[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 62 : ตอนที่ 16 ร้านขายยาปริศนา (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 626
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 47 ครั้ง
    11 มิ.ย. 63

"ฟ้าเหลืองหรือยัง"

 

นั่นคือสิ่งที่โจวซินเจี๋ยถามกับฉางหลิน ร่างบางนั่งบนตั่ง ไขว่ห้างโบกพัดไหวๆ พูดสำเนียงไม่สุภาพสมสถานะเอาเสียเลย

 

วันนี้ไทเฮาไม่ได้มาเยี่ยมเยือนโจวซินเจี๋ยเช่นที่ทำเสมอเนื่องจากติดจัดการเรื่องชันสูตรศพของลี่ย่าหลี ทำให้ฉางหลินสามารถมาพำนักอยู่ที่ตำหนักชิงหลงของกุ้ยเฟยได้เป็นการชั่วคราว แทนที่จะเป็นตำหนักประจำตำแหน่ง...อา...หมายถึงสถานที่ที่ไว้เรียกตัวสนมบางคนมาทำหน้าที่นั่นแหละ

 

"...ถึงพวกท่านจะสนิทกันแค่ไหน แต่ท่านติดนิสัยของเสียนเฟยมามากเกินไปแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ" ฉางหลินกล่าวอย่างเศร้าสร้อย นึกเสียดายใบหน้าสวยๆ ที่วางมาดสมชายนั้นเหลือจะกล่าว แต่เพราะคุ้นเคยดีจึงทำให้เขาไม่ได้ทำอะไรไปมากกว่านั่งข้างๆ รินชากินขนมไปตามเรื่อง

 

"ไม่ได้ติดเสียหน่อย แต่ติดหรือไม่ติด ข้าเป็นเช่นนี้แต่ไหนแต่ไรแล้ว โจวกุ้ยเฟยคนเรียบร้อยน่ะมันแค่ภาพมายา อีกอย่างข้าก็รู้อยู่หรอกว่าเจ้าไม่เรียกใครมาพร่ำเพรื่อ" โจวซินเจี๋ยกล่าว จิบชาไปอย่างเรื่อยเปื่อย “แต่ปกติพอประกอบกิจกับเจ้าทีไร พวกนางทุกคนก็แทบเดินไม่ได้เลยไม่ใช่หรือ ออมแรงไว้บ้างก็ดีนะ ไม่งั้นพวกนางคงได้เหนื่อยจนหมดแรงก่อนได้ถามเอา"

 

"อา...กุ้ยเฟยก็กล่าวชมกระหม่อมเกินไป" ฉางหลินว่า ยกมือคำนับแบบส่งๆ รับคำเยินยอหนึ่งส่วนประชดประชันอีกหนึ่งส่วน

 

แม้จะดูลามปามเล่นหัวต่อกุ้ยเฟยไปบ้างแต่สองคนนี้ก็พูดคุยเช่นนี้เป็นปกติ ความเอาแต่ใจของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงทำให้โจวซินเจี๋ยและฉางหลินร่วมงานด้วยกันบ่อย ละลายพฤติกรรมใส่กันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากคนที่ปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างแดนในบางครั้งคือพวกเขา

 

"แล้วตกลงได้ข้อมูลอะไรบ้างหรือไม่" โจวซินเจี๋ยส่ายหน้า นางคิดว่าหากมัวต่อปากต่อคำตอนนี้คงไม่ได้งานจึงเลิกทำเป็นเล่นเสียน่าจะดีกว่า

 

"ได้พ่ะย่ะค่ะ"

 

เมื่อคืนนี้ฉางหลินได้ใช้วิธีลอกคราบนงคราญ (?) ในการสืบสวน โดยเริ่มจากคัดเลือกสนมที่มีลักษณะนิสัยชอบงานรื่นเริงเข้าร่วมวงน้ำชาบ่อยๆ เพราะโดยมากสิ่งเสพติดมักเผยแพร่กันในกลุ่มเล็กๆ แล้วค่อยประจายสู่วงกว้าง หากเป็นคนที่เข้ารวมกลุ่มกิจกรรมต่อเนื่องเช่นการสังสรรค์ก็น่าจะมีโอกาสผ่านหูผ่านตา

 

"ทว่าสิ่งที่แพร่หลายในวงสนมตอนนี้ไม่ใช่สารเสพติด แต่จะอยู่ในลักษณะของกำยานหอม" พูดจบก็หยิบแท่งกำยานหนึ่งขึ้นมา มันมีสีดำสนิทส่งกลิ่นหอมหวานปนเลี่ยนอ่อนๆ คล้ายดอกไม้ก็ไม่ใช่ ขนมหวานก็เชิง "ข้าคิดว่ากลิ่นอายใกล้เคียงกับห่อยาที่ฝ่าบาทเคยให้ข้าตรวจสอบ ทว่ากลิ่นอ่อนกว่ามาก คาดว่าน่าจะลดทอนส่วนผสมและบดอัดให้มีลักษณะใกล้เคียงกำยานให้จุดดม"

 

โจวซินเจี๋ยยื่นหน้ามา สูดดมกลิ่นกำยานเล็กน้อย ก่อนนางขมวดคิ้ว "หากข้าไม่รู้แก่ใจว่ามันคือของอันตรายข้าก็คงสนใจ ไม่แปลกใจเลยหากมันจะเป็นที่นิยมในหมู่นางในได้มากพอสมควร"

 

"อย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ...? "

 

"กลิ่นหวานๆ แบบนี้น่ะผู้หญิงชอบนักล่ะ" โจวซินเจี๋ยตอบ เนื่องจากนี่เป็นการสืบสวนจากทางฝั่งหญิง แนวคิดแบบผู้หญิงน่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า "ซึ่งหากจะให้แพร่กระจายในหมู่สตรีแล้วล่ะก็ การทำออกมาในรูปแบบกำยาน ย่อมเป็นอะไรที่ฉลาดคิด เพราะหนึ่งมันเก็บได้ง่ายและนาน สองก็ตามที่ข้าบอก เพศหญิงเป็นเพศที่ชอบกลิ่นหอมๆ ยิ่งเป็นกำยานที่มีกลิ่นถูกจริตรับรองว่าไม่พลาด"

 

“แล้วท่านคิดว่าเหตุผลของคนที่ทำเช่นนี้คืออะไรหรือ”

 

“ไม่รู้สิ” โจวซินเจี๋ยตอบกลับ “เจ้าลองจุดดมหรือยัง แล้วรู้สึกอะไรไหมล่ะ แบบปึ๋งปั๋ง ขึงขัง?”

 

ว่ากันตรงๆ คือเหนื่อยกับศัพท์คนรุ่นลุงของโจวซินเจี๋ย แต่ก็นั่นแหละ เขาควรชิน “ด้านอารมณ์ทางเพศก็เป็นดังปกติ แต่หากถามว่าผ่อนคลายขึ้นไหม ก็ดีกว่ากลิ่นกำยานชนิดอื่นพอควร”

 

“...ให้ข้าลองจุดไหม” พูดแล้วก็หัวเราะคิกคัก “ไม่ต้องกังวลหรอก ข้าไม่ลุกมาข่มขืนเจ้าหรอก”

 

"งั้นหรือ แต่กลับกันข้ากังวลเหลือเกินพ่ะย่ะค่ะ" ฉางหลินตบมุกทั้งที่ยังขมวดคิ้ว ก่อนส่งมอบกำยานให้โจวซินเจี๋ยเก็บเอาไว้ เพื่อที่จะได้นำไปประชุมหลักฐานกับคนอื่นๆ

 

โจวซินเจี๋ยมองกำยานนั้น ครุ่นคิดว่าควรจะทำอย่างไรต่อ

 

แต่ทว่า--!!

 

ขณะนั้นโจวซินเจี๋ยวก็รีบยกมือกุมท้อง ความเจ็บปวดราวกับมีกรงเล็บแหลมจิกทึ้งเข้าที่ท้องน้อย ทุกอย่างในกายเริ่มตีรวนขึ้นมา ตั้งแต่เหนือหัวหน่าว ท้อง อก ลำคอแทบแผดไหม้ รสเลือดเคล้าในปาก อาการย่ำแย่เสียจนสีสันบนใบหน้ากลับกลายเป็นซีดเผื่อน

 

ฉางหลินสังเกตได้ เขารีบเข้าไปประคอง ลูบหลังปล่อยกระแสปราณหนึ่งเส้นเพื่อให้อาการทุเลา

 

"ยาของท่านล่ะพ่ะย่ะค่ะ" เขาถามหากแต่โจวซินเจี๋ยเจ็บเกินกว่าจะพูดออกมา นางจึงได้แต่ส่งสายตาบอกว่าเก็บเอาไว้ที่ตรงใด ฉางหลินเลยต้องถือวิสาสะค้นตัว หยิบขวดกระเบื้องขนาดเล็กกว่าฝ่ามือออกมาจากกระเป๋าเล็กใต้แขนเสื้อมาป้อนให้คนป่วยอย่างเบามือ

 

เมื่อได้รับยาอาการของโจวซินเจี๋ยจึงดีขึ้น นางสูดลมหายใจเข้า ถอนหายใจออกซ้ำๆ ราวสองถึงสามครั้ง ปรับอาการให้เป็นปกติ

 

"เข้าตำหนักก่อนเถิด ท่านควรได้รับการพักผ่อนจนกว่าวรกายจะทุเลา" ฉางหลินกล่าว เมื่อเห็นท่าว่าหญิงสาวคงลุกเดินไม่ไหวเขาจึงต้องถือวิสาสะรอบสอง ช้อนร่างเล็กขึ้นมาอุ้มเอาไว้และพาเดินกลับไปยังห้องบรรทม

 

"ขอบคุณ" นางพูด เก็บขวดยาเข้าที่ตามเดิม ทำทีไม่ทุกร้อนใดๆ ทั้งที่ความจริงแล้วอาการทรมานเหลือจะกล่าว ดวงตาคู่งามหลับลงเพื่อข่มความประหวั่นและสับสนเอาไว้

 

เก้าปีก่อนนั้น...

 

เหตุการณ์งานเลี้ยงนองเลือดพรากทุกสิ่งทุกอย่างไปจากโจวซินเจี๋ยไม่พอมันยังฝากร่องรอยหลงเหลือจนเป็นความทรมานตกค้างมาถึงปัจจุบัน อาการปวดท้องนี้ก็มีส่วน นั่นจึงทำให้นางตั้งปณิธานอย่างแน่วแน่ว่าจะต้องหาคำตอบของที่มาทั้งหมดให้จงได้ เพื่อที่ว่าอย่างน้อย นางจะได้รู้ว่าการสูญเสียในครั้งนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร

 

เรื่องราวของคนรุ่นก่อนต่างก็สร้างผลกระทบให้คนในปัจจุบัน ราวกับมรดกตกทอดที่ไม่อยากจะได้รับ

 

นางได้แต่คิดเช่นนี้ ก่อนจะหลับลงไปเพราะฤทธิ์ยา
 

 

**********

 

ว่ากันด้วยหลักธรรมเนียมและกฎอันเคร่งครัด การออกนอกรั้ววังโดยไม่มีฮ่องเต้ไปด้วยนั้นเป็นสิ่งที่นางในไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง แต่หากมีปัจจัยมากพอก็สามารถอะลุ่มอล่วยกฎข้อนี้ได้เช่นกัน นั่นก็คือ

 

ข้อหนึ่ง เขามีซ่งอี้จุ้นผู้มีหน้าที่ควบคุมฝ่ายใน เพื่อนสนิทฮ่องเต้เป็นพวก

 

ข้อสอง ฮ่องเต้ที่ว่านั่นน่ะ...คือพี่ชายของเขา

 

นั่นน่ะแหละ ใดๆ แล้วอวี้เหวินเฉิงคืออภิสิทธิ์ชนที่ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง เพราะสุดท้าย กฎข้อห้ามใดเลยเล่าจะสู้สิ่งที่เรียกว่า 'น้องชายฮ่องเต้' ล่ะจริงไหม

 

และเมื่อเป็นเช่นนั้นแผนลักลอบออกจากวังเพื่อไปสืบจึงเริ่มต้นขึ้น--!!

 

เสียที่ไหนล่ะ...เอาเข้าดีๆ คือนั่งรถม้าออกมาพร้อมกับซ่งอี้จุ้นเลยต่างหาก หาได้มีความใกล้เคียงลักลอบออกมานอกวังเลยสักกระผีกริ้น! โอกาสจะได้สร้างเรื่องแบบในบทประพันธ์จำพวกบทหนีเที่ยวอะไรนั่นน่ะอย่าได้หวัง!

 

หากที่จะดูเหมือนสักหน่อยก็คงเป็นการปลอมตัวกระมัง เนื่องจากอวี้เหวินเฉิงเห็นว่าไม่ควรใส่อาภรณ์สนม แต่จะให้ใส่ชุดอย่างที่เคยใส่ลงแดนใต้ก็ดูรวยไป สะดุดตาเกินกว่าจะเข้าไปตรวจสอบอะไรได้

 

และสุดท้ายนี้ที่อยากแจ้ง ก็คงทราบกันดี หากอวี้เหวินเฉิงได้ออกมาข้างนอก นั่นจะเท่ากับว่าเขาไม่มีทางออกมาคนเดียวเด็ดขาด

 

หรือก็คือ...

 

รถม้าโคลงเคลง เสียงกุบกับดังคลอเคล้าจังหวะการโคลงหัว ต้วนมู่ชิงกำลังนั่งอยู่ข้างๆ กับอวี้เหวินเฉิง และเอาแต่ลูบๆ เสื้อผ้าแบบชาวบ้านธรรมดาปุถุชนที่กำลังสวมใส่ไปพลาง ครุ่นคิดไปพลาง ทำไมเขาถึงได้ออกมาตรงนี้กันหนอ ตัวสงมาวกากๆ เช่นเขาก็ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์อะไรนอกจากกลิ้งไปกลิ้งมาขึ้นอืดแท้ๆ

 

นอนเอาแรงก่อนถึงตลาดได้ไหมนะ ฮือ...

 

"พิกัดที่พระอนุชาได้รับมาจะอยู่ในย่านการค้าขายพ่ะย่ะค่ะ" ซ่งอี้จุ้นตอบ กางกระดาษหนึ่งออกมาซึ่งนั้นเป็นผังเมืองในส่วนย่านการค้า เขาวงตรงจุดหนึ่งซึ่งเป็นบริเวณที่มักจะมีร้านหาบเร่มาขายของอยู่เป็นเนืองนิจ "ตรงนี้จะเป็นจุดผ่อนปรนสำหรับการค้าขายที่ไม่มีหน้าร้าน ซึ่งโดยมากพ่อค้าแม่ค้าจะผลัดเวียนกันตั้งร้านพ่ะย่ะค่ะ"

 

"นั่นจึงเท่ากับว่าหากโชคดีเราก็จะได้เจอร้านนั้น แต่หากโชคร้ายก็อาจจะมาเสียเที่ยว" อวี้เหวินเฉิงลูบคางตนเอง ครุ่นคิดคำนวณผลไปด้วย

 

"พ่ะย่ะค่ะ" ซ่งอี้จุ้นรับคำ ก่อนจะเงียบลงเล็กน้อยและจึงพูดต่อว่า "กระหม่อมขอสอบถามอะไรสักอย่างได้ไหมพ่ะย่ะค่ะ พระอนุชา"

 

อวี้เหวินเฉิงพยักหน้า เป็นเชิงตอบรับว่าให้ซ่งอี้จุ้นถามมากได้

 

"จริงๆ แล้วหากต้องการสืบค้นร้านแผงเร่นั้น ท่านไม่จำเป็นต้องเสด็จมาเองเลย..."

 

เมื่อได้ยินคำถามเช่นนั้น ต้วนมู่ชิงก็เห็นด้วยกับสิ่งที่ซ่งอี้จุ้นกล่าวทุกประการ อวี้เหวินเฉิงไม่จำเป็นต้องออกหน้ามาสืบเอง หากเขามีตำแหน่งเป็นถึงพระอนุชาแล้วละก็ต้องการข้อมูลอะไรแค่บอกฮ่องเต้ รับรองเลยว่าไม่ต้องกระดิกตัวไปหานั่นหานี่ นอนตีพุงรอตำหนักสบายๆ งานก็คืบหน้า

 

แต่ก็นั่นก็เป็นความคิดของเจ้าสงมาวขี้เกียจเท่านนั้น เพราะเมื่อได้ยินคำถามของซ่งอี้จุ้น อวี้เหวินเฉิงกลับส่ายหน้า คลี่ยิ้มบางๆ พร้อมกับตอบคำสั้นๆ ออกมา

 

"ท่านพี่กับข้า...เป็นพี่น้องกัน"

 

แค่นั้นเป็นอันไขกระจ่าง ต่อให้ต้วนมู่ชิงจะงงแค่ไหนแต่กับคนที่รู้จักกันมานานอย่างซ่งอี้จุ้นนั้นรู้ดี...ว่าเอาแต่ใจพอกันทั้งพี่ทั้งน้อง!!

 

"เมื่อตรัสเช่นนั้น ข้าก็เข้าใจคำตอบแล้วพ่ะย่ะค่ะ" ซ่งอี้จุ้นส่ายหน้ายาวๆ เขาเลือกจะจบบทสนทนาเพียงเท่านี้เนื่องจากอีกไม่กี่หัวโค้งก็จะถึงย่านการค้าอันเป็นเป้าหมายของงานนี้

 

เมื่อรถม้าจอดเทียบสนิท อวี้เหวินเฉิงเป็นฝ่ายที่ลงมาก่อนจะช่วยประคองต้วนมู่ชิงลงจากหลังม้า

 

"ข้ารู้ว่าพระอนุชาคงไม่ต้องการให้มีองครักษ์ติดตามระหว่างเดินตลาด เมื่อเป็นเช่นนี้ หากเกิดขึ้นขอเพียงท่านส่งสัญญาณ ด้วยการเป่าสิ่งนี้ ข้าจะรีบไปทันที" เมื่อซ่งอี้จุ้นพูดจบก็หยิบบางอย่างขึ้นมามอบให้อวี้เหวินเฉิง ซึ่งมันมีลักษณะเป็นแท่งไผ่ครอบด้วยโลหะสลักลายความยาวราวหนึ่งนิ้วก้อยร้อยด้วยสายสร้อยที่ดูแข็งแรง

 

นกหวีดอย่างนั้นหรือ?

 

"กระหม่อมรู้ว่าพระอนุชามีฝีมือที่ฉกาจนัก หากแต่..." ซ่งอี้จุ้นเงียบลง สีหน้าจริงจังขึ้น

 

"เว่ยหลงให้ข้าดูแลน้องชายของเขาให้ดี แค่เท่านี้ ช่วยเชื่อฟังพี่สักคราได้หรือไม่?"

 

อวี้เหวินเฉิงเงียบ พยักหน้าตอบรับอย่างเข้าใจ สีหน้าของซ่งอี้จุ้นนั้นพาให้นึกถึงสมัยเด็กๆ ที่ยังไม่จำเป็นต้องจริงจังเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์ดังเช่นปัจจุบันนัก

 

"หากเกิดเรื่องตึงมือจริงๆ ข้าจะเรียกท่านแน่นอน"

 

และหลังจากนั้นพวกเขาก็แยกย้ายกัน

 

เมื่อเข้าสู่ย่านค้าขาย ต้วนมู่ชิงจับชายแขนเสื้ออวี้เหวินเฉิงเอาไว้ ด้วยเพราะประสบการณ์เมื่อคราพลัดหลงกันในครั้งก่อนทำให้เขาตัดสินใจที่จะไม่ปล่อยมือจากอีกฝ่ายอย่างเด็ดขาด แน่นอนส่วนหนึ่งเพราะเป็นห่วงอวี้เหวินเฉิง แต่อีกส่วน เขาเป็นห่วงว่าตัวเองจะไหลไปยังที่แปลกๆ อีกรอบ

 

"นี่...อาเฉิง"

 

"ขอรับ" อวี้เหวินเฉิงตอบรับ

 

"กงกงไม่มาด้วยกันอย่างนั้นหรือ?" เพราะเห็นว่ามาด้วยกันแต่ต่างฝ่ายต่างแยกย้ายกันเลยแอบสงสัยเล็กน้อย "เพื่อไม่ให้โดดเด่นหรือ?"

 

"มีส่วนและก็ไม่มีส่วนขอรับ" เมื่อเห็นว่าคนเยอะขึ้น อวี้เหวินเฉิงก็กแกะมือต้วนมู่ชิงออกจากชายเสื้อและดึงให้เข้ามาใกล้มากกว่าเดิม "มีส่วนคือกงกงนั้นมาย่านนี้บ่อย คนค่อนข้างคุ้นหน้าขอรับ"

 

"แล้ว...ที่เจ้าบอกว่าไม่มีส่วนล่ะ มันคืออะไรอย่างนั้นหรือ"

 

ทว่าคำถามนั้นกลับได้รับคำตอบเป็นการดึงมือมากุมเอาไว้และจับจูงด้วยบรรยากาศที่แสนอ่อนโยนแทนเสียอย่างนั้น

 

"ช่วงนี้โบตั๋นบานงามนักขอรับ เขาคงอยากได้แจกันงามๆ สักใบ"

 

พวกเขาเดินลัดเลาะตามเส้นทางเดินถนนด้วยกันเรื่อยๆ ไม่ได้รีบเร่งอะไรจนคล้ายกับการเดินชมเมืองเสียด้วยซ้ำ ที่นี่คนเพศเดียวกันเดินกุมมือถือแขนเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว ฉะนั้นหากต้วนมู่ชิงจะลองเอาแต่ใจอย่าง...การเข้าข้างตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำนี้ จะทำให้คนอื่นมองว่าเป็นการกระทำของคู่รักทั่วไปจะได้หรือไม่นะ

 

ฉวยโอกาสเล็กๆ นี้ เพื่อมีความสุขสักเล็กน้อย คงไม่เป็นไรใช่ไหมนะ?

 

แต่...

 

"ว่าก็ว่าเถอะ นี่เจ้าหาเรื่องแอบออกมาเที่ยวด้วยใช่ไหม" อดไม่ได้ที่จะดุน้องขึ้นมา เรื่องบรรยากาศดีน่ะก็ใช่ แต่ไอ้การออกมานอกวังครั้งนี้มันเพราะมาทำไงไม่ใช่มาหัวร่อต่อกระซิกอี๋อ๋อนะ!

 

อวี้เหวินเฉิงได้ยินดังนั้นก็หลุดหัวเราะขึ้นมา เขาเหลือมองคนข้างกาย พลันรอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าด้วยเพราะห้วงหนึ่งในจิตใจนั้นคิดถึงเรื่องบางอย่างขึ้นมา

 

"เรื่องงานก็สำคัญ แต่การหย่อนใจนั้นก็สำคัญเช่นกันนะขอรับ"

 

อวี้เหวินเฉิงกล่าวเช่นนั้นแล้วก็เดินต่อ

 

ซึ่งนั่นก็ทำให้คนฟังนิ่งค้างไปด้วยความรู้สึกบางอย่าง จะว่าประหลาดก็ใช่ เพราะอวี้เหวินเฉิงเป็นคนจริงจังกับเรื่องงานเป็นอย่างมาก การพูดประโยคเหมือนเอาเรื่องเล่นมาประสมกับเรื่องจริงจัง มันไม่ใช่นิสัยของน้องเลยสักนิด ถ้าเป็นเขาก็ว่าไปอย่าง เพราะต้วนมู่ชิงมั่นใจได้เลยว่า...

 

ว่า...

 

แล้วต้วนมู่ชิงก็ชะงักไปนิดหน่อย ด้วยเพราะภาพบางอย่างนั้นปรากฏขึ้นมาในหัว

 

ดูราวกับบรรยากาศของเหล่าคนเป็นภาพสีจางราวกับชาชั่วขณะ ต้วนมู่ชิงรู้สึกดั่งล่องลอยในความฝัน มีสติหนึ่งส่วน เหม่อลอยหนึ่งส่วน ก่อนสมองจะประมวลผลให้เห็นภาพของเขาที่กำลังเดินจูงมือเด็กตัวน้อยคนหนึ่ง ท่ามกลางแสงสีในยามราตรีของเมืองใหญ่

 

ทว่าก็ปรากฏเพียงเสี้ยวขณะในความทรงจำเท่านั้น เมื่อตั้งสติได้ก็หายวับไปราวกับสายรุ้งในหน้าร้อน ใช่แล้วล่ะ...มันเลือนรางเสียจนแม้แต่ใบหน้าเด็กคนนั้นก็ไม่อาจจะจดจำได้

 

มันคืออะไรกันนะ?

 

แต่แล้วต้วนมู่ชิงก็ไม่มีโอกาสได้ทบทวนความทรงจำต่อ เพราะเมื่อพวกเขาถึงที่หมายก็เห็นแถวยาวเหยียดเรียงกันเป็นตับปรากฏ!

 

ต้วนมู่ชิงถึงกับขมวดคิ้ว อะไรทำให้เป็นเช่นนี้ไปได้ ยังไม่ถึงวันจัดงานเทศกาลหรืองานเฉลิมฉลองแท้ๆ แต่พอสอบถามคนแถวนั้นจึงได้แจ้งแก่ใจ ว่าข่าวลือเกี่ยวกับยาขั้นเทพรักษาสิ่งใดก็ทุเลาของหมอยาเทวดานั้นขจรไปไกลนัก เพียงแค่ไม่กี่วันก็ทำให้หลายต่อหลายคนจากเมืองข้างเคียงดั้นด้นมานี่เพื่อที่จะได้เข้ารับการรักษา

 

เด็กจนถึงแก่ชรา คนป่วยไข้ตลอดจนถึงคนบาดเจ็บ ทุกคนต่างรวมตัวกันอยู่ตรงนี้เพื่อรอให้หมดยาเทวดาผู้นั้นมาตั้งแผง

 

"นี่ถ้ามีใครสักคนเป็นโรคระบาดนะ มีหวังไม่รอด..." ต้วนมู่ชิงพึมพำกับตัวเองก่อนจะถอนหายใจออกมา เขารู้สึกว่าคนเยอะเกินไปจนหายใจไม่ออกเลยชวนอวี้เหวินเฉิงมาหลบมุมด้วยกัน "หมอเร่เช่นนี้จะถูกต้องตามกฏหมายหรือเปล่าก็ไม่รู้"

 

อวี้เหวินคลี่ยิ้ม ลูบๆ หัวต้วนมู่ชิงเบาๆ

 

"ในระยะเวลาที่ท่านพี่ครองราชย์มาได้มีราชโองการบริหารส่วนของหมอยาประจำท้องถิ่นเอาไว้อยู่แล้วขอรับ เพราะคนที่อยู่ในรั้วรอบขอบชิดเช่นพวกเราสามรถเรียกหมอหลวงได้ตลอด ทว่าบางพื้นที่แค่เพียงไข้หวัดก็นับเป็นเรื่องอันตรายเพราะยากต่อการเข้าถึงหมอ" อวี้เหวินเฉิงครุ่นคิด พลักนึกถึงบางอย่างที่เคยอ่านในจารึกเก่าแก่

 

"ท่านพี่เคยอ่านจารีกตำนานราชวงศ์ไหมขอรับ? "

 

"ก็เคยนะ..." ต้วนมู่ชิงว่า กะพริบตาปริบๆ อย่างสงสัยว่าอยู่ๆ ทำไมข้ามาคุยเรื่องนี้ได้

 

"มีหนึ่งบทได้กล่าวถึงสัญญะอันตรายเช่นสิ่งที่เรียกว่าภัยพิบัติขอรับ ซึ่งโดยมากจะเริ่มต้นจากธรรมชาติ และอาการเจ็บป่วยเองก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นกัน นั่นจึงทำให้เราจำเป็นต้องวางรากฐานการแพทย์ให้เข้าถึง หรือก็คือการห่างจากโรคภัยเท่ากลับห่างไกลภัยพิบัติ"

 

ต้วนมู่ชิงฟังแล้วพยักหน้า เขารู้ดีว่าแปดปีที่ผ่านมาการแพทย์ในแผ่นดินนี้เฟื่องฟูมาก เพราะหมอยาเป็นแขนงวิชาที่เน้นการศึกษาสมุนไพรศาสตร์ไม่จำเป็นต้องใช้แกนปราณทองในการฝึกฝน ผู้ไร้ปราณหลายคนจึงเลือกที่เดินเส้นทางนี้

 

"แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นข้าก็ไม่เข้าใจว่าเราจะมาคุยกันเรื่องนี้ในสถานการณ์นี้ทำไม"

 

"ไม่เกี่ยวข้องหรอกขอรับ แต่พอเข้ามาประเด็นนี้เลยทำให้ข้ารู้สึกมีแนวคิดหนึ่งขึ้นมาเสียดื้อๆ ..." เขาเงียบลงเล็กน้อย มองสิ่งที่เห็นแล้วก็ได้แต่ขมวดคิ้วหมุ่น "นั่นคือทั้งที่รัชศกนี้ให้ความสำคัญกับการแพทย์ สนับสนุนมากขนาดนี้แล้ว แต่กลับมีคนใช้วิชาที่มีในการสร้างสรรค์ยาที่อันตรายเช่นนั้นได้ ก็ไม่ต่างจากการเดินทางเข้าสู่วิถีมารเลย"

 

"เอาเถิด..." ต้วนมู่ชิงมองอีกฝ่าย "ตอนนี้ทางที่ดีที่สุดคือการอยู่ตรงนี้ แล้วรอดูว่าหมอเทวดาที่ว่านั่นจะมาเมื่อไร และตรวจสอบดูว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของยาตัวนั้นหรือไม่"

 

ทว่า...

 

เพราะบริเวณนี้เป็นย่านการค้าจึงยังมีพ่อค้าแม่ขายและคนเดินตลาดที่ไม่ได้มีจุดประสงค์ในการมาหาหมออีกด้วย สรุปคือประชากรแออัด นอกจากจำนวนจะไม่ลดแล้วกลับมีมากขึ้นเรื่อยๆ คนรอก็รอไปเถิด หมอยากลับไม่ปรากฏตัวเลยสักนิด ไม่รู้ว่าเก็บแผงเดินทางออกจากเมืองหลวงไปแล้วหรือไม่

 

ด้วยเพราะเริ่มรอนานแล้วเสียงร้องโยเยของดังน้อยป่วยไข้จึงดังขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ แม้คนเป็นแม้พยายามจะปลอบแล้วแต่ลูกน้อยอ่อนวัยไม่ถึงขวบก็ไม่ประสีประสาพอจะเข้าใจสถานการณ์ ความตึงเครียดของคนแถวนั้นเริ่มกรุ่น เนื่องจากรบกวนไปหมดทั้งแผงหมอยา ทั้งคนเดินตลาด จนกระทั่งชายคนหนึ่งโพลงลุกขึ้น

 

"แม่นาง! ดูแลลูกเจ้าหน่อยได้หรือไม่ เสียงดังเช่นนี้มันสร้างความรบกวนให้คนอื่นรู้ไหม!! " เขาเป็นชายอ้วนล่ำ กลิ่นเหล้าฉุนฉึ่ง ดูที่เพิ่งเดินออกจากโรงเหล้าเสียตั้งแต่ตะวันยังไม่ตกดิน ท่าทางหน้าตาน่ากลัวเสียจนไม่มีใครกล้าเข้ามาช่วยแม่ลูกอ่อนผู้นั้น

 

เอาล่ะ...

 

เห็นดังนั้นอวี้เหวินเฉิงก็นับในใจ และนับหนึ่งยังไม่ทันถึงสองด้วยซ้ำ ต้วนมู่ชิงก็ดิ่งเข้าไปขวางระหว่างวงโต้เถียงทันที อวี้เหวินเฉิงเดาไม่ผิดจริงๆ
 

 

 

เอาล่ะ คนพี่เริ่มหาเรื่อง (?) ซะแล้วล่ะ เจ้าสงมาวจะเอากิ่งไผ่ฟาดคน--- /เอ๊ะ

ขึ้นเดือนใหม่แล้ววว และต้นฉบับก็ปั่นใกล้เสร็จแล้วววว

เล่มสองเจอกันเดือนกรกฎาคมนะคะ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 47 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น