[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 80 : (อ่านฟรีวันที่ 2/9/63) ตอนที่ 22 ทุกสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะคำว่ารัก (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 420
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 30 ครั้ง
    7 ส.ค. 63

ชายหนุ่มส่ายหน้ากับตัวเองน้อยๆ ระหว่างนั่งมองภาพความทรงจำในอดีตอันน่าคิดถึง

 

อวี้เหวินเฉิงในตอนนั้นยังเด็กมากนัก ทว่าก็ไม่ได้ไร้เดียงสาหรือใสซื่อขนาดไม่เสียใจเรื่องมารดา ช่วงก่อนหน้านั้นเขาต้องใช้เวลาสักระยะในการทำใจที่จะก้าวต่อ การได้เจอกับหลานอันฮุ่ย ได้รับการแนะแนวจากอาจารย์ เขาจึงไม่จมดิ่งและลุกขึ้นได้

 

เมื่อเห็นเช่นนั้นตอนที่เจอกับต้วนมู่ชิงเขาสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวด แม้จะไม่รู้ว่าเป็นเรื่องใดแต่ตนอยากเป็นได้ดั่งอาจารย์ นั่นคือทำอย่างไรก็ได้ให้อีกฝ่ายลุกขึ้นได้

 

ต่างฝ่ายต่างพบเจอกับเรื่องราวที่แสนเจ็บปวดต่างกรรมต่างวาระ ทว่าการอยู่ด้วยกันโดยไม่มีใครถามถึงความเจ็บปวดที่เก็บซ่อน และมอบรอยยิ้ม ความห่วงใย โดยมีเหตุผลเพียงแค่ว่าอยากทำให้อีกคนมีความสุข หากเทียบกับคำว่าเลียแผลให้กัน...นั่นก็น่าจะเปรียบเทียบได้ใกล้เคียงที่สุด

 

ความสัมพันธ์ของพวกเขาในอดีตจึงเป็นเช่นนั้น

 

แต่ทว่าอีกไม่นานคงจะ...ถึงเวลา ‘นั้น’ แล้วสินะ

 

“จริงด้วยสิ”

 

“อะไรหรืออาเฉิง?” เมื่อเห็นน้องมีท่าทางเหมือนนึกบางอย่างออก ต้วนมู่ชิงจึงหันไปถาม ท่างของของเฮ่อเหลียนฝู่เฉิงดูร่าเริงก่อนจะควานหาอะไรในกระเป๋าลับที่แขนเสื้อ

 

“จ่างจ๊างง อาเฉิงมีติดตัวอยู่หนึ่งทองแดง” พูดจบจบก็ชูเงินหนึ่งทองแดงให้ต้วนมู่ชิงดู เจ้าตัวเล็กลุกขึ้น กำมือฮึบอย่างมาดมั่น “ท่านพี่รออาเฉิงตรงนี้ก่อนนะ เดี๋ยวจะไปซื้อขนมมาอีก!”

 

“ให้ข้าไปด้วยไหม?”

 

“ไม่เป็นไรขอรับ ท่านพี่พักขาเถิด เดินมาตั้งนานแล้วคงเมื่อย อาเฉิงไปครู่เดียว” พูดจบก็วิ่งแผล่วไปเลยโดยไม่รับฟังการรั้งรอ จนต้วนมู่ชิงต้องรีบวิ่งตามไป ทว่าน่าเศร้า คนเยอะจัด พวกเขาได้พลัดหลงกันไปเสียแล้ว

 

หากเด็กน้อยได้ยินเสียงร้องห้าม ‘อวี้เหวินเฉิง’ ที่เป็นผู้เฝ้ามอง คงไม่ถลาวิ่งออกไปเช่นนั้น ด้วยเพราะถ้อยคำร้องให้หยุดราวกับคนเสียใจเป็นหนักหนา อยากให้รู้ว่าการตัดสินใจเช่นนี้ มันทำให้ส่งผลที่แสนเศร้ามายังปัจจุบัน

 

เจ้าจะไปไม่ได้นะเฮ่อเหลียนฝู่เฉิง


 

เจ้าอยู่กับท่านพี่ของเจ้าเถอะ


 

เจ้า...เจ้าจะต้องเสียใจกับการกระทำของเจ้าไปชั่วชีวิตเลยนะฝู่เฉิง


 

ไอ้เด็กโง่...


 

ได้แต่คิดเช่นนั้นระหว่างที่มองต้วนมู่ชิงวัยสิบสามที่พยายามเดินตามหาน้องท่ามกลางกลุ่มคนมากมาย ดวงตาของอวี้เหวินเฉิงนั้นเปี่ยมเต็มไปด้วยความรักใคร่และความเจ็บปวด ก่อนที่จะโอบกอดร่างเล็กเอาไว้ แม้ว่าจะไม่สามารถสัมผัสกันได้ก็ตาม

 

ต้วนมู่ชิงคงยังไม่รู้เรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่อึดใจ ทว่าสิ่งที่เกิดในวันนี้ยังคงเป็นตราบาปไม่รู้คลายของอวี้เหวินเฉิง หากเขาไม่อยากมาเที่ยวงาน หากเขาไม่ออกไปตะลอนไปไหนคนเดียวจนพลัดหลง...ถ้าหากเขาอยู่ข้างๆ หากเขาให้ท่านพี่อยู่ติดกายไม่ห่างสายตาไปไหน ท่านพี่คงไม่พบเจอกับเรื่องที่น่าเจ็บปวดดังเช่นปัจจุบัน

 

ขอโทษขอรับ...ท่านพี่...ข้า...ขอโทษขอรับ


 

“เจอตัวแล้ว...”

 

เสียงหนึ่งดังขึ้น อันเป็นเสียงทุ้มพร่า สำเนียงหยาบโลนเป็นยิ่งนัก

 

“คุณชายต้วนมู่”

 

และพลันนั้นเองต้วนมู่ชิงก็ชะงักไป เพราะเมื่อหันไปได้หลังก็พบกับมือปริศนาที่คว้าร่างของเด็กชายเอาไว้ และลากเข้าไปสู่มุมมืดอย่างรวดเร็ว!

 

!!!

 

และภาพในอดีตก็ตัดไปอีกครั้ง ภาพอันแสนวกวนสับสนดังภาพเขียนที่ถูกตัดขาดเหล่านี้เป็นผลพ่วงจากสภาพจิตเจ้าของแดนฝันที่ไม่คงที่ ทว่าในตอนนี้เป็นการเชื่อมความทรงจำระหว่างคนสองคน นั่นจึงทำให้ไม่รู้เลยว่าในตอนนี้ มันมาจากความเจ็บปวดของใคร ต้วนมู่ชิงหรือว่า...อวี้เหวินเฉิง

 

คนที่ลักพาตัวต้วนมู่ชิงไปนั้นคือคนที่ฮูหยินเอกว่าจ้างมา เนื่องจากแค้นที่ต้วนมู่ชิงทำนางเสียโฉมหน้าพองน้ำร้อนลวก นางต้องการจะเอาคืนด้วยการทำให้ต้วนมู่ชิงเสียโฉมไม่ต่างกัน หรือไม่เช่นนั้นลักพาตัวไปฆ่าได้ก็ยิ่งดี อีกทั้งการเป็นบุตรีของขุนนาง เส้นสายกว้างไกลมากพอจะว่าจ้างกลุ่มจอมยุทธ์ไร้สังกัดเพื่อมาทำร้ายใครก็ได้ตามใจชอบ

 

ต้วนมู่ชิงจึงตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายอย่างยิ่งยวด เสี่ยงต่อถูกทำร้ายจนร่างกายเจ็บ ทว่าด้วยความสามารถที่ได้รับการฝึกฝนมาตลอดหลายปี ต้วนมู่ชิงจึงหลบหลีกการโจมตีเและรักษาใบหน้าของตัวเองเอาไว้ไม่ให้โดนน้ำกรดร้อนสาดใส่จนเสียโฉม

 

และเมื่อแย่งกรดมาได้เขาก็...

 

“อ๊ากกก!!!”

 

นั่นคือเสียงของชายที่ถูกต้วนมู่ชิงแย่งกรดมาสาดใส่ แม้จะไม่ได้เล็งตรงหน้าแต่ก็ทำให้ปวดแสบปวดร้อนไปทั้งแขนชายคนนั้นใช้ทั้งตัวจนลงไปกลิ้งเกือกกับพื้นราวกับหนอนพล่านๆ พาให้เด็กชายสังเวชปนรู้สึกโล่งใจ ว่าอย่างน้อยต่อให้บาดเจ็บแต่ก็ยังรักษาร่างกายและใบหน้าที่แม่ให้มาไว้ได้อย่างครบถ้วน

 

แต่เด็กก็คือเด็กย่อมไม่สู้แรงของชายฉกรรจ์ถึงสามคน ซ้ำดูจากท่าทางแล้วไม่ใช่โจรกระจอกแต่เป็นผู้ฝึกวิถีมืดนอกรีต เพราะเมื่อชักเริ่มเสียท่า ก็รีบซัดปราณใส่พร้อมคว้าร่างเด็กชายจับมือไม้ไขว้หลัง ปิดกั้นการขยับกาย หมายมั่นจะทำการอะไรสักอย่างที่ทำให้ต้วนมู่ชิงแค่นหัวเราะนึกอยากถ่มถุยน้ำลายใส่

 

“กับแค่เด็ก ยังต้องทำขนาดนี้ ตกอับขนาดนี้เชียว” กล่าวอย่างปากดีเช่นนั้น ก่อนจะ

 

“ยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้อะไรที่ทำเงินได้ ก็ย่อมทำ”

 

ว่ากันตามตรงชายกลุ่มนั้นคิดว่างานนี้จะง่าย กินหมูสบายแหเพราะแค่ทำร้ายร่างกายเด็ก ทว่าเด็กกับห้าวเป้ง มีฝีมือดีราวกับฝึกปรือกับครู่ชั้นยอด เห็นทีจะต้องเหนื่อยยากเสียหน่อย เมื่อคิดได้ดังนั้นชายคนหนึ่งจีงหงายมือขึ้นมา ตั้งสมาธิอยู่ชั่วครู่จนเส้นเลือดบนแขนปูดโปน

 

พลันนั้นก็มีบางอย่าเป็นสีดำลอยวนอยู่เหนือมือ และนั่นทำให้ต้วนมู่ชิงถึงกับหน้าซีด

 

“นี่เจ้าจะทำอะไร...”

 

โจรผู้นั้นยิ้มร้ายกาจก่อนย่างสามขุมเข้ามาใกล้ มั่นใจเสียเต็มประดาว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้จะทำให้ตนมีชัยเหนือกว่าเด็กชาย

 

“ข้าจะใช้วิชาทำลายแกนปราณของเจ้า แค่นี้เจ้าก็สิ้นฤทธิ์แล้ว”

 

ต้วนมู่ชิงเหงื่อแตกพราก ยอมรับด้วยใจว่าพอได้ยินเช่นนั้น ต่อให้ใจกล้าแค่ไหนเขาย่อมกลัวเกรง เพราะในเวลานี้ต้วนมู่ชิงยังมีความเชื่อมายาคติว่าแกนปราณเป็นสมบัติสำคัญของชีวิต หากเสียไปจะกลายเป็นคนไร้ค่า

 

เมื่อเห็นมือนั้นตั้งท่าจะซัดเข้ามา เขาก็เริ่มกลัว...

 

แต่ทว่า!!

 

เสียงนกร้องอย่างกราดเกรี้ยว วิหคโผบินอย่างรุนแรงจนเกิดพายุขนนก ก่อนจะ--!!

 

“ท่านพี่!”

 

ในจังหวะที่ต้วนมู่ชิงกำลังจะถูกทำร้ายนั้น เฮ่อเหลียนฝู่เฉิงได้วิ่งตามหาจนเจอ เขารีบปราดกายเข้าขวานั่นจึงทำให้เด็กชายโดนซัดเข้ากลางลำตัว แว่วยินถึงเสียงปริร้าวในจากแกนปราณที่ถูกกระทบ เลือดกระอักไหลจนทรุดลง อาเจียนออกมาเป็นสีโลหิต

 

ทุกอย่างกลายเป็นภาพอันเชื่องช้า ทว่ามันกลับปรากฏแก่สายตาของต้วนมู่ชิง ราวกับตอกย้ำภาพที่แสนเจ็บปวดนี้ให้ตรึงอยู่ในสมอง

 

“อาเฉิง!!!”

 

ต้วนมู่ชิงเปล่งเสียงร้องออกมาจนสุดเสียง ด้วยความโกรธที่เข้ามากระตุ้นร่างกาย เด็กชายสลัดตนออกจากการจับกุมพุ่งตรงไปหาเฮ่อเหลียนฟู่เฉิงอย่างรวดเร็ว สายตาเต็มไปทั้งความเสียใจทั้งความโกรธ เขาแค้นพวกใจทรามที่ทำร้ายเด็กตัวเล็กๆ เสร็จแล้วยังมีหน้าหัวเราะสมน้ำหน้า โกรธจนแทบบ้า

และยังโกรธตัวเองที่ทำให้น้องต้องเจอเรื่องราวเช่นนี้

 

“อาเฉิงขอโทษ อาเฉิงทิ้งท่านพี่ ท่านพี่เจ็บไหม” เด็กชายกล่าวทั้งน้ำตาและเลือดที่ทะลักข้างมุมปาก เขาเจ็บจนแม้แต่หายใจยังร้ายไปทั้งกาย ทว่าไม่ว่าอย่างไร ใจก็ยังห่วงคนพี่มากกว่าสิ่งใดๆ หรืมากกว่าตัวเองเสียอีก “อาเฉิง...ไปตามอาจารย์มาแล้วนะ...”

 

“พอแล้วล่ะ อาเฉิงไม่ต้องพูดอีกแล้วนะ มันจะทำให้เจ้ายิ่งเจ็บ”

 

ต้วนมู่ชิงกล่าวอย่างอ่อนโยนพร้อมวางร่างเล็กให้เบาเท่าที่สุดก่อนกลั้นใจลุกขึ้นอย่างโคลงเคลง เจ็บใจ เสียใจ และหากเขาทำให้น้องต้องเสียแกนปราณไปแล้ว เขาก็ยิ่งเจ็บเสียยิ่งกว่าตนเป็นสูญเสียซะอีก

 

เขาจ้องกลุ่มคนชั่วตรงนั้น กัดฟันกรอดแล้วตะโกนก้อง

 

“พวกแกมัน...โสมมเป็นที่สุด!!”

 

ยามด่าใส่เสียงเขาเต็มไปด้วยความโกรธ ร่างกายเริ่มควบคุมไม่ได้จนก่อนเกินมวลปราณอันหนาหนักครอบคลุมร่าง ต้วนมู่ชิงบัดนี้กำลังจะถูกคลื่นโทสะเข้าครอบครองจิตใจ ในหัวของเขามีแต่ความชิงชัง เคืองแค้น ปรารถนาแค่เพียงทำอย่างไรก็ได้ให้คนพวกนั้นตายอย่างทรมานที่สุด

 

เหล่าคนร้ายรู้สึกเหมือนตนไปแหย่มือเข้าปากเสือเสียแล้ว! พลันที่ได้สัมผัสคลื่นปราณอันแสนรุนแรงนี้ก็ตระหนักใจว่าไปเล่นกับของแรงและมีแววว่าจะเอาชีวิตไม่รอด ทว่าแค่แรงจะอ้าปากวอนขอชีวิตยังไม่มี พวกเขาโดนความกดดันจากพลังในร่างเล็กๆ นี้ทำให้กลัวจนหัวหด!

 

“เจ้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น”

 

ก่อนที่ต้วนมู่ชิงจะทำลงมือทำเรื่องอะไรร้ายแรง ก็มีสุรเสียงหนึ่งได้กล่าวห้าม ร่างของชายในชุดดำปรากฏเข้ามา หลานอันฮุ่ยโดดลงมาจากเบื้องบนอย่างสง่างามและใจเย็นพร้อม เอาตัวเข้าขวางระหว่างเด็กชายและคนร้ายเอาไว้ สีหน้าของคนเป็นอาจารย์นั้นช่างแสนมีเมตตาอย่างเหลือจะกล่าว

 

แต่ทว่า

 

ฉับ!!


 

ด้วยความไวเพียงอึดใจ หลานอันฮุ่ยก็ลงกระบี่สังหารคนร้ายทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วจนมองตามไม่ทัน!!

 

เลือดสาดซัดกระเซ็นเต็มพื้นที่ หลานอันฮุ่ยได้แต่ยืนมองอย่างเฉยชาในสิ่งที่เห็น เขาสลัดเลือดที่ติดปลายคมออกก่อนจะเก็บเข้าฝักอย่างหัวเสีย

 

“เอาไปฟันของสกปรกเสียแล้ว”

 

พูดจบก็หันไปหาเด็กทั้งสอง คว้าร่างน้อยเอาไว้แล้วพาลูกศิษย์ตนเหินวิชาตัวเบาลี้จากตรงนั้นไปยังสถานที่ปลอดภัยอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อมาถึงเขตปลอดภัยแล้วหลานอันฮุ่ยก็กอดศิษย์ทั้งสองเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง แม้ตนควรจะตำหนิเรื่องการหนีเที่ยว ทว่าจิตใจทั้งสองบอบช้ำมากเกินพอแล้ว และเขาไม่ควรซ้ำเติม

 

“ไม่เป็นไร ไม่ต้องร้อง” เอ่ยกำชับกับต้วนมู่ชิงที่น้ำตานองหน้า ก่อนจะเร่งอุ้มเฮ่อเหลียนฝู่เฉิงที่บาดเจ็บหนักจากการถูกซัดแกนปราณ อาการของเด็กชายนั้นน่าเป็นห่วงจริงๆ แม้ภายนอกไม่มีรอยแผลทว่าเมื่อตรวจสอบผ่านทางชีพจรแล้วจึงพบว่าการเดินกระแสปราณอ่อนลงมาก

 

“โชคดีที่วิชาของมันยังไม่สมบูรณ์ แต่กระนั้นก็ยั่งสุ่มเสี่ยงเกินไป เขายังเด็กมาก ข้ากลัวว่าร่างกายจะทนความเสียหายไม่ไหว” หลานอันฮุ่ยกล่าว โชคดีที่คนชั่วพวกนั้นไม่ได้เก่งกาจขนาดสลายแกนปราณทองได้ในหนึ่งฝ่ามือ ซ้ำเฮ่อเหลียนฝู่เฉิงคือสายเลือดราชวงศ์ แกนปราณของเขาจึงแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไประดับหนึ่ง

 

ทว่าก็ยังอันตรายอยู่ดี เพราะเฮ่อเหลียนฝู่เฉิงนั้นยังเป็นเด็กน้อยนัก

 

“เป็นเพราะข้า เพราะข้าไปทำร้ายแม่ใหญ่นางเลยตามล่าตัวข้า” ต้วนมู่ชิงจับมือน้อยๆ นั้นไว้ กุมแน่นพร้อมเอาหน้าผากแนบกับมือด้วยความเสียใจอย่างถึงที่สุด “คนที่ควรจะนอนตรงนั้นควรเป็นข้า เพราะอาเฉิงมาช่วยข้าเขาถึงเป็นเช่นนี้”

 

คนเป็นอาจารย์มองก็ได้แต่นึกสงสาร หลานอันฮุ่ยรู้ดีว่าไม่สมควรพูด ทว่าอีกใจ เขาก็รู้ดีเช่นกันว่าลูกศิษย์ของเขานั้นจำต้องกระเสือกกระสนทำทุกวิธีเพื่อปกป้องกันและกันเป็นแน่

 

“แกนปราณของเขายังไม่สลาย ทว่าก็ร้าวละเอียดนัก เพื่อที่จะให้รักษาจำต้องมีแกนปราณอีกดวงพยุงอาการจนกว่าการไหลเวียนปราณจะกลับมาสมดุล และนั่นจะต้องใช้เวลาในอีกหลายปี” แม้จะยากที่ต้องพูด ทว่าเขาก็รู้จักต้วนมู่ชิงดีพอที่จะคาดเดาว่าเด็กคนนั้นต้องการจะกล่าวเช่นไร จึงได้ดักทางเอาไว้

 

“ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการช่วยเขา ทว่าแลกเปลี่ยนกับการช่วยชีวิต เจ้าจะต้องเสียแกนปราณไป ดีสุดก็ห้าปี ร้ายสุดก็ตลอดกาล เจ้าอาจเสียโอกาสในการสอบเข้าสำนัก หรือหน้าที่การงานสมดังเกียรติลูกขุนนาง เจ้ายอมได้หรือไม่”

 

“ย่อมได้ขอรับ” ต้วนมู่ชิงตอบ ในคำถามนี้เขาไม่ได้มีการลังเลเลยแม้แต่น้อย ใจของเด็กชายจดจ่อแค่เพียงการช่วยชีวิตของคนสำคัญของตนเท่านั้น ต่อให้แกนปราณจะสำคัญกับชีวิตลูกขุนนางแค่ไหนก็ตาม

 

“การดึงแกนปราณออกจากร่างจะเป็นการทรมานร่างกายระดับสิบซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่มนุษย์จะรับได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้น มันอาจจะมีผลกระทบต่อกลไกการป้องกันตัวของเจ้า กล่าวคือสมองเจ้าจะหลั่งสารบางอย่างเพื่อปกป้องจิตใจและอาจจะลบตัวตนของแกนปราณในความทรงจำของเจ้าออกไปจนสิ้น”

 

หลานอันฮุ่ยเงียบลงอีกครั้ง ครั้งนี้เขาพูดด้วยเสียงที่เรียบสงบราวกับจะให้ต้วนมู่ชิงตัดสินใจดีๆ

 

“และมันรวมถึง...ความทรงจำของเจ้าที่มีกับเด็กคนนั้นทั้งหมดจะหายไปด้วย”

 

ความทรงจำที่มีกับเด็กคนนั้นเป็นสิ่งล้ำค่าที่สุดสำหรับเขา เป็นดั่งความอบอุ่นที่ทำให้ตนยังมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ในความเศร้า และเขาต้องแลกสิ่งสำคัญนี้เพื่อให้อีกคนมีชีวิตต่อไป

 

ทว่า

 

ทว่า

 

ต้วนมู่ชิงเงยหน้ามองหลานอันฮุ่ย พยายามปั้นสีหน้าให้เข้มแข็ง แต่น้ำตาหนึ่งหยด สองหยด รินรดจนอาบสองแก้ม และไหลไม่ยอมหยุดจนร่างเล็กๆ นั้นสั่นไปหมด

 

“ข้ายอมแลกทุกอย่าง...จะแกนปราณ จะความทรงจำ จะชีวิตข้าก็ได้ ได้โปรดเถิดขอรับ ท่านอาจารย์ โปรดช่วยอาเฉิงด้วยเถิด”

 

“ไม่...”

 

นั่นคือเสียงที่รอดออกมาจากปากของเฮ่อเหลียนฝู่เฉิงที่เพิ่งได้สติ เด็กชายรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีกำมือของต้วนมู่ชิงเอาไว้ สีหน้าคล้ายอยากร้องไห้

 

“ท่านพี่ไม่ควรทำแบบนั้น...ไม่ควรทำแบบนั้นเลย” ทว่าพูดได้แค่นั้นก็สำลักกลิ่นเลือดที่คลุ้งอยู่ในปาก

 

“อย่าพูดมากกว่านี้เลยอาเฉิง มันจะทำให้เจ้าเจ็บ” ต้วนมู่ชิงกล่าวกำมือของคนตรงหน้า บีบและผ่อนคล้ายอยากเน้นย้ำให้มั่นใจว่าตนพูดจริงทำจริง

 

“ท่านพี่ของเจ้าจะปกป้องเจ้าเองนะ”

 

เฮ่อเหลียนฝู่เฉิงได้แต่ขยับปากขึ้นลงอย่างไร้เสียงว่า ‘ทำไม’

 

เมื่อโดนถามเช่นนั้นต้วนมู่ชิงก็เงียบลง ด้วยเพราะความรู้สึกที่จุกแน่นอยู่กลางอก เขารู้ว่าเรื่องนี้ไม่สมควรบอกออกไปเวลานี้ คนตรงหน้าเขานั้นยังเป็นเพียงแค่เด็กตัวน้อยที่ยังไร้เดียงสามากนัก เขาไม่ควรเอาความรู้สึกของเขาไปยัดเยียดให้ก่อนวัยอันควร

 

แต่ทว่า หากไม่พูดในตอนนี้ เขาก็...อาจจะไม่มีวันได้พูดออกไปอีกก็ได้

 

มากกว่าความตาย มากกว่าลืมเลือน นั่นคือการไม่สามารถรักษาความรู้สึกนี้ไว้ได้อีกเป็นครั้งที่สอง ใช่ ต้วนมู่ชิงกลัวอย่างเหลือแสน ว่าหากเสียความทรงจำไปแล้ว เขาอาจจะไม่หลงเหลือความรู้สึกให้กับอีกฝ่ายได้อีกต่อไป

 

...เช่นนั้นแล้วหากจะขอเห็นแก่ตัว เพื่อให้อีกฝ่ายจดจำความรู้สึกนี้เอาไว้แทนตัวเอง เขาจะเป็นคนร้ายกาจหรือไม่

 

ต้วนมู่ชิงสับสน พร้อมกับน้ำตาที่ตีระลอกรื้นขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนริมฝีปากนั้นจะเอ่ยออกมา ด้วยเพราะทั้งหัวใจนั้นเจ็บปวดเสียจนเกินกว่าจะอธิบาย

 

“เพราะรักอย่างไรล่ะ”

 

ต้วนมู่ชิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือก่อนจะก้มลงปลดผู่ห้อยเอวหยกเนื้อขาวของตนใส่มือของเด็กชาย

 

“อนาคตเจ้าจะลืมข้า หรือไปมีรักอื่นกับหญิงสาวที่งดงามราวกับบุษบาก็ย่อมได้ ทว่า...ได้โปรดเก็บหยกนี้เอาไว้ เพื่อให้เป็นเครื่องแทนใจว่าต่อให้เป็นอย่างไร เหตุผลในตอนนี้ ในเวลานี้ ที่ข้าทำทุกอย่าง ก็เพราะว่าข้ารักเจ้า”

 

เอ่ยเช่นนั้น ก่อนจะขยับกาย ประทับริมฝีปากจุมพิตอย่างแผ่วเบา ด้วยจูบที่ไร้เดียงสา ด้วยจูบที่ไร้ซึ่งความรู้สึกตัณหา หากแต่เป็นสัมผัสที่พยายามถ่ายทอดความรู้สึกรัก ความรักที่มากเกินกว่าจะอธิบายด้วยคำพูดออกมา และทดแทนดั่งจูบส่งลา เพื่อเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลาจากความรู้สึกนี้ไป

 

และเพื่อถอนประทับริมฝีปากเฮ่อเหลียนฝู่เฉิงนั้น...ก็หมดสติลงไปด้วยความบอบช้ำในกาย

 

และ...บอบช้ำในหัวใจสุดจะพรรณา

 

“ข้าเองก็รักท่านขอรับ”

 

แม้เฮ่อเหลียนฝู่เฉิงจะสลบไปทว่าจิตใจของอวี้เหวินเฉิงก็ยังคงเฝ้ามองเหตุการณ์นั้นด้วยความรู้สึกที่แสนทรมานเกินกว่าสิ่งใดๆ มือนั้นแตะสายห้อยหยกที่ข้องมือตนเอาไว้ และได้พร่ำเอ่ยตอบคำว่ารักที่ไม่มีโอกาสได้ตอบกลับไปในวันนั้น

 

ทั้งถ้อยคำกล่าวรัก ทั้งสัมผัสจากจุมพิตที่แสนไร้เดียงสาล้วนสลักในใจของอวี้เหวินเฉิง นับตั้งแต่พริบตานั้นเขาก็รู้ตัวว่าตนเองก็รักอีกฝ่ายนั้นเฉกนั้นเดียวกัน จวบจนปัจจุบันนี้ ความรู้สึกมันเอ่อล้น มันดังก้องซ้ำไป ซ้ำมาเช่นนั้น ด้วยความปิติยินดี ด้วยความเจ็บปวด ทุกอย่างที่ฝังลึกในใจของเขา

 

แค่เพียงคนเดียว

 

ข้ารักท่านอย่างสุดหัวใจ


 

เขาได้แต่คิดเช่นนั้นก่อนจะหลับตาลง แม้ไม่อยากรับรู้ทว่าภาพในอดีตนั้นกลับไม่ยอมตัดสลับหนี นั่นจึงทำให้เขาต้องทนฟังเสียงกรีดร้องด้วยความทรมานปริ่มจะขาดใจของต้วนมู่ชิงในพิธีกรรมเคลื่อนย้ายแกนปราณ

 

ราวกับเขาต้องชดใช้กรรมที่วันนั้น ตนได้สลบหนีไปโดยทิ้งให้ต้วนมู่ชิงรับความทรมานเพียงคนเดียว...ทว่าเขาก็จะยังคงอยู่เคียงข้าง คอยพร่ำปลอบโยน แม้ว่าอีกคนจะไม่ได้ยินเสียงของเขาก็ตาม

 

การดึงแกนปราณออกจากร่างนั้นย่อมเป็นอะไรที่เจ็บปวดไม่ต่างจากการกรีดเฉือนอวัยวะภายในร่างกายออกมาสดๆ โดยไม่ใช่ยาสลบหรือยาชา ต้วนมู่ชิงเจ็บปวดแล้วเจ็บปวดอีก สลบไปหนึ่งครั้งและตื่นมาความทรมานก็ไม่จบลงเสียที จวบจนกระทั้งสติทุกอย่างได้หายไปทั้งหมด

 

หายไป...

 

ราวกับคลื่นขนาดยักษ์ที่พัดเอาความทรงจำทั้งหมดไป

 

และหลังจากนั้นภาพความทรงจำของพวกเขาในแดนฝันตัดไปอีกครั้ง


 


 

จริงๆ แล้ว ฉากให้หยกขาว มันเป็นฉากที่อยากเขียนมาตลอดตั้งแต่ตอนเขียนนิยายเรื่องนี้เลยล่ะค่ะ 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 30 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #682 zenandzun (จากตอนที่ 80)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 22:30
    น้ำตาไหล สงสารเสี่ยวชิง
    #682
    0