[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 72 : ตอนที่ 20 เรื่องเล่าจากแดนฝัน (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 280
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 29 ครั้ง
    20 พ.ย. 63

เมื่ออวี้เหวินเฉิงลืมตาตื่นขึ้น เขาก็ไม่รู้ว่าตนได้มาอยู่ที่แห่งใด


 

พื้นที่สีขาวที่ไกลสุดลูกหูลูกตา ไร้สรรพสิ่งใดโดยรอบไม่ว่าจะซ้ายหรือขวาล้วนเป็นแสงจ้าอันไร้จุดสิ้นสุด ราวกับว่าที่แห่งนี้มิใช่ภพใดๆ บนโลก


 

ทว่ามีบางอย่างที่อวี้เหวินเฉิงรู้ นั่นคือเขากำลังหนุนนอนอยู่บนตักที่แสนอุ่น...


 

มีมือมาปิดตาเขาเอาไว้ ก่อนที่จะได้เงยหน้าขึ้นมาองว่าเจ้าของตักนั้นคือใคร ทว่าอวี้เหวินเฉิงกลับรู้ด้วยใจตน รู้ได้โดยสัญชาตญาณ หัวใจเต้นแรงเล็กน้อย แม้ไม่เข้าใจตน ทว่าอวี้เหวินเฉิงรู้สึกราวกับได้ย้อนระลึกถึงวันวาน ยามที่ได้อยู่ด้วยกันกับคนผู้นี้


 

ความสุข ความโหยหา ความคิดถึง ตลอดจนความหนักอึ้งทำให้อวี้เหวินเฉิงวางตนไม่ถูกนัก ทว่า...อวี้เหวินเฉิงก็ตระหนักใจรู้ ว่าตนอยากพบคนๆ นี้มาแค่ไหน...


 

“เสด็จแม่”


 

“ใช่แล้ว...”


 

อวี้หยวนเอ่ย น้ำเสียงของนางนั้นช่างแสนแผ่วเบาทว่าอบอุ่นเป็นยิ่งนัก


 

“เมื่อเจ้าได้กลับมายังไป๋หู่แม่จึงได้มีโอกาสนำดวงจิตเข้าสู่แดนฝันเพื่อสื่อสารกับเจ้า ฝู่เฉิง เฉิงเอ๋อร์ที่รักของแม่ ในตอนนี้เจ้าอย่าเพิ่งตื่นเลยนะ มิฉะนั้นอันตรายยิ่งยวดอาจบังเกิดแก่ลูกได้ พลังแห่งราชวงศ์ของเจ้าเริ่มแข็งแกร่งขึ้นแล้ว และหากเจ้าใช้พลังต่อสู้ในตอนนี้ มันจะรู้ว่าลูกอยู่ที่นี่ ซึ่งแม่มิอาจยอมได้”


 

“มัน...?” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยถาม ไม่เข้าใจในสิ่งที่มารดากล่าว เอาดีๆ แล้วเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือความฝันเป็นตุเป็นตะหรือจริงๆ แล้วนี่คือแดนฝันที่ก้ำกึ่งระหว่างภพวิญญาณ ทว่าสิ่งที่ได้มากลับเป็นเพียงความเงียบ อวี้หยวนถอนหายใจออกมา ท่าทางคล้ายครุ่นคิดว่าจะพูดอย่างไรต่อ


 

“แม่จะนำทางเจ้าไปส่งยังแดนมนุษย์เอง ระหว่างนั้นเดินเล่นกันสักหน่อยได้หรือไม่”


 

อวี้เหวินเฉิงหรี่ตาลง ลังเลปะปนไปกับสับสน ทว่าหากนี้คือสิ่งที่เรียกว่าการซ้อนทับระหว่างภพวิญญาณและแดนฝันแล้วล่ะก็...


 

เขาก็อยากทำให้มันกระจ่างไปเลย


 

*********

 


 

เมื่อหวงหว่านอิ๋งสลบไปแล้ว ตัวอ่อนทั้งหลายก็หมดฤทธิ์ ร่วงลงมากับพื้น เฮ่อเหลียนเว่ยหลงมองด้วยสายตาสงบอย่างอนาถปนสังเวชใจ แม้ตนจะพอคาดเดาความเป็นไปของคดีนี้คร่าวๆ จากจดหมายที่ซื่อหมิงฝากไป๋อวี้มาส่งแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่เห็นก็ออกจากเกินความคาดหมายไปไม่ใช่น้อย


 

ว่ากันตามตรง เขาไม่ได้สนิทสนมกับซูเฟยสักเท่าไร ที่เลือกมาเป็นชายานั้นก็เพราะกุ้ยไทเฮาเล็งเห็นถึงผลประโยชน์จากตำแหน่งแม่ทัพของสกุลหวงเท่านั้น เฮ่อเหลียนเว่ยหลงจึงไม่ได้รักเกินกว่าน้องนุ่งทว่าก็อยู่ในสายตามาตลอด หวงหว่านอิ๋งเป็นเด็กดี สุภาพอ่อนน้อม สนิทสนมเข้ากับได้ดีกับจื่อเหยาและโจวซินเจี๋ย


 

และเฮ่อเหลียนเว่ยหลงคิดว่าสิ่งที่นางเป็นมาตลอดไม่ใช่สิ่งที่แกล้งทำ ทั้งนิสัยและมิตรภาพ น้ำใตที่ให้กับคนอื่น ทว่าตรรกะความคิดบางอย่างนางมันเกินกว่าสามัญสำนึกเท่านั้น


 

แต่ที่สำคัญกว่าคือเขาจำไม่ได้เลยว่าหวงหว่านอิ๋งมีแกนปราณหรือได้รับการฝึกฝนด้านการใช้พลังมาก่อนเข้าวัง ยิ่งเป็นอวิชาหรือสายมารเช่นการสร้างวิญญาณพยาบาทยิ่งจำเป็นต้องศึกษาเฉพาะทาง สำนักที่เปิดสอนสาขานี้ก็มีไม่มาก เรียนด้วยตัวเองไม่น่าจะทำได้


 

มีอะไรแปลกๆ เสียแล้ว


 

“คงต้องขังที่เรือนสำนึกผิดก่อน แล้วนำนางมาสอบสวน” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงถอนหายใจกับตัวเอง ก่อนจะหันไปหาซ่งอี้จุ้นผู้ที่เพิ่งตามถึง มาคล้ายจะบอกว่าให้จัดการพาหวงหว่านอิ๋งออกจากไป๋หู่


 

“ฝากเจ้าด้วย กงกง”


 

“พ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”


 

ทุกอย่างคล้ายจะจบลงด้วยดี


 

แต่ทว่า...


 

แท้จริงแล้วมีบางอย่างเกิดขึ้น...และนั่นเป็นการต่อสู้ภายในใจของหญิงสาว กับใครสักคนที่อาศัยอยู่ภายใต้จิตสำนึกเบื้องลึกของหวงหว่านอิ๋ง


 

...

..

อา...


 

ทุกอย่างมันจบสิ้นลงแล้ว แผนการทุกอย่างมันพังทลายลงไปแล้ว


 

หากถามว่านางรู้ไหมว่าสิ่งที่ทำเป็นเรื่องผิดบาป นางย่อมรู้สิว่ามันไม่ดี ทว่าการที่คนหวาดกลัวการตั้งครรภ์เช่นนางหรือแม้แต่คนสำคัญผู้ไม่อาจตั้งครรภ์มีความสุขอีกครั้ง มันก็มีแค่หนทางนี้ นางก็แค่เพียงอยากจะทำให้ทุกอย่างมันดีขึ้น จุดเริ่มต้นด้วยความปรารนาที่ดีทั้งที่จริงๆ แล้วก็รู้แก่ใจ...


 

แต่ทั้งที่รู้แก่ใจ ก็ยังอยากทำ เพื่อที่อย่างน้อย นางจะไม่ต้องทนเห็นน้ำตาและความเศร้าบนใบหน้านั้น


 

แค่หวังว่าจะทำให้ทุกคนมีความสุข ข้าผิดอย่างนั้นเหรอ


 

ความหวังดีของข้า มันคือบาปอย่างนั้นหรือ...?


 

‘เห็นไหมล่ะ ให้ข้าออกหน้าแต่แรกก็สิ้นความ’


 

“ไม่ได้เพคะ! ท่านชอบทำเกินกว่าเหตุเสมอ ไม่ว่าจะครั้งนั้นหรือครั้งไหน พอข้าตื่นขึ้นมา ท่านก็ทำทุกอย่างเองคนเดียว ข้าแค่อยากให้การทดลองก้าวหน้าเท่านั้นนะเพคะ”


 

‘พูดราวกับคนดี บ่ายโบ้ยให้ข้าผิด ทั้งที่หลอกคนทำแท้งเพื่อการทดลอง เชื่อเถอะว่าข้าว่าเจ้าสร้างขึ้นมาเองหาใช่ใครยุยง ข้าทำให้เจ้าแค่ให้ยืมความสามารถเท่านั้น...’


 

“ม...ไม่ใช่เพคะ ขะ...ข้าไม่อย่างทำร้ายใคร อย่างน้อยถ้าไม่สำเร็จ...ก็ขอแค่เพียงช่วยพี่ซินเจี๋ย...ช่วยพี่จื่อเหยา...”


 

‘ช่วยนั่นช่วยนี่ ปากพร่ำแต่แบบนั้น สุดท้ายแล้วอย่างไร พลังเอย ความรู้เอยที่แบ่งให้ก็เสียเปล่าหากเจ้าไม่มีปัญญาช่วยให้ข้าหาเขาให้เจอได้ ก็เลิกโต้เถียงแล้วให้ข้าจัดการทุกอย่างเองได้แล้ว เรื่องโลกสวยแบบนี้ประณีประนอมไปก็ไม่ได้ผล ถ้าจะคุมให้อยู่ก็ต้องใช้ความกลัวเท่านั้น!’


 

“ข้า...ข้า...ข้าแค่อยากทำให้ทุกคนมีความสุข...”


 

‘เฮ้อ...เด็กหนอเด็ก หวงหว่านอิ๋งผู้ไร้เดียงสาเอ๋ย สิ่งที่เจ้าควรทำตอนนี้...ก็แค่...หลับลงไปเสียเถิด’


 

และเมื่อ ‘มัน’ พูดจบหวงหว่านอิ๋งก็ได้หลับลึกลงไป ดำดิ่งลงไปสู่ห้วงนิทรา โดยที่ร่างกายของนางนั้นได้กลายเป็นร่างสถิตของบางสิ่งบางอย่าง...บางสิ่งผู้ยุยงสงเสริมให้นางจมสู่ด้านมืด บางสิ่งที่ทำใช้ช่องว่างในใจของคนเพื่อแทรกแซงปรารถนาครอบครองร่าง


 

“จากนี้ไปข้าจะสานต่อเจ้าเอง”


 

..


 

เพล้ง!


 

คล้ายรับรู้ถึงบางสิ่ง โจวซินเจี๋ยรีบหันไปมองยังนอกหน้าต่าง ความประหวั่นในใจทำให้มือไม้อ่อนแรงจนแจกันดอกโบตั๋นร่วงหล่น ทิศตะวันตกแห่งเสียขาวในยามนี้ปกคลุมด้วยเมฆมืดที่เคลื่อนต่ำ น่ากลัวราวกับมีบางอย่างไม่ดีไม่งามเกิดขึ้นณ.ที่แห่งนั้น


 

ไม่รู้


 

ไม่สมควรรู้


 

ไม่อยากจะรับรู้


 

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ระคายใจ


 

หญิงสาวเม้มปากก่อนจะคว้าเสื้อคลุมตัวนอก คล้ายว่าจะวิ่งไปยังทิศนั้น ทว่าอาการเจ็บปวดในท้องยังไม่ได้หายดี ร่างบางจึงเซถลาไปด้านหน้า แม้จะยังโชคดีอยู่มากที่มีคนรับได้ทัน


 

ฉางหลินก้มมองคนในอ้อมแขน


 

“เร่งร้อนจะไปที่แห่งใดกันพ่ะย่ะค่ะกุ้ยเฟย ฮ่องเต้รับสั่งให้ข้าดูแลท่านอยู่ตรงนี้” เขากล่าวส่วนโจวซินเจี๋ยเบะปากใส่แล้วยื้อตัวออกจากอ้อมแขน


 

“คำก็คำสั่ง สองคำก็คำสั่ง อ๋อ ลืมไปแม้ขนาดหลับนอนกับผู้หญิงมากหน้าหลายตาเจ้าก็ยังเชื่อฟัง ไม่ความคิดเป็นของตัวเองเลยหรือ ถ้าฮ่องเต้สั่งให้ตายเจ้าก็ตายด้วยหรือไร!” ร่างเล็กโซเซ พยายามขืนตัวออก ด้วยความเร่งร้อนใจประสมกับสตรีหงุดหงิดในรอบเดือน ยิ่งทำให้ความโมโหและทุกอย่างประดังประเดระเบิดอารมณ์ใส่ แต่ระลึกสติวได้ โจวซินเจี๋ยก็เงียบลง นางเข้าใจดี...สำหรับฉางหลิน หากสั่งให้ตายก็พร้อมตายอย่างไม่ยื่นคำอุทธรณ์เป็นแน่


 

“ขอโทษ” กล่าวเสียงหงอยลงทันที จนคนที่รั้งอยู่ได้แต่ถอนหายใจ เขาอุ้มคนป่วยขึ้นมาแล้วยืนอยู่กับที่ ไม่ได้ไปไหน คล้ายอยากถามอะไรสักอย่าง


 

“หนึ่งคือคำสั่งของฮ่องเต้พ่ะย่ะค่ะ ส่วนของข้าก็คือแม้อาการท่านจะทุเลาลงแล้วก็ว่าจะหายดีเต็มร้อย ข้าอยากให้ทรงพักผ่อนอยู่ที่นี่ หากว่าเป็นห่วงก็คงใช่” ฉางหลินมองคนป่วย ยิ้มให้ราวกับล่วงรู้ความคิด “แต่ท่าน...คงมีเรื่องสำคัญที่อยากทำเป็นห่วงคนที่ไป๋หู่ใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ หากใช่แล้วล่ะก็ท่านเพียงบอกข้า...ตามตรง”


 

โจวซินเจี๋ยก้มหน้าหงุด กำเสื้อของคนตรงหน้าเอาไว้แน่น แล้วเม้มปากกลั้นความรู้สึกตัวเองเอาไว้แล้วเอ่ยออกไปด้วยเสียงที่ไม่มั่นคงสักเท่าใดนัก


 

เพราะเป็นคนเช่นนี้เสมอมา ช่าง...ขี้โกงเกินไปจริงๆ ...


 

“พาข้าไปที่ไป๋หู่”


 

“รับทราบพ่ะย่ะค่ะ”


 

แต่ในระหว่างที่คนทั้งสองกำลังเดินทางไปยังตำหนักไป๋หู่นั้นเอง กลับมีเสียงดังสะเทือนเลื่อนลั่นก้องไปทั่วบริเวณ!

ตู้ม!!!!


 


 

*******

 


 

ตู้ม!!!!


 

“อึก!!”


 

ณ.ไป๋หู่ในตอนนี้เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นขึ้นโดยไม่ทันตั้งตัว กลิ่นไม้ไหม้ปะปนไปกับซากถ่าน ความร้อนอบพวยพุ่งก่อนลมแรงจะโหมเพลิงให้กลายเป็นพายุควัน เผาผลาญตำหนักไป๋หู่ครึ่งหนึ่งให้กลายเป็นทะเลสีแดงฉาน นางกำนัลและข้ารับใช้วิ่งหนีตายออกมากันอย่างจ้าละหวั่น และมีอีกจำนวนไม่น้อยที่หนีรอดไม่ทันได้สิ้นใจไปโดยยังไม่ทันรู้ตัวเลยด้วยซ้ำ


 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น...” โชคดีพอควรที่ต้วนมู่ชิงประสาทสัมผัสว่องไวพอที่จะ คว้าร่างของอวี้เหวินเฉิงและเอาตัวบังไว้ได้อย่างทันท่วงทีก่อนระเบิด จึงทำให้พวกเขาทั้งสองคนไม่ได้รับผลกระทบมากนัก


 

“เว่ยหลง!!”


 

แต่ยังไม่ทันได้คำตอบ จื่อเหยาก็ร้องออกมาด้วยความตกใจและเสียงสั่นถึงขีดสุด เพราะจุดกำเนิดของการระเบิดนั้นคือทิศที่พวกเขาเพิ่งวิ่งหนีมา ไม่มั่นใจว่าเฮ่อเหลียนเว่ยหลงจะอยู่ตรงนั้นหรือไม่ และหากยังอยู่ การระเบิดนั้นจะสร้างอันตรายอะไรให้หรือเปล่า


 

“ข้าจะไปดูเว่ยหลงที่ตรงนั้น พวกเจ้ารีบหนีไปก่อน ชิงเอ๋อร์ข้าฝากสองคนนั้นด้วย” แม้โดนกริชดึงวิญญาณสูบเรี่ยวแรงไป แต่จื่อเหยาก็ไม่มีเวลามาลังเลหรือกลัวตาย เมื่อฝากฝังให้ต้วนมู่ชิงดูแลอวี้เหวินเฉิงและหวงชุ่ยเวยเป็นที่เรียบร้อยแล้วก็รีบเอาผ้าเช็ดหน้าปิดปากปิดจมูก วิ่งฝ่าควันไฟเข้าไปทันที


 

จื่อเหยาวิ่งเข้ากองไฟไปจนเห็นแผ่นหลังแค่เพียงรางๆ ผ่านม่านควันดำไปเสียแล้ว


 

อยู่ๆ ก็มีเสียงสบถหยาบร้องออกมา


 

“แม่งเอ้ย!!”


 

สบถเสร็จแล้วหวงชุ่ยเวยก็รีบหันไปหาต้วนมู่ชิง ตั้งท่าคล้ายอยากจะตามจื่อเหยาไป หนึ่งคือพี่สาวเขาเองก็อยู่กับเฮ่อเหลียนเว่ยหลง สอง จื่อเหยายังร่อแร่ เกิดเป็นลมกลางกองเพลิงมีหวังได้โดนย่างสด และข้อสาม...ก็ อ๊ากกกกก มีแต่เรื่อง จะบ้าตาย จะบ้าตาย จะบ้าตาย!!


 

“ข้าจะไปสมทบกับเสียนเฟย เหม่ยเหรินรีบพาคนหมดสติออกไปจากตำหนักเสีย แล้วตามคนมาช่วยด้วย!”


 

แล้วก็ไม่ได้รีรอให้ต้วนมู่ชิงตอบรับเลยแม้แต่น้อย แผ่นหลังของหวงชุ่ยเวยวิ่งเข้ากองไฟ ตามจื่อเหยาไปติดๆ


 

ต้วนมู่ชิงมองคนทั้งสองวิ่งไปทั้งเป็นห่วงทั้งกังวล ทว่าในอ้อมแขนก็ยังมีอวี้เหวินเฉิงที่ยังไม่ได้สิอยู่ นั่นจึงทำให้เขาต้องตัดสินใจหันหลัง วิ่งออกจากไป๋หู่ไปให้ไวที่สุด


 

ต้วนมู่ชิงเกลียดไฟไหม้ เกลียดความร้อนและการวิ่งหนีเอาตัวรอดเช่นนี้ จะเรียกว่าหวาดกลัวอัคคีภัยก็คงใช่


 

ทว่า...ไม่มีเวลามาจมกับความอ่อนแอแล้ว


 

ครั้งนี้แหละ ครั้งนี้ ข้าจะต้องปกป้องอาเฉิงให้ได้


 

แต่ทว่าในระหว่างที่กำลังพยุงร่างของอวี้เหวินเฉิงอยู่นั้น ก็เกิดเหตุไม่คาดฝันขึ้น เมื่อเพลิงลามมาใกล้ตัว เสาเรือนที่ขนาบข้างถูกไฟ้โลมเลียจนผุกร่อนเป็นเถ้าเริ่มทานรับน้ำหนักหลังคาอาคารไม่ไหวและในที่สุดคานค้ำไหม้ไฟก็ร่วงลงมา!


 

ซึ่งกว่าจะรู้ตัวว่าเกิดเหตุไม่เข้าท่ากับตัวก็สายเสียแล้ว ไม้ไหม้ร้อนๆ ของเสา คาน และหลังคาเรือนก็พลังทลายเหนือหัวของต้วนมู่ชิงพอดิบพอดี ชนิดที่ก้าวไปทางใดก็ไม่มีทางหนีทัน


 

จังหวะสับสน ต้วนมู่ชิงรู้สึกราวกับหน้าอกร้อนวูบ แล้วหลังจากนั้น—!!


 

แสงสว่างจ้าก็สาดไปทั่วบริเวณ!


 

...

..


 

อีกด้านหนึ่ง เฮ่อเหลียนเว่ยหลงยังอยู่ในที่แห่งนั้นท่ามกลางทะเลเพลิงที่เผาไหม้


 

โชคดีเป็นอย่างที่ยิ่งที่เขาไหวตัวทันคว้าร่างของซ่งอี้จุ้น สร้างอาณาเขตเป็นโล่ป้องกันภัยได้อย่างทันท่วงที พวกเขาจึงไม่ได้ถูกระเบิดไปพร้อมกับห้องลับแห่งนี้


 

โหลทดลองระเบิดเนื่องจากความร้อน อุปกรณ์ทดลองทั้งหลายถูกเผาไหม้จนเป็นซากเถ้า


 

“อา...ตำหนักพังเสียแล้ว” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงส่ายหน้า ระหว่างนั้นก็มองร่างของคนที่เพิ่งระเบิดห้องไปด้วยสายตากึ่งจะสงสัยกึ่งจะงุ่นงง


 

หวงหว่านอิ๋งยืนโงนเงนอยู่ท่อมกลางเพลิงไหม้ ก้มหน้าพึมพำคล้ายท่องอะไรบางอย่างโดยไม่ได้สนใจว่าเสื้อผ้าและร่างกายลอะคราบเขม่าขี้เถ้าเลยสักนิด ไม่สิ แม้แต่ความร้อนเองก็ยังไม่ได้สนใจ ไม่สนใจอาการปวดแสบปวดร้อนของบาดแผลของตน


 

พลันที่หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมา ร่างอาฆาตของเด็กทารกก็แปรสภาพเป็นเขม่าดำ แผดเสียงหัวเราะคลั่งพุ่งตรงเข้าหาเฮ่อเหลียนเว่ยหลงอย่างรวดเร็ว และเร็วมากเสียจนปะทะเข้ากับเขตแดนป้องกัน!


 

เสียงลั่นเปรี๊ยะดังราวกับแก้วร้าวอาคมป้องกันถูกจู่โจมอย่างรุนแรง ทำให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงต้องล่าถอยลงหนึ่งก้าว วาดมือปัดให้วิญญาณอาฆาตหายไปอย่างรวดเร็ว ใจหนึ่งนึกฉงนหนักเพราะไปพลังที่ล้อมร่างหวงหว่านอิ๋งตอนนี้แก่กล้ากว่าตอนแรกอยู่มากโขราวกับผู้ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาตอนนี้เป็นคนละคนไม่มีผิด


 

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้เขาจึงหันมองซ่งอี้จุ้น คล้ายเข้าใจกันสองคน


 

“ฝากจื่อเหยาและเด็กๆ ด้วย”


 

และเมื่อพูดจบเฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็คลายเขตป้องกันออกอย่ารวดเร็ว พร้อมกับที่ซ่งอี้จุ้นรีบออกตัววิ่งมุ่งตรงออกไปจากตรงนี้เพื่อไปตามหาจื่อเหยา


 

แม้หวงหว่านอิ๋งตั้งท่าจะสั่งบริวารออกไปก็ไม่ทันเสียแล้ว เฮ่อเหลียนเว่ยหลงรีบทำลายทุกตน ควันดำระเบิดไม่เป็นซาก พวยพุ่งขึ้นท้องฟ้าราวกับจะบอกว่าอย่าได้คิดจะตามไปเชียว


 

“เก่งขึ้นแล้วนะเพคะ สมแล้วที่เป็นศิษย์ของท่านซื่อ” แล้วอยู่ๆ หวงหว่านอิ๋งก็พูดออกมา น้ำเสียงแปรเปลี่ยนไปราวกับคนละคน และนั่นเป็นเสียงที่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงรู้สึกคุ้นอยู่ไม่น้อย


 

ทว่าอะไรก็ไม่สำคัญ เท่ากับเรื่องที่นางกล่าวถึงซื่อหมิง ขนาดอวี้เหวินเฉิงยังไม่รู้จัก แต่หวงหว่านอิ๋งกลับพูดราวกับรู้จักกันดี


 

“เจ้า...ไม่ใช่ซูเฟย” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกดเสียงลงต่ำ เพ่งพิจารณาแล้วจึงมั่นใจได้ทันที หวงหว่านอิ๋งไม่ใช่คนที่มีฝึกปราณและถึงมีวิชาก็ไม่น่าจะคล่องแคล่วศาสตร์มืด แต่หากสักส่วนหนึ่งในร่างกายมี ‘กาฝาก’ ที่กล้าแกร่งสิงในร่างแล้วล่ะก็ ไม่แน่ว่าจะทำให้ระดับความสามารถของนางนั้นพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดหูผิดตา


 

เมื่อถูกเฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าวทักเช่นนั้น หวงหว่านอิ๋ง ไม่สิ ‘ใครสักคน’ ในร่างของหวงหว่านอิ๋งก็คลี่ยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ


 

“กว่าจะออกมาได้ ต้องหว่านล้อมจนปากเปียกปากแฉะไปเสียมาก” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยียบ มือเรียวบางปรากฏคลื่นปราณสีแดงคล้ำลอยวน ร่างระหงก้าวเดินไปได้ด้านหน้า ปลุกชีพศพเด็กนับสิบที่เพิ่งถูกเผาให้ตื่นขึ้นเป็นร่างวิญญาณพยาบาท


 

“ไม่เจอกันเสียนานเลยเพคะ องค์รัชทายาท...ไม่สิ...บัดนี้เป็นฮ่องเต้แล้วสินะเพคะ”


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงหรี่ตา การพูดเช่นนั้น การเดินเช่นนั้น มันคุ้นตาราวกับเคยเห็นมาเนิ่นนานนัก


 

“หม่อมฉันเอง...”


 

รอยยิ้มและการวางตัวที่คล้ายกัน เฮ่อเหลียนเว่ยหลงมั่นใจแล้วว่ากาฝากที่อยู่ในร่างของหวงหว่านอิ๋งไม่ใช่ใครอื่นไกล มิน่าเล่าทำไมคำสาปสลักวิญญาณจึงไม่คลาย นั่นเป็นเพราะวิญญาณของผู้สาปนั้นหาได้ข้ามสะพานข้ามปรภพไปยังดินแดนแห่งวิญญาณ...


 

นางอยู่ที่นี่ สิงสู่ในจิตใจที่อ่อนแอของหญิงสาว


 

อวี้หยวนกุ้ยเฟย!!


 

ทำไมแม่ดีกับอาเฉิงล่ะ

ทำไมแม่ใจร้ายเข้าสิงซูเฟยล่ะ

จะมีเฉลยในตอนถัดๆ ไปนะคะว่าทำไถึงเป็นแบบนั้น! และมันที่อวี้หยวนว่านั้นคือใครกัน----

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 29 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น