[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 82 : (อ่านฟรีวันที่ 9/9/63) ตอนที่ 22 ทุกสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะคำว่ารัก (4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 308
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    9 ก.ย. 63

“ข้า...ทำให้ท่านร้องไห้หรือขอรับ”

 

น้ำเสียงที่ดังขึ้นทำให้ต้วนมู่ชิงสะดุ้งเฮือก มองคนข้างตัวที่เพิ่งมีสติแล้วก็ได้แต่เงียบลงไปอย่างไม่รู้ว่าควรจะทำหน้าเช่นไร ชายหนุ่มสับสน ด้วยเพราะหลายต่อหลายอย่างที่เกิดขึ้นมันทำให้เขาวางตัวไม่ถูก ความรู้สึกเช่นนี้ไม่แตกจากเปลือยกายตัวเปล่าให้อวี้เหวินเฉิงสำรวจทุกซอก

 

เขาเห็นอดีตของเราจนหมดแล้ว เห็นแม้กระทั่งความดำมืดที่ซ่อนไว้ลึกที่สุด

 

ต้วนมู่ชิงหวาดกลัวว่าหากอีกคนรู้ความลับของตน ทั้งเรื่องที่เป็นเพียงลูกนางโลม ทั้งเรื่องที่เคยเป็นคนรุนแรงก้าวร้าว ไหนจะยังทำร้ายฮูหยินใหญ่จนเสียโฉม หากอวี้เหวินเฉิงรู้ทุกๆ อย่างหมดแล้ว เขาก็ไม่มีหน้าเรียกแทนตัวเองว่า ‘ท่านพี่’ ของ ‘อาเฉิง’ ได้อีกต่อไป

 

“ข้า...” ต้วนมู่ชิงอ้าปาก คล้ายอยากเอ่ยบางคำ

 

“ข้าขอโทษขอรับ”

 

แต่แล้วกลับเป็นอวี้เหวินเฉิงที่กล่าวตัดหน้า ชายหนุ่มนั่งทับเข่า ก้มขอขมาจนสุดตัวจนต้วนมู่ชิงถึงกับกระพริบตาปริบๆ กับปฏิกิริยาของคนเป็นน้อง

 

“เอ่อ...อาเฉิง...?”

 

“ข้าปิดบังท่านพี่เรื่องแกนปราณของท่าน” อวี้เหวินเฉิงกล่าว และไม่ยอมเงยหน้าขึ้นมาจากการก้มขอขมา “ทั้งที่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับท่าน ทว่า...ข้าก็ปิดบังด้วยเพราะหวาดกังวล ว่าข้าเป็นผู้ยึดครองแกนปราณของท่านเอาไว้แล้วท่านอาจจะนึกชิงชังข้า”

 

“นั่นเท่ากับว่ามีแกนปราณอยู่ในกายเจ้าสองอันงั้นหรือ” ต้วนมู่ชิงกล่าวเช่นนั้น โดยไม่ได้ตอบคำถาม

 

“ย่อมเป็นเช่นนั้นขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบ นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่สามารถเร้นตัวตนปิดบังความเป็นราชวงศ์ไว้ได้จนตอนนี้ ไม่มีใครจับกลิ่นอายของเขาได้แม้กระทั่งแม่ของตัวเอง นั่นเพราะเขามีแกนปราณของต้วนมู่ชิงคอยกลบเอาไว้

 

“เช่นนั้นฮ่องเต้พบเจอเจ้าได้อย่างไร”

 

“เช่นเดียวกับท่าน นั่นคืออาจารย์เป็นคนแจ้งข่าว เพื่อทำการขออนุญาตให้ข้าไปรักษาตัวด้วยการเป็นศิษย์ในของสำนัก พวกเขาช่วยกันปกปิดการมีตัวตนของข้า เพื่อรอให้แกนปราณของข้าฟื้นฟู”

 

เสียงเคลื่อนไหวร่างกายดังขึ้นอย่างแผ่วเบา ก่อนต้วนมู่ชิงจะกล่าวต่อ

 

“ข้ารู้ความลับของเจ้า เจ้ารู้ความลับของข้า เช่นนั้นแล้วเท่ากับว่าเราไม่มีอะไรติดค้างกันใช่หรือไม่ เจ้าได้บอกทุกๆ อย่างให้ข้ารู้แล้วใช่หรือไม่”

 

“ทุกอย่างเป็นไปตามที่เห็นในแดนฝันขอรับ นอกจากเรื่องแกนปราณของท่านแล้ว ข้าก็ไม่มีสิ่งใดที่เป็นความลับต่อท่านพี่อีกแล้วขอรับ”

 

แล้วหลังจากนั้นต้วนมู่ชิงก็เงียบลงไปยาวๆ ส่งผลให้คนที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาขอโทษนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองอย่างสงสัยว่าเหตุใดจึงเงียบไปเช่นนั้น แต่อวี้เหวินเฉิงยังไม่ทันได้พูดอะไร ต้วนมู่ชิงก็ถลาเขามากอดเขาเอาไว้ราวกับรอจังหวะนี้มาสักพักแล้ว

 

อวี้เหวินเฉิงเซเล็กน้อย ทว่าก็รับกอดได้อย่างทันท่วงที ชายหนุ่มยกมือขึ้น ลูบแผ่นหลับของคนตัวเล็กเอาไว้

 

“แค่รู้ว่าหลังจากเราแยกกันแล้วเจ้าปลอดภัยข้าก็โล่งใจแล้วล่ะ” ต้วนมู่ชิงกอดอวี้เหวินเฉิง กอดแน่นเข้าด้วยเพราะความโล่งใจราวกับได้รับข่าวสารจากคนรักที่หายไปนับสิบปี

 

“ดีใจที่ได้พบกันอีกครั้ง ข้า...ดีใจอย่างเหลือเกิน” เสียงสะอื้นในลำคอ ต้วนมู่ชิงกล่าวด้วยความรู้สึกเอ่อล้นที่เต็มในใจของเขา ความรู้สึกรักที่ค่อยๆ ถูกต่อ ค่อยๆ ถูกเติม จนเต็มขึ้นมามากมาย

 

พวกเขากอดกัน ราวกับต้องการที่จะชดเชยความรู้สึกที่ห่างหายไป

 

เพื่อเติมเต็มให้แก่กันและกัน...

 

อวี้เหวินเฉิงค่อยๆ ผละตัวออกมาเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะค่อยๆ หยิบบางอย่างออกมา มันคือหยกขาวอีกครึ่งวง...หยกที่เขาเคยมอบให้อีกคนก่อนจากลา “ข้าขอโทษที่หักมันขอรับ ทว่า ข้าต้องการเก็บครึ่งหนึ่งไว้ที่ตัวข้า และอีกครึ่ง...ข้าอยากคืนมันให้ท่านพี่”

 

เอ่ยพูดเช่นนั้นระหว่างสวมใส่เชือกถักนั้นไว้ที่ข้อมือของอีกคน เขาเก็บสิ่งที่อีกคนให้ไว้ติดตัวเสมอราวกับเครื่องเตือนใจ เครื่องเตือนความรู้สึกว่าจะไม่มีวันลืมเลือนความรู้สึกตัวเอง และในตอนนี้ ในเวลานี้ความรู้สึกของพวกเขาก็เด่นชัด...มันชัดเจนหลังกจากได้เติมเต็มความทรงจำของกันและกัน

 

ได้รับรู้ ได้เข้าใจ และได้ยอมรับ

 

และ...หลังจากนั้นริมฝีปากของคนทั้งสองค่อยๆ สัมผัสกัน แผ่วเบา อ่อนโยน และเต็มไปด้วยความรู้สึก

 

พลันที่ริมฝีปากถอนออกมานั้นก็มีบางอย่างก่อเกิด แสงสว่างหนึ่งปรากฏระหว่างคนทั้งสอง หยกห้อยที่คล้องข้อมือค่อยๆ แปรเปลี่ยน ก่อร่าง รวมตัวตนเป็นลักษณะคล้ายกับยวนหยางเปล่งประกายแสงสีขาวนวลละออตา มันบินวนรอบคนทั้งสอง ส่งเสียงราวกับดีใจที่ได้กำเนิดขึ้นมา

 

“อา...” อวี้เหวินเฉิงพึมพำในลำคอของตน

 

วิหคแสงนั้นจะปรากฏเมื่อคนในราชวงศ์พบเจอกับคู่ชีวิตและมีรูปลักษณ์ตามความสัมพันธ์ของคู่นั้นๆ ที่ผ่านมาเขาเข้าใจมาตลอดว่ายังไม่ถึงเวลาของเขา ท่านพี่ในตอนนี้ไม่ได้รู้สึกเช่นเดียวกัน นั่นจึงทำให้ไม่มีวิหคแสงกำเนิดขึ้นมา ทว่าอวี้เหวินเฉิงเข้าใจผิดไป และมันคงเกี่ยวคล้องกับสิ่งที่ซู่จื่อเจินต้องการจะบอกก่อนออกจากแดนฝัน

 

แค่รักอย่างเดียวไม่เพียงพอ

 

“ต้องเปิดใจยอมรับซึ่งกันและกัน...สินะ”

 

********


 

ปัง!!


 

เสียงทุบโต๊ะดังขึ้นอย่างแรงด้วยโทสะอันมากล้น ร่างของชายวัยฉกรรจ์ใบหน้าดุดันลุกพรวดขึ้นมาด้วยสีหน้าทะมึงทึงเป็นยิ่งนัก ชนิดที่หากนี่ไม่ใช่เบื้องพระพักต์ฮ่องเต้แล้ว คงมีการวางมวยกันไปข้าง

 

“ฝ่าบาทจะปกป้องคนที่ทำร้ายชายาตัวเองหรือไรพ่ะย่ะค่ะ!!” แม่ทัพหวงเอ่ยอย่างเดือดดาล หน้าดำหน้าแดงคล้ายเลือดประทุขึ้นศรีษะ

 

“ไม่ได้ปกป้อง ทว่าข้าว่าไปตามเหตุผล ซูเฟยได้ทำร้ายร่างกายเหม่ยเหรินก่อน” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าว ท่าทางยังคงสงบแม้อยู่ในสถานการณ์ที่เรียกได้ว่าน่าปวดหัว แม่ทัพหวงผู้ไม่เคยฟังใครกำลังโกรธเกรี้ยวเรื่องการทำร้ายลูกสาว โดยที่เขาเองนั้นไม่ได้รู้ถึงเหตุผลและความเป็นมาเลยแม้แต่น้อย

 

นึกอยากขัด ทว่าก็ต้องวางตัวสงบเป็นกลาง

 

“นางไม่ใช่คนที่จะทำร้ายใครก่อน ว่าที่สนมคนนั้น นั่นอาจจะทำร้ายเขาก่อน” แม่ทัพหวงกล่าว เมื่อโดนสายตาปรามดุใส่จึงต้องก้มหน้า แสร้งทำเป็นถวายบังคม

 

“ข้าได้ยินข่าวลือว่าท่านจะแต่งตั้งว่าที่สนมผู้นั้นเป็นเต๋อเฟย แถมเต๋อเฟยเองก็สิ้นบุญไปแล้ว หากคิดในอีกแง่ เขาอาจทำร้ายซูเฟยเพื่อยึดตำแหน่งก็ได้” แม่ทัพหวงกล่าว เสียงสุภาพทั้งที่ยังคงวาจาหัวรั้นไม่ฟังใคร และยึดเอาเหตุผลของตัวเองเป็นที่ตั้งอันดับหนึ่ง

 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงถอนหายใจ ชายคนนี้ทำงานการเก่งดี เสียแค่หัวดื้อไปหน่อยจริงๆ

 

“ข้าไม่เคยมีความคิดจะแต่งตั้งเฉิงจื่อเหยียนเป็นเต๋อเฟยข่าวลือเหล่านั้นเป็นสิ่งที่พูดกันปากต่อปาก เค้ามูลเหตุทั้งหลายนั้นล้วนไม่ต้องจากน้ำที่ถูกปั้นเป็นตัว” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงตอบ

 

“หรือเจ้าจะไม่เชื่อในคำกล่าวของข้า?”

 

“ย่อมมิใช่เช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ” โดนตอกเช่นนั้นคนหัวดื้อก็ยังไม่ยอมเสียหน้า “ข้ารู้จักลูกตัวเองดี ลูกสาวกระหม่อมนั้นเป็นเด็กดีและไม่เคยมีปากเสียง เกรงว่าคนเช่นนั้นจะไม่มีความมกล้ามากพอจะทำอะไรร้ายแรง เช่นการไปหาเรื่องหรือทำร้ายใครก่อน หากไม่ใช่เพราะมีใครคิดจะจ้องปองร้ายเขา ก็เท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”

 

ใช่ว่าเฮ่อเหลียนเว่ยหลงจะไม่เข้าใจแม่ทัพหวงนะ ลูกใครใครก็รัก หากโดนทำร้ายถึงขั้นปางตาย ก็ต้องออกหน้าปกป้อง นั่นคือสิ่งที่คนเป็นผู้ปกครองควรทำอยู่แล้ว ทว่าการปิดหูปิดตาไม่ยอมรับความผิดลูกแล้วอ้างกล่าวว่าลูกไม่ผิด ทั้งที่ความจริงแล้วคนเราน่ะอยู่บ้านกับบุพการีก็วางตัวอย่างหนึ่ง อยู่ข้างนอกก็อย่างหนึ่ง นั่นก็ออกจากชวนปวดหัวไม่ใช่น้อย

 

เรื่องนี้มีเหตุผลสองประการ นั่นคือเชื่อมั่นในลูก กับที่จริงแล้วยังไม่รู้จักลูกตัวเองมากพอ และในกรณีของชายคนนี้ เฮ่อเหลียนเว่ยหลงมั่นใจว่าคือข้อสอง เพราะเขารู้ถึงปัญหาการทำร้ายทางวาจาด้วยคำผรุสวาทภายในบ้านสกุลหวงอยู่ประมาณหนึ่งเลยล่ะ

 

“เช่นนั้นท่านจะบอกว่ารู้จักดี ทั้งที่บังคับส่งนางเข้าวังมายังไม่แตกสาว ท่านเคยดูแล เป็นที่พูดคุยปรึกษาได้บ่อยกว่าคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับนางมาตลอดหลายสิบปีอย่างนั้นหรือ?” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าว เขายังคงวางตัวสงบ ทว่าน้ำเสียงดุดันเด็ดขาด “ข้าย่อมรู้ว่าท่านเป็นห่วงนาง ทว่าท่านจะมากล่าวราวกับเข้าใจนางดีทั้งที่ไม่เคยเปิดใจฟังเสียงลูกพูดสักครั้งเช่นนี้รึ?”

 

แม่ทัพหวงได้ยินเช่นนั้นก็เงียบลง ชั่วขณะหนึ่งเห็นได้ว่าเขาขบกรามแน่นจนขึ้นสันด้วยความโกรธขึง

 

“ท่านจะบอกว่าข้าเลี้ยงลูกไม่ดีหรือพ่ะย่ะค่ะ”

 

“ย่อมไม่ใช่ แต่ละบ้านย่อมมีแนวในการอบรมบุตรธิดาต่างกัน แต่ข้าแค่อยากถามย้ำ ว่าตัวท่านนั้นเคยได้ฟังความต้องการของลูกบ้างหรือไม่ ได้ฟังในสิ่งที่ทั้งหวงหว่านอิ๋งและหวงชุ่ยเวยต้องการจะสื่อให้ท่านฟังอย่างตั้งใจและไร้ทิฐิบ้างหรือไม่” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงถามย้ำอีกครั้ง “หากมั่นใจเช่นนั้น ข้าจะไม่ค้านเรื่องที่ท่านกล่าวว่าท่านรู้จักลูกของตัวเองดีเลย ท่านแม่ทัพหวง”

 

นั่นทำให้คนโดนถามถึงกับเงียบไป เพราะเมื่อทบทวนดูแล้วไม่ว่าจะคราใด ตนก็ไม่เคยฟังความต้องการของเด็กๆ เลยสักครั้ง เมื่อลูกเอ่ยความเห็น เขามักเถียงเสมอด้วยคำว่าพ่อนั้นเจอโลกมามาก อาบน้ำร้อนมาก่อน และสุดท้ายทั้งสองก็ไม่เคยปรึกษาอะไรตนอีกเลย

 

...มันเป็นดังที่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าว ทว่าคนทิฐิจัดย่อมเป็นคนทิฐิจัด

 

“ทว่าการอบรมบุตรธิดาของข้า หาใช่จะเกี่ยวกับการไต่สวนครั้งนี้ไม่ใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ สิ่งที่ต้องการ นั่นคือการตามหาตัวคนทำร้ายลูกสาวกระหม่อมและนำมันมารับโทษตามกฏหมายต่างหาก ฝ่าบาทไม่เคยมีลูก ฝ่าบาทจะเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อได้อย่างไร”

 

พอได้ยินคนตรงนั้นก็ส่ายหน้า โดยเฉพาะกับจื่อเหยา รายนั้นถึงกับเอาผ้าเช็ดหน้ามาซับแก้ม แม่ทัพหวงนั้นเถียงเก่งดังคำเล่าของหวงชุ่ยเวยจริงๆ แล้วดันไปเถียงจี้ปมในใจของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงอีก เอาล่ะทีนี้ ไม่ต้องไว้หน้ากันแล้วล่ะ แตกเป็นแตกแน่ๆ

 

“หรือท่านจะบอกว่าเป็นพระสนมแล้วจะเหนือกฎหมายในทุกกรณีกัน?”

 

พอความตกมาถึงตรงนี้ เฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็ลุกขึ้นมาจากแท่นประทับ วางมือลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา ทั้งสีหน้า ทั้งท่วงท่าดูองอาจเหนือกว่าคล้ายรอคำนี้

 

“ในเมื่อท่านแม่ทัพกล่าวว่าโทษของสนมย่อมไม่สมควรเว้นโทษ” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าว “เมื่อเป็นเช่นนั้น การกระทำความผิดของซูเฟยเอง ก็ไม่ควรได้รับการเว้นโทษเช่นกันใช่หรือไม่”

 

“ฝ่าบาททรงตรัสเช่นนั้นหมายความอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ”

 

ลมหายใจหนึ่งพ่นออกมาจากปาก ก่อนจะโยนกระดาษปึกหนึ่งให้แก่ท่านแม่ทัพ และทั้งหมดนั้นก็คือรายงานสรุปคดีสารเสพติดและการทำแท้งเถื่อนที่หวงหว่านอิ๋งก่อ

 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงคลี่ยิ้ม และรอยยิ้มนั้นทำให้แม้กระทั้งจื่อเหยายังทำหน้าแขยงใส่กับฮ่องเต้คนนี้ สวามีของตนน่ะเป็นคนใจดีน่ะใช่ ใจอ่อนก็จริง แต่อย่างไรก็ลูกกุ้ยไทเฮา ลูกไม้หล่นไม่ได้ไกลต้นนักหรอก ลองโดนกระตุกหนวดทำให้อาฆาตได้แล้วล่ะก็...จบไม่สวยแน่ๆ

 

“ค้าขายสารเสพติดในรั้ววัง เป็นตัวตั้งตัวตีในการทำแท้งเถื่อนแก่นางโลมอันนำพาซึ่งความตายให้แก่เต๋อเฟย อีกทั้งยังใช้กริชแทงเสียนเฟยอีก...เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว เท่ากับว่าท่านอนุญาตให้ทางการลงโทษบุตรีของท่านได้ ใช่หรือไม่”

 

และนั่นก็ทำให้แม่ทัพหวงถึงกับสะท้านใจกับสิ่งที่ได้ยิน เพราะโทษการทำร้ายร่างกายย่อมเบากว่าโทษการค้าขายสิ่งเสพติด คร่าชีวิตทารก และแน่นอนก่อการร้ายใดๆ ไม่ร้ายแรงเท่ากับแทงเสียนเฟย...มันมีโทษเทียบเท่าลอบสังหารฮองเฮา

 

ท่านแม่ทัพเหงือไหลแตกพรากอย่างจนจะหาคำมาเถียงสู้ นอกจากเครียดกับสรุปคดีแล้ว รอยยิ้มของฮ่องเต้นั้นก็ยิ่งเครียดกว่า เพราะมันเป็นสีหน้าไม่ต่างจากราชสีห์ที่พร้อมตะปบละมั่งโง่ และละมั่งโง่ที่ว่า...ก็คือตัวเขา

 

“ว่าอย่างไรล่ะ...ท่านแม่ทัพ”

 

สิ้นคำเอ่ยนั้น ลมหนึ่งวูบก็พัดผ่าน ความตึงเครียดในห้องไต่สวนนั้น ช่างแสนอึมครึมไม่ต่างจากการรออัญเชิญเครื่องมือประหาร

 

จะทั้งแม่ทัพก็ดี จะทั้งฮ่องเต้ก็ดี ล้วนต่างมีคนที่ต้องการปกป้องด้วยกันทั้งนั้น และไม่รู้เลยว่าการกระทำครั้งนี้จะสิ้นสุดและลงเอยอย่างไร

 

และ...

 

มันจะนำพาไปสู่เหตุการณ์ใดกันแน่

 

 

เขาเป็นแฟนกันแล้วค่ะแม่ เขาเป็นแฟนกันแร้ววววววว /ปาดเหงื่อ/ หลังจากผ่านมาหลายตอนในที่สุดพระนายก็คบกันสักที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #680 jeabmaneerat9 (จากตอนที่ 82)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 22:14

    กว่าจะถึงวันนี้ลุ้นจนตัวเกร็ง ในที่สุดก็คบกันแล้ว “ยิ้มอ่อน”

    #680
    0