[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 61 : ตอนที่ 15 ต้นเหตุของข่าวลือ (4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 717
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 64 ครั้ง
    29 พ.ค. 63

กล่าวว่าวงน้ำชาของสนมนั้น ก็เป็นดังชื่อเรียก นั่นคือช่วงเวลาที่เหล่าสนมจะมารวมตัวกันดื่มชาหอมให้พักผ่อนหย่อนใจ อาจจะมีการเปิดตำหนักเชิญชวนคนสนิทให้มาจับวงสนทนาเฮฮา ร้องรำต่อกลอนกันอย่างเพลิดเพลินกันตามประสา เพราะหากตัดเรื่องการรักษาภาพลักษณ์ไป คนส่วนใหญ่ที่ฝ่ายในยังเป็นวัยรุ่น ต้องการการสังสรรค์ยามว่างทั้งนั้น

 

“อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะเหม่ยเหริน”

 

“ไม่พบกันเสียนานเลยนะขอรับ”

 

ตลอดทางจะได้ยินคำทักทายเช่นนี้เป็นระยะ ช่วงนี้เป็นช่วงโบตั๋นบานเหมาะแก่การชมนกชมดอกไม้ ทำให้สนมผู้ชื่นชอบงานสังคมเปิดงานเลี้ยงน้ำชาเป็นทิวแถว โดยเฉพาะกับหวงชุ่ยเวย ผู้มีชื่อเสียงเรื่องการจัดงาน สนิทสนมกับคนทุกผู้ไม่แบ่งแยกฝั่ง ชนิดที่สนมหญิงตำแหน่งสูงๆ ยังเดินทางมาเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วยกันอยู่บ่อยๆ

 

แต่กระนั้นต้วนมู่ชิงกับอวี้เหวินเฉิงไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อพบปะพูดคุยกับเพื่อนสนมแต่อย่างใด เหตุผลที่เขามาในวันนี้เป็นเพราะข่าวสารในรั้ววังทั้งจริงบ้าง เท็จบ้าง ล้วนเริ่มต้นเล่าลือจากวงน้ำชาทั้งนั้น แม้กระทั่งข่าวฮ่องเต้บ้านมนั่นก็มาจากตรงนี้เช่นกัน

 

เรียกได้ว่าวงน้ำชานี่แหละคือจุดเริ่มต้นของข่าววังหลังโดยแท้จริง!

 

"เอาล่ะ ถึงแล้วขอรับ"

 

หวงชุ่ยเวยกล่าว เมื่อนำทางพวกเขามาถึงสวนกลางตำหนัก ซึ่งตอนนี้กำลังมีดอกโบตั๋นงามบานสะพรั่งโดนถ้วนทั่ว และเมื่อทุกต้วนมู่ชิงก็ทำให้บางคนถึงกับหยุดกิจกรรมทุกอย่างลงชั่วขณะ ตกใจเนื่องจากต้าสงมาวออกมาจากรังต้นไผ่ เอ๊ย เห็นเหม่ยเหรินคนงามออกจากตำหนักมาร่วมวงน้ำชา!

 

ออกตัวก่อนเลยว่านี่ไม่ใช่วงน้ำชาครั้งแรกของต้วนมู่ชิง เขาผ่านการร่วมวงน้ำชาอยู่บ้างเพื่อเป็นมารยาททางสังคม (และอีกหนึ่งคือโดนหวงชุ่ยเวยลากตัวมา) แต่กระนั้นการที่เห็นจอมอุดตัวเช่นเชาปรากฏตัวย่อมเป็นอะไรที่ชวนประหลาดใจอยู่ดี

 

"ไม่ได้พบกันเสียนานเลยเหม่ยเหริน" สนมชายคนหนึ่งเอ่ยพูดทักพร้อมกับวาดมือคำนับ "งานเลี้ยงเมื่อวานเป็นเช่นไรบ้าง ลำบากท่านอีกคราแล้วจริงๆ "

 

"ราบรื่น เป็นไปได้ด้วยดี แล้ว...อืม...เหมือนเดิมขอรับ"

 

และคำว่า 'เหมือนเดิม' ที่ว่านั้นก็หมายถึงเรื่องแม่ผัวลูกสะใภ้ซึ่งไม่ว่าใครต่างก็ร้องอ๋อออกมา

 

ในระหว่างที่ต้วนมู่ชิงคุยกับคนอื่นๆ อยู่นั้น เขาก็หันไปส่งสัญญะให้อวี้เหวินเฉิงรู้กัน นั่นคือเขาจะดึงความสนใจทางนี้และที่เหลือให้อวี้เหวินเฉิงแยกไปตีสนิทกลุ่ม 'คนปล่อยข่าว' เอ่อ...ลูกช่างคุยทั้งหลายนั่นแหละ เพื่อให้รับรู้ข่าวลือระยะนี้ให้มากที่สุด

 

เนื่องจากทำงานด้านนี้มานานอวี้เหวินเฉิงจึงพอรู้เคล็ดบางอย่างจากอาจารย์ ว่าวงนินทาคือพื้นฐานของแหล่งข่าว แม้จะได้ไข่ไก่ใส่สีเพิ่มเติมเป็นของแถมมาบ้าง แต่อย่างน้อยสิ่งที่เรียกว่าข่าวลือก็ยังมีเค้าร่างของต้นตอให้ควาน

 

"อาเหยียน มานี่สิ" แยกไปไม่ทันไรก็มีคนกล่าวเรียกอวี้เหวินเฉิง ซึ่งเขาก็เดินไปหาโดยดี

 

ระยะก่อนหน้านี้มีคนเข้าหามากมายเพราะข่าวลือว่าจะได้เป็นเต๋อเฟย และอวี้เหวินเฉิงตีสนิทคนได้เยอะพอสมควรเพราะภาพลักษณ์ใสๆ น่าเอ็นดูประหนึ่งน้องน้อยของเฉิงจื่อเหยียนก็ยังทำให้มีคนอยากคบหาสมาคม

 

และหนึ่งในนั้นก็คือชายที่นามว่าหลิงลู่เจียว ผู้มีฉายาว่าหลิงรู้โลกรู้

 

"สบายดีหรือขอรับ...ท่านหลิง" อวี้เหวินเฉิงกล่าว อากัปกิริยาปรับเปลี่ยนแม้กระทั่งน้ำเสียงก็ยังแตกต่าง บัดนี้เขากลายเป็นเด็กน้อยใสซื่อน่าเอ็นดูอย่างสมบูรณ์แบบ

 

"สบายดีตามท้องเรื่อง" หลิงลู่เจียวตอบ ผายมือเชื้อเชิญให้อีกคนนั่งฝั่งตรงข้าม ซึ่งอวี้เหวินเฉิงก็ตอบรับโดยง่าย "วันก่อนเพิ่งไปชมโบตั๋นที่อุทยานกลางของฝั่งชายมา ก็ร่มรื่นงามตาดีหากแต่คงมิอาจสู้อุทยานหลวงได้กระมัง"

 

"ก็กล่าวเกินไป..."อวี้เหวินเฉิงตอบ แม้จะกำหมัดแน่นในใจแต่การโต้ตอบด้วยคำประชดนั้นหาใช้นิสัยของเฉิงจื่อเหยียน "ไม่ว่าจะที่ใดๆ โบตั๋นนั้นก็ล้วนงดงามเหมือนกัน ขอแค่เพียงออกดอก จะสถานที่กว้างไกลหรือในแจกันกระจ้อยร่อย โบตั๋นก็คือโบตั๋น คุณค่าของมันหาใช่จะลดลง"

 

พูดจบก็หัวเราะแหะ ยิ้มอย่างน่ารักสุดๆ จนหลิงลู่เจียวถอนหายใจใส่ เพราะเชื่อสนิทใจว่าเฉิงจื่อเหยียนนั้นใสซื่อเหลือเกิน

 

"อย่าว่าเช่นนั้นเลย เอาล่ะ ข้ามีเรื่องอยากสอบถามเจ้าเสียหน่อย ไหนๆ เมื่อวานก็เข้าร่วมอุทยานหลวงแล้ว ได้ข่าวอะไรมาบ้างหรือไม่? "

 

อวี้เหวินเฉิงได้แต่ส่ายหน้าในห้วงจินตนาการอย่างเหนื่อยใจ เข้าประเด็นหลักกันสักทีหลังจากอ้อมโลกกันมานาน

 

เขาจิบชาหอมเล็กน้อย แล้วส่ายหน้าด้วยรอยยิ้มน้อยๆ "จื่อเหยียน...ไม่ทราบเลยขอรับ เมื่อวานทั้งวันนั้นก็อยู่แต่กับเหม่ยเหริน ไม่ค่อยได้พบปะพูดคุยกับใครๆ เลย ท่านหลิงทราบข่าวอันใดหรือขอรับ บอกเล่าให้จื่อเหยียนสักหน่อยได้หรือไม่? "

 

เมื่อโดนน้องถามหลิงลู่เจียวก็ยืดอกโอ่ คงนึกว่าตนรู้ข่าวไวเป็นอันดับต้นๆ กระมัง

 

ใจหนึ่งอวี้เหวินเฉิงคิดว่าข่าวของลี่ย่าหลีมาถึงสนมวงนอกแล้ว แต่เปล่า พอได้ยินเท่านั้นก็เกือบเก๊กสีหน้าเรียบร้อยไม่ได้

 

"ขันทีกล่าวกับข้าว่าภายนอกระยะนี้มีร้านเร่ของหมอเทวดาอยู่ ป่วยไข้ใดหยูกยาพร้อมรักษา อ่อนแรงระโหยโรยราก็มียาม้ากระทืบโพรงให้ขันแข็ง หรือหากต้องการประทินโฉมก็มีสูตรแสนพิสดารให้ลองใช้ เห็นว่ามีสนมคนหนึ่งได้ลองใช้ ผิวหน้านวลงามกว่าเดิมจนเห็นได้ชัดเชียว"

 

อา...

 

ข่าวประหลาด

 

นั่นคือสิ่งที่อวี้เหวินเฉิงคิด ฟังดูเหมือนแค่หมอสารพัดวิชาที่มีทั้งยารักษาโรค ยาเพิ่มพลังอวัยวะช่วงกลาง แล้วก็พวกเวชสำอางประทินโฉม ซึ่งมันก็ปกติ เพราะนี่มันเมืองหลวง มีอะไรมากมายให้ได้ค้าขาย จะมีร้านแผงเร่เปิดใหม่สักสิบ-สิบแผงในตลาด มันก็ไม่ใช่เรื่องประหลาด

 

ทว่าเมื่อลองมองมุมกลับกัน...ดันมีร้านเร่แผงยาปรากฏตัวในเมืองหลวงจังหวะเดียวกับที่เขาจะสืบเรื่องสารเสพติดพอดี นั้นล้วนเป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่อาจปล่อยผ่าน จะเกี่ยวข้องหรือไม่นั้นมันก็คุ้มที่จะนำข้อมูลตรงนี้มาสำรองในการประกอบหลักฐาน

 

"ท่านพอทราบไหมขอรับว่า...ร้านยานั้นอยู่ตำแหน่งใด เผื่อที่ว่า...จื่อเหยียนอาจไหว้วานขันทีให้ไปดูข้าวของเสียหน่อย" เฉิงจื่อเหยียนกล่าวซื่อๆ ส่วนหลิงลู่เจียวก็ยิ้มกริ่ม สีหน้าประหนึ่งเริ่มเอ็นดูเจ้าน้องน้อยนี้เสียเต็มประดาและบอกที่ตั้งของแผงเร่นั้นให้อวี้เหวินเฉิงได้รู้

 

แต่แล้วช่วงเวลาน้ำชาก็อันต้องชะงักไป เมื่อปรากฏร่างของขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาในตำหนัก เขาตรงมาหาหวงชุ่ยเวย ซุบซิบพูดคุยกันบางสิ่งซึ่งทำให้ไฉเหรินมีสีหน้าปั้นยาก ชายหนุ่มสูดลมหายใจ แล้วก็ทอดถอนอย่างมาอย่างเหนื่อยใจ

 

อวี้เหวินเฉิงอ่านปากหวงชุ่ยเวยยามกล่าวกับขันทีได้คำว่า 'เข้าใจแล้ว'

 

ร่างโปร่งบางเดินตรงมาที่กลางลานสวน พูดด้วยน้ำเสียงเสียดายว่า

 

"ดูทีวงน้ำชาวันนี้คงต้องยกเลิกไปเสียแล้วล่ะ" หวงชุ่ยเวยเอ่ย ก่อนเขาจะรีบพูดต่อไปเพื่อตอบความสงสัยของทุกคน "อดีตเต๋อเฟยถูกพบว่าเป็นศพที่ตำหนักเหมันต์ คาดว่าสาเหตุมาจากการปลงชีพด้วยแพรขาว"

 

ทุกคนดูตกใจแต่กระนั้นข่าวการตายของลี่ย่าหลีก็ไม่ใช่อะไรที่ผิดคาดเท่าไรนัก อย่างที่บอกไป นางในที่ต้องโทษบางคนมักเลือกหนทางจบชีวิตตัวเอง และลี่ย่าหลีก็ไม่ใช่ที่รักใคร่ของเพื่อนสนมด้วยกันอยู่แล้ว เรื่องของนางจึงเป็นเรื่องที่สร้างความตกใจแต่ก็หาได้มีคนเศร้าสลดใจไม่ อย่างดีสุดก็มีเพียงแค่ลมหายใจที่ทอดยาวด้วยความอาดูรเท่านั้น

 

"แต่กระนั้นเรื่องของนางเป็นเรื่องที่ทางฝั่งหญิงจะจัดการ ก็ไม่ถึงกับต้องยกเลิกงานน้ำชาก็ได้ไม่ใช่หรือ" มีคนถาม แต่หวงชุ่ยเวยส่ายหน้า

 

"เรื่องนั้นก็มีส่วน" หวงชุ่ยเวยกล่าว แม้จะไม่ใคร่พอใจกับคำถามที่ดูเพิกเฉยต่อคนตายนั้น แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เข้าใจ สำหรับบางคนตัวปัญหาผู้ทำเรื่องอัปยศแด่ราชวงศ์ตายไปได้ย่อมดีที่สุด

 

เข้าใจแต่รับไม่ได้จริงๆ ล่ะนะ

 

"แต่ส่วนสำคัญในตอนนี้คืออีกประเดี๋ยวท่านพี่จะเสด็จมา"

 

เป็นอันรู้กันว่าหวงชุ่ยเวยนั้นเป็นน้องชายของหวงหว่านอิ๋งการเป็นพี่น้องกันทำให้ไปมาหาสู่ด้วยกันได้อย่างไม่มีข้อกังขา ทว่ากับคนอื่นนั้นไซร้ต่อให้เป็นสนมเช่นกันแต่ก็ไม่ควรคลุกคลีกับซูเฟยมากจนเกินควร วงน้ำชาจึงได้พร้อมใจสลายตัวไปอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อเห็นดังนั้นอวี้เหวินเฉิงจึงได้เดินกลับไปหาต้วนมู่ชิง

 

"ได้อะไรมาหรือไม่" เขาถามอวี้เหวินเฉิง

 

อวี้เหวินเฉิงพยักหน้า "ไม่มั่นใจว่าเกี่ยวข้อง แต่ก็คุ้มที่จะลองตรวจสอบ เอาไว้หลังจากนี้ค่อยไปคุยกันขอรับ"

 

ทั้งสองงุบงิบคุยกันในมุมหนึ่ง และยืนรอสักพักเพื่อให้สนมคนอื่นๆ ทยอยออกไปก่อน พวกเขาจะได้กล่าวลากับหวงชุ่ยเวย เพราะอย่างไรก็ดี คติการไปลามาไหว้เป็นธรรมเนียมสำคัญ มาตำหนักต้องทักทายเมื่อกลับไปต้องกล่าวลา

 

"น่าเสียดาย นานทีเหม่ยเหรินจะตอบรับคำชวนของข้าสักที บุญข้าคงน้อยนัก" หวงชุ่ยเวยกล่าว ท่าทีขบขันปนตลก และนั่นก็ทำให้ต้วนมู่ชิงหน้าทื่อใส่ อยากบิดเอวให้จ้ำเขียวนัก

 

"หวงไฉ่เหรินขอรับ" ต้วนมู่ชิงหน้ายับจนเหมือนผ้าก้นหีบ ถึงต่างฝ่ายต่างจะรู้จักกันมานานแต่ก็เจ็บปวดทุกที ใช่ซี่ เขามันต้าสงมาวชอบนอนกอดกิ่งไผ่นี่

 

เมื่อเห็นเช่นนั้นจึงยกมือขึ้น ค้อมคำนับแม้หวงชุ่ยเวยจะพยายามกลั้นขำ "โปรดให้อภัยข้าด้วย แต่กระนั้น ครั้งหน้ามาอีกนะ"

 

อวี้เหวินเฉิงมองหวงชุ่ยเวยเล็กน้อย ค้อมคำนับอย่างว่าง่ายและเป็นกันเอง

 

"จื่อเหยียนขอกล่าวลาขอรับ"

 

และแล้วคนทั้งสองก็ออกจากตำหนักไป

 

โดยไม่รู้เลยว่าหวงชุ่ยเวยนั้นมองตามหลังไปด้วยสายตาที่คาดจะเดาได้

 

...

 

..

 

ด้วยเพราะระยะห่างระหว่างตำหนักมีไม่มากเท่าไร นั่นจึงทำให้พวกเขาไม่ได้นั่งเกี้ยว แต่เลือกที่จะเดินด้วยกันแทน แม้จะขัดนิสัยคนขี้เกียจของเขาไปมากโขก็ตามแต่ต้วนมู่ชิงคิดเข้าข้างตนว่าการเดินจะทำให้มีเวลาอยู่ร่วมกับอีกฝ่ายเพิ่มอีกนิดหน่อย จึงได้เลือกวิธีนี้

 

เมื่อเดินออกมาจากตำหนักของหวงชุ่ยเหวยไม่ทันไรก็เห็นขบวนเกี้ยวของซูเฟยอยู่ไม่ไกล นั่นจึงทำให้เมื่ออยู่ในระยะสวนผ่าน พวกเขาจึงหยุดเดินและก้มคำนับตามมารยาท ซึ่งหวงหว่านอิ๋งเมื่อเห็นว่าคนทั้งสองเป็นใครจึงยกม่านขึ้น หันมาคลี่ยิ้มให้หนึ่งคราและเดินทางต่อ

 

พวกเขามองขบวนเสด็จจนลับตาและเดินต่ออีกครั้ง พลันต้วนมู่ชิงก็รู้สึกได้ว่าคนที่เดินอยู่ข้างหลังนั้นเงียบไปอย่างผิดสังเกต เขาเลยเหลียวหลังเพื่อที่จะสอบถาม ทว่ายังไม่ทันจะถามอะไรก็พลันชะงักและสะดุ้งเนื่องจากสายตานั้น...เหมือนเห็นลูกหมาโดนเจ้านายทอดทิ้งอย่างอธิบายไม่ถูก

 

"ม...มีอะไรหรืออาเฉิง" เขาถาม

 

"ท่านดูสนิทกับไฉเหริน" เมื่อต้วนมู่ชิงเปิดโอกาส อวี้เหวินเฉิงจึงกล่าวถามตรงๆ และพยายามซ่อนความน้อยใจลงให้มิด แม้เข้าใจว่าคนเรามันต้องมีสังคมแต่การหยอกล้อเช่นนั้นก็หนักเกินไป

 

"อา..." ต้วนมู่ชิงเลิกคิ้ว ปัดความเข้าข้างตัวเองเช่นการโดนหึงหวงออกไปจนหมดด้าม สายตาเศร้าๆ เหมือนหมาน้อยนั้นทำให้เขาเผลอเอามือลูบๆ หัวปลอบอวี้เหวินเฉิงอย่างเบามือ "กับหวงไฉ่เหรินนั้นข้าเองก็ไม่มั่นใจว่าสนิทหรือไม่ แต่ถ้าถามว่าในรั้ววังในนอกจากพี่เหยาข้าคุ้นเคยกับใครมากที่สุดก็คงเป็นเขา เพราะ อืม...ลักษณะนิสัยเขากระมัง"

 

"นิสัย? " อวี้เหวินเฉิงว่า พอโดนลูบหัวก็เริ่มสบายใจไร้ความกังวล และเดินตามติดต้วนมู่ชิงต้อยๆ เหมือนเดิม

 

"เอาแต่ใจ เปิดเผย ตรงไปตรงมากระมัง เป็นคนสดใสนั่นแหละ เมื่อเป็นอย่างนั้นเขาเลยเข้าถึงคนได้ง่ายกว่า แม้แต่กับคนแบบข้า บางทีเขาก็ลากออกมางานเลี้ยงน้ำชาได้เลยนะ" ต้วนมู่ชิงอธิบาย ครุ่นคิดหน่อยก่อนเสริมต่อไปว่า "แต่การกระทำของเขาไม่ได้ทำให้ข้าหงุดหงิดหรือโกรธ กลับกันข้าคิดว่ามันเหมือนตามใจน้องเล็กๆ ดี"

 

"อย่างนั้นหรือ" อวี้เหวินเฉิงว่า พริบตาหนึ่งเหมือนแอบหน้าบึ้งตึง ก่อนเขาจะเร่งฝีเท้าเดินขนาบข้างอีกคน แล้วจับมือเอาไว้ เดินกุมกันเหมือนน้องหมาหวงกระดูก "หากข้าทำเช่นนี้ท่านจะรู้สึกหงุดหงิดไหมขอรับ ถ้าข้าเอาแต่ใจแล้วลากท่านไปนั่นไปนี่จะเอ็นดูเหมือนเห็นน้องเล็กๆ หรือไม่ขอรับ"

 

ต้วนมู่ชิงเม้มปาก ใจเต้นระทึกราวกับจะหลุดออกจากอก ฝ่ามืออุ่นๆ ที่กำลังกุมเดินด้วยกันนั้นทำให้เขารู้สึกหวั่นไหวจนแทบอยากจะโพล่งออกไปว่าไม่ได้เอ็นดูเหมือนน้องเล็กๆ สักหน่อย อยากให้เป็นมากกว่าน้องเสียอีก!

 

แต่จะบ้าเหรอ! พูดออกมาได้ที่ไหน!

 

"ปกติเจ้าก็ลากข้าไปทำนั่นทำนี่อยู่แล้วไม่ใช่หรือ ไม่เห็นต้องถามเช่นนั้น ข้าก็เอ็นดูเจ้าอยู่แล้ว" พูดเช่นนั้นพยายามรักษาภาพลักษณ์ของตัวเองเอาไว้ไม่ให้หวือหวา แม้จะเขินจนใจแทบจะระเบิดออกนอกอกแล้วก็ตาม เด็กคนนี้ช่างร้ายกาจนัก อย่ามาทำหน้าตาหมาน้อยเล่นตลกกับใจคนอายุมากกว่าจะได้ไหม!

 

เมื่อได้ยินคำตอบที่พอใจแล้วอวี้เหวินเฉิงก็คลี่ยิ้มออกมา และกุมมืออีกฝ่าย เดินไปด้วยกันตลอดทาง

 

 

**********

 

“เมื่อครู่ ข้าผ่านเหม่ยเหริน เขาเข้าร่วมงานเลี้ยงน้ำชาด้วยหรือ ภาพลักษณ์เขาดูไม่ใช่คนชอบเข้าร่วมงานเช่นนี้เลยนะ” หวงหว่านอิ๋งเอ่ยถามระหว่างส่งมือให้น้องชายช่วยประคองลงมาจากเกี้ยว

 

“นานๆ ทีน่ะ” หวงชุ่ยเวยตอบ เดินนำพี่สาวไปด้านห้องรับแขก “แต่ท่านมาผิดจังหวะไปหน่อย งานเลี้ยงล่มไปเสียแล้วล่ะ”

 

หวงหว่านอิ๋งหัวเราะเบาๆ “เพลาๆ เรื่องสังสรรค์บ้างเถอะ อะไรไม่ดีไม่งามน่ะ อย่านึกนะว่าข้าไม่รู้”

 

หวงชุ่ยเวยไหวไหล่ “เผยแพร่กันเอง ติดกันเอง ข้าไม่เกี่ยว ข้าแค่เป็นคนจัดงาน”

 

“ชุ่ยเวย...” หวงหว่านอิ๋งปรามเล็กน้อย จริงอยู่ว่าเรื่องของน้องควรให้อิสระในการคิด แต่หน้าที่ของพี่สาวที่ดี นางก็ควรอบรม “จะเข้าสังคมไม่ผิด แต่อย่าเอาอะไรไม่ดีไม่งามใส่ตัวสิ ถึงข้าจะอยู่คนล่ะฝากคลอง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีข่าวคราวเข้าหู การ ‘จำหน่ายจ่ายแจก’ ในงานสังสรรค์ที่เจ้าจัดน่ะ ต่อให้เจ้าไม่ใช่คนขายแต่ใครยื่นอะไรให้ก็ห้ามไปยุ่ง ห้ามไปลองเด็ดขาด”

 

“ข้ารู้ ข้ารู้” หวงชุ่ยเวยทำสีหน้าครุ่นคิด “ข้าไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ ‘มัน’ ก็แล้วกัน แต่ถ้าคนอื่นจะทำมันก็ไม่ใช่ความรับผิดชอบของข้า และข้าก็ไม่คิดจะรับผิดชอบอะไรให้ใครด้วย”

 

“เจ้านี่นะ แต่ก็เอาเถอะ ข้าก็ไม่ชอบให้เจ้าไปรับผิดชอบอะไรแทนใครเหมือนกัน เพียงแต่ให้ดูแลตัวเองดีๆ อย่าเข้าไปเกี่ยวข้องอย่าทำให้ตัวเองเดือดร้อน เข้าใจไหม ของไม่ดีก็คือของไม่ดี ต่อให้ดูไม่อันตรายก็คือไม่ดี” หวงหว่านอิ๋งพูดจบก็ดึงน้องชายเข้าหา กอดเอาไว้หลวมๆ ซึ่งหวงชุ่ยเวยก็ซุกๆ กอดๆ พี่สาวคล้ายคนอยากอ้อน

 

คนเป็นพี่สาวหัวเราะอย่างเอ็นดูก่อนจะลูบหน้า ลูบแก้ม คล้ายจะตรวจสอบอะไรอีกฝ่าย

 

“ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนง่าย อาการเป็นอย่างไรบ้าง คัดจมูกอยู่หรือไม่ วันนี้ข้านำชาสมุนไพรมาให้ เจ้าจะได้หายใจสะดวกขึ้นในยามรุ่งเช้าดีไหม”

 

“แค่อาการคัดจมูกจากภูมิแพ้ ท่านก็ห่วงเกินไป” หวงชุ่ยเวย

 

“ย่อมห่วงสิ ก่อนท่านแม่เสียท่านได้ฝากฝังให้ข้าดูแลเจ้า ข้าก็ต้องดูแลให้ดี” พอย้อนนึกถึงเรื่องอดีต หวงหว่านอิ๋งก็บีบแก้มคนตรงหน้าเบาๆ อย่างมันเขี้ยว จะว่าปลงดีจะว่าเหนื่อยใจดีกับความรั้น แต่ที่น้องนิสัยแบบนี้ก็ไม่ได้มาจากใครไกลเลย บ้านของนางร่ำรวยเป็นถึงแม่ทัพฝ่ายเหนือ ทว่ามารดาบุญน้อยไม่อาจอยู่นาน คนเลี้ยงจึงมีแต่พ่อและพี่สาว ผลออกมา หวงชุ่ยเวยเลยเอาแต่ใจและปากดีเช่นนี้

 

“ข้ารู้ ข้ารู้ ท่านแม่เสียเพราะคลอดข้า ข้าเลยต้องเป็นเด็กดีเข้าไว้ให้สมกับที่ท่านแม่เสียสละ” หวงชุ่ยเวยกลอกตา หากแต่หวงหว่านอิ๋งกับจ้องดุๆ

 

“การคลอดลูกมันใช่เรื่องง่ายนะอาเวย เข้าใจหรือไม่ ถ้าเข้าใจแล้วข้าจะย้ำอีกครั้ง อย่าไปยุ่งเกี่ยวอะไรที่มันไม่ดีไม่งามเด็ดขาด” หวงหว่านอิ๋งถอนหายใจยาวๆ ห้ามยากแต่ก็คงต้องปรามเสียหน่อย

 

เมื่อได้ยินดังนั้นหวงชุ่ยเวยก็ทำได้แค่รับฟังไม่ได้ตอบรับ ระหว่างที่กอดกับพี่ ใบหน้าที่ซุกบ่าบางกลับมีความครุ่นคิดอะไรกับตัวเอง ดังเช่นคำคนที่ไม่รู้ย่อมไม่รู้ คนที่รู้ย่อมรู้แจ้งแก่ใจ และสุดท้ายก็กลายเป็นการอมพะนำไม่กล้าเอื้อนเอ่ยดุจดั่งสำนวนน้ำท่วมปาก

 

...ขอโทษขอรับท่านพี่...

 

เอ๊ะๆ

เกิดอะไรขึ้นนะ อาเวยมีอะไรน่าสงสัยอยู่นะ เอ๊ะ เอ๋----------

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 64 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #679 sakura17 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 02:43
    หวงชุ่ยเวยตัวการเลยนี่
    #679
    1
    • #679-1 White-Crystal(จากตอนที่ 61)
      7 สิงหาคม 2563 / 08:52
      อาเวยเป็น...เป็น..../โปรดติดตามชมตอนต่อไปค่ะ (/เอ๊)
      #679-1
  2. วันที่ 29 กรกฎาคม 2563 / 01:26
    อาเวยอย่าทำอะไรที่ผิดแบบร้ายแรงนะ
    #627
    1
    • #627-1 White-Crystal(จากตอนที่ 61)
      3 สิงหาคม 2563 / 11:25
      อาเวยมีเหตุจำเป็นบางอย่าง---รอเฉลยนะคะ ><
      #627-1
  3. #612 miNAMizu (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2563 / 10:26
    อาเวยรู้ตัวคนปล่อยของใช่ไหม
    #612
    1
    • #612-1 White-Crystal(จากตอนที่ 61)
      30 พฤษภาคม 2563 / 11:08

      อาเวยมีความลับซ่อนอยู่ แต่ความลับคืออะไรกันนะคะะะ
      #612-1
  4. #609 Honie999 (จากตอนที่ 61)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2563 / 21:56
    อาเวยมีพิรุธนะคะ!! จะทำอะไรน้ออ ;;
    #609
    1
    • #609-1 White-Crystal(จากตอนที่ 61)
      30 พฤษภาคม 2563 / 09:23
      มีพิรุ๊ดดดด อาเวยมีอะไรในใจกันน้าาาา
      #609-1