[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 86 : (อ่านฟรีวันที่ 2/10/63) ตอนที่ 24 ความผิดพลาดของราชวงศ์ปักษา (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 434
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 27 ครั้ง
    19 ส.ค. 63

แม้รู้แล้วว่าต้วนมู่ชิงกับอวี้เหวินเฉิงปลอดภัยดีจากคำเล่าของบิดา แต่ซื่อเป่ากลับรู้สึกกระวนกระวายใจอย่างบอกไม่ถูก จนเรียกได้ว่าระยะเวลาสามวันที่ผ่านมา เขาทำงานเหมือนผีที่ฝังระบบการเดินเอาไว้เสียมากกว่า ประมาณลอยไปก็ลอยมา จนหัวจะชนเสาค้ำร้านให้พ่อบ่นอยู่ร่ำไป


 

“ไม่ไหวก็ไปพักไป ไอ้เด็กนี่” ซื่อหมิงกล่าวก่อนจะเอานิ้วเคาะๆ หน้าผากลูกเลี้ยงเบาๆ เป็นเชิงเรียกสติ ชายวัยกลางคนถอนหายใจออกมาปลงๆ เข้าใจถึงนิสัยซื่อเป่าดี “เป็นห่วงเจ้านายงั้นหรือ อย่าได้กังวลใจไป การอยู่กับอาจารย์หลาน นั่นย่อมปลอดภัยกว่าสิ่งอื่นใด”


 

“ไม่เป็นไรขอรับ ข้ารู้ดี ท่านหลานผู้นั้นคืออาจารย์ของท่านพ่อและท่านเหวินเฉิง เขาย่อมพึ่งพาได้แน่นอน” ซื่อเป่าเอามือลูบหน้าผากตน ครุ่งคิดเล็กน้อยก่อนพยักหน้า สลัดความกังวลออกจากใจให้หมดสิ้นไป จริงอยู่ที่ตอนนี้ตนเป็นห่วงเจ้านายอย่างมาก แต่ซื่อเป่าเองก็ยังมีเรื่องสำคัญให้รับผิดชอบอยู่


 

“แต่ตอนนี้ข้าพักไม่ได้หรอกขอรับ”


 

“อา...นั่นสินะ”


 

พูดจบซื่อหมิงก็เงยขึ้นมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า แผงลอยร้านยาตอนนี้นั้นได้ขยับขยาบแปรเปลี่ยนเป็นเพิงซุ้มขนาดกลางๆ ทว่าไม่ใช่เพราะค้าขายดีจนขยับขยายการค้าแต่อย่างใด


 

เนื่องจากในระยะสองถึงสามวันที่ผ่านมานี้ เริ่มมีคนป่วยหนักเข้ามารักษากันอย่างล้นหลาม และทุกคนล้วนเป็นคนไข้ที่ป่วยด้วยโรคเดียวกัน


 

ในตอนสืบคดียากำยานกล่อมประสาท ซื่อหมิงเคยบอกกับพวกอวี้เหวินเฉิงไปแล้วว่าสิ่งที่ทำให้มาเมืองหลวงนั้น ส่วนหนึ่งคือเรื่องของซื่อเป่า และอีกเรื่องก็คือเขาต้องการสืบหาข้อมูลอะไรบางอย่างและนั่นก็เกี่ยวข้องกับโรคนี้


 

ต้องย้อนไปหลังจากคณะเดินทางของฮ่องเต้กลับไปไม่นาน แดนใต้เริ่มมีคนป่วยเป็นโรคที่แสนประหลาด ตอนแรกก็ดูคล้ายหวัด ในทีแรกก็ยัตีว่าคงเป็นโรคลมโรคฟ้าทั่วไปพอรับมือได้ ทว่าผ่านไปก็จะตัวร้อนจัด สลบไม่ได้สติเป็นเวลาหลายวัน จนกระทั่งไหลตายในที่สุด จากวันเป็นสัปดาห์จนเกือบเดือนก็พบผู้ป่วยอาการนี้มากขึ้นจนสังหรณ์ใจว่าอนาคตข้างหน้าจะกลายเป็นโรคระบาดเอาได้


 

เมื่อสืบสาวจึงได้รู้ว่าชายคนแรกที่ป่วยนั้นเพิ่งกลับมาจากเมืองหลวง นั่นจึงทำให้ตนฝากทางแดนใต้ให้กับคนที่ ‘ไว้ใจได้’ ในการดูแลไม่ให้ระบาดไปมากกว่านี้ แล้วเร่งเหินกระบี่เดินทางมาตั้งแผงลอยขายยาที่เมืองหลวงอันเป็นต้นสายเพื่อตรวจหาคนป่วยด้วยโรคนี้และกักกันตัวเอาไว้


 

เมื่อมั่นใจว่ามันมีสิทธิ์ลุกลามเป็นโรคระบาดเขาก็แจ้งทั้งหมดให้แก่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงทราบทันที...และชายคนนั้นก็รับทราบส่งคนมารับมือจัดการกับปัญหานี้อย่างรวดเร็ว แม้ว่าในวังจะยังระสับนั่งไม่ติดที่เพราะเรื่องของซูเฟยก็ตาม


 

หากถามว่าไยจึงไม่แจ้งแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ระบาดหนัก


 

ก็คงต้องกล่าวว่าระยะเวลาของโรคมีการฟักตัวของมันอยู่ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอาการของโรคเป็นอย่างไร จากสิ่งใด และเป็นโรคติดต่อหรือไม่ และติดต่อกันได้จากทางไหน ทุกอย่างต้องทำให้แน่ใจ และเมื่อแน่ใจแล้วก็ต้องจัดการทันทีไม่ปล่อยปละ เขาแจ้งข้อมูลทั้งหมดให้แก่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงทราบ และชายคนนั้นก็ส่งคนมารับมือจัดการกับปัญหานี้อย่างรวดเร็ว


 

คำว่า ‘จุดเริ่มต้นของกลียุคเริ่มจากโรคร้ายและสงคราม’ นั้น เป็นคำสอนซื่อหมิงเคยสอนสมัยเป็นราชครู นั่นจึงทำให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงใส่ใจเรื่องนี้มากจนวิชาแพทย์ก้าวไกล น่าจะรับมือได้อยู่ประมาณหนึ่ง


 

“ทั้งโรงหมอ ทั้งร้านยาทั่วเมืองตอนนี้ก็คงวุ่นกันน่าดู” ซื่อหมิงถอนหายใจออกมา เพราะตอนนี้เริ่มมีการลงพื้นที่และเกณฑ์ตัวผู้มีวิชาแพทย์แล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้นสถานพยาบาลทั้งหลายจึงวุ่นวายและเต็มไปด้วยการทำงาน แม้กระทั่งแผงยาเล็กๆ หรือหมอยาสามัญเองตอนนี้ก็ต้องมารวมกลุ่มกัน สร้างสถานตรวจโรคชั่วคราว


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงใส่ใจและลงมืออย่างรวด ด้วยเพราะเชื่อเรื่อง ‘จุดเริ่มต้นของภัยพิบัติมักเริ่มจากโรคร้ายและสงคราม’ ที่ซื่อหมิงเคยสอนสมัยเป็นราชครู การจัดการโรคภัยต่างๆ ตอนนี้จึงอยู่ในระดับที่ยังไม่ตึงมือจจนเกินไปหนัก เพราะใดๆ แล้วแรงสนับสนุนจากคนใหญ่คนโตย่อมทำให้งานเดินได้อย่างว่องไว


 

ทว่า...จะยังเป็นแบบนี้ต่อไปได้อีกนานสักแค่ไหนกันนะ?


 

จะมีอะไรเกินความคาดหมายเกิดขึ้นมากกว่านี้อีกหรือไม่ ก็สุดจะคาดจริงๆ


 

มันเป็นอย่างที่เจ้าบอกจริงๆ เทียนหลง...ทุกอย่างมันกำลังเริ่มขึ้นและผลลัพธ์จากพันธสัญญามันเร่งรัดเข้ามา...


 

กล่าวเช่นนั้นด้วยสีหน้าที่จริงจังขึ้นมา ก่อนจะเร่งเดินไปหาซื่อเป่า เพื่อลงมือทำงานของตนอย่างเต็มกำลัง


 

แต่ทว่า--


 

“ท่านซื่อ!!” มีเสียงหนึ่งเรียกเขาเสียก่อน


 

และนั่นเป็นเสียงของต้วนมู่ชิงนั่นเอง!


 

**********

ตอนนี้เป็นช่วงรอยต่อระหว่างฤดูใบไม้ผลิกับฤดูร้อน และเมื่อเข้าคิมหันต์เมื่อใดแดนใต้ก็จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว กล่าวคือเทศกาลทำมาหากินและแสวงหากำไรใกล้กำลังจะเวียนมาถึงแล้ว! และย่านที่ขึ้นชื่อที่สุด รับเงินแพร่สะพัดที่สุด ก็ต้องเป็นย่านนางโลม ถนนโคมแดงแห่งนี้!


 

โดยเฉพาะหอโคมราตรีที่มีอี้จีอันเลื่องชื่อนามชิงหรูสังกัดอยู่!


 

แต่ชิงหรูก็ไม่มีอารมณ์มาชื่นชมดื่มด่ำหน้าร้อนหรือคิดแผนการทำเงินด้วยใจที่หย่อนคลาย นั่นก็เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในแดนใต้ตอนนี้มันช่างน่าเป็นห่วงยิ่งนัก


 

ไม่นานมานี้ชิงหรูและซื่อหมิงจับผลัดจับผลูมาเป็นคนรู้จักกัน นั่นจึงทำให้นางกลายเป็นหนึ่งในตัวแทนของหมอยาในการสอดส่องดูแลโรคที่กำลังระบาดอยู่ในตอนนี้ แม้จะมีราชโองการจากเมืองหลวงให้จัดตั้งสถานที่พยาบาลชั่วคราวและเกณฑ์คนเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็ตาม แต่เมืองนี้ก็เป็นแหล่งพบโรคเป็นที่แรก นั่นจึงทำให้มีประชาการสุ่มเสียงที่จะเป็นพาหะเชื้ออยู่พอสมควร


 

เมื่อไม่อาจเปิดทำงานได้ ย่านนางโลมที่นางใช้อาศัยทำงานจึงเงียบเหงา ประกอบกับจำนวนหมออาจไม่เพียงพอต่อคนป่วย จึงทำให้ชิงหรูรวมถึงนางโลมบางคนจึงได้โอกาสในช่วงวุ่นวายตอนนี้ ถอดปิ่นถอดเครื่องหัว วิ่งกุลีกุจอทำงานเป็นพยาบาลอาสาชั่วคราว


 

อะไรนะ? สถานะอี้จีไม่ควรเปิดตัวในที่แจ้ง...แล้วไงเล่า เรื่องแบบนี้มันต้องมาห่วงสวยอะไรอีกไหมล่ะ เดิมทีก็ไม่ค่อยจะได้ออกมาจากหออยู่แล้ว มาหน้าสดมันเยิ้มอีก คนจำไม่ได้หรอกน่ะ แม่เล้าก็อนุญาตแล้วด้วย!


 

ชิงหรูได้แต่คิดเช่นนี้ระหว่างวิ่งวนช่วยเหลือคนไปเรื่อย ท่าทางนางคล่องแคล่วจนดูไม่เหลือเค้านางคณิกาอันดับหนึ่งของหอเลยสักนิด จะเรียกว่าท่าทางเรียบร้อยสูงศักดิ์นั้นเป็นแค่ฉากหน้าตอนทำงานเท่านั้นแหละ!


 

“ท่านชิงหรูเจ้าคะ” ลี่ลี่นางโลมรุ่นน้องเรียกระหว่างยกอ่างไม้น้ำขนาดพอดีมือสำหรับเช็ดตัวคนป่วย วิ่งตรงมาหาอย่างรวดเร็วจนน้ำกระฉอกออกจนเกือบหมดอ่าง


 

“น้ำหกหมดแล้วลี่ลี่” ชิงหรูดุก่อนจะรับถังไม้มา หากแต่ลี่ลี่กลับรั้งเอาไว้ นางหอบฮักจากการวิ่งมาอยู่สักระยะก่อนพยายามพูด


 

“คุณชายซู่มาพบเจ้าค่ะ”


 

“ห้ะ...” ชิงหรูเลิกคิ้วแล้วและเบ้ปากพอทำเนา


 

แต่กระนั้นก็ยอมไปพบอยู่ดี


 

“มีเรื่องอันใดอย่างนั้นหรือเจ้าคะคุณชายซู่” ชิงหรูถามกับซู่อี้หย่งที่วิ่งกระหืดกระหอบมาหา หญิงสาวรักษากริยาตัวเองเล็กน้อย แม้ช่วงนี้พวกเขาทั้งสองจะโคจรมาพบกันบ่อย หากแต่คำร่ำรือเรื่องนิสัยเสียของชายหนุ่มก็ยังเซ็งแซ่กันในหมู่นางโลมอยู่ดี


 

“ข้าแค่ไปส่งข่าวให้เมืองหลวง จึงแวะมาช่วยงานสถานพยาบาลเท่านั้น ตอนนี้มีอะไรให้ช่วยบ้างล่ะ” พูดจบก็ถลกแขนเสื้อขึ้นพับให้กระฉับกระเฉงก่อนเดินเข้าสถานพยาบาล "เจ้าก็รู้ เมื่อไม่กี่วันก่อน ใครมาบ้านข้า"


 

“ถ้ามันรู้เข้าประเดี๋ยวก็เป็นเรื่องแก่สกุลซู่หรอก” ชิงหรูว่า


 

“ไม่หรอก ข้าก็แค่ ‘แอบ’ รู้แล้วก็ ‘ส่งจดหมายคุยกับญาติ’ เท่านั้นแหละ ถ้าจะลงโทษก็ไม่น่าจะไปถึงพี่อี้เจินกับท่านพ่อหรอก” ซู่อี้หย่งกล่าวน้ำเสียงกระล่อน เขาเป็นคนสกุลซู่นั่นจึงทำให้เขาสามารถลักลอบนำข่าววงในแดนใต้ส่ง ‘ให้คนในวัง’ ได้เป็นระยะ


 

แต่จะเรียกว่าแอบก็ไม่ถูก ควรเรียกวาทำเหมือนแอบมากกว่าเพราะซู่อี้เจินเนียนๆ พูดให้เขาได้ยินเอง


 

สภาพของซู่อี้หย่งหลังจากโดนปรับพฤติกรรมนั้นจะเรียกว่าดูดีขึ้นก็คงใช่ หน้าตามีน้ำมีนวลมากขึ้น นิสัยเองก็...ถึงจะกระล่อนเอาแต่ใจแต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมแถมยังขยันทำงานจิตอาสาดีล่ะนะ


 

“อีกอย่างเรื่องสำคัญเช่นนี้ข้าทำนิ่งนอนใจ ให้มันบุกถึงวังไม่ได้หรอก” ซู่อี้หย่งถอนหายใจ ระหว่างที่ตัวเองก็ไปช่วยงานหมออย่างแข็งขัน “ต่อให้ไม่ใช่พี่น้อง แต่เขาก็นับว่าเป็นผู้มีพระคุณของข้าอยู่ อย่างน้อยก็ก็ต้องตอบแทนที่เขาช่วยสอนข้าล่ะนะ ว่าแต่เจ้าเองเถิด มาตะลอนๆ ทำงานเช่นนี้จะดีหรือ”


 

“อา...” ชิงหรูส่ายหน้า ไม่เข้าใจแต่ก็พอเข้าใจ เพราะการที่เป็นเพื่อนร่วมงานจำเป็นกับซู่อี้หย่งมันทำให้นางรู้เรื่องวงในมาบ้าง และ...แน่นอน นางคิดว่านางมั่นใจในบางเรื่องที่ตนเคยสงสัยมาก่อนด้วย


 

“ช่างเถิด ข้าเต็มใจจะทำ แม่เล้าก็อนุญาตแล้วด้วยเห็นนางหน้าเงินเช่นนั้นแต่จริงๆ แล้วชอบทำบุญทำทานงานกุศลไม่ขาดนะเจ้าคะ” ชิงหรูเงียบลงเล็กน้อย ระหว่างเดินก็เผลอก้มมองเท้าตัวเองเพราะคิดถึงบางอย่าง “อีกอย่างสกุลซู่น่ะมีบุญคุณกับข้าเจ้าค่ะ มีอะไรช่วยเมืองได้ก็อยากช่วย”


 

ซู่อี้หย่งได้ยินเช่นนั้นก็เลิกคิ้วคล้าย เอ่ยถามว่าบุญคุณที่ว่ามันคืออะไรกันเพราะตัวเองจำไม่ได้ว่ามีประวัติสร้างบุญคุณกับย่านนางโลม นอกจากไปเป็นลูกค้า (...) ชิงหรูจึงหน้าทื่อใส่ ก่อนเริ่มเล่า


 

“เมื่อหลายปีก่อน สถานที่ที่ข้าเกิดและโตมานั้นถูกไฟไหม้ครั้งใหญ่ ตัวข้าและคนในย่านนั้นหลายคนไม่มีที่อยู่อาศัยไม่มีที่ทำกิน และคุณชายซู่จื่อเจินเป็นคนช่วยเหลือข้าและนางโลมที่รอดชีวิตเอาไว้ ช่วยหาลู่ทางทำกินใหม่หรือใครที่เป็นอย่างอื่นนอกจากนางโลมไม่ก็ก็สร้างฐานทำกินใหม่ให้ ข้าจึงได้มีชีวิตอยู่ เป็นอี้จีมาจนถึงทุกวันนี้” ชิงหรูถอนหายใจนิดหน่อยก่อนจะคลี่ยิ้ม “อีกอย่างหนึ่งข้าค่อนข้างพอใจในสถานะอี้จีของข้าในตอนนี้นะเจ้าคะ ไม่ต้องมาทำสายตาสงสารเลย”

“อา...ที่เจ้าเคยเล่าให้ฟังใช่ไหม ที่ว่าพยายามเป็นอี้จีเพราะมีอี้จีที่นับถือมากๆ อยู่คน” ซู่อี้หย่งถาม


 

ชิงหรูพยักหน้าก่อนหรี่ตาลง พอคิดถึงเหตุการณ์ไฟไหม้ย่านโคมแดงครานั้น ก็นึกอดีตขึ้นมา ในสมัยที่ยังเด็ก สมัยเป็นเพียงข้ารับใช้ในหอนางโลม นางได้รับความใจดีจากหญิงสาวที่เป็นดังมารดาอีกคน และได้มีน้องชายชายตัวน้อยๆ ให้ได้ดูแล เป็นความทรงจำที่ดีและขมขื่นสำหรับชิงหรูเลยก็ว่าได้


 

และชายคนนั้นที่เคยประฉินชนะนางนั้น เค้าโครงหน้าเหมือนหวังซือสือคนที่นางนับถือ จนนางได้แต่เก็บไปคิดซ้ำไปซ้ำมาและคาดหวังว่าชายคนนั้นจะเป็นเสี่ยวชิง...น้องชายของนาง


 

เมื่อเป็นดังนั้นชิงหรูจึงไม่คิดจะยอมแพ้อะไรและจะมีชีวิตต่อไป เพื่อสักวันจะได้เจอกันอีก


 


 

*********


 

ระยะเวลาร่วมสัปดาห์หลังจากตัดสินคดีความ ทำให้บรรยากาศในวังตอนนี้ค่อนข้างมึนตึง


 

หวงหว่านอิ๋งค่อนข้างเป็นที่เคารพของคนในวังหลังแต่มีเบื้องหลังทำความผิดที่ผิดทั้งกฏหมายและศีลธรรม ทั้งยังเป็นสาเหตุที่ทำให้เหม่ยเหรินสกุลต้วนมู่หายสาปสูบ นางกลายเป็นที่วิพากวิจารณ์อย่างถ้วนทั่วทั้งจากขุนนาง สนม ตลอดจนคนรับใช้ ไม่ว่าจะเรื่องโดนใส่ความบ้างล่ะ เรื่องหน้าเนื้อใจเสือบ้างล่ะ เหล่าคนผู้ไม่รู้เบื้องลึกทั้งหลายต่างมโนเนื้อเรื่องไปต่างๆ นานาร้อยคนก็ร้อยความเห็น


 

โบราณกล่าวเอาไว้ ว่าคำพูดคนนั้นก็ไม่ต่างจากอาวุธไร้รอยคม มันนำมาซึ่งความแตกแยกจนกลายเป็นสงครามภายในที่แสนเย็นเฉียบ ด้วยเพราะทั้งหวงหว่านอิ๋งและต้วนมู่ชิงต่างเป็นบุตรธิดาของบุคลากรสำคัญที่มีหน้าที่ใหญ่ในวังด้วยกันทั้งคู่


 

ต้วนมู่เถียนย่อมไม่ยอมเรื่องที่หวงหว่านอิ๋งทำร้ายลูกชายตัวเองอยู่แล้ว หากแม่ทัพหวงฟาดงวงฟาดงาอาละวาดเรื่องลูกได้ ต้วนมู่เถียนเองก็ย่อมมีสิทธิ์ที่จะปกป้องต้วนมู่ชิงเหมือนกัน เรียกได้ว่าเป็นสงครามประสาทที่พร้อมปะทุเลยก็ว่าได้ เพราะคนหนึ่งควบคุมฝั่งทหาร คนหนึ่งควบคุมฝั่งขุนนาง เป็นสองขั้วอำนาจที่น่ากลัวยิ่งเมื่อเกิดแตกแยกกัน


 

ต่อให้มีการตีกันภายใน แต่การตัดสินคดีความย่อมว่าไปตามถูกผิด มันจบลงโดยที่ซูเฟยหวงหว่านอิ๋งโดนปลดยศและอาจจะต้องนำไปขุมขังยังตำหนักเย็น ทว่าหญิงสาวยังเป็นเจ้าหญิงนิทรา จึงไม่อาจดำเนินบทลงโทษไปได้มากกว่านี้ ต้องทำการรักษาให้พ้นขีดอันตรายเสียก่อนจึงจะทำการลงโทษในชั้นต่อไปได้


 

นับว่าเป็นโทษเบาที่สุดแล้วเพราะยังเห็นแก่หน้า แต่แม่ทัพหวงกลับไม่พอใจในคำตัดสินยิ่งนัก ถึงขั้นแหกปากกลางศาลว่าจะเป็นศาลเตี้ยล่าหัวของเฉิงจื่อเหยียน หรือก็คืออวี้เหวินเฉิงมาให้ได้เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับที่ทำให้หวงหว่านอิ๋งกลายเป็นเจ้าหญิงนิทรา


 

หากว่ากันตามกฏหมายการกระทำของอวี้เหวินเฉิงจะนับว่าเป็นการป้องกันตัวเองก็คงได้ แต่ก็เป็นป้องกันตัวอันเกินกว่าเหตุเพราะฉุนขาดอยู่ดี นับว่ามีความผิด แต่ไม่ถึงขั้นต้องเจอศาลเตี้ยดังที่แม่ทัพหวงต้องการให้เป็น คนเป็นพี่ชายย่อมไม่ยอมให้น้องโดนไล่ล่าเช่นนั้น


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงตัดสินใจที่จะให้อำนาจของตนสั่งแม่ทัพให้ออกไปช่วยงานค่ายนอกด่านโดยมีคนของฮ่องเต้ติดตามไปด้วย จัดเป็นโทษจำกัดบริเวณก็คงได้ โดยใช้เหตุผลว่า ต้องการให้ไปสงบสติ พิจารณาการกระทำของตนเองว่าได้ให้อารมณ์นำพาก้าวร้าวต่อหน้าพระพักต์ไปหลายครา...ซึ่งสิ่งที่เขาทำนอกจากจะทำเพื่อปกป้องอวี้เหวินเฉิงแล้ว ก็ตั้งใจจะให้ชายคนนั้นสงบอารมณ์ตัวเองจริงๆ นั่นแหละ


 

มีแต่เรื่องจริงๆ


 

“แม่ทัพหวงก็เป็นเช่นนี้ ในวังก็เกิดสงครามเย็นอีก...คงให้อาเฉิงกลับเข้าวังในช่วงนี้ไม่ได้ แต่ข้างนอกวังเองก็ใช่ว่าจะปลอดภัย...” เขาเอ่ยกับตัวเอง ระหว่างให้ไป๋อวี้ส่งจดหมายแจ้งข่าวคราวในวังออก


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงมองงานบนโต๊ะของตนเองอย่างเหนื่อยล้า มือหยิบตำราหนึ่งมาจากมุมโต๊ะ ซึ่งนั่นเป็นตำราที่หวงหว่านอิ๋งใช้อ้างอิงในการทำยาที่เขายึดมาเป็นหลักฐานนั่นเอง ทว่า นอกจากจะมีจดบันทึกสูตรยาแล้ว ด้านหลังของหนังสือนั้น ยังเขียนอะไรบางอย่างไว้ ด้วยอักขระพิศดาร


 

ในบรรดาตำรายาของซู่จื่อเจินจะมีลายมือของคนสามคน นั่นคือซู่จื่อเจิน ซื่อหมิง และอวี้หยวน ทว่ามีแค่เล่มนี้เท่านั้นที่มีลายมือบุคคลที่สี่...ลายมือของเฮ่อเหลียนเทียนหลง


 

น่าแปลกใจนักที่เขาอ่านมันออกเป็นบางคำ นั่นเป็นเพราะเมื่อสมัยยังเล็ก เสด็จพ่อเคยสอนให้ตนเรียนอักขระเหล่านี้...ราวกับว่าอยากให้เขารับรู้อะไรบางอย่าง


 

คงต้องแกะรหัสของเสด็จพ่อสินะ


 

“เว่ยหลง”


 

เสียงนุ่มของหญิงวัยกลางคนเอ่ย เนื่องจากนางเห็นว่าลูกชายเหนื่อยจากการตรากตรำทำงานมาอย่างหนักในช่วงหลายวันที่ผ่านมา จึงได้นำน้ำชาและของว่างมาให้ถึงห้องทรงงาน


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงทอดสายตามองไปทางนอกหน้าต่างสักระยะจึงหันกลับมามองมารดา คลี่ยิ้มที่ดูเหนื่อยๆ ให้ และไปช่วยมารดายกสำรับขนมเข้าห้อง “เสด็จมาเองเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่?”


 

กุ้ยเหมยไทเฮายิ้มบาง แล้วส่งให้ลูกชายรับช่วงถือถาดต่อ “ช่วงนี้ลูกดูอ่อนล้านัก แม่แค่อยากทำอะไรให้เจ้าผ่อนคลายบ้างก็เท่านั้น” พูดจบก็ลูบหัว ลูบแก้ม เบามือและอ่อนโยน ทว่าสีหน้าก็ยังเต็มไปด้วยความห่วงใย


 

“ลูกแค่เหนื่อยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จแม่อย่าได้กังวลใจ” เขาคลี่ยิ้มให้ ก่อนจะพาคนเป็นแม่มาถึงด้านใน ห้องทรงงานของฮ่องเต้บัดนี้เต็มไปด้วยกองกระดาษและรายงานร้องเรียนต่างๆ มากมายเสียจนบางฉบับต้องเอาไปตั้งกองที่พื้นเนื่องจากโต๊ะกว้างไม่พอ “ช่วงนี้อาจจะรกหน่อยนะพ่ะย่ะค่ะ แล้วก็ขอทำงานไปด้วยคุยไปด้วยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”


 

กุ้ยเหมยไทเฮาพยักหน้า


 

“แม่เองก็จะมาพูดคุยกับเจ้าเช่นกัน....ดูจากสถาการณ์ตอนนี้ เราจะเลื่อนพิธีบวงสรวงอีกครั้งหรือไม่?” พระนางกุ้ยเอ่ยถาม นั่นจึงทำให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงหยุดมือจากการทำงาน ฮ่องเต้ส่งเสียงในลำคอเล็กน้อย ด้วยเพราะหากพลาดฤกษ์ในครั้งนี้ ก็ต้องรออีกหลายปีนักกว่าจะได้บวงสรวงฟ้าดิน


 

“อืม...หากยังไม่ดีขึ้นอีกก็คงต้องเลื่อนพ่ะย่ะค่ะ” เขากล่าวเช่นนั้น ส่วนพระนางกุ้ยเหมยก็หรี่ตาลง ถอนลมหายใจออกมาเสียงยาวๆ


 

“ฤกษ์งามของรัชศกนี้ช่างผิดผีผิดจังหวะทุกคราไป”


 

คราแรกก็เมื่อเก้าปีก่อน หลังจากการสิ้นพระชนม์ของเฮ่อเหลียนเทียนหลงนางก็ล้มป่วยลงอย่างหนักทำให้ต้องเลื่อนพิธีกรรมทุกอย่างทั้งการครองราชย์ของเฮ่อเหลียนเว่ยหลง ทั้งพิธีบวงสรวงสักการะฟ้าดิน และในปีนี้เองก็ตรงกับช่วงการเมืองภายในเกิดสงครามเย็นพอดี


 

ช่างเป็นเรื่องที่มาตรงจังหวะดีเหลือเกิน – พระนางได้แต่คิดเช่นนี้


 

“ลูกกำลังคิดว่าอีกสักวันสองวันจะออกไปทำงานข้างนอกวังเสียหน่อย” แล้วอยู่ดีๆ เฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็กล่าวขึ้นมา


 

“...อยู่นี่เถิด ออกไปก็ใช่ว่าจะได้อะไร รังแต่จะเสี่ยงภัย” กุ้ยเหมยเอ่ย ถอนหายใจออกมา “เรื่องบางเรื่องลูกไม่ควรลงมือเองนะเว่ยหลง มีขุนนางมากมายให้ลูกได้ใช้งาน ไม่ว่าจะเรื่องนั้นหรือเรื่องนี้ลูกควรเลือกจัดการเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ควรทำพร้อมกันหลายเรื่องเช่นนี้เลย”


 

“แต่เรื่องบางเรื่องควรจัดการด้วยตัวเอง การระบาดตอนนี้ยังไม่รุนแรงมาก เกิดในเมืองสองเมืองเท่านั้น และเราควรชิงลงมือก่อนลุกลามไปทั้งแผ่นดิน เสด็จแม่อย่าได้กังวลเลย ลูกจะแบ่งสรรปันงานของตนไม่ให้ฝืนจนเกินไปนัก” เฮ่อหลียนเว่ยหลงจิบชาอีกหนึ่งครั้งแล้วถอนหายใจยาว


 

“เพราะหากอยู่เฉยเมื่อใดลูกก็ไม่ต่างจากหุ่นกระเบื้องที่ยืนอยู่บัลลังก์ถื่อๆ เมื่อเกิดปัญหาก็กลายเป็นคนใช้การไม่ได้...เสด็จแม่สอนข้าเองไม่ใช่หรือว่าให้ตั้งใจทำงาน”


 

พอได้ยินลูกเถียง กุ้ยเหมยก็พ่นลมหายใจออกมา “เป็นเด็กช่างเถียงตั้งแต่เมื่อใดกัน”


 

“ตั้งแต่ครองราชย์กระมัง...ห้ามบอกว่าตั้งแต่แต่งกับจื่อเหยานะพ่ะย่ะค่ะ” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าวดักคอหยอกล้อตามประสาคนรู้ดีว่าแม่ต้องแซะเมีย เขาหยิบรายงานต่างๆ ขึ้นมาอ่าน ส่วนมืออีกข้างก็ร่างแผนการที่จะต้องทำ


 

อย่างแรกคือสถานพยาบาลชั่วคราว เกณฑ์แพทย์ทั้งหมอหลวงก็ดี หมอยาพื้นบ้านก็ดี ให้ประจำตามจุดเสี่ยงต่างๆ ส่วนหนึ่งเพื่อทำการรักษา ส่วนหนึ่งเพื่อคิดค้นยา และอีกส่วนกระจายแนวทางป้องกัน อย่างที่สองก็คือการจัดสรรเรื่องกำลังคน เฮ่อเหลียนเว่ยหลงคิดว่าในครานี้คงต้องพึ่งทางกลาโหมในเรื่องกำลังคน ทว่าน่าเหนื่อยหน่ายนักที่ตอนนี้กลาโหมดื้อดึงเพราะเรื่องของหวงหว่านอิ๋ง


 

“คงต้องใช้มาตรการบังคับกับกลาโหมชั่วคราวแล้วกระมัง” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงพึมพำ แม้ปกติจะจัดการเรื่องภายในอย่างใจดีและสุภาพ แต่หากงัดข้อไม่เห็นหัวเช่นนี้ก็ต้องใจร้ายกันเสียบ้างเพื่อไม่ให้ดื้อดึงจนเกินไป เพราะที่ผ่านมาทัพที่อยู่ใต้การบังคับบัญชาของแม่ทัพหวงค่อนข้างมีปัญหาพอประมาณ


 

“นานทีจะเห็นลูกใช้มาตรการบังคับเช่นนี้ คราสั่งจำกัดบริเวณแม่ทัพหวงก็ทีหนึ่งแล้ว” พระนางเอ่ยด้วยเสียงสงบ คนเป็นแม่ย่อมรู้ดีถึงนิสัยลูกอยู่แล้วจะเรียกว่าเฮ่อเหลียนเว่ยหลงเป็นเสือหน้ายิ้ม...ก็ไม่ผิดนัก แต่ปกติก็ไม่ได้เผด็จการอะไรเช่นนี้ เว้นแต่มีเหตุผลสำคัญบางอย่าง


 

และมันคง...


 

“เว่ยหลง...” พระนางกุ้ยเหมยเอ่ยเรียกอีกครั้ง น้ำเสียงดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย เมื่อคิดถึงเรื่องบางเรื่องซึ่งเป็นเรื่องที่ค้างคาใจของนางมาสักระยะ


 

“พ่ะย่ะค่ะ”


 

“เจ้าดูต้องการที่จะปกป้องเด็กที่ชื่อจื่อเหยียนคนนั้นเป็นอย่างมาก เจ้าดูเอ็นดูเขาเป็นยิ่งนัก” น้ำเสียงของไทเฮาจริงจัง ทว่ากลับมีทั้งความนุ่มนวลและคล้ายมีความหวังอยู่ในนั้น พลันที่นางเอ่ยเรียกชื่อเฉิงจื่อเหยียน เฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็ชะงักไปเล็กน้อย คลับคล้ายคาดเดาถ้อยคำที่มารดาตนจะกล่าวได้...


 

“จนจะกล่าวได้ว่าหากไม่รู้จักเจ้าดีคงคิดว่าเจ้าคงอยากได้เด็กคนนั้นเป็นพระชายาดังที่ข่าวลือว่า ทว่ามารดาของเจ้ารู้จักเจ้าดี เฮ่อเหลียนเว่ยหลงไม่มีวันปันใจให้คนอื่นที่ไม่ใช่เสียนเฟย เมื่อเป็นดังนั้น คงมีเหตุผลเดียวเท่านั้น” ไทเฮากล่าว เพราะนับตั้งแต่เริ่มมีข่าวเด็กที่ชื่อเฉิงจื่อเหยียนเข้าหู ก็ใช่ว่าจะนอนใจ ทั้งตำหนักน้อยนั่นก็ดี ทั้งการให้ข้อยกเว้นก็ดี อภิสิทธิ์เช่นนี้ กุ้ยเหมยไทเฮาย่อมต้องสงสัย


 

ไหนจะ...ยังความคล้ายเคียงบางอย่างกับอวี้หยวนนั้นอีก


 

“เฉิงจื่อเหยียนผู้นั้น...ใช่ ฝู่เฉิง...ใช่ องค์ชายสิบเจ็ดหรือไม่”


 

เมื่อพูดจบ ไทเฮาก็เร่งพูดต่อทันทีโดยไม่ปล่อยให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงพูดแทรก


 

“มารดาเข้าใจแล้ว และจะช่วยเขาให้ปลอดภัยเอง” พูดพร้อมกับมีรอยยิ้มบางอย่างปรากฏบนใบหน้าของสตรีผู้สูงศักดิ์คนนี้


 

“เพราะในตอนนี้ เขาเป็นรัชทายาทที่ยังมีชีวิตอยู่”


 

...

..


 

ในจังหวะที่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงคุยกับมารดาอยู่นั้น จื่อเหยาที่ประทับห้องข้างๆ ก็มีสีหน้าครุ่นคิดบางอย่างกับจดหมายที่นายกำนัลในตำหนักนำมาให้ โดยเนื้อความนี้มาเพื่อรายงานเรื่องร้ายบางอย่างที่กำลังเกิดขึ้นขึ้นในแดนใต้...บ้านเกิดของเขานั่นเอง


 

และมัน...ส่งโดยซู่อี้หย่ง


 

“เคราะห์ซ้ำกรรมซัดเกินไปหน่อยไหม...” จื่อเหยาพึมพำอย่างหัวเสียก่อนจะเร่งรีบไปหาเฮ่อเหลียนเว่ยหลงเพื่อไปรายงานข้อความทันที


 

เมื่อจื่อเหยาเข้ามา พบกับไทเฮาก็โค้งคำนับ และกล่าวออกไป ด้วยเพราะเรื่องร้อนเช่นนี้จะชักช้าเล่นบทบาทแม่ผัวลูกสะใภ้ไม่ได้อีกแล้ว


 

“อี้หย่งส่งข่าวมาบอก ว่ามีสานส์แจ้งขอความร่วมมือส่งมาที่สกุลซู่”


 

จื่อเหยาพูดก่อนจะค่อนแขะในใจว่า ‘มัน’ คงยังเชื่อว่าสกุลซู่คงเกลียดเขาขั้นหนักแล้วกระมังจึงได้ด้านมาขอความช่วยเหลือเช่นนี้ แต่เอาจริงหากไม่มีเหตุการณ์ของซู่อี้หย่งเขาเองก็ไม่มั่นใจนักว่าจะดวงดีได้จดหมายแจ้งข่างเช่นนี้หรือไม่


 

“แจ้งอะไรรึ” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงถาม เพราะเห็นท่าทางจื่อเหยาดูร้อนรนผิดปกติ


 

“แม่ทัพหวงกำลังรวบรวมกำลังคนเพื่อก่อสงคราม!”


 

ปัจจัยที่ทำให้เกิดภัยพิบัติคือโรคร้ายและสงคราม และในตอนนี้ ทุกอย่างมันประดังประเดเข้ามาพร้อมกันเสียแล้ว!


 

เข้าสู่จุดสุดท้ายของเรื่องราว และเฉลยปมทุกอย่าง! 

อีกไม่นานจะจบแล้วล่ะค่ะ ฮึกกกกกกก

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 27 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น