลูก เพื่อที่จะคำสาปจะได้หลุดจากรุ่นนี้ และไม่ต้องรับผลกระทบของพันธสัญญา แต่น่าเสียดาย เด็กคนนั้นจะไม่มีวันมีรัชทายาทแน่ หากใจเขายังผูกติดกับจื่อเหยา”

 

ต้วนมู่ชิงรับฟัง พลันรู้สึกอะไรได้บางอย่าง เขาเริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมอีกคนจึงบอกว่าจะให้อวี้เหวินเฉิง ‘ขึ้นครองราชย์’

 

เพราะไทเฮาต้องการคนรับคำสาปแทนลูก และมันไม่ใช่เพราะตั้งใจจะให้อวี้เหวินเฉิงรับคำสาปแทน

 

แต่เป็น...

 

“การที่ข้าเลือกที่จะถามเจ้า นั่นเป็นเพราะเจ้า คือคนที่มีระดับความสัมพันธ์กับฝู่เฉิง...เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าจะยอมให้เจ้าขึ้นเป็นฮองเฮาก็ได้ ทว่าโปรดยอมให้เขาขึ้นครองราชย์และ...สร้างรัชทายาท”

นั่นอย่างไรล่ะ...

 

 

มาจนถึงตอนนี้ อย่าเพิ่งโกรธไทเฮาเลยนะก๊ะ......

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #685 zenandzun (จากตอนที่ 88)
    วันที่ 22 สิงหาคม 2563 / 19:53
    มีแอบโกรธนิดหน่อย
    #685
    0