[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 79 : (อ่านฟรีวันที่ 28/8/63) ตอนที่ 22 ทุกสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพราะคำว่ารัก (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 421
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 23 ครั้ง
    7 ส.ค. 63

ในระหว่างที่อวี้เหวินเฉิงทอดจิตวิญญาณท่องไปในโลกแห่งความฝันอยู่นั้น กระเรียนกระดาษตัวน้อยอันเป็นวิชาส่งพยนต์สานส์ของหลานอันฮุ่ยก็โบยบินตกลงมาที่ฝ่ามือของเฮ่อเหลียนเว่ยหลง ในใจความที่ระบุบนจดหมายนั้นทำให้ชายหนุ่มโล่งใจขึ้นมาได้เปราะหนึ่ง

 

“กระเรียนกระดาษเช่นนั้น สานส์จากท่านอันฮุ่ยอย่างนั้นหรือ เขาส่งมาว่าเช่นใด?” จื่อเหยาถาม สีหน้าและท่าทางเขายังดูเหนื่อยจากเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิด ซ้ำยังเคร่งเครียดเป็นอย่างมากเนื่องจากการหายตัวไปของพวกต้วนมู่ชิงหลังจากตกลงไปในคลองส่งน้ำ

 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงพยักหน้า น้ำเสียงดูผ่อนคลายความตึงเครียดอย่างเห็นได้ชัด

 

“ทางส่งน้ำหลังไป๋หู่เชื่อมต่อกับทางน้ำใต้ดิน อาเฉิงกับเหม่ยเหรินตอนนี้อยู่สุสานบรรพชนและท่านอันฮุ่ยเป็นผู้ดูแลพวกเขาอยู่”

 

เมื่อได้ยินดังนั้นร่างเล็กก็ทรุดตัวลงนั่ง ถอนหายเฮือกใหญ่พร้อมเอามือปิดหน้าซ่อนน้ำตาที่เอ่อคลอด้วยการแสร้ง กุมหน้าผาก ท่าทางเขาโล่งใจเป็นอย่างมาก

 

“เจ้าเด็กพวกนี้...ทำไมชอบทำให้ห่วงอยู่เรื่อย...”

 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเดินมาหา นั่งลงชันเข่าเบื้องหน้าและกุมมือคนรักของตนเอาไว้ บีบและผ่อนให้อีกคนคลายความเครียด น้ำเสียงของเขาเอ่ยอย่างอ่อนโยน

 

“อย่างน้อย เราก็รู้แล้วว่าพวกเขายังปลอดภัยและอยู่กับคนที่เราไว้ใจได้”

 

จื่อเหยาพยักหน้า ยืดหลังนั่งตรงก่อนพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งครั้ง พอหมดห่วงเรื่องเด็กๆ เขาก็กลับเข้าสู่ความจริงจังเนื่องจากยังมีสิ่งที่พวกเขายังต้องจัดการ

 

“ดีแล้วที่ตอนนี้พวกเขาไม่อยู่ในวัง”

 

กล่าวเช่นนั้นด้วยน้ำเสียงที่เรียบสนิท

 

การปลดปล่อยคำสาปสำเร็จด้วยดี วิญญาณของพระนางอวี้หยวนถูกส่งไปสู่สุคติเป็นที่เรียบร้อย ทว่าโชคร้าย ฉากที่อวี้เหวินเฉิงแทงหวงหว่านอิ๋งมีคนในตำหนักไป๋หู่เห็นเข้า แม้จะไม่รู้เห็นเหตุการณ์ไปถึงไหนทว่าเห็นก็คือเห็น นางกำนัลผู้นั้นจึงกลายก็เป็นพยานปากสำคัญ

 

เนื่องจากตัวอวี้เหวินเฉิงหายหัว ทิ้งร่างของคนโดนแทงให้เลือดนองอยู่กับพื้น ทุกอย่างย่อมถูกมองไปทางเดียวกันว่าเด็กคนนั้นมีเจตนาสังหารซูเฟย ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องใหญ่ระดับยอมความไม่ได้

 

ซ้ำที่ทำให้เรื่องใหญ่ไม่ใช่แค่สถานะชายาของหวงหว่านอิ๋งเพียงอย่างเดียว นางไม่ใช่ลูกตาสีตาสาเป็นถึงบุตรีของแม่ทัพ นั่นจึงเท่ากับว่าพวกเขาทั้งหมดถูกแม่ทัพหวงร้องเรียนให้ขึ้นศาลคดีความในครั้งนี้ทันทีที่เขาทราบข่าวลูกสาว แม้กระทั่งเฮ่อเหลียนเว่ยหลงเองก็ต้องเข้าเพื่อความยุติธรรมในการตัดสิน

 

“อีกครึ่งก้านธูปจะเริ่มการไต่สวนชั้นต้นแล้ว” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าว ประครองร่างของชายาให้ลุกขึ้น เพราะหลังจากนี้เขาต้องจัดการเรื่องทั้งหมดให้เรียบร้อย

 

“แล้วเราจะทำเช่นไร...?” จื่อเหยาถาม

 

“ทำทุกอย่างตามความถูกต้อง ตามแบบแผน ตามระเบียบชั้นศาล มีหลักฐานอะไรเราก็แค่งัดมาสู้” กล่าวเช่นนั้นก่อนจะคลี่ยิ้มกำชับ

 

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นใครกันล่ะ”

 

จื่อเหยาทำหน้าทื่อใส่ ส่ายหัวดิ๊กๆ อย่างปลงใจ

 

“อา...นั่นสินะ”

 

...

..

 

อีกฟากหนึ่งของอาคารนั้น หวงชุ่ยเวยยังคงนั่งอยู่ในห้องกว้าง คอยดูแลร่างที่นอนไม่ได้สติอยู่บนที่นอนด้วยความเป็นห่วง การลงกระบี่ของอวี้เหวินเฉิงนั้นรุนแรงและรวดเร็วจนน่ากลัวก็จริง ทว่ามันไม่ใช่เพื่อสังหาร แต่เป็นการกระตุ้นดึงวิญญาณแปลกปลอมออกมาจากร่าง

 

ซ่งอี้จุ้นบอกกับเขาว่าเดิมทีอวี้เหวินเฉิงคงอยากจะใช้วิธีที่ปลอดภัยและไม่รุนแรง แต่พี่สาวของเขากลับบ้าคลั่งจนทำร้ายร่างกายเหม่ยเหริน นั่นจึงทำให้กลายเป็นวิธีนี้เพราะมันได้ผลไวกว่า ทว่าน่าเศร้านัก อาการของหวงหว่านอิ๋งไม่ค่อยจะสู้ดี

 

ไม่ใช่เพียงจากแผลโดนแทง แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทั้งแท่นพิธีกรรมเอย ทั้งศพเด็กเอย พี่สาวของเขาฝืนรับวิชาสายมืดมามากทั้งที่ไม่เคยฝึกวิชา พอวิญญาณของพระนางอวี้หยวนผู้ทำหน้าที่เสมือนแกนปราณออกไป นางจึงต้องแบกรับวิถีมารด้วยตัวของนางเอง

 

ร่างกายที่ไม่ได้รับการฝึกฝน กับพลังที่ไร้ซึ่งผู้ควบคุมกับกำลังตีกันในร่าง

 

หวงชุ่ยเวยกลัวเหลือเกินว่าพี่สาวของตนจะสู้ไม่ไหว

 

“แม่ทัพหวงมาถึงวังแล้วนะ ชุ่ยเวย”

 

แล้วเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นเรียกสติที่เอาแต่คิดมาก ซ่งอี้จุ้นนั่งลงข้างๆ หวงชุ่ยเวยที่กุมมือพี่สาวเอาไว้และไม่นอมลุกไปไหนนับตั้งแต่พานางมาพักฟื้นที่นี่

 

“ข้ารู้ แต่หากข้าออกไปรับหน้าตอนนี้ รังแต่จะทำให้ทานพ่อเคืองใจ แล้วทุกอย่างคงจะแย่ลง” หวงชุ่ยเวยกล่าวนิ่งๆ ดวงตายังเหม่อลอย “เขาไม่เคยฟังใครและเชื่อมั่นตัวเองเกินไป อะไรที่เขาเชื่อว่าตัวเองถูก ต่อให้ใครเสนอแนะอะไรเขาก็ไม่เชื่อ...การไต่สวนความนั้น หากข้าไปโต้แย้งก็รังแต่จะไร้ประโยชน์ เขาไม่มีวันฟังลูกหรอก”

 

หวงชุ่ยเวยอยู่กับบิดามาตั้งแต่แรกคลอดจนถึงสิบแปดปีย่อมรู้ดี พ่อเขานั้นทั้งเก่งและใจกล้าสมเป็นชาติทหาร หากแต่ก็โผงผาง ไม่ฟังใคร ยึดติดคำสอนว่าหัวหน้าครอบครัวเป็นช้างเท้าหน้า และมักพูดจาใจร้ายกดดันกับลูกๆ จะตั้งใจก็ดีไม่ตั้งใจก็ดี แต่สุดท้ายก็สร้างความเจ็บปวดให้แก่ใจคนได้ยินไปเสียทุกครา

 

เรื่องรักลูกก็ส่วนหนึ่ง เรื่องวาจาทำร้ายจิตใจลูกก็ส่วนหนึ่ง ลูกชายที่แกนปราณอ่อนแอจนต้องหนีมาเป็นสนมเช่นเขา ไม่มีวันที่จะยืนประจันหน้ากับพ่อได้แน่ๆ เขากลัว...กลัวพ่อของตัวเองเวลาโกรธ

 

กลัว...อย่างเหลือเกิน

 

“เข้าใจแล้ว” เมื่อเห็นท่าทางของหวงชุ่ยเวย ซ่งอี้จุ้นจึงรับรู้ จะพร้อมหรือไม่พร้อมจะพบตนก็ไม่ควรเร้ารือ วิถีชีวิตในแต่ละครอบครัวย่อมต่างกัน ใช่ว่าทุกบ้านจะรักใคร่กลมเกลียวไปเสียหมด “เช่นนั้นข้าจะล่วงหน้าไปก่อน ”

 

เขาลุกขึ้น วางมือบนไหล่อีกคน แต่ในระหว่างที่จะเดินออกไปนั้นก็หันมาหา

 

“เป็นเช่นไรจะมาแจ้ง”

 

แว่วเสียงหัวเราะแผ่วดังจากหวงชุ่ยเวย

 

“ขอบใจ”
 

 

เขากล่าวไล่หลังซ่งอี้จุ้นเช่นนั้น

 

**********

 

วันคืนในแดนฝันสลับเปลี่ยน นับจากวันแรกพบที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ก็ผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว ต้วนมู่ชิงในวัยสิบสามปีบัดนี้ได้เดินทางร่วมกับหลานอันฮุ่ยในสถานะของลูกศิษย์ ลัดเลาะไปเรื่อยในป่าไม้ กินนอนร่วมกันบนพื้นดิน ไม่สบาย ทว่าก็อบอุ่นดี

 

ซึ่งแน่นอน ต้วนมู่ชิงคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีแล้วเพราะเขาไม่อยากกลับสกุล

 

“ท่านพี่ขอรับ” เสียงเอ่ยเรียกพร้อมมือน้อยๆ ของเด็กชายกระตุกชายเสื้อของต้วนมู่ชิงให้ละความสนใจจากคัมภีร์วิชา อวี้เหวินเฉิง...เฮ่อเหลียนฝู่เฉิงตัวน้อยในวัยเยาว์คลี่ยิ้มใสซื่อก่อนจะชี้ไปยังเมืองที่เห็นลิบๆ จากบนเขาพงไพร “ตรงเมืองมีเสียงดังๆ ด้วยขอรับ”

 

“อ๋อ...วันนี้มีงานไหว้เดือนสารทน่ะ” พูดจบก็วางคัมภีร์ อุ้มคนตัวเล็กกว่ามานั่งตัก หัวเราะคิกคักกันสองคนศิษย์พี่ศิษย์น้องจนคนเป็นอาจารย์ต้องกระแอมดุ เจ้าเด็กทั้งสองถึงกับตัวแข็ง หัวเราะแหะๆ

 

“ฝึกตามที่ข้าสั่งครบแล้วหรือชิง” หลานอันฮุ่ยกล่าว ส่วนต้วนมู่ชิงก็หลบตา

 

“ละ...แล้ว....ขอรับ”

 

“ไม่สินะ” พอเห็นศิษย์ตอบไม่เต็มเสียงหลานอันฮุ่ยก็ย้ำใส่

 

ต้วนมู่ชิงและเฮ่อเหลียนฝู่เฉิงจึงสะดุ้งเฮือกผละตัวออกจากกันแล้วกระวีกระวาดไปฝึกตามบทเรียนที่ได้รับมอบหมาย แต่เนื่องจากต้วนมู่ชิงนั้นผ่านการฝึกเบื้องต้นกับปู่เล็กของตนมาบ้างแล้ว นั่นจึงทำให้ไม่จำเป็นต้องเริ่มแต่แรกเหมือนกับน้อง เขามีเวลาอู้มากที่จะแอบมานั่งดูน้องนั่งสมาธิ กำหนดการหมุนเวียนกระแสปราณในกาย

 

“เด็กคนนั้นก้าวหน้าไวมากเลยล่ะขอรับ ตอนข้าอายุพอๆ กับเขา ข้ายังโคจรปราณได้ดีไม่เท่าเขาเลยล่ะ”

 

พอรู้ว่ามีคนเดินอ้อมมาได้หลังต้วนมู่ชิงจึงกล่าวชม ซึ่งคนที่เดินมานั้นก็คือหลานอันฮุ่ย คนเป็นอาจารย์เมื่อได้ยินดังนั้นจึงพยักหน้าคล้ายจะตอบรับ

 

“ถ้านับตามลำดับการรับศิษย์ เขา...ต้องเป็นศิษย์พี่ของเจ้านะ” หลานอันฮุ่ยตอบ คลี่ยิ้มมุมปากให้คนแอบอู้การฝึกฝน ส่วนต้วนมู่ชิงหัวเราะแหะๆ ให้แล้วกระดื๊บตัวหนี “แต่ก็นั่นล่ะ เพราะอะไรหลายๆ อย่างในตัวเขา จะก้าวหน้าไวก็ไม่แปลกหรอก เมื่อเห็นเช่นเจ้าเองก็อย่าแอบอู้บ่อยนักเลย ระวังน้องจะแซงเจ้าเอา”

 

“ขอรับ ขอรับ” ต้วนมู่ชิงส่ายหน้า แอบหยอกคนเป็นอาจารย์หนึ่งทีแล้วเอี้ยวหัวหนีมะเหงก

 

หลานอันฮุ่ยถอนหายใจ วางมือตบๆ แปะๆ หัวต้วนมู่ชิงเบาๆ

 

เฮ่อเหลียนฝู่เฉิงมีแกนปราณของราชวงศ์ แต่หลานอันฮุ่ยก็ไม่สามารถบอกเล่าความเป็นไปทั้งหมดได้ เพื่อความปลอดภัยของเด็กชาย สิ่งที่ต้วนมู่ชิงรู้จึงมีแค่เพียงเรื่องที่แม่ถูกกองโจรปริศนาสังหารไปต่อหน้าต่อตาและมีคน (ซื่อหมิง) นำมาฝาก ให้รับเป็นศิษย์เท่านั้น

 

พวกเขาเงียบไปสักพักก่อนต้วนมู่ชิงจะกล่าวขึ้นมา

 

“ก่อนหน้าที่พวกเราจะมาเจอกัน เขาเจออะไรมาเยอะนัก แต่เขากลับไม่เคยเสียรอยยิ้มและความไร้เดียงสาไป นั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ข้านับถือในตัวอาเฉิงมากๆ เลยล่ะขอรับ”

 

“เจ้าเองก็เจอมามากเหมือนกันไม่ใช่รึ แต่ตอนนี้กลับทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้ว”

 

เมื่อได้ยินเช่นนั้นต้วนมู่ชิงก็หรี่ตาลง ฝ่ามือกุมมืออีกข้างของตัวเองเอาไว้ คลี่ยิ้มบางเบาคล้ายทบทวนความรู้สึกบางอย่าง “ขอรับเพราะการได้อยู่กับเขา เขาที่คอยปลอบคอยดูแลข้าทั้งที่เขาเองผ่านเรื่องราวมามากมายอย่างนั้น ข้าจึงรู้สึก...” 
 

 

เงียบลงเล็กน้อยก่อนจะรีบตอบขึ้นมาราวกับกลัวจะเผลอพูดอะไรบางอย่างออกไป

 

“เอ็นดูเขาอย่างไรล่ะขอรับ!”

 

ต้วนมู่ชิงยิ้มกว้างๆ ก่อนจะยันกายลุกขึ้น บิดขี้เกียจสักหนึ่งรอบแล้วก่อนต่อ “ข้าเองก็ต้องขอตัวไปฝึกในส่วนของวันนี้ต่อขอรับ จะยอมแพ้อาเฉิงไม่ได้แล้วล่ะ”

 

พูดจบก็วิ่งออกไป โดยที่มีสายตาของหลานอันฮุ่ยยืนเฝ้ามอง

 

เหล่าศิษย์ของพวกเขาล้วนเป็นเด็กที่ต่างพบเจอกับความเจ็บปวด ทว่ากลับต้องมาอยู่ด้วยกัน

 

ราวกับต่างคนต่างช่วยรักษาบาดแผลให้กันและกัน


 

ต้วนมู่ชิงในวัยเยาว์กำลังวิ่งออกมาจากตรงจุดนั้น ร่างเล็กปราดเปรียววิ่งเลี้ยวตามทางชันของเนินอย่างคล่องแคล่ว แตกต่างจากคนแสนเฉื่อยชาอย่างปัจจุบันลิบลับ จนกระทั่งเขาวิ่งผ่านใครบางคนและทะลุผ่านไปราวกับไม่รับรู้ตัวตนผู้เฝ้ามองที่อยู่ตรงนั้น

 

และนั่นคืออวี้เหวินเฉิง...อวี้เหวินเฉิงที่โตแล้ว

 

อวี้เหวินเฉิงหลับตาลง แตะกายตัวเองที่เพิ่งถูกร่างเล็กวิ่งทะลุผ่านไปราวกับรู้ตัวดีว่าตนเป็นสิ่งแปลกปลอมในแดนฝันแห่งนี้

 

หากใครมาเห็นเรื่องราวในอดีตตอนนี้คงสงสัยกับสิ่งที่เป็นอยู่ เหตุใดผู้ไร้แกนปราณทองเช่นต้วนมู่ชิงไยจึงมีอาจารย์ซ้ำยังฝึกวิชาได้อย่างคล่องแคล่ว แถมยังมีความทรงจำร่วมกับอวี้เหวินเฉิง ทั้งๆ ที่ระยะเวลาที่ผ่านมากลับไม่มีวี่แววเหมือนคนรู้จักกัน ไม่สิ เอะใจจำได้สักกระผีกริ้นเดียวก็ไม่มี

 

พวกเขาเคยมีช่วงเวลาอยู่ด้วยกัน ได้ร่วมเดินทาง ได้ร่วมเรียงเคียงมองฉันท์ศิษย์พี่น้อง แต่ต้วนมู่ชิงคงจำเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้...ซึ่งมันสมควรเป็นเช่นนั้นแล้ว ทั้งเรื่องที่เขาเคยเจอกับท่านพี่ ทั้งเรื่องที่หลานอันฮุ่ยเป็นผู้ประสานวิชาให้ต้วนมู่ชิง เพราะทุกอย่างล้วนเกี่ยวพันกับการสูญเสียแกนปราณทองของต้วนมู่ชิง

 

ต้วนมู่ชิงน่ะ...ไม่ได้ไร้แกนปราณแต่แรกกำเนิด


 

ชายคนนั้นมีแกนปราณอันแสนสมศักดิ์ศรีลูกชายสกุลขุนนางอยู่ในกาย ซ้ำยังแข็งแกร่งระดับพร้อมฝึกปรือได้ตั้งแต่ตอนห้าขวบปี นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ท่านปู่ยอมรับเข้าสกุลต้วนมู่ง่ายดายนัก

 

แต่ว่า...

 

แต่ทว่า...

 

อวี้เหวินเฉิงหลุบตามองต่ำ ครุ่นคิดกับตัวเองอย่างเจ็บปวดก่อนหันมองไปยังเมืองที่กำลังจัดงานสารทอย่างเหม่อลอย

 

“ใกล้จะถึงวันนั้นแล้วสินะ”

 

เทศกาลเดือนสารทนั้นจะตรงกับวันที่สิบห้าค่ำเดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรคติ [1] จะเรียกเทศกาลกลางเดือนเจ็ด เทศกาลจงหยวน หรือแม้แต่วันปล่อยผีก็ย่อมได้ อันด้วยความเชื่อว่าเดือนเจ็ดนั้นเป็นเดือนแห่งภูตผี ท่านพญายมจะเปิดประตูยมโลกในต้นเดือน เพื่อให้เหล่าบรรพชนทั้งหลายได้ออกจากแดนวิญญาณเพื่อเยี่ยมเยียนลูกหลานตลอดทั้งเดือน

 

มันก็งานรวมตัวไหว้บรรพบุรุษนั่นแหละ แต่ช่วงต้นชิวเทียน [2] เช่นนี้ อากาศค่อนข้างดี ไม่ร้อนไม่เย็นจนเกินไปนัก นั่นจึงทำให้นอกจากมีจุดประสงค์ด้านกราบไหว้บูชาคนตายตามความเชื่อโบราณแล้ว ยังเป็นการหาข้ออ้าง...เอ่อ...หมายถึงการสร้างสรรค์จัดงานเทศกาลสังสรรค์ให้กับคนยังมีชีวิตอีกหนึ่งงาน

 

สรุปคือจะมีงานเทศกาล คึกคัก คนเนืองแน่นเต็มสองข้างถนน และเด็กน้อยนั้นย่อมชอบงานรื่นเริงสังสรรค์ แต่ทว่าน่าเศร้านัก เนื่องจากมีชนักติดหลังเสี่ยงต่อโดนตามล่าตัวทั้งคู่ หลานอันฮุ่ยจึงไม่อนุญาตให้ลูกศิษย์ไปเดินเล่นในเมือง

 

แต่ก็นั่นแหละ เด็กคือเด็ก สุดท้ายเมื่อมืดค่ำดึกดื่น จอมซนทั้งสองก็แอบใช้จังหวะหลังฝึกฝนเสร็จในการแอบไปเที่ยวเล่นในเมืองด้วยกัน

 

มือเล็กๆ ทั้งสองมือจับจูงกันเดินไปในเมืองที่แสนคึกคัก ผ่านศาลเจ้า ผ่านผู้คน ผ่านกิจกรรมการเซ่นไหว้บรรพบุรุษ ไหนจะยังกลุ่มชายที่เผากระดาษเงินกระดาษทอง ไล่เรื่อยกันมาจนมาถึงส่วนของตลาดที่เต็มไปด้วยของกิน แต่ด้วยเพราะเงินติดตัวมีอยู่ไม่มากมายนักนั่นจึงทำให้พวกเขาสามารถซื้อได้เพียงแค่ถังหูลู่หนึ่งไม้มาแบ่งปัน

 

ทว่าแค่นั้นคนทั้งสองก็มีความสุขแล้ว

 

“อร่อยไหม?” ต้วนมู่ชิงถามเจ้าตัวเล็ก ระหว่างที่มานั่งพักกันที่กองฟางข้างทาง แบ่งกันกินถังหูลู่จนมือไม้เหนียวน้ำตาลไปหมด

 

“อื้อ อร่อย” เด็กน้อยตอบรับแล้วหันมายิ้มให้ เขาป้อนถังหูลู่ที่ยังเหลือติดไม้ให้คนข้างตัว

 

“ถ้าชอบก็ดีใจ...ขอโทษด้วยนะอุตส่าห์พามาเที่ยวทั้งที แต่ข้าพอมีเงินติดตัวซื้อให้เจ้าได้เท่านี้” เอ่ยพร้อมกับก้มหน้าลงไปรับขนมที่เด็กชายป้อนมาให้

 

“อื้อๆ ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ไว้ถ้าอาเฉิงโตกว่านี้ อาเฉิงจะพาท่านพี่ไปเที่ยวบ้าง แล้วก็จะซื้อทุกอย่างให้ท่านพี่เลยล่ะ” เจ้าเฉิงตัวน้องตอบพร้อมกำมืออย่างขันแข็ง ดวงตากลมโตสีดำขลับมีประกายระยิบระยับ “ขนมอร่อยๆ เสื้อผ้าสวยๆ ปิ่นสวยๆ จะซื้อให้ท่านพี่เยอะๆ ท่านพี่ชอบเล่นเครื่องสาย ชอบหม่าล่า อาเฉิงจำได้ทุกอย่างนะ เพราะงั้นอาเฉิงก็จะทำให้หมดเลย ชอบทานอาหารอะไรก็จะทำให้ทาน จะหัดทำทุกอย่าง อาเฉิงจะทำให้ท่านพี่มีความสุข”

 

ได้ยินเช่นนั้นต้วนมู่ชิงก็เงียบไปด้วยความรู้สึกยินดีที่ตีตื้น เขากอดเด็กน้อยเอาไว้ ซุกๆ ราวกับคนที่ขาดไร้ซึ่งไออุ่น สำหรับเขาการที่มีความไร้เดียงสานี้ มันราวกับได้รับแสงสว่างยามที่หัวใจหลงทางเพราะความสับสน หากกล่าวได้ว่าตอนนี้เขาต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจแล้วล่ะก็...

 

ใช่...เด็กคนนี้เป็นเหมือนเครื่องยึดเหนี่ยวใจให้เขาลืมความเจ็บปวดจากเรื่องราวร้ายๆ ที่เกิดในสกุลต้วนมู่

 

“ท่านพี่มีความสุขเวลาที่อาเฉิงอ้อนอย่างอย่างไรล่ะ” กล่าวเช่นนั้น ผละอ้อมกอดออกแล้วจับมือของเด็กชายเอาไว้ เขามีความสุขดังที่ว่า แม้จะไม่รู้ว่าเพราะเขากำลังสับสนหรือไม่ ทว่ายามได้รับการออดอ้อน มันทำให้ใจของเขาสงบ

 

“งั้นอาเฉิงจะอ้อนท่านพี่เยอะๆ ท่านพี่จะได้มีความสุข” กล่าวเช่นนั้นก่อนจะขยับตัวไปกอด ร่างน้อยๆ นั้นยันตัวขึ้นไปแล้วกดริมฝีปากจูบที่แก้มของต้วนมู่ชิงอย่างแผ่วเบา

 

“เพราะอาเฉิงชอบท่านพี่ ชอบมากที่สุดในโลกเลยขอรับ”

 

“อื้อ...ท่านพี่ก็ชอบอาเฉิง มากที่สุดในโลกเลยล่ะ”

 

อ่ะ...


 

พอเห็นภาพนั้นเจ้าตัวคนที่มองอยู่ก็ส่งเสียงอุทาน กุมหน้าเครียดกับพฤติกรรมของตัวเองในวัยเด็ก อวี้เหวินเฉิงเคยนึกสงสัยกับนิสัยชอบหลอกกินเต้าหู้ของตัวเองเหมือนกัน ตอนแรกก็นึกว่าติดมาจากเสด็จพี่ ทว่ามาตอนนี้กลับเห็นชัดแล้วว่าเป็นมาตั้งแต่ตอนตัวกระเปี๊ยก

 

เริ่มกลัวตัวเองอย่างบอกไม่ถูก

 

อาเฉิงตัวน้อยที่กินเต้าหู้เก่งมาตั้งแต่ตัวจิ๋วหลิว แถมท่านพี่ก็ไม่รู้ตัวเลยสักนิ๊ดดดดดดด

[1] สารทจีน : จัดในช่วงเดือนเจ็ดตามปฏิทินจันทรคติ หรือราวช่วงปลายสิงหาคม - ต้นกันยายน

 

[2] ชิวเทียน : ฤดูใบไม้ร่วง

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 23 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #681 zenandzun (จากตอนที่ 79)
    วันที่ 12 สิงหาคม 2563 / 22:15
    อาเฉิงเพิ่งรู้ตัวว่าชอบกินเต้าหู้อาชิงมาตั้งแต่เด็ก
    #681
    0