[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 65 : ตอนที่ 17 ผู้ต้องสงสัยที่ไม่ควรสงสัย (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 556
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 36 ครั้ง
    26 มิ.ย. 63

ยังไม่ทันที่ต้วนมู่ชิงจะปฏิเสธใดๆ อวี้หวินเฉิงกลับตอบตกลงไปเสียอย่างนั้น เล่นเอาคนเป็นพี่ถึงกับเหรอหรา ไม่เข้าใจเป็นอย่างมาก ปกติน้องเป็นคนระวังตัวแจ เหตุการณ์แบบนี้ต้องปิดบังตัวตนอย่างแนบเนียน แล้วแผ่นหนีไปเรียบร้อยอย่างทุกทีไม่ใช่หรือ

 

แล้วไยถึงได้...

 

แต่พอสบตากันและประมวลถึงเรื่องราวก่อนหน้า จึงได้เข้าใจเหตุผลที่อวี้เหวินเฉิงซ่อนเร้นอยู่ เพราะในตอนนี้ไทเฮาอยู่ในสถานะของผู้ต้องสงสัยคดีฆ่าตัวตายของลี่ย่าหลีอยู่ คนอย่างไทเฮาไม่ใช่คนที่อยากเจอก็เจอได้เลย หากไม่ใช้โอกาสนี้ได้การประชิดก็ยากที่จะเข้าใกล้

 

อวี้เหวินเฉิงระวังตัวจัดก็จริง แต่ก็ไม่ชอบทิ้งโอกาสเช่นกัน อะไรก็ตามที่มีประโยชน์ต่อการสืบสวนเขาเก็บทุกเม็ดทุกหน่วย หากให้เรียงลำดับความสำคัญ ต้วนมู่ชิงยังคิดเลย ว่าความสำคัญอันดับหนึ่งในหัวน้องคือเรื่องคดีแน่ๆ อ๊าาา!! ถ้าอิจฉาเจ้าสิ่งที่เรียกว่าคดีเนี่ยจะโดนหาว่างี่เง่าไหมเนี่ย!!

 

ลงท้ายเลยกลายเป็นว่าต้วนมู่ชิงก็มานั่งหน้างุ้ยกินสาลี่ตุ๋นน้ำตาลนี่ห้องโถงรับรอง เนื่องจากพวกเขาลงความเห็นกันว่าจะไม่รบกวนคนป่วย (และให้ฉางหลินออกจากที่ซ่อนเสียที สงสารคนยืนตากยุง)

 

บรรยากาศเต็มไปด้วยความเงียบ เอาเข้าจริงๆ เลยต้วนมู่ชิงก็ไม่คาดฝันนักว่าจะได้มานั่งแทะสาลี่ต่อหน้าพระพักต์เช่นนี้ ถามว่าอร่อยไหมก็อร่อยหรอก แต่ก็เกร็งเสียจนลิ้นเกือบไม่รู้รส

 

"ไม่อร่อยหรือเหม่ยเหริน" กุ้ยไทเฮาถาม ส่วนต้วนมู่ชิงก็ส่ายหน้าหลัดๆ "เช่นนั้นก็คงเกร็งสิท่า? "

 

"อ่ะ...ข...ขออภัยพ่ะย่ะค่ะ" ต้วนมู่ชิงกลอกตาหลบมองต่ำ ต่อหน้าพระพักต์ไทเฮา เขาก็ไม่มั่นใจนักว่าตนควรจะทำเช่นไรให้วางตัวเรียบร้อยก็ใช่ แสดงกิริยาให้เหมาะสมก็ถูก เรื่องเหล่านั้นต้วนมู่ชิงย่อมทำได้อย่างไร้ที่ติ รู้ด้วยซ้ำว่าการแสดงออกอย่างเป็นธรรมชาติย่อมดีที่สุด

 

เพียงแต่...เขานั้นไม่ใช่มืออาชีพ ไม่ได้เชี่ยวชาญเรื่องการจับผิดคนร้าย จึงไม่สามารถเลือกสรรกิริยาเป็นกันเองได้อย่างทันทีทันใด ในเมื่อใจลึกๆ กำลังเพ่งเล็งอีกคนเป็นผู้ต้องสงสัย

 

"กระหม่อมคงกระทำเรื่องที่เสียมารยาทต่อพระองค์ไปเสียแล้ว"

 

"ข้ายังไม่ได้ดุเจ้าเสียหน่อยเหม่ยเหริน" พระนางเอ่ย

 

เคร้ง!

 

เมื่อเห็นว่าบรรยากาศเริ่มตึงก็กลัวต้วนมู่ชิงจะทำให้ไทเฮากริ้วได้ อวี้เหวินเฉิงจึงจงใจทำถ้วยหลุดมือหกรดตักและเสแสร้งตกใจ ลุกลี้ลุกลนราวกับเด็กน้อยแสนซุ่มซ่าม แม้ไม่มั่นใจว่าความทรงจำสมัยเด็กจะถูกต้องหรือไม่ แต่เมื่อก่อนตนก็เคยเช่นนี้ต่อหน้าไทเฮามาก่อน

 

และ...

 

"ขะ...ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะไทเฮา ข้า..." แกล้งทำเสียงสะอื้นเครือ สบตาอย่างสำนึกผิด และหากเขาคำนวณไม่ผิดแล้วล่ะก็...

 

หนึ่ง

สอง

สาม

 

"ไม่เป็นไร เจ้าอย่าได้ทำสีหน้าเช่นนั้น ดูซิเลอะเทอะเป็นเด็กน้อยเชียว" เมื่อพูดจบไทเฮาก็วางมือลงบนศรีษะ ลูบผมอวี้เหวินเฉิงเบาๆ สองถึงสามครั้งก่อนจะหยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำเชื่อมที่เลอะบนตักเขา ท่าทางนางไม่ได้ถือตัวหรือหงุดหงิดรำคาญใดๆ เลยแม้แต่น้อย

 

อวี้เหวินเฉิงรู้ดี เพราะเมื่อก่อนตนเองก็เคยซุ่มซ่ามจนทำขนมหกใส่ตัวบ่อยๆ และก็ได้พระนางนี่แหละเป็นคนคอยช่วยเช็ดคอยดูแลให้ เรียกได้ว่าหากลืข่าวลือเรื่องความใจทมิฬหินชาตินั้นไป กุ้ยเหมยไทเฮาก็ไม่ต่างจากผู้หญิงวัยกลางคนที่ใจดีทั่วๆ ไปด้วยซ้ำ

 

ก็นะ...คนเราก็ใช่ว่าจะมีแง่มุมแค่มุมเดียวเสียเมื่อไรล่ะ

 

"จื่อเหยียนทำให้ท่านลำบากเสียแล้ว นึกเสียดายกับสาลี่เชื่อมนัก ไทเฮาอุตส่าห์มีเมตตาแก่ข้าแท้ๆ " พ่นลมหายใจออกมา เอ่ยเสียงสำนึกผิด พร้อมกับจับมือและส่งสายตาใสซื่ออย่างออดอ้อน นั่นจึงทำให้กุ้ยเหมายไทเฮาพ่นลมหายใจออกมา ทีท่าเอื้อเอ็นดู

 

"ช่างเถิด เอาล่ะ ไม่ต้องไปสนใจถ้วยเก่าหรอก" พูดจบก็ลูบหัวเบาๆ ก่อนจะหันไปรับสั่งกับนางกำนัลให้น้ำสาลี่ตุ๋นน้ำตาลถ้วยใหม่มาให้อวี้เหวินเฉิง

 

แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็ร่วมโต๊ะกันไปเรื่อยๆ จนแยกย้ายกันกลับ ซึ่งก็ไม่ได้มีบทสนทนาไปกว่านี้ ไม่ว่าจะการสอบสวนก็ดี ข้อมูลก็ดี ไม่ได้เพิ่มสักกระผีกริ้น แต่กระนั้นต้วนมู่ชิงก็สังเกตได้ว่าหลังจากอวี้เหวินเฉิงแกล้งทำถ้วยหก ท่าทางของไทเฮาดูอ่อนลงมาพอสมควร เรียกได้ว่าเหมือนจะเริ่มเอ็นดูอวี้เหวินเฉิงในระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้

 

สมแล้วที่เป็นอวี้เหวินเฉิง ก็น้องน่าเอ็นดูนี่นา ยอดไปเลย!

 

และใช่ความรักมันบังตา อะไรก็ตามล้วนน่ารักหมดสำหรับต้วนมู่ชิงนั่นแหละ...

 

"ไทเฮาแพ้ทางเด็กขี้อ้อนขอรับ ยิ่งดูมีความใสซื่อเท่าใด ก็ยิ่งเอ็นดู"

 

"เช่นนั้น สมัยที่ลี่ย่าหลีดำรงค์ตำแหน่งเต๋อเฟย อาจจะใช้ลูกอ้อนเช่นนั้นใช่หรือไม่" เพราะหากว่ากันตามตรง เมื่อตัดความทะเยอทะยานเอาแต่ใจไป ลี่ย่าหลีก็มีภาพลักษณ์แบบน้องน้อยที่ซุกซน ขี้อ้อน และเหตุผลนั้นก็ทำให้ไทเฮาค่อนข้างเอ็นดูนางในระดับหนึ่ง

 

"เนื่องจากตัวข้าเข้าวังมาภายหลังจึงไม่รู้ข้อมูลก่อนหน้ามากนัก ทว่านอกจะเรื่องตั้งครรภ์แล้ว นิสัยของนางคงมีส่วนเชนกัน"

 

อวี้เหวินเฉิงอธิบายหลังจากออกจากฝั่งหญิงและเกี้ยวพามาส่งถึงหน้าตำหนักสุ่ยเซียนเป้นที่เรียบร้อย พวกเขาไม่ได้ตรงไปตำหนักจูเชวี่ยในทันทีเนื่องจากนี่มันดึกแล้ว เฮ่อเหลียนเว่ยหลงจึงไปให้วิหคมาส่งสานส์บอกน้องๆ ให้กลับไปพักก่อน ค่อยมาประชุมต่อตอนเช้านั่นเอง

 

"เมื่อก่อนนั้น...ตัวข้าเป็นเด็กที่ไม่ได้ความที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งหมดขอรับ ซุ่มซ่ามเดินเตาะแตะไปเรื่อยจนทำข้าวของพังอยู่บ่อยๆ แต่เพราะอายุน้อยนักจึงยังไร้เดียงสา อยากร้องไห้ก็ร้อง อยากอ้อนก็อ้อน ทำให้ไทเฮาเมตตาข้าอยู่ในระดับหนึ่งเลยก็ว่าได้"

 

พอได้ยินคำเล่าถึงวัยเด็กของเด็กชายอวี้เหวินเฉิงแล้วต้วนมู่ชิงก็เผลอหยุดเดินเอาเสียดื้อๆ อาเฉิงของเขาที่ยังไร้เดียงสาเอย ไม่ได้ความดูแลตัวเองไม่ได้เอย ก็ทำหน้าประหนึ่งเห็นกบเขียวนอกฤดูฝนก็ไม่ปาน

 

พอไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าเดินตามอวี้เหวินเฉิงจึงหยุดและหันหลังกลับไป นึกสงสัยอยู่ชั่วประเดี๋ยวจึงเข้าใจในสีหน้าของอีกฝ่าย

 

"กำลังคิดภาพตัวข้าสมัยเด็กไม่ออกใช่ไหมขอรับ" อวี้เหวินเฉิงกระแซะแซว ทว่าพอนึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเล่าออกมา "ด้วยความที่เป็นน้องคนเล็กจึงได้เอาแต่พึ่งพาแต่เหล่าเสด็จพี่ตลอดขอรับ ข้านั้นทั้งตัวเล็ก อ่อนแอ ทำอะไรก็ไม่ได้ ทำอะไรก็ไม่ดี หลังจากเหตุการณ์ลอบปลงพระชนม์ข้าต้องปรับปรุงตัวอยู่นานนัก จึงสามารถใช้ชีวิตในโลกภายนอกได้ดังเช่นทุกวันนี้"

 

"ยากจะจินตนาการนัก" ต้วนมู่ชิงว่า ยากจะจินตนาการก็จริง แต่ก็ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร ติดๆ จะเอ็นดูด้วยซ้ำ

 

"จินตนาการไม่ออกก็ดีแล้วล่ะขอรับ เรื่องน่าอายเช่นนี้" อวี้เหวินเฉิงว่า ก่อนจะแตะมือลงบนแผ่นหลังคนตัวเล็กกว่า ลุนให้เดินเข้าตำหนักด้วยกันต่อ เนื่องจากห่วงจะหนาวลม

 

"แต่ก็เล่าให้ฟังไม่ใช่หรือ...? " เมื่อได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถาม เนื่องด้วยรู้นิสัยอีกฝ่ายดี อวี้เหวินเฉิงชอบวางเม็ดเคร่งขรึมโตกว่าวัยเสมอ การมาเล่าเรื่องสมัยน่าอายเช่นนี้ย่อมผิดแผก ถึงจะเป็นเรื่องน่าเอ็นดูแค่ไหนก็ตาม

 

อวี้เหวินเฉิงเงียบลงนิดหน่อย จริงอยู่ที่ว่ามันเป็นเรื่องน่าอายไม่น่าจดจำ ทว่ากลับน่าคิดถึง...

 

เพราะตอนที่ได้พบกับต้วนมู่ชิงเป็นครั้งแรกนั้้น ตัวเขาก็เป็นเด็กเช่นนั้นจริงๆ

 

"...แค่คิดถึงนิดหน่อยขอรับ"

 

"อืม..." ต้วนมู่ชิงรับ เดินไปพลาง คิดอะไรบางอย่างไปพลาง จะว่าอย่างไรดีล่ะ แม้เรื่องราวยากจะจินตนาการ ทว่าเขากลับไม่รู้สึกติดขัดสงสัยกับสิ่งที่อวี้เหวินเฉิงเล่าเลยสักน้อย ราวกับว่ารู้อยู่ก่อนแล้ว คุ้นเคยอยู่แล้วจึงไม่จำเป็นต้องมาสงสัย...ราวกับเคยพบเจอด้วยตาเนื้อมาไม่มีผิด

 

ลางสังหรณ์งั้นเหรอ อา...อาชิงเอ๋ย...ข้ากลายเป็นคนมโนเก่งแบบนั้นตั้งแต่เหมือนไรนะ?

 

พวกเขาเดินไปเรื่อยๆ ตามทางเดิน จนกระทั่งเข้ามาถึงตัวเรือนชั้นใน ต้วนมู่ชิงจึงบอกให้อวี้เหวินเฉิงค้างที่นี่เพื่อที่จะได้ไปจูเชวี่ยในวันพรุ่งนี้พร้อมกัน

 

"จากนี้ไปจะทำอย่างไรต่อหรือ? " ต้วนมู่ชิงถาม ทั้งเรื่องยาก็ดี เรื่องไทเฮาก็ดี

 

"จากการร่วมโต๊ะอาหารในวันนี้ ท่านพี่คิดว่าไทเฮาเป็นคนเช่นไรขอรับ" นั่นเป็นสิ่งที่อวี้เหวินเฉิงถาม และนั่นทำให้ต้วนมู่ชิงขมวดคิ้ว

 

"ไม่เหมือนจากคำร่ำลือเท่าไร" ต้วนมู่ชิงตอบตามตรง เขาน่ะรู้จักไทเฮาจากข่าวลือและในหนังสือเท่านั้น เจอกันก็เจอห่างๆ ตามงานเลี้ยง ครั้งนี้จึงเป็นหนแรกที่ได้พูดคุยใกล้ชิด และมันก็ต่างจากที่เขาเคยได้ยินลิบลับ อย่างน้อยๆ เรื่องที่พระนางมานั่งเช็ดน้ำเชื่อมเนี่ย เล่าให้ใครฟังก็ไม่มีใครเชื่อแน่ๆ

 

"พอเทียบกันแล้วก็คงเหมือนดังข่าวลือของฮ่องเต้ แม้นั่นจะเป็นการจงใจสร้างข่าวก็ตาม แต่สุดท้ายทุกคนในที่นี้ก็เชื่อกันเกินกว่าครึ่งไปแล้วว่า 'ฮ่องเต้เป็นพวกหื่นกาม' ก็นะ ขนาดข้าเองเมื่อก่อนยังเชื่อเลย" ตอบตามตรงที่ทำให้อวี้เหวินเฉิงหลุดหัวเราะออกมา

 

"ขอรับ เป็นดังนั้น และภาพลักษณ์คนใจดีที่เห็นวันนี้ นั่นคือสิ่งที่ข้ากับเสด็จพี่คุ้นเคยขอรับ" อวี้เหวินเฉิงพยักหน้า ก่อนจะสำทับต่อว่า "แต่กระนั้นคนเราก็ไม่ได้มีแค่ด้านใดด้านเดียว พระนางเป็นคนใจดีนั่นก็จริง แต่...การสั่งฆ่าคนได้อย่างเลือดเย็นนั้น ก็เป็นความจริงอีกเช่นกันขอรับ"

 

"สรุปคือแม้พระนางจะมีเรื่องที่ไม่ชอบใจและไม่สนับสนุนอยู่ แต่ก็ใช่ว่าความใจดีที่เห็นอยู่จะเป็นเรื่องโกหกสินะ" พอได้ยินเช่นนี้ต้วนมู่ชิงก็สรุปในทันทีและมองภาพรวมออกโดยง่ายเพราะเขาเองเข้าใจเรื่องนี้ดียิ่งนัก มนุษย์เรานั้นมีเรื่องชั่วย่อมมีเรื่องดี ไม่ได้มีเพียงด้านใดด้านเดียว

 

"ข้าเข้าใจแล้วว่าไยเจ้ากับฮ่องเต้จึงมีทีท่าน้ำท่วมปากกับเรื่องของไทเฮานัก" ต้วนมู่ชิงสรุปเช่นนั้น และเลือกที่จะไม่พูดลงลึกเนื่องจากเกรงจะเป็นการทำให้น้องรู้สึกไม่ดีเอาได้ "เท่ากับว่าเราจะยกเลิกเรื่องการตายของลี่ย่าหลีหรือ? "

 

"ไม่ขอรับ เพียงแต่เราคงต้องลำดับความสำคัญกันใหม่" อวี้เหวินเฉิงตอบกลับ เดินมาส่งอีกฝ่ายจนถึงหน้าห้องนอน "เริ่มจากเรื่องยา ลี่ย่าหลี เนื่องจากสตรีคนนั้นมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับยา และหากเราจัดการตรงนั้นได้ค่อยสาวไปถึงเรื่องสาเหตุการตายของนางขอรับ"

 

"อา..." พอได้ยินแบบนั้นต้วนมู่ชิงก็ลากเสียงยาว หากเปรียบเทียบเป็นเส้นด้าย ตัวตนของลี่ย่าหลีก็คงเป็นหนึ่งในก้อนขมวดนั้น เพราะนางมีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องยาและเรื่องของไทเฮา เส้นสายแยกแขนงออกเป็นหลายส่วน ผูกขมวดจนกลายเป็นปมหนา

 

อวี้เหวินเฉิงคงจะบอกให้เขาควรเริ่มจะจุดเริ่มและค่อยๆ ขมวดไปทีละจุดเพื่อมุ่งสู่ส่วนปลาย

 

"เป็นผู้หญิงที่ต่อให้ตัวตายไปแล้วแต่ก็สร้างปัญหาทิ้งให้จริงๆ " อวี้เหวินเฉิงส่ายหน้า เอาดีๆ แล้วสองคดีที่เข้าไปมีส่วนร่วม หลักๆ ก็มีผู้หญิงคนนี้เป็นส่วนประกอบทั้งนั้น เป็นเจ้ากรรมนายเวรของเขาหรืออย่างไรก่อนนะ “ชาติก่อนข้าต้องไปทำอะไรสักอย่างให้แม่นั่นเกลียดข้าแน่ๆ”

 

ส่วนต้วนมู่ชิงเมื่อได้ยินก็ถึงกับถลึงตาดุน้อง

 

"พูดจาไม่น่ารักเลยอาเฉิง! "

 

อวีัเหวินเฉิงหัวเราะเบาๆ รวบตัวต้วนมู่ชิงมากอดเอาไว้ ลูบๆ หลังเบาๆ กึ่งจะเนียนกินเต้าหู้ กึ่งจะตัดบทเพราะเดี๋ยวจะโดนดุมากกว่าเดิม

 

“ไปนอนกันเถิดขอรับ”

 

ถ้อยคำกล่าวฝันดีเบาๆ ดังคลอเคลียข้างใบหู ก่อนคนทั้งสองนั้นจะแยกย้ายไปพักผ่อนยังห้องใครห้องมัน

 

ยามสงัดนั้น ต้วนมู่ชิงที่ได้อาบน้ำอาบท่า ผ่อนคลายด้วยการจุดเทียนหอมในห้องนั้น ก็ได้ออกมายืนรับลมที่หน้าต่างราวกับคนครุ่นคิดบางอย่าง อาจจะเพราะบทสนทนาที่ได้คุยกับอวี้เหวินเฉิงยังคงติดค้างอยู่ก็ได้กระมัง จึงทำให้เขานึกอยากทบทวนบางสิ่งกับตัวเองสักหน่อย

 

ทั้งเรื่องข่าวลือ ทั้งเรื่องของไทเฮา ตลอดจนถึงมุมมองที่มีต่อคน

 

มนุษย์เรานั้นมีอารมณ์และนิสัยหลากหลายประกอบจากหลายพื้นฐานการเลี้ยงดูหลายส่วนหลายอย่าง เมื่อเป็นเช่นนั้นคนดีก็ใช่ว่าจะขาวทั้งหมด คนเลวก็ใช่ว่าจะดำทั้งหมด ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกล้วนมีด้านดีและด้านไม่ดีแตกต่างกันไปด้วยเหตุแห่งปัจเจคบุคคล

 

แต่ทว่า...ต่อให้มนุษย์มีหลายแง่มุมสักแค่ไหน ความเลวร้ายที่เคยกระทำลงไป จะสามารถกลบฝังด้วยการทำความดีงั้นอย่างนั้นหรือ? มนุษย์เราจะสามารถให้อภัยใครสักคนที่ทำเรื่องเลวร้ายได้เพียงเพราะเขาทำดีกับตัวเองได้งั้นหรือหรือ?

 

ดังเช่นบิดามารดาแม้จะดีกับบุตรธิดามากเพียงใด ทว่าเก็บซ่อนความลับอันดำมืดบางอย่างเอาไว้ เมื่อเผลอไผลทำให้ล่วงรู้ขึ้นมา บุตรธิดาของพวกเขาจะรู้สึกเช่นใดหรือ คำว่ากตัญญูนั้นมันรวมถึงการใช้อภัยในทุกสิ่งที่บุพการีทำจริงๆ อย่างนั้นหรือ เมื่อเป็นเช่นนั้น แล้วอย่างไหนคือการเห็นแก่ตัว และอย่างไหนคือความจริงใจ พื้นฐานของการให้อภัยคืออะไร สิ่งที่เรียกว่าอโหสิกรรมคืออะไร

 

อวี้เหวินเฉิงและเฮ่อเหลียนเว่ยหลงต่างรู้ถึงความอำมหิตในตัวมารดาที่แสนดีของพวกเขา และต้วนมู่ชิงรู้ดีว่าคนทั้งสองนั้นต่างกระอั่กกระอ่วนน้ำท่วมปากกับสิ่งที่รับรู้มากมายเพียงใด

 

ถ้าหากเขาเปิดใจและลดทิฐิที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาจะตาสว่างมองเห็นคำตอบได้ไหมนะ?

 

แต่ในตอนนี้ต้วนมู่ชิงไม่อาจหาคำตอบนั้นให้กับตัวเองได้เลยแม้แต่น้อย

 

 

 

วันอังคารที่จะถึงนี้ เราจะมาอัพเดทการพรีออเดอร์หนังสือนะคะ แล้วก็ๆๆๆ เพราะจำนวนหน้าเล่มสองมีมากกว่าเล่มหนึ่งอยู่พอสมควรเลย ราคาเล่มสองอาจจะมากกว่า 330 บาท ที่คิดไว้ตอนแรกเป็น 350 บาทนะคะ ; A ;)

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 36 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #622 Xiao Qian (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 22:00
    งงๆแล้วเนี่ยว่าตามสืบเรื่องยา เรื่องหลี่ยาหลี่ ไปเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องฆ่าล้างราชวัง
    #622
    1
    • #622-1 White-Crystal(จากตอนที่ 65)
      27 มิถุนายน 2563 / 09:19
      ....จริงๆคือ....คำตอบอยู่ที่กระจุกเดียวกันนี่แหละค่ะ แงงง
      #622-1
  2. #621 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 65)
    วันที่ 26 มิถุนายน 2563 / 16:54

    อาเฉิง! น้องไม่ใสอ่าาาา หลอกกินเต้าหู้คนพี่อิ่มเลย

    #621
    1
    • #621-1 White-Crystal(จากตอนที่ 65)
      27 มิถุนายน 2563 / 09:20
      น้องชอบของจืดๆ น้องเลยชอบกินเต้าหูววว
      #621-1