[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 81 : (อ่านฟรีวันที่ 4/9/63) ตอนที่ 22 ทุกสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะคำว่ารัก (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 291
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 24 ครั้ง
    4 ก.ย. 63

ในตอนนี้ตัดภาพกลับมาที่สกุลต้วนมู่ ต้วนมู่เถียนและต้วนมู่หลิวมีท่าทางเคร่งเครียดระหว่างพูดคุย เนื่องจากเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงหลายสัปดาห์ พวกเขาต้องการตัวของต้วนมู่ชิง แต่หาใช่เพื่อจับตัวมาทำโทษ แต่ต้องการตัวกลับเพื่อปกป้องจากอันตราย

 

“สายของเราทราบความว่าสกุลลู่ได้ว่าจ้างจอมยุทธ์นอกรีตเพื่อตามล่าตัวอาชิงขอรับท่านพ่อ” ต้วนมู่หลิวรายงานสิ่งที่สายหาข่าวมาให้ “หากเป็นเช่นนี้จริง ข้าคิดว่าเราควรต้องเร่งมือ”

 

“ดูท่าคงจะอยู่ร่วมกันดีๆ ไม่ได้เสียแล้ว” ต้วนมู่เถียนกล่าวเสียงเย็นเยียบ พาให้คนเป็นลูกชายขนหัวลุกชัน

 

สกุลต้วนมู่มีอำนาจเหนือกว่าสกุลลู่มากนัก อีกทั้งหากสืบสาวความจากคนรับใช้และฮูหยินรองพวกเขาให้การตรงกันเรื่องการที่เสี่ยวชิงถูกทำร้าย เทียบเท่ากับว่าสามารถปัดให้เป็นการป้องกันตัวเองได้ในชั้นสืบสวน ปัญหาทุกอย่างสามารถกลบได้ด้วยปีกที่เรียกว่าอำนาจอยู่แล้ว

 

ขอเพียงแต่

 

“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องพาเสี่ยวชิงกลับสกุลให้ได้” ต้วนมู่เถียนส่งเสียงเครียด แน่นอนว่าเขารักลูกมากกว่าเมียที่ถูกจับคลุมถุงชน การลงโทษฮูหยินใหญ่น่ะมีแน่ แต่ที่เขากังวลคือตัวของลูก เด็กคนนั้นเตลิดหนีไปไกลนัก จะเป็นอยู่อย่างไรจะลำบากหรือหวาดกลัวแค่ไหนคนเป็นพ่อย่อมปวดใจ

 

เขาต้องรีบตามตัวให้เจอก่อนสกุลลู่ เพราะต่อให้พวกมันทำอะไรสกุลต้วนมู่ไม่ได้ แต่กับเด็กที่ไม่มีทางสู้ ซ้ำยังหนีออกจากเรือน จะฆ่าปิดปากแล้วทำให้เป็นบุคคลหายสาปสูญย่อมง่ายราวกระดิกปลายนิ้ว

 

“ข้าจะเร่งให้คนตามหาอาชิงให้เจอขอรับ ท่านพ่ออย่าได้กังวล” ต้วนมู่หลิวกล่าว ด้วยเพราะเขาเองก็เป็นห่วงน้องไม่ต่างกัน

 

“ว่าแต่เจ้าเถิดอาหลิว หากข้าจะทำโทษมารดาแท้ๆ ของเจ้า เจ้าจะยินยอมหรือ” เอ่ยถามกับต้วนมู่หลิว

 

เมื่อได้ยินคำของบิดา ชายหนุ่มหลับตาลง แล้ววาดมือคำนับ มารดาดีกับเขาแค่ไหนเขาย่อมรู้ดีด้วยความเป็นแม่ลูก ทว่าการทรมานร่างกายและจิตใจเด็กตัวเล็กๆ ย่อมเป็นเรื่องที่สมควรโดนลงโทษเช่นกัน

 

“ทุกอย่างตามแต่ท่านพ่อเห็นสมควรขอรับ”

 

“ขอบใจนะ” ต้วนมู่เถียนรับ

 

แต่ก่อนที่จะได้ว่าอะไรต่อนั้นกลับมีลมแรงหนึ่งวูบใหญ่พัดผ่าน และเมื่อคนทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองบนฟ้า จันทราดวงใหญ่ส่องสว่างกระทบร่างของชายที่เหินกระบี่อยู่เบื้องบนนั้น

 

ชุดเครื่องแบบสีดำปักลวดลายดอกปี่อั้นนั้น ทำใหต้วนมู่เถียนและต้วนมู่หลิวรู้ได้ทันทีว่าคนที่บุกรุกยามวิการนั้นคือใคร แต่ที่ทำให้พวกเขาแตกตื่นตกใจนั้นหาใช่การมาของหลานอันฮุ่ย แต่เป็นร่างไร้สติของต้วนมู่ชิงที่ถูกโอบอุ้มในอ้อมแขนต่างหาก

 

“ชิงเอ๋อร์!” ต้วนมู่เถียนร้อง เขารีบวิ่งตรงไปทางหลานอันฮุ่ย แทบถลาพุ่งไปด้านหน้า เข้าไปรับร่างของลูกชายแล้วกอดเอาไว้แน่น ดวงใจของคนเป็นพ่อแทบกระตุกวูบเมื่อเห็นรอยเลือดที่เปื้อนเต็มเสื้อผ้า เต็มกายเล็กๆ นั้น...มันทำให้เจ็บปวดอย่างเหลือเกิน

 

“อย่าได้กังวล นั่นไม่ใช่เลือดของเขา เขาไม่ได้บาดเจ็บอะไร” หลานอันฮุ่ยเอ่ยทันทีที่เห็นอากัปกิริยาของต้วนมู่เถียน

 

“สกุลต้วนมู่ติดหนี้ท่านแล้ว” ต้วนมู่หลิวกล่าวกับหลานอันฮุ่ย เขารีบถอดเสื้อนอกมาห่อร่างน้องเอาไว้เพื่อไม่ให้ร่างกายเย็นเกินไป

 

“ร่างกายภายนอกปลอดภัยดีทว่า...” หลานอันฮุ่ยเงียบลงเล็กน้อย เว้นจังหวะบางอย่างที่จะบอกข่าวร้ายแก่คนทั้งสอง “เด็กคนนี้เสียแกนปราณไปแล้ว”

 

และเมื่อได้ยินคำนั้นคนทั้งสองก็มีสีหน้าที่แปรเปลี่ยนไป ดูตกใจราวกับเลือดไหลย้อน วูบลงปลายเท้า ทว่าหลานอันฮุ่ยยังมีอีกหลายอย่างที่ต้องแจ้ง เพื่อที่จะได้ให้คนในครอบครัวทำใจให้ได้ในคราวเดีย

 

“อีกทั้ง...ผลกระทบจากการเสียแกนปราณจะทำให้เขาเสียความทรงจำบางส่วนที่เกี่ยวกับการมีอยู่ของมันไป ซึ่ง...สิ่งนี้คือกลไกป้องกันจิตใจชนิดหนึ่ง ในคราแรกข้าคิดจะพาเขาเดินทางไปกับข้า หากแต่ข้าควรถามความเห็นจากผู้ปกครองของเขาเสียก่อน” หลานอันฮุ่ยว่า ด้วยเพราะรู้ดีว่าเมื่อบุตรสกุลขุนนางไร้ซึ่งแก่นปราณย่อมไม่เป็นที่ต้องการ เมื่อเป็เช่นนั้น เขาจึงอยากลองเดิมพันบางสิ่ง

 

“เจ้าจะรับได้หรือไม่ต้วนมู่เถียน”

 

“แค่เขา...มีชีวิตอยู่ก็เพียงพอขอรับ” ต้วนมู่เถียนกล่าวเช่นนั้นก่อนจะกอดร่างของลูกชายเอาไว้ กอดแน่นโดยที่น้ำตายังคงไม่หยุดไหล เขาคิดเช่นนั้น จะไร้แกนปราณก็ได้ ขอแค่มีชีวิตแค่เท่านั้นก็เพียงพอ

 

“ทว่าเขาเองก็ถูกตามล่าโดยสกุลลู่เช่นเดียวกัน” นั่นคือความจริง ยิ่งในตอนนี้ต้วนมู่ชิงไร้ซึ่งพลังไม่อาจฝึกวิชาป้องกันตัวใดๆ ได้ ไม่แม้กระทั่งส่งเข้าสำนักให้หลบหนีไปแดนไกลได้ ต้วนมู่เถียนจึงไม่อาจปล่อยปละได้อีก “อีกทั้งข้าก็ไม่ไว้ใจ หากให้เขาอยู่กับท่าน เขาจะไม่เป็นอันตราย”

 

“นั่นเป็นเรื่องที่คนเป็นพ่อสมควรกังวล” หลานอันฮุ่ยตอบอย่างเข้าใจความคิดคนเป็นพ่อดี “เช่นนั้นทางเดียวที่จะปกป้องเขาได้ ก็คือต้องส่งเข้าไปในวังใช่หรือไม่”

 

“คงต้องเป็นดั่งที่ท่านกล่าว” ต้วนมู่เถียนกล่าว น้ำเสียงสงบเรียบ “ในวังย่อมปลอดภัย ไม่มีใครกล้าทำอะไรอันตรายได้ อีกทั้งข้ายังสามารถดูแลเขาได้ นั่นเป็นความคิดที่ท่านเห็นด้วยหรือไม่”

หลานอันฮุ่ยได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่ถอนหายใจ

 

“ข้าไม่มีสิทธิ์ในการโต้แย้งการตัดสินใจของคนในครอบครัวได้ ข้าทำได้แค่เพียงยื่นข้อเสนอ และหากท่านเห็นชอบกับความคิดนั้น”

 

“ขอบคุณขอรับ”

 

และเมื่อสิ้นคำพูดของนั้นเองภาพก็ตัดไปอีกครั้ง กลายเป็นแดนสีขาวที่สว่างจ้าราวกับไร้ซึ่งขอบเขต อวี้เหวินเฉิงยืนอยู่เพียงลำพัง ทบทวนทุกอย่างที่เห็นซ้ำไปซ้ำมา เขาคิดว่า...เข้าใจเหตุผลในตัวต้วนมู่ชิงหลายๆ เรื่อง ทั้งเรื่องที่ถูกส่งเข้าวัง ทั้งเรื่องที่ไม่ยอมให้อภัยครอบครัวตัวเอง

 

เขาเข้าใจทั้งหมดแล้ว...

 

ร่างสูงเดินไปเรื่อยๆ ในใจเอาแต่คิดมากมายถึงหลายเรื่องที่เกิดขึ้น เหม่อลอยจนรู้สึกเหมือนไร้สติเพราะความทรงจำที่รับมาทั้งหมดมันมากมายจนแทบรับไม่หมด จวบจนได้ยินเสียงเพลงกล่อมเด็กดังแว่วมาจากทิศใดทิศหนึ่ง นั่นจึงทำให้อวี้เหวินเฉิงรีบเร่งฝีเท้าเดินไปทางต้นเสียงนั้นให้ไวที่สุด

 

และแล้วอวี้เหวินเฉิงก็ได้พบกับต้วนมู่ชิงที่นอนหลับสนิทอยู่บนตักของ...

 

“ซู่จื่อเจิน?” อวี้เหวินเฉิงพึมพำเรียก เป็นเหตุที่ทำให้ซู่จื่อเจินหยุดเสียงร้องเพลง เงยหน้าขึ้นมา ยิ้มให้กับอวี้เหวินเฉิง

 

“เพราะความทรงจำของเด็กคนนี้มีแต่เรื่องเจ็บปวด ข้าเลยจำเป็นต้องดึงให้เขาเข้ามาพักผ่อนที่นี่ ไม่อย่างนั้นหัวใจของเขาคงจะรับไม่ไหวกับอดีตพวกนั้น” เขากล่าว ฝ่ามือเรียวสวยลูบไล้ไปตามแนวเส้นผมของต้วนมู่ชิงท่าทางนั้นช่างแสนอบอุ่นอ่อนโยนยิ่งนัก

 

“ขนาดข้าเองในบางเรื่องยังรู้สึกแย่แทนเลยขอรับ” อวี้เหวินเฉิงพูด มองใบหน้าคนที่กำลังหลับแล้วก็ถอนหายใจ ร่างสูงค่อยๆ ทิ้งตัวลงนั่งใกล้ ลูบแก้มต้วนมู่ชิงอย่างเบามือ “แต่อย่างน้อยก็ทำให้ข้ารู้ถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมด...ได้เข้าใจความเจ็บปวดของเขาเสียที”

 

พอได้ยินดังนั้นซู่จื่อเจินก็ยิ้ม

 

“ไม่เจอกันนานเป็นผู้ใหญ่ขึ้นเยอะเลยนะฝู่เฉิง...แต่เจ้าคงจำข้าไม่ได้แล้วกระมัง” พูดจบเขาก็ค่อยๆ วนมือของตัวเอง และส่งมอบคลื่นแสงดวงเล็กๆ ขนาดเทียบเท่าหิ่งห้อยให้แก่งอวี้เหวินเฉิง “นี่คือดวงจิตของจื่อเหยา ข้าคอยดูแลมันเอาไว้ให้ในช่วงที่มันไหลเข้ามาในแดนฝัน ช่วยนำมันไปคืนให้หลานชายข้าด้วยล่ะ”

 

“ขอบคุณ” อวี้เหวินเฉิงกล่าวเรียบๆ ไม่ได้มีท่าทางยโส นั่นอาจเป็นเพราะอีกฝ่ายคือซู่จื่อเจิน...ผู้ครอบครองพยนต์วิหคของเสด็จพ่อ

 

“น่าๆ ไม่ต้องสุภาพไปหรอก ข้าน่ะก็แค่คนแก่ที่พอผนึกคลายเลยต้องมาอาศัยอยู่ในแดนฝันของอาชิงเท่านั้นเอง” ซู่จื่อเจินส่ายหน้า พูดราวกับรู้ความคิดของอีกฝ่าย “แต่อย่างไรก็ตาม การที่เจ้าคลายผนึกให้ข้าได้ย่อมเป็นอันตรายนะรู้ไหม ที่ข้าเสียสละตัวเองน่ะ ก็เพื่อไม่ให้พวกเจ้าได้รับภัยนะ”

 

“ไม่เห็นจะต้องทำขนาดนั้นเลยนี่” แม้จะดูเป็นเจ้าหนูจำไม ทว่าเมื่อมีโอกาสได้ถามได้พูดคุย เขาย่อมต้องการคำตอบของการกระทำนั้น ซู่จื่อเจินฆ่าตัวตายในตำหนักพร้อมกับลงอักขระพนึกบางอย่างเอาไว้ และอีกไม่นาย พ่อของเขาก็เสียชีวิตในกองศพมากมาย

 

มันน่าจะเกี่ยวข้องกัน ทว่าเขาไม่รู้ว่าคนทั้งสอง...ไม่สิ อาจจะรวมถึงซื่อหมิงและพระนางอวี้หยวน ร่วมมือกันทำอะไร

 

“เทียนหลงจะมีความสุข หากทำให้ลูกๆ ของเขาปลอดภัยและได้ใช้ชีวิตเป็นตัวของตัวเอง และข้าก็แค่ทำให้เขามีความสุขก็เท่านั้น” ซู่จื่อเจินตอบเช่นนั้น ด้วยสีหน้าที่เหมือนจะเข้าใจ แต่หลีกเลี่ยงที่จะพูดตรงๆ

 

“ท่าน...รักเสด็จพ่อมากขนาดนั้นเลยหรือ”

 

"รักสิ...ทว่าเป็นความรักที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดเช่นกัน" พูดจบก็ถอนหายใจ "ข้าน่ะหนีตายออกจากสกุลเพราะท่านพี่ของข้าตามล่าข้า หลังจากนั้น...ข้าก็ได้พ่อเจ้าช่วยชีวิต นั่นจึงทำให้เขากลายเป็นคนสำคัญของข้า"

 

"ข้ารู้" อวี้เหวินเฉิงตอบ เพราะพ่อของเขาเคยเล่าให้ฟัง ทว่านอกจากพ่อของเขาจะเคยช่วยซู่จื่อเจินแล้ว ซู่จื่อเจินเองก็ช่วยพ่อของเขาเช่นกัน ชายคนนั้นทำให้เฮ่อเหลียนเทียนหลงผู้เคยหลงผิด เลิกสำมะเลเทเมากลับมาเป็นผู้เป็นคน เป็นเหมือนแสงสว่างดึงให้ออกจากความเศร้า

และพอเห็นในตอนนี้อวี้เหวินเฉิงจึงเข้าใจ ซู่จื่อเจินนั้นเป็นคนที่สดใสเหมือนแสงสว่างจริงๆ 

 

“จริงๆ ข้าเองก็อยากจะคุยกันมากกว่านี้อยู่หรอก แต่ใกล้เวลาจะตื่นแล้วนะ เพราะงั้นควรสรุปเรื่องแบบรวบรัดก่อนที่จะต้องจากกันในห้วงฝันดีกว่า...เอาล่ะ ข้าจะบอกอะไรดีๆ เป็นอย่างสุดท้ายให้ก็แล้วกัน” 

 

“ไม่ว่าจะเรื่องการไล่ล่ารัชทายาท ทั้งการสังเวยตัวเอง บิดาของเจ้าทำทุกอย่างเพื่อปกป้องลูกของเขา และเขาแลกชีวิตเพื่อพวกเจ้าทั้งสามคน ส่วนสาเหตุนั้น โบราณสถานแห่งนี้จะเป็นคำตอบให้แก่เจ้า”

 

แม้จะรู้สึกติดใจสงสัยในบางคำพูด ทว่าเมื่อซู่จื่อเจินพูดจบก็ดันร่างของต้วนมู่ชิงให้อวี้เหวินเฉิงนั่นจึงทำให้เขาต้องรีบเข้ามาประคอง พร้อมสบสายตาที่มองรายกับจะส่งท้าย

 

“คู่ชีวิตน่ะแค่รักอย่างเดียวมันไม่พอหรอก เปิดใจให้กันด้วยล่ะ นั่นน่ะคือพื้นฐานเลยนะ”

 

และคำพูดคำหนึ่งก่อนที่แสงสว่างแห่งจะพรากพวกเขาออกจากแดนฝัน

 

...

..

 

ต้วนมู่ชิงค่อยๆ ตื่นมาจากห้วงแห่งความฝันที่แสนยาวนาน ดวงตาของเขาบวมช้ำ และดูคล้ายสองแก้มจะอาบไปด้วยน้ำตา เขาต้องนั่งสงบสติตัวเองสักระยะใหญ่ด้วยเพราะข้อมูลทุกอย่างที่เขารู้จากแดนฝันนั้นช่างมามากราวกับเขื่อนฝายที่ถูกน้ำกัดเซาะจนทะลักทลาย

 

ทั้งเรื่องของแกนปราณ ทั้งเรื่องการพบพานในวัยเยาว์ เขามองเห็น เขาจดจำ เขารับรู้ถึงความรู้สึกทุกอย่างจากภาพในแดนฝัน

 

เขาจำได้แล้ว...จำทุกอย่างได้แล้ว

 

 

ออกจากแดนฝันแล้วค่าาาา /ชูมือ จบภาคย้อนอดีตกันแล้ววววว

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 24 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น