[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 71 : ตอนที่ 19 ต่อให้งี่เง่าก็ล้วนมีเหตุผล (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 302
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 25 ครั้ง
    20 พ.ย. 63

จริงอยู่ที่ว่าความจริงจากปากของหวงหว่านอิ๋งนั้นน่าตกใจ แต่ที่น่าตกใจกว่าคือ...

 

ผ่านมาหลายชั่วยามแล้วแต่อวี้เหวินเฉิงยังไม่ฟื้นคืนสติเสียที!!

 

มันแปลกเกินไปจนน่าเป็นห่วง เพราะร่างกายของเด็กคนนั้นไม่ได้อ่อนแอขนาดม่อยระลอกสลบง่ายๆ จื่อเหยาจึงลังเล ใจหนึ่งก็ห่วงตัวเอง แต่อีกใจก็ห่วงอวี้เหวินเฉิง แม้มีปากเสียงค่อนแขวะบ่อยครั้งแต่ก็เห็นมาตั้งแต่ยังเล็ก เอ็นดูดั่งน้องน้อยในครอบครัวเสมอ

 

อีกทั้ง...มีความเป็นไปได้สูงที่ศัตรูปริศนา คนที่อวี้เหวินเฉิงเคยประมือเมื่อตอนเข้าวังใหม่ๆ จะเป็นซูเฟย

 

คิดได้ดังนั้นตึงพยายามตั้งคำถาม เพื่อดึงความสนใจไม่ให้หวงหว่านอิ๋งเอะใจเรื่องที่อวี้เหวินเฉิงเป็นใคร...เขาต้องประวิงเวลาเอาไว้

 

“...เจ้าทำทั้งหมดก็เพื่อสิ่งนี้อย่างนั้นหรือ การลักลอบขายยากระตุ้นทางเพศในซ่องนางโลม ค้นคว้ายาทำแท้งที่สามารถทำให้ทารกตายในสภาพสมบูรณ์ที่สุด ทั้งหมด...เจ้าทำก็เพื่อวัตถุดิบในการทดลองครรภ์เทียมนี้ใช่หรือไม่”

 

“เพคะ” นางตอบเงียบไปเล็กน้อย คล้ายครุ่นคิด ไหนๆ ก็ความแตกแล้ว และคนที่ล่วงรู้ก็ดันเป็นเสียนเฟย หวงหว่านอิ๋งจึงคิดว่าไม่มีอะไรที่ต้องปิดบังกันแล้ว

 

“แต่กว่าจะได้ขนาดนี้ก็ยากพอตัว ลองผิดลองถูกอยู่นานกว่าจะรู้ว่าตัวอ่อนอายุเท่าใดจึงจะเหมาะสม หากอ่อนเดือนเกินไปก็จะบอบบางเกินกว่าจะร่ายอาคมเข้าโหลทดลอง แต่ถ้ามากเกินไปยามร่ายอาคมก็จะกลายเป็นจิตอาฆาตดังที่พี่เหยาเคยเห็นจากคดีของลี่ย่าหลีนั่นอย่างไรล่ะเพคะ”

 

หรือก็คือบริวารของนางนั้นโดยมากหาใช่จากความตั้งใจ แต่เป็นเพราะการทดลองที่ผิดพลาดจนได้จิตพยาบาทมาแทน

 

“ตัวอ่อนที่ดีจะต้องมีพัฒนาการอวัยวะครบถ้วนเสียก่อนและนั่นก็ย่อมหมายถึงโจทย์ที่ว่า ข้าจะต้องประวิงเวลาอย่างไรไม่ให้เด็กหลุดออกมาก่อนถึงกำหนดการณ์ เพราะโดยมากหากนางโลมเริ่มรู้ตัวว่าท้องก็กินยาขับเด็กทันที ข้าจึงได้เริ่มที่จะทำยาโดยอ้างสรรพคุณว่าปลอดภัยกว่ายาขับเด็กเพคะ”

 

เพราะไม่อาจเพาะตัวอ่อนได้ตั้งแต่ศูนย์ นางจึงเริ่มจากค้นคว้าว่าจะรักษาสภาพร่างกายเด็กอย่างไรให้เติบโตแม้อยู่นอกครรภ์มารดา แต่ทารกนั้นไม่ใช่วัตถุดิบที่หาได้ง่ายๆ เหมือนเดินเด็ดหญ้า หวงหว่านอิ๋งจึงได้ใช้เส้นสายที่มีในการค้ายากระตุ้นอารมณ์และเพิ่มปริมาณการตกไข่ให้กลุ่มคนที่มีกิจกรรมทางเพศบ่อยไม่อยากท้อง เช่นนางโลม

 

เมื่ออัตราการตั้งท้องสูงขึ้น ความต้องการในการทำแท้งก็จะเพิ่มขึ้นตาม และหลังจากนั้นหวงหว่านอิ๋งก็เริ่มเผยแพร่ยาอีกตัวโดยบอกว่าเป็นยาทำแท้งที่ปลอดภัยกว่ายาขับเด็ก ทั้งที่จริงแล้วตัวยานั้นจะช่วยเร่งการเจริญเติบโตของทารก และทำให้เด็กหลุดออกมาในระยะเวลาที่เหมาะสมแก่การนำมาใส่โหลทดลอง

 

ยาแลกเป็นเปลี่ยนกับร่างเด็กหลังทำแท้ง นั่นคือข้อแลกเปลี่ยน จึงได้ว่า หวงหว่านอิ๋งใช้นางโลมเหล่านั้นเป็นดั่งหนูทดลองขั้นแรก เพื่อเลือกสรรค์อายุครรภ์ที่เหมาะสมที่สุดในการนำมาสร้างตัวอ่อนในครรภ์เทียมนั่นเอง

 

“ข้าคิดว่าจะได้วัตถุดิบที่เหมาะสมที่สุด” พูดจบดวงตาของนางก็แข็งขึ้นมาเล็กน้อย “แต่มันก็ดันพังไม่เป็นท่าเพราะแม่นางหลิวเพียงคนเดียว”

 

มาถึงบัดนี้จื่อเหยาคิดว่าเขาเข้าใจอะไรบางอย่างแล้ว นั่นคือการเทียวไปเทียวมาออกนอกรั้ววังคงไม่สะดวก ลี่ย่าหลีจึงเป็นหนูทดลองชั้นยอดเพราะใกล้มือหวงหว่านอิ๋ง ดีไม่ดีทารกเมื่อห้าปีก่อนอาจจะเป็นการทดลองครั้งแรก และเด็กไม่ได้เกิดก่อนกำหนดเพราะบังเอิญแต่เป็นเพราะความจงใจ

 

แม้จื่อเหยาจะเข้าใจหลักการการสร้างแล้วก็เถอะ แต่ก็ยังมีอะไรบางอย่างขัดๆ กันอยู่จึงเอ่ยต่อว่า “แต่ถึงจะบอกว่าครรภ์เทียม แต่มันก็แค่การเอาศพเด็กมาเลี้ยง ต่อลมหายใจด้วยวิชา สุดท้ายแล้วก็ไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขเสียหน่อย”

 

หวงหว่านอิ๋งได้ยินก็ส่ายหน้า คล้ายคาดเดาไว้แล้วว่าจะต้องโดนถามเช่นนี้ เรียวนิ้วสวยชูขึ้นสองนิ้ว ระดับสายตาของจื่อเหยา

 

“เคยได้ยินสองคำนี้ไหมเพคะ คำที่หนึง ‘ลูกคือจิตวิญญาณของพ่อแม่’ และคำที่สอง ‘ร่างกายเป็นเพียงภาชนะของวิญญาณ’ ตำรากล่าวว่าจิตวิญญาณมนุษย์เรานั้นมีหลายส่วน หากจะแบ่งสักส่วนเล็กส่วนน้อยใส่ลงในกายอื่น เช่นพี่เหยาแบ่งวิญญาณสักเสี้ยวนำมาใส่ร่างภาชนะและเลี้ยงให้ครบกำหนด เท่านี้ก็เรียบร้อย”

 

จื่อเหยาส่ายหน้า ไม่ต้องมาเล่นมุกปรัชญาตอนนี้จะได้ไหม ไอ้คำสองคำนั้นน่ะได้ยินมาจนเอียนเกินทนโดยเฉพาะเวลาทะเลาะกับพ่อแล้วโดนทวงบุญคุณ แต่ก็นั่นแหละ ตอนนี้เขาไม่อยากจะมาตัดมุกตอนนี้ เพราะอ่านปากหวงหว่านอิ๋งก็รู้สึกเหมือนคาดเดาอะไรบางอย่างอันตรายๆ ขึ้นมาได้พิกล...

 

ให้จังหวะนับหนึ่งถึงหนึ่งเลยเอ้า!

 

“พี่เหยาเองก็คงปรารถนาที่จะมีลูกใช่ไหมล่ะเพคะ เมื่อเป็นดังนั้นสิ่งที่น้องอธิบายมาทั้งหมดนี้ ก็มีจุดประสงค์เพียงอย่างเดียว” หวงหว่านอิ๋งว่า เพราะสุดท้ายที่นางพร่ำมายืดยาวนี้หาใช่เพราะสารภาพความผิดแต่อย่างใด แต่นางมีเป้าหมายเพื่อจะโน้มน้าวอีกฝ่ายให้เห็นดีเห็นงาม

 

“มาร่วมมือกันเถิด”

 

นั่นประไร ทายถูกจริงๆ — จื่อเหยาคิด

 

“ตอนนี้วัตถุดิบพร้อมหมดทุกอย่างแล้วเพคะ เหลือเพียงแค่...วิญญาณเท่านั้น พี่เหยาน่ะ พอจะแบ่งวิญญาณให้น้องสักหน่อย เพื่อที่จะได้ทำการทดลองชั้นสุดท้ายได้ไหมเพคะ”

 

พูดเหมือนวิญญาณเป็นผักกาดดองที่หั่นให้ชาวบ้านชาวช่องได้ง่ายๆ งั้นล่ะ ยัยบ้าเอ๊ย!

 

“ไม่ได้” จื่อเหยาตอบทันที

 

จริงอยู่ที่แนวคิดของหวงหว่านอิ๋งนั้นแปลกใหม่ หากเปิดใจรับฟังโดยไม่อคติมันก็พาให้คนคล้อยตามได้ง่าย มันจะดีแค่ไหนหากสตรีไม่ต้องรับภาระเจ็บปวดยามคลอด คนที่มีปัญหาด้านร่างกายจะสามารถมีลูกได้ดังหวัง หรือแม้แต่เขาจะสามารถมีทายาทกับคนที่รักได้อย่างสมบูรณ์พร้อม

 

แต่ว่า…

 

แต่ว่า…

 

“ต่อให้เจ้าคิดว่าเป็นเรื่องดีแล้ว สมควรแล้ว แต่เจ้ารู้ใช่ไหม ว่ากว่าจะได้มาถึงเท่านี้ มีเด็กกี่คนที่ต้องสังเวยชีวิต กลายเป็น ‘การทดลองที่ผิดพลาด’ ของเจ้าไปไม่รู้กี่คน” ศีลธรรมกับความเหมาะสมคืออะไรจื่อเหยาไม่รู้หรอกนะ จริงอยู่ว่าอาจจะเปิดมิติใหม่ให้กับโลก ทว่าการให้กำเนิดชีวิตใดชีวิตหนึ่งมันไม่ได้ง่ายเหมือนเปิดกระบอกไม้ไผ่

 

“ท่านพี่นี่ยังคงเป็นคนดีไม่เปลี่ยนนะเพคะ” หวงหว่านอิ๋ง

 

“เสียใจด้วย ข้าน่ะสุดยอดมนุษย์จอมอกตัญญูเลยต่างหาก”

 

ชีวิตที่ไม่ได้รับความรับความรักจากครอบครัวทำให้เขาไม่ยึดติดกับสิ่งที่เรียกว่าบุญคุณการตั้งท้องเก้าเดือน บางทียังคิดด้วยซ้ำ ว่า***กันเองท้องกันเองไม่ได้ปรึกษาสักหน่อยว่าอยากจะเกิดมาหรือไม่ พอคลอดลูกออกมาไม่ได้ดังใจ ก็โมโหโทโสทิ้งขว้างไม่ใยดี โลกเราน่ะมีพ่อแม่แบบนี้เต็มไปหมด

 

คนที่ดีก็ดีไป คนที่โชคร้ายก็โชคร้ายไป ทว่าจื่อเหยามีเชื่ออย่างหนึ่ง ว่ามนุษย์มักทะนุถนอมอะไรก็ตามที่ได้มายากๆ สมดังคำว่ายิ่งยากยิ่งมากมูลค่า ระยะเวลาเก้าเดือนจึงเป็นระยะเวลาที่นานพอสร้างความผูกพันได้ระหว่างครอบครัว อีกทั้งความเสี่ยงและเจ็บปวดยามคลอดยิ่งทำให้เข้าใจถึงมูลค่าที่ต้องรักษาเอาไว้

 

เจ็บปวดเพื่อให้รู้ว่าสิ่งนี้มีค่า ความเจ็บปวดเพื่อให้ตระหนักถึงสายสัมพันธ์ที่ต้องรักษา เพื่อที่อย่างน้อยยามจะตัดเยื่อใยก็อยากให้ระลึกว่าครั้งหนึ่งเคยทรมานเท่าใดกว่าจะได้มา

 

“คนไร้ความรับผิดชอบน่ะนะต่อให้ท้องมาเก้าเดือน เจ็บคลอดแทบตายยังทิ้งลงได้ ต่อให้โลกใบนี้มีคนน่าสงสารที่ไม่อาจมีลูกอยู่มากมายก็จริง ทว่ามนุษย์เรานั้นไม่ได้มีแค่คนดีที่พร้อมเลี้ยงดูเด็ก ยังมีประเภทอยากได้อยากมี พอได้แล้ว เล่นจนพอใจแล้วก็เบื่ออีกมากมาย หากมีเด็กเกิดมาง่ายๆ เพียงแค่เลือกที่ถูกใจจากโหลทดลองเมื่อไร เด็กที่จะถูกทอดทิ้งก็ย่อมมีมากขึ้นเท่านั้น”

 

หวงหว่านอิ๋งเม้มปากยามที่ได้ยิน มือเรียวบางกำแน่นเข้า “เรื่องมันดำเนินมาจนถึงขนาดนี้แล้วข้าเหลือตัวเลือกอะไรได้อีกหรือเพคะ ระหว่างทำไม่สำเร็จแล้วไปรับโทษกับทำให้สำเร็จแล้วรับโทษ”

 

แน่นอนว่านางเข้าใจว่าตัวเองทำผิด แต่จะให้มายุติกลางทางเช่นนี้...

 

มือเรียวคว้ากริชเงินข้างตัว เงื้อมขึ้นมาเหนือหัวของจื่อเหยา ซึ่งกริชเล่มนั้นเป็นอุปกรณ์ที่นางเตรียมเอาไว้สำหรับดึงเสี้ยววิญญาณออกมานั่นเอง!

 

“เช่นนั้นข้าขอเลือกทำให้เสร็จทุกอย่างก่อนดีกว่า--”

 

ฉึก!

 

เพล้ง!!

 

ทว่ากริชก็ปักได้ลึกเพียงแค่หนึ่งข้อนิ้วเท่านั้น กระแสลมรุนแรงก็พัดกรรโชก บานหน้าต่างกระทบกึกกักก่อนที่พนังของห้องทั้งแถบถูกแรงปะทะบางอย่างอัดกระแทกจนกระจุยออก หน้าต่างทั้งหมดตลอดจนถึงโหลทดลองบางส่วนถึงกับแตกกระจายกลายเป็นเศษเล็กเศษน้อย!!

 

ตัวอ่อนทั้งหลายไหลออกจากโหลลงไปกองกับพื้น น้ำเลี้ยงสีแดงคล้ำเจิ่งนองจนท่วมชุ่ม หวงหว่านอิ๋งร้องกรี๊ด รีบพุ่งตัวเข้าไปทางโหลทดลองที่ถูกทำลาย ตัวสั่นเทาด้วยความเสียดายและเจ็บปวดเมื่อสิ่งที่ลงทุนลงแรงมานานถูกพังเป็นเศษเล็กเศษน้อย

 

แต่กระนั้น เมื่อกระหวัดตามองทางพนังที่ถูกพังนางก็ต้องชะงักงัน ตัวสั่นเทาอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อเห็นชัดๆ ว่าคนที่เข้ามาทำลายห้องลับของตนนั้นคือใคร

 

อย่าได้คิดจะแตะต้องชายาของข้า

 

สุรเสียงน่ากลัวเด็ดขาดดังขึ้นราวกับจะฉีกเนื้อเถือหนังได้ด้วยเพียงคำพูด

 

เมื่อกระแสลมเบาลงจึงได้เห็นร่างของชายผู้หนึ่งเดินย่างเข้ามาอย่างองอาจ เฮ่อเหลียนเว่ยหลงบัดนี้ไร้ซึ่งรอยยิ้มและแววตาอบอุ่นบนใบหน้าอย่างที่เคยเป็น พาบรรยากาศรอบกายน่ากลัวดุดัน คลื่นพลังที่แผ่กระจายรอบกายนั้นแสนเย็นเยียบราวกับลดอุณหภูมิให้เหลือศูนย์

 

เขากำลังโกรธ และไม่อาจควบคุมคลื่นพลังตัวเองได้ดีนัก นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้สิ่งของมวลเปราะบางเช่นแก้วทั้งหลายทนแรงกดดันไม่ไหว แตกกระจายเป็นเศษเล็กเศษน้อย

 

“ฝ่าบาท!” หวงหว่านอิ๋งร้อง นางเม้มปากแน่นก่อนยืดตัวขึ้น ยัดกายยืนบังโหลทดลองที่ยังเหลือรอดเอาไว้ “โปรดให้หม่อมฉันอธิบายก่อนเพคะ”

 

“สิ่งที่เห็นไม่จำเป็นต้องอธิบาย” กล่าวอย่างเยียบเย็นใส่ สิ่งที่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงสนใจมีเพียงแค่ร่างของชายาและอนุชาที่ถูกกักตัวไว้อีกฝั่งหนึ่งของห้องเท่านั้น แม้การก้าวเดินแต่ละย่างของเขานั้นจะทำให้คนเป็นเมียแอบผวาในใจ

 

แน่นอนว่าจื่อเหยาไม่ได้กลัว แต่พอเห็นเฮ่อเหลียนเว่ยหลงระเบิดเช่นนั้นก็รีบเอามือดึงกริชออกพร้อมปกปิดแผลตัวเองทันที พร้อมเผลอสวดมนต์ในใจให้หวงหว่านอิ๋ง เขาแต่งงานมานานพอที่จะทำให้รู้ว่ามังกรเชื่องๆ ไม่ตีรันฟันแทงกับใครนั้น ใช่ว่าจะถอดเขี้ยวเล็บจนหมดสิ้น

 

“จื่อเหยา” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงรีบพุ่งตรงมาหา ประคองจื่อเหยาไว้พร้อมกับระวังภัยจากหวงหว่านอิ๋งไปด้วย “อาเฉิงเป็นเช่นไร”

 

“ยังไม่ฟื้น” จื่อเหยาตอบ พาให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเม้มปาก ร่างสูงยัดกายขึ้นยืนก่อนจะเหลียวมองไปทางพนังซึ่งตนเป็นผู้พังจนระเนระนาดไป

 

“ฝากดูแลด้วย” เอ่ยจบก็มองไปด้านหลัง ซึ่งมีคนกำลังวิ่งตามเขาเข้ามาในห้องนี้

 

“ขอรับ!”

 

นั่นคือต้วนมู่ชิง

 

ชายหนุ่มเร่งฝีเท้ารุดเข้ามาประครองร่างอวี้เหวินเฉิงผู้หมดสติเอาไว้ทันทีด้วยความเป็นห่วง โดยที่มีหวงชุ่ยเวยตามเข้ามาในห้องภายหลัง เพราะในระหว่างเดินทางมายังไป๋หู่นั้นพวกเขาทั้งสามได้บังเอิญพบกันพอดีจึงได้มาถึงได้อย่างทันท่วงทีนั่นเอง

 

และการมาของหวงชุ่ยเวยก็ทำให้หวงหว่านอิ๋งได้แต่ชะงักค้าง

 

“อาเวย...”

 

“ขอรับ” หวงชุ่ยเวยตอบเสียงเบา เลี่ยงหลบตาอย่างไม่อยากยอมรับในสิ่งที่เห็นในห้องลับแห่งนี้ แม้ใจจะทำใจไว้แล้วว่าพี่สาวตนคงมีความลับเก็บซ่อนแต่นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าสิ่งที่ซ่อนมันจะเป็นอะไรที่น่าพรั่นพรึงขนาดนี้

 

สองพี่น้องจ้องกันในระยะเวลาสั้นๆ ก่อนที่หวงหว่านอิ๋งจะพ่นลมหายใจออกมาอย่างเสียไม่ได้

 

“ความแตกมันให้หมด ดีจริงๆ ดีจริงๆ จะช้าจะเร็วมันก็ต้องเปิดเผย เหอะ แต่ก็เอาเถอะ” พูดคล้ายประชดประชันชีวิต ก่อนนางหยิบหนังสือที่พกติดกายออกมา มันมีปกสีน้ำเงินอัญชัญสีซีดจางดูเก่าคร่ำคร่าซ้ำยังยับเยินราวกับถูกเปิดอ่านซ้ำไปซ้ำมา

 

ลางสังหรณ์นั้นทำให้ต้วนมู่ชิงมั่นใจได้ทันทีว่าเล่มนั้นคืออะไร เขากอดร่างของอวี้เหวินเฉิงที่ยังไร้สติเอาแนบกาย ทั้งห่วงทั้งประหวั่นใจจนอกโหวงวูบ

 

หนังสือเล่มนั้นมันคือเล่มที่ซู่จื่อเจินให้พวกเขาตามหาอย่างแน่นอน!

 

มือหนึ่งถือหนังสือ มือหนึ่งก็กำแก้วทรงกลมสีใสเอาไว้ ซึ่งเมื่อเห็นสิ่งนั้นต้วนมู่ชิงก็ได้แต่เลิกคิ้วสงสัย ดวงตาของเขาดีมากพอที่จะสังเกตุเห็นได้ว่ามีละอองควันสีแดงคล้ำลอยวนอยู่ในนั้น หวงหว่านอิ๋งพึมพำท่องอะไรสักอย่างก่อนทรายสีดำในกระบะ จะมีปฏิกิริยา มันลอยขึ้น วนสักพักและพุ่งตรงเข้าไปยังร่างของตัวอ่อนที่เพิ่งถูกทำลายโหลทดลอง

 

ละอองทรายสีดำไหลเข้าทางปาก หู จมูก ทวารทางเข้าทั้งหมดของตัวอ่อน ร่างกายปริแตกกลายเป็นสีดำคล้ำจนเห็นเส้นเลือดดำเต้นตุบ สักพักทารกเหล่านั้นก็ลืมตาขึ้น ทว่ามันเป็นดวงตาสีดำกลวงโบ๋ อันหลักฐานของการถูกสิงสู่ด้วยพลังมืด...พลังสายมารอันเป็นวิชาต้องห้าม

 

เด็กเหล่านั้นถูกแปรสภาพให้กลายเป็นวิญญาณอาฆาตดัง ร่างแดงชุ่มโชกด้วยกลิ่นคาวอ้าปากคลายน้ำดำข้นคลั่กออกมา แผดเสียงหัวเราะแสบแก้วหูดังขึ้นจนชวนคลื่นเหียน เนื่องจากจำนวนตัวอ่อนที่ถูกทรายดำสิงนั้นมีไม่ใช่น้อยนับดูแล้วก็เกือบยี่สิบตนเห็นจะได้

 

ต้วนมู่ชิงถึงกับเอามือปิดหู กัดปากเม้มแน่นด้วยเพราะโสตประสาทคนธรรมดาไม่อาจทานทนพลังอาถรรพ์ได้ แต่กระนั้นมืออีกข้างก็ยังคงกอดร่างของคนไม่ได้สติเอาไว้ด้วยความเป็นห่วงอย่างถึงที่สุด

 

เมื่อเห็นเช่นนั้นเฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็คิดว่าคงเจรจากันด้วยดีไม่ได้เสียแล้ว

 

“เหม่ยเหรินพาอาเฉิงหนีไป ไฉเหรินข้าฝากจื่อเหยาด้วย”

 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงสั่ง

 

“คิดว่าข้าจะยอมหรือ” พูดจบวิญญาณอาฆาตตนหนึ่งก็พุ่งตรงเข้ามาพร้อมเสียงหัวเราะคลั่ง ทว่ามันก็ทำได้เท่านั้น เฮ่อเหลียนเว่ยหลงปัดมือเพียงเล็กน้อย ร่างนั้นก็แหลกสลายเป็นละอองไอลอยสู่ภพวิญญาณ

 

และไม่ว่าจะอีกกี่ตน หรือกี่ตน เมื่อพุ่งเข้ามาใกล้ ก็ไม่สามารถเฉียดรัศมีของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงได้แม้แต่น้อย มันสลายไปก่อนจะเข้าถึง

 

หวงชุ่ยเวยกัดริมฝีปาก เขาประครองร่างของจื่อเหยาเอาไว้ สีหน้าคล้ายอยากพูดอะไรบางอย่าง

 

“โปรดอย่าทำอะไรรุนแรงกับท่านพี่ได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ” หวงชุ่ยเวยรวบรวมความกล้าวอนขอ แม้จะไม่มีสิทธิ์ขอเพราะพี่สาวตนก็ทำกับชายารักของฮ่องเต้ไว้มาก ชนิดที่โทษตายยังเป็นความปราณีไปเลย แต่เขาก็ยังไม่ได้ปรับความเข้าใจกับพี่สาว นั่นจึงเป็นสิ่งแรกและสิ่งเดียวที่เขาอยากจะขออุทธรณ์

 

“จะพยายาม”

 

เมื่อเฮ่อเหลียนเว่ยหลงรับ และนั่นจึงทำให้หวงชุ่ยเวยตัดสินใจพาจื่อเหยาวิ่งหนีออกไปจากตรงนั้น

 

ยามที่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงมองแผ่นหลังของเหล่าคนที่วิ่งหนีออกจากห้องไปแล้ว ก็เผลอขมวดคิ้วอย่างงุ่นงง เพราะหวงหว่านอิ๋งยังคงยืนนิ่ง

 

“ไม่ตามไปรึ”

 

“หม่อมฉันไม่อยากทำร้ายน้องชายตัวเองหรอกนะเพคะ การที่ฝ่าบาทใช้ให้อาเวยพาเสียนเฟยหนีนั่นน่ะ มันไม่ต่างจากใช้เขาเป็นตัวประกันเลยไม่ใช่หรือ อีกทั้งเมื่อครู่ก็เป็นคำตอบแล้ว ว่าต่อให้ข้าส่งบริวารไป เด็กพวกนั้นก็ถูกท่านกำจัดอยู่ดี” หวงหว่านอิ๋งว่า ส่ายหน้าแล้วมองเฮ่อเหลียนเว่ยหลงอย่างขุ่นใจ น้องชายนางหาใช่จะมีแกนปราณ หากพลั้งพลาดขึ้นมาก็อันตรายยิ่งนัก ต่อให้โกรธอย่างไรแต่ก็เลี้ยงมากับมือ

 

“สิ่งที่ทำคือรีบหาทางรอดจากฝ่าบาท แล้ววิ่งไปตีก้นน้องชายคนทรยศสักทีสองทีเสียมากกว่าสินะเพคะ” นางพูดติดตลก

 

“แนวคิดของพี่คนโตน่ะก็เป็นเช่นนี้เสมอ ข้าเข้าใจดี” แล้วหลังจากนั้นเฮ่อเหลียนเว่ยหลงไม่ได้ตอบอะไร เพียงแค่ก้าวเดินไปด้านหน้า แผ่กระไอเย็นเยียบอันแสนน่ากลัวราวกับว่าพร้อมที่ทำอะไรสักอย่างอันเกินความคาดหมาย

 

หวงหว่านอิ๋งหลับตาลงข่มความกลัวระหว่างสร้างพลังงานสีดำมวลใหญ่จู่โจมเฮ่อเหลียนเว่ยหลง ทว่าสิ่งที่นางทำก็หาได้ระคายแม้แต่เศษเส้นผม ยามที่วิญญาณพยาบาทจู่โจมมันก็แตกสลายราวกับเศษกระจกที่ถูกบด ระดับพลังมันต่างชั้นจนเกินไป นางทำใจเอาไว้แล้ว

 

ท่านผู้นั้นบอกว่าจะให้ข้ายืมพลัง ทว่า ข้า...ข้า...

 

แต่ว่า... แต่ว่า...

 

'ให้ข้าช่วยหรือไม่'

 

นั่นคือเสียงที่ดังแว่วขึ้นมาในหัวของหวงหว่านอิ๋ง

 

'ให้ข้าออกมาสิ แล้วเจ้าจะชนะ'

 

แต่ทว่า!!

 

“กรี๊ดดดด!!”

 

หวงหว่านอิ๋งร้องยามที่โหลใกล้กายแตกกระจายเนื่อง นางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว ใจนึ่งย่อมรู้แล้วว่าสิ่งที่เผชิญมันเกินกว่ารับมือ ทว่านางก็ไม่อยากจะใช้ ‘มัน’ อีกแล้ว

 

เพราะมัน...เกินว่าที่จะ...

 

แต่แล้วหวงหว่านอิ๋งก็เห็นอะไรบางอย่างบนพื้น กริชเงินที่ตนเพิ่งใช้แทงจื่อเหยายังอยู่ตรงนั้นและนั่นคือทางรอดของนาง! โชคดีที่มันไม่ได้ตกไปไกลมาก นั่นจึงทำให้หวงหว่านอิ๋งสามารถหยิบมันขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว นั่นจึงทำให้เฮ่อเหลียนเว่ยหลงยกมือขึ้น คล้ายจะใช้ปราณปลดอาวุธในมือ

 

ทว่า

 

“จะดีหรือเพคะ กริชด้ามนี้น่ะ มีวิญญาณเสี้ยวหนึ่งของเสียนเฟยบรรจุไว้อยู่นะเพคะ”

 

พูดจบรอยยิ้มร้ายกาจก็ปรากฏบนใบหน้าสวย ยามคนจวนตัวนั้นจะให้ใช้อะไร จะสกปรกแค่ไหน ขอแค่เอาตัวรอดได้นั่นก็เพียงพอแล้ว

 

หากแต่เป้าหมายนั้นกลับยืนทื่อ

 

“จริงอยู่ที่ข้ารักจื่อเหยา” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเห็นดังนั้นก็กล่าวออกมาอย่างเสียไม่ได้ “และเพราะรักกันมานานทำให้ข้ารู้จักเขาดี”

 

หวงหว่านอิ๋งส่งเสียงในลำคอ แปลกประหลาดในใจกับท่าทางที่ไม่ยี่หร่ะของเฮ่อเหลียนเว่ยหลง

 

“ถ้าข้าพลาดท่าเพียงเพราะเจ้าใช้กริชนั่นเป็นตัวประกัน จื่อเหยาก็จะโกรธและไม่ยอมให้ข้าแตะตัวอย่างแน่นอน” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าว เขากับจื่อเหยาน่ะผ่านอะไรกันมาเยอะมาพอที่จะทำให้รู้นิสัยใจคอ รู้มากจนถึงขั้นคาดเดาปฏิกิริยาล่วงหน้าได้เลยก็แล้วกัน!

 

และเพราะเป็นอย่างนั้นนั่นแหละเขาจึงได้ต้องเร่งจบทุกอย่างโดยเร็วที่สุด

 

เคร้ง!

 

ร่างสูงปราดตัวเข้ามาใกล้ หาได้มีความหวาดประหวั่นในคำขู่ของหวงหว่านอิ๋งเลยสักนิด เขาฟาดมือซัดปราณใส่ร่างของหญิงสาวจนสลบไป นางหลับพับทันทีพร้อมกับกริชที่ร่วงหล่นจากมือ

 

“เฮ้อ...”

 

พึมพำออกมาเช่นนั้นก่อนจะครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรต่อ

 

 

********

 

ทั้งที่บาดแผลของจื่อเหยาลึกเพียงหนึ่งข้อนิ้ว ทว่ามันกลับทำให้เรี่ยวแรงเขาหายเหือดราวกับโดนสูบต้องให้หวงชุ่ยเวยประครองวิ่งหนีราวกับคนเจ็บหนัก...กริชนั่นดึงวิญญาณบางส่วนของเขาไปจริงๆ

 

“ไหวหรือไม่พ่ะย่ะค่ะเสียนเฟย” หวงชุ่ยเวย

 

“ไม่ไหวก็ต้องไหว” จื่อเหยาหัวเราะแห้งเหือด พยายามประคองร่างตัวเองให้เดินเร็วที่สุดเพื่อนที่จะออกจากตำหนักไป๋หู่แห่งนี้

 

ทว่า...

 

“เฮ้อออ...ก็กะแล้วล่ะนะว่าคงไม่ได้ทำงานคนเดียว”

 

จื่อเหยาเปรยออกมาเมื่อเห็นกลุ่มชายฉกรรจ์เดินมาล้อมหน้าล้อมหลังป้องกันไม่ให้พวกเขาหลบหนี ระดับพระชายาย่อมมีองครักษ์ ก็คาดเดาได้ว่าสมุนของหวงหว่านอิ๋งไหวตัวทัน รีบรี่เข้ามาช่วยเจ้านายกระมัง

 

“ชิงเอ๋อร์ ข้าขอฝากด้วยนะ” พูดจบก็ยกมือขึ้น ส่วนต้วนมู่ชิงที่อุ้มอวี้เหวินเฉิงก็ถึงกับทำหน้าเหรอหราเลิ่กลั่ก ปากพะงาบๆ คล้ายอยากตะโกนด่าว่าทำไมถึงต้องโยนหม้อร้อนมาให้กันด้วยเล่า!!

 

แต่ก็นั่นแหละ คนที่พึ่งพาได้ตอนนี้ก็อาการน่าเป็นห่วง ครานี้อวี้เหวินเฉิงสลบเหมือดไปเป็นที่เรียบร้อยราวกับถูกตัดบท นั่นจึงทำให้เหลือคนที่ ‘พอมีเรี่ยวแรงพึ่งพาได้’ แค่เขาคนเดียว

 

“ไฉเหริน ฝากอาเฉิงด้วย” พูดจบก็ส่งอวี้เหวินเฉิงให้หวงชุ่ยเวยและจื่อเหยาประครอง ส่วนเจ้าตัวนั้นก็เดินออกไปด้านหน้า เพื่อรับมือกับกลุ่มคนที่ยังเหลือ แน่นอนว่าต้วนมู่ชิงนั้นไม่มั่นใจตัวเองเอาเสียเลยว่าจะจัดการไหว...

 

ไม่ได้ทำอะไรแบบนี้มานานแล้วนะ! ขอล่ะ ให้ข้าได้หลบฉากไปเป็นตัวประกอบจืดจางข้างสนามแบบปกติจะได้ไหม---แต่ได้เสียที่ไหนล่ะ

 

ต้วนมู่ชิงเงยหน้ามองกลุ่มคนเหล่านั้น รู้ชัดแจ้งถึงเจตนาไม่ดีที่เพ่งสายตามองมาทางตน และมันออกจะน่ากลัวอยู่ไม่น้อย ใจน่ะอยาเลี่ยงการต่อสู้ใจแทบขาดแต่ทว่า...

 

เอาตัวรอดก็คือเอาตัวรอดล่ะนะ!!

 

..

 

“อ๊ากกกกกกก!!! ”

“โอ๊ยยยยยยย!!! ”

 

นั่นคือเสียงร้องอย่างเจ็บปวดลอยตามลมเข้าหูให้จื่อเหยาได้ยิน

ซึ่งนั่นไม่ใช่เสียงร้องของต้วนมู่ชิงแเต่มันมาจากชายร่างยักษ์กำยำทั้งหลายต่างหาก! พวกเขาโดนโจมตีจุดตายนอนสลบลงไปเป็นกอง! หมัดเดียว คนเดียว ซัดฮุกอย่างหนัก!

 

ต้วนมู่ชิงเป็นหลานชายของท่านแม่ทัพดังระดับตำนานไร้พ่าย เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้ดี แต่ก็ไม่คิดว่าจะขนาดนี้หรอกนะ!! หากสักวันต้วนมู่ชิงนึกคึกมาบอกว่าตัวเองเป็นคนบอบบาง จื่อเหยาคงค้านหัวชนฝาแน่ๆ!!!

 

“จริงๆ แล้วสงมาวเป็นสัตว์กินเนื้อนะ” จื่อเหยา

 

“อื้ม...ข้า...รู้ซึ้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ” หวงชุ่ยเวย

 

แล้วคนทั้งสองก็ได้แต่มองสงมาวอาละวาดด้วยสายตาทื่อๆ และนึกโชคดีอยู่ไม่น้อยที่อวี้เหวินเฉิงนั้นยังไม่ตื่นตอนนี้

 

จริงๆ แล้ว...ถึงจะดูเฉื่อยชาท่าทางป้อแป้ แต่จริงๆ แพนด้าหมัดหนักนะคะ  แค่ช่วงนี้เขาเอาแต่นอนกินไผ่ไม่ค่อยได้ออกแรงเท่านั้นเอง

แต่เมื่อก่อนน่ะ........

555555

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 25 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #626 zenandzun (จากตอนที่ 71)
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2563 / 21:29
    สามีในอนาคตของน้องต้วนต้องระวังละ
    #626
    1
    • #626-1 White-Crystal(จากตอนที่ 71)
      25 กรกฎาคม 2563 / 10:50
      น้องระวังตัวสุดๆเลยล่ะค่ะ กลัวท่านพี่โมโห---
      #626-1