[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 56 : ตอนที่ 14 ความวุ่นวายของเหล่าพระชายา (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 848
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 90 ครั้ง
    24 เม.ย. 63

"ท่านพี่มองสิ่งใดอยู่หรือขอรับ" อวี้เหวินเฉิงเอ่ยทักยามสังเกตว่าคนข้างกายทอดสายตามองอะไรบางสิ่งมาสักระยะใหญ่ๆ แล้ว ซึ่งเมื่อเขามองตามไป ก็เห็นเป็นแผ่นหลังของชายคนหนึ่ง รูปร่างสูงโปร่ง มีเค้าร่างความหน้าตาดีที่ใกล้เคียงกับต้วนมู่ชิงถึงห้าในสิบส่วน อนุมานเอาได้ทันทีว่าคงเป็นคนในครอบครัว

 

ซึ่งดูจากวัยแล้ว...ไม่น่าจะใช่ท่านราชเลขาธิการต้วนมู่เถียน แต่คงเป็นเสนาบดีแห่งกรมคลัง ต้วนมู่หลิว

 

พอเห็นว่าน่าจะเป็นคนที่บ้านก็ไม่ได้ทำไหน้ำส้มสายชูแตกใส่แต่อย่างใด (...)

 

“ม...ไม่มีอะไรหรอก” ต้วนมู่ชิงปฏิเสธทันทีก่อนจะมองๆ ไปรอบๆ เขาจับแขนของอวี้เหวินเฉิง กึ่งจะลากกึ่งจะจูง “คิดว่าน่าจะมีเวลาพักผ่อนอีกหน่อยก่อนพี่เหยาจะมาถึง พวกเราหลบคนไปชมดอกไม้ทางนั้นด้วยกันก่อนไหม?”

 

“ขอรับ” อวี้เหวินเฉิงไม่ขัดขืนและไม่เร้าหรือให้อีกฝ่ายตอบคำถามแต่อย่างใด สิ่งที่เขาทำคือการตามใจ เพื่อความสบายใจแก่ต้วนมู่ชิง

 

คำพูดที่ดูตัดพ้อสถาบันครอบครัวในบางครา ทำให้คาดเดาได้ว่าปัญหาที่ต้วนมู่ชิงมีต่อสกุลต้วนมู่มันคงหนักหนาเกินกว่าจะทำใจเข้าหน้าอย่างสนิทชิดเชื้อ ทว่าที่อวี้เหวินเฉิงกลับคลางแคลงใจก็คือเรื่องที่เกิดขึ้นมันอาจจะไม่ใช่เพราะ ‘โดนถีบหัวส่งเข้าวัง’ มาเพียงอย่างเดียว

 

เพราะใน ‘ตอนนั้น’ ต้วนมู่ชิงเองก็ไม่ได้บอกอะไรกับเขามากมายเช่นกัน

 

“ปีนี้โบตั๋นเบ่งบานเสียจนแน่นขนัดอุทยานหลวงนัก...ในช่วงที่อาเฉิงอยู่ในวังเป็นเช่นนี้หรือไม่?” ต้วนมู่ชิงว่า พวกเขาทั้งสองหลบมุมมาพักยังศาลาอันไกลห่าง เป็นจุดอับที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจนัก สายตาทอดมองไปเรื่อยๆ โดยที่ยังติดค้างความเหม่อลอยจากการพบเจอต้วนมู่หลิวเมื่อครู่

 

ท่านพี่ก็มาแล้ว...ท่านพ่อก็คงไม่น่าจะเหลือ จะหนีไปได้อีกสักกี่น้ำกันนะ – ต้วนมู่ชิงลอบคิด

 

“สมัยข้าอยู่ในวัง ข้ายังเล็กนัก...ไม่พ้นวัยบรรลุนิติภาวะหรือได้รับพระราชทานอนุญาตให้ออกจากฝ่ายในเลยด้วยซ้ำ” อวี้เหวินเฉิงเล่า นึกถึงเรื่องในสมัยเด็กไปพลาง “ทว่าแม้อุทยานหลวงแห่งนี้จะปรับเปลี่ยนรูปโฉมไปมากสักเพียงไร โบตั๋นเหล่านี้ก็ยังคงบานงดงามไม่มีเปลี่ยนแปลงเลยขอรับ”

 

อุทยานหวังหลวงร่มรื่น อุดมพรรณไม้นานาชนิด กลิ่นอายหอมของฤดูใบไม้ผลิอบอวลชวนเคลิ้มใจ อีกทั้งเหล่าแขกเครือคนในงานนั้นก็ล้วนคึกคักสีหน้าเต็มเปี่ยมด้วยความสนุกสนาน ทุกอย่างล้วนยังคงดำเนินไปตามแบบแผนที่มันควรจะเป็น

 

จวบจนกระทั่ง

 

“อวี้...กุ้ยเฟย...?”

 

นั่นคือเสียงกล่าวลอยๆ ที่ทำให้อวี้เหวินเฉิงชะงักไปพลัน

 

ทว่าเมื่อหันหน้าไปสบตากันแล้ว หญิงสาวผู้เป็นเจ้าของเสียงนั้นกลับทำหน้าตกใจเสียยิ่งกว่า

 

“อ้าว...ไม่ใช่หรอกหรือ” นางว่า

 

เจ้าของเสียงนั้นมีเส้นผมสีอ่อนจนเกือบน้ำตาลไม้มะค่า รูปร่างเพรียวบางทว่ามีสัดส่วนอกเอวสะโพกที่โค้งเว้าเด่นชัด เครื่องหน้ากระจุ๋มกระจิ๋ม ตาโต จมูกนิด ปากหน่อย ทุกสิ่งที่นางเป็นล้วนตรงตามตำราหญิงงามอันเป็นที่นิยมในยุคนี้ทุกประการ

 

ทั้งยังแต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาวสะอาดปักลวดลายแสนประณีต...คนผู้นี้ก็คือซูเฟยแห่งตำหนักไป๋หู่ หวงหว่านอิ๋ง อย่างไม่ผิดฝา

 

“ถวายบังคมพ่ะย่ะค่ะ...ซูเฟย”

 

ในคราแรกต้วนมู่ชิงเลิ่กลั่ก ทว่าคนถูกทักว่าหน้าเหมือนแม่กลับวางตัวเฉย อวี้เหวินเฉิงแทบไม่แสดงออกถึงความตกใจ ซ้ำยังมีสติมากพอจะถวายบังคมแด่หวงซูเฟย

 

"ซูเฟยก็กล่าวชมกระหม่อมเกินไป...จื่อเหยียนหาได้งดงามทัดเทียมพระนางอวี้เลยแม้แต่น้อย" อวี้เหวินเฉิงเงยหน้าขึ้นมา สบตาพร้อมกับยิ้มรอยยิ้มน่ารักให้แก่หวงหว่านอิ๋ง เขาสวมวิญญาณอันแสนน่ารักของเฉิงจื่อเหยียนได้อย่างรวดเร็วในชั่วพริบตา

 

“เจ้าคงจะเป็นว่าที่สนมเฉิงคนดังคนนั้น” หวงหว่านอิ๋งกล่าว แม้นางจะไม่ค่อยได้สนิทสนมกับฝั่งชายมากนัก หากแต่ชื่อเฉิงจื่อเหยียนและข่าวลือเรื่องตำแหน่งเต๋อเฟยคนใหม่ก็เข้าหูมาเสียให้หนาปึก “หากฝ่าบาทจะทรงแต่งตั้งให้เจ้าเป็นเต๋อเฟย ข้าก็ไม่ประหลาดใจเลย” กล่าวชมเช่นนั้น โดยหารู้ไม่ว่าทำอวี้เหวินเฉิงขนลุกชันสักแค่ไหน

 

อวี้เหวินเฉิงสลัดความคิดชวนสยองขวัญออกไป แล้วถามด้วยรอยยิ้มไร้เดียงสาว่า

 

"ซูเฟยก็กล่าวชมกระหม่อมเกินไปและ...หากไม่เป็นการเสียมารยาทและทำให้ขุ่นพระทัยกระหม่อมแอบใคร่สงสัย ซูเฟยเคยได้พบพระพักต์ของพระนางอวี้ด้วยหรือพ่ะย่ะค่ะ? " แล้วอวี้เหวินเฉิงก็สำทับต่อเพื่อความสมบทบาท "พอดีจื่อเหยียนชื่นชมในตำนานและคำร่ำลือถึงความงามของพระนางอวี้ จึงอยากทราบ...หากไม่เป็นการรบกวน"

 

โห...สุดไปเลย

 

นั่นคือสิ่งที่ต้วนมู่ชิงคิดระหว่างเห็น เพราะปกติไม่ได้เจอการแสดงละครตบตาของอวี้เหวินเฉิงชัดๆ พอได้เจอระดับใกล้ชิดเข้าไป เข้าถึงกับชื่นชม สมแล้วที่จื่อเหยามักบอกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเด็กคนนี้สลับสีหน้าได้ในเสี้ยวกะพริบตา

 

แต่ต้วนมู่ชิงก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมอวี้เหวินเฉิงจึงทำทีแสร้งถามเช่นนั้น

 

เพราะอายุหวงหว่านอิ๋งดูทิ้งห่างจากจื่อเหยาไม่เท่าไร บวกลบคงไม่เกินสามหรือสี่ปี เมื่อคำนวณดู หากจะเคยได้พบกับพระนางอวี้กุ้ยเฟยก็คงเป็นตอนอายุราวสิบแปดหรือสิบเก้า ซึ่งไม่น่าจะใช่เพราะช่วงวัยนั้นเฮ่อเหลียนเว่ยหลงไม่ได้แต่งชายาคนใดนอกจากจื่อเหยา ไม่มีทางที่จะได้พบปะกันอย่างใกล้ชิดแน่

 

เว้นเสียแต่ว่าหวงหว่านอิ่งจะ...

 

"แม้จะเป็นสิ่งที่น่าอายไปเสียหน่อย...ทว่าข้าเคยเป็นนางกำนัลรินชาในรัชสมัยพระเจ้าเทียนหลง ที่มีบุญวาสนาได้พบปะพระนางอวี้แค่เพียงบางคราเท่านั้น" หวงหว่านอิ๋งว่า ท่าทางอายหน่อยๆ

 

“อย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ?” อวี้เหวินเฉิงถาม

 

ทว่าก่อนจะได้ถามอะไรต่อนั้น

 

หมับ!

 

"ไม่ได้พบกันเสียนานนะเสี่ยวชิง"

 

มือบางเล็กวางประทับลงบนบ่าของต้วนมู่ชิง ก่อนเจ้าของเสียงอันแสนสดใสจะชะโงกใบหน้าข้ามไหล่ทักทายคนรอบข้างอย่างทะเล้นขี้เล่น และใช่แล้ว...อาภรณ์สีคราม เครื่องประดับสีไพลิน อีกทั้งยังความงามที่เป็นเลิศแม้ช่วงวัยจะเกินเลขสาม สตรีผู้นี้จะเป็นใครไม่ได้เลยนอกจากโจวซินเจี๋ย...พระชายาอันดับหนึ่ง

 

หวงหว่านอิ๋งชะงักไปน้อยๆ

 

“ถวายบังคมเพคะ...โจวกุ้ยเฟย”

 

“แหม...แอบมาอยู่ตรงนี้แล้วคุยอะไรๆ สนุกโดยไม่ชวนข้าหรือ?” โจวซินเจี๋ยวหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี “ปีนี้ก็งดงามอีกแล้วนะ พี่เหยานี่เข้าใจเลือกเครื่องแต่งกายให้รุ่นน้องได้ดีจริงๆ เอ...เจ้าคงเป็นว่าที่สนมเฉิงจื่อเหยียนสินะ?”

 

“พ...พ่ะย่ะค่ะ” อวี้เหวินเฉิงมองโจวซินเจี๋ย พิจารณาอากัปกิริยาของนางแล้วก็ได้ต่ทำสีหน้ายากจะบรรยายด้วยความรู้สึกนานัปการ

 

“ฝ่าบาทเสด็จมาถึงแล้วล่ะตอนนี้รับแขกอยู่กับพี่เหยา เจ้าควรรีบไปเตรียมตัวได้แล้วนะ งานจะเริ่มในอีกไม่ช้า แล้วก็อีกอย่างวันนี้ไทเฮาตรัสกับข้าว่าจะเสด็จมา” โจวซินเจี๋ยหันมาคุยกับหวงหว่านอิ๋ง เพราะพระชายานั้นล้วนเป็นหนึ่งในคนสำคัญของงานไม่ต่างฮ่องเต้ อีกทั้งยังเน้นย้ำคำว่าจื่อเหยาและไทเฮา

 

หวงหว่านอิ๋งสะดุ้ง รู้หน้าที่เอาบัดเดี๋ยวนั้น เพราะการให้เสียนเฟยกับไทเฮาอยู่ด้วยกันโดยไร้ซึ่งกรรมการห้ามทัพ ย่อมร้ายแรงเสียยิ่งกว่าจับเสือสองตัวมาอยู่ในถ้ำเดียว

 

“เพคะ...หว่านอิ๋งช่างแย่นักที่ให้เสด็จพี่มาตาม” หวงหวานอิ๋งกล่าว ท่าทางเอียงอายสำนึกผิด

 

“ช่างเถิด ไปได้แล้วล่ะ” โจวซินเจี๋ยกล่าว รับการบังคมลาจากหวงหว่านอิ๋งแล้วมองตามแผ่นหลังของไปจนนางเดินลับสายตา

 

ท่าทางของคนเป็นกุ้ยเฟยก็เปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังบาท

 

“เฮ้อ— เกือบไปแล้วไหมล่ะเจ้าเฉิง” โจวซินเจี๋ยเอ่ยอย่างเหนื่อยใจ กอดอกตัวเองแล้วส่ายหน้าไปมา “ก็ดันแต่งหน้าแต่งตามาเสียเต็มยศ คนเคยเจอก็ต้องเอะใจบ้างเป็นธรรมดา ดีนะที่ว่าหน้าเจ้าไม่ได้เหมือนพระนางอวี้อะไรขนาดนั้น พอแถไปได้อยู่”

 

“...ข้าก็ไม่คิดหรอกว่าตัวเองจะหน้าเหมือนเสด็จแม่ขนาดโดนทักได้” อวี้เหวินเฉิงตอบ เอามือแตะๆ แก้มตัวเองหน้าเบ้ “เหมือนขนาดนั้น?”

 

“เสี้ยวพริบตาก็ใช่อยู่อย่างไรพวกเจ้าก็แม่ลูกกัน แต่ถ้ามองจริงๆ ก็ไม่เลยสักนิด น่าจะตบตาไทเฮาได้อยู่ อย่าได้กังวล” โจวซินเจี๋ยถอนหายใจออกมาเบาๆ

 

ทั้งสองคนพูดคุยกันอย่างปกติเสียจนคนมองอยู่วงนอกต้องยกมือ ต้วนมู่ชิงทำใจกล้าแทรกกลางระหว่างคนทั้งสอง เริ่มจับเค้าลางอะไรบางอย่างได้แล้ว

 

“อย่าบอกนะว่ารู้จักกัน”

 

“...โจวกุ้ยเฟยจัดอยู่ในหมวดเดียวกับซ่งกงกงขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบทันที

 

ชัดเจน

 

นั่นคือ...โจวซินเจี๋ยที่ดำรงสถานะเป็นเพื่อนสมัยเด็กของฮ่องเต้เช่นเดียวกับซ่งอี้จุ้น เป็นคนที่รู้จักกับอวี้เหวินเฉิง และอยู่ในหมวดคนที่ไว้ใจได้

 

และจากปากคำของจื่อเหยาในวันลองชุดนั้น บางทีโจวซินเจี๋ยเองอาจจะเป็นผู้เสียหายจากคดีเมื่อเก้าปีก่อนอีกคนด้วย

 

“อ...อย่างนั้นหรือ เหวอ--!!” ต้วนมู่ชิงเอ่ยแต่ในระหว่างครุ่นคิดถึงเรื่องราวเมื่อเก้าปีก่อนอยู่นั้นเอง ร่างของเขาก็โดนโจวกุ้ยเฟยดึงเข้าไปกอดทักทาย น้วยหนุบเสียจนหน้าจมไปกับหน้าอก เครื่องสำอางที่ประทินมาแทบลอก

 

“อ๊า...อาชิงยังน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนเดิม ข้ายังเสียดายอยู่ที่เมื่อเชื่อวันเชียว หากเจ้าเป็นสนมหญิงคงดึงเข้าสังกัดชิงหลงไปแล้ว” โจวซินเจี๋ยเอ่ย เสียงร่าเริง ท่าทางกอดอันล่อแหลมนั้นพาให้คนที่มองอยู่ฉุนกึก อวี้เหวินเฉิงดึงต้วนมู่ชิงออกมาจากดอกบัวคู่ยักษ์ จ้องสายตาดุๆ

 

“สำรวมหน่อย เดี๋ยวก็มีคนเห็นหรอก”

 

“โธ่ อาเฉิงก็...” นางเป่าปากหน้าบูดเป็นเด็กๆ แต่กระนั้นนางก็น้วยจนพอใจแล้ว จึงได้เอาผอบแป้งมาช่วยปรบๆ เติมหน้าให้

 

“เจ้าก็เป็นเช่นนี้”

 

พระชายาอันดับหนึ่งแห่งรัชสมัยเว่ยหลงนั้นหากมองภายนอกเป็นสตรีที่ดูเรียบร้อย กิริยาอ่อนหวานดีอยู่หรอก ทว่านั่นก็แค่ภายนอกเท่านั้น! หากอยู่ต่อหน้าคนสนิทเมื่อใด นางฟ้าคนงามก็กลายร่างเป็นผู้หญิงพลังงานล้นเหลือ ถึงเนื้อถึงตัวและแก่นกะโหลกโผงผาง กระเดียดไปทางตาลุง!

 

“...เป็นดังที่พี่เหยาว่า...คิดถึงอาเฉิงสมัยเด็กเป็นบ้า” โจวซินเจี๋ยตัดรอนอย่างปวดใจ เด็กน้อยตัวกลมพูดจาไพเราะนั้นโตมาเป็นอะไรแล้วก็ไม่รู้ “ไม่คิดถึงเจี๋ยเจี่ยหน่อยเลยหรือ”

 

“ไม่” ตอบอย่าไร้เยื่อสุดๆ “กว่าจะได้พบ ต้องเสียเวลาไปหลายสัปดาห์นัก นึกว่าท่านจะลืมไปเสียแล้วว่าตนเป็นหนึ่งในคนที่เรียกให้ข้ามาที่นี่”

 

“ช่วยได้เสียเมื่อไร เจ้ากับข้าอยู่คนละฝากคลอง พอเจ้าเข้ามาข้าก็โดนราชโองการเชิญไปประพาสร่วมกับพี่เว่ยหลง พอข้าอยู่วังเจ้าก็ออกไปแดนใต้ ซ้ำข้าต้องไปเข้าเฝ้าไทเฮาบ่อยๆ เวลาเราตรงกันเสียเมื่อไร หากจะก็มีโอกาสเจอจะต้องใช้งานเลี้ยงนี้เท่านั้นแหละ”

 

“ก็ไม่ผิดนัก” อวี้เหวินเฉิงถอนหายใจออกมาเบาๆ ก่อนหันไปหาโจวซินเจี๋ยอีกครั้ง “เกี้ยวของเสด็จพี่มาถึงอุทยานหลวงแล้วใช่หรือไม่”

 

โจวซินเจี๋ยพยักหน้า แม้จะมีเรื่องหลายอย่างต้องการจะพูดคุยกันต่อ ทว่าในตอนนี้พวกเขาจะมาลอยชายไม่ได้ งานเลี้ยงจะเริ่มแล้วและไม่ควรขาดกุ้ยเฟยเด็ดขาด

 

พวกเขาทั้งหมดจึงได้ตามไปสมทบกันในงาน และเมื่อโจวซินเจี๋ยไปรวมกลุ่มกับจื่อเหยาและหวงหว่านอิ๋ง พื้นที่นั่งข้างฮ่องเต้ก็กลายเป็นจุดรวมสายตาแขกในอุทยานหลวงได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

 

ต้วนมู่ชิงและอวี้เหวินเฉิงนั้นได้หลบมุมมาอยู่กับกลุ่มนายกำนัลของจื่อเหยา ทอดสายตามองกลุ่มคนที่โดดเด่นนั้น แม้จะเห็นบ่อยแค่ไหนแต่ใจก็อดตื่นตาตื่นใจไม่ได้ทุกที

 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงประทับยังที่นั่งประจำตำแหน่งของตน ข้างกายมีจื่อเหยานั่งเคียง โดยที่พวกเขาทั้งสองสวมใส่ฉลองพระองค์และเครื่องประดับทับทิมแดงที่ออกแบบมาเข้าชุดกัน และอีกฝากหนึ่งไม่ไกลกันนักจะเป็นโต๊ะจัดแยกสำหรับพระชายาของโจวซินเจี๋ยและหวงหว่านอิ๋ง

 

กุ้ยเฟย...โจวซินเจี๋ย

ซูเฟย...หวงหว่านอิ๋ง

เสียนเฟย...จื่อเหยา

 

หากไม่นับลี่ย่าหลีเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นเต๋อเฟย ความสัมพันธ์ระหว่างพระชายาในรัชสมัยเว่ยหลงฮ่องเต้เรียกได้ว่าเป็นมิตรกันยิ่งนักพวกเขาอยู่ร่วมกันมานาน ไม่มีการตบตี ไม่มีการชิงรักหักสวาทแย่งความเอื้อเอ็นดูจากสวามีแต่อย่างใด เพราะพวกเขาวางตัวมีมารยาทต่อกันโดยมีจื่อเหยาเปรียบเสมือนเป็นเหมือนพี่ใหญ่

 

แม้การแบ่งพรรคพวกเพื่อผลประโยชน์ของสนมจะซับซ้อน ทว่าระบบชนชั้นปกครองของฝ่ายในกลับเข้าใจได้ง่ายมากกว่าที่คิด นั่นคือการยึดหลัก ‘ความสงบขึ้นอยู่กับพระชายาทั้งสาม’ เพราะพวกเขาดูแลคนในสังกัดได้อย่างดี และซื้อใจคนได้มาก ชนิดที่ยามมีเรื่องหมางใจ ท่านๆ ทั้งหลายไม่ทันได้ลงมือเองก็จะมีกองอวยและลูกหาบจัดการให้เสมอ

 

(อา...ใช่...ต้วนมู่ชิงรู้ดี ตนก็เป็นหนึ่งในลูกหาบกองอวยของจื่อเหยาเช่นกัน)

 

นั่นจึงทำให้ลี่ย่าหลีผู้เป็นเต๋อเฟยอย่างทุจริต ทั้งยังไม่เคยซื้อใจใคร วันๆ เอาแต่ตบตีนางกำนัลไปทั่ว เกเรทำตัวไม่น่ารักกับคนอายุมากกว่า ไม่ได้รับความเคารพและเอื้อเอ็นดูจากบุคลากรฝ่ายในมากเท่ากับชายารุ่นพี่นั่นเอง

 

ต้วนมู่ชิงกลอกตาตัวเองสามถึงสี่รอบ เอาเข้าจริงส่วนหนึ่งที่ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างพระชายาสงบได้ขนาดนี้น่ะก็เพราะตัวฮ่องเต้เองด้วยแหละ

 

...

 

มีหน้าที่ไหนออกงานแล้วให้เสียนเฟยนั่งแท่นฮองเฮาล่ะ! แถมยังใส่เครื่องประดับเข้าคู่กันอีก! แหกทุกกฎจริงๆ!

 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเป็นคนที่ชัดเจนกับสถานะของคนรักจนไม่รู้จะชัดเจนแบบไหน แต่เขาก็เข้าใจนะ ฮ่องเต้ทำสงครามเย็นกับไทเฮาเรื่องเมียอยู่ อะไรที่ประกาศต่อสารธณะเพื่อให้คนยอมรับว่านี่คือคนที่ตนเลือกเขาย่อมทำอยู่แล้ว และทำเช่นนี้เป็นประจำไม่ขาดตก

 

ผลที่ได้รับคือชายาและสนมนางใดๆ ไม่คิดจะไปเหนื่อยงัดข้อเพราะนอกจากจะไม่มีหวังจะได้เป็นฮองเฮาแล้วยังมีสิทธิ์โดนเด้งออกจากวังแน่ๆ ถ้าใจกล้าไปแตะต้องจื่อเหยาเข้า

 

กุ้ยเฟยและซูเฟยรู้ดีถึงจุดนี้ จึงได้พึงพอใจกับตำแหน่งตัวเอง พึงระลึกเสมอว่าไม่สามารถไปได้มากกว่านี้

 

ไอ้คนที่จะไม่รู้อะไรเลยก็มีแต่อดีตเต๋อเฟยนั่นแหละที่พยายามงัดข้ออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...

 

ต้วนมู่ชิงถอนหายใจออกมาเบาๆ พอนึกถึงได้ตรงนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าตลอดเวลาหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ลี่ย่าหลีที่ปัจจุบันใช้ชีวิตที่ตำหนักเหมันต์จะเป็นเช่นไรบ้าง...

 

 

ช่วงนี้กักตัวอยู่บ้านเป็นอย่างไรบ้างคะ ส่วนคนเขียนน่ะ....................ทำงานรัวๆ เลยค่าาา /ล้องไห่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 90 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #593 Otaku_Chom_Hama (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 14:46
    ใครๆก็เอ็นดูอาชิงง

    อยากเห็นเด็กชายอวี้ตัวบวมๆเลยค่ะ5555555
    #593
    1
    • #593-1 White-Crystal(จากตอนที่ 56)
      25 เมษายน 2563 / 21:24
      เด็กชายเฉิงตัวกลมๆ ปุ๊กปิ๊กค่ะ---
      #593-1
  2. #591 LovelyWonbin (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 19:11
    กักตัว กักไขมัน กักน้ำหนักเพิ่มเติม
    #591
    3
    • #591-2 อดีตรีดเงา(จากตอนที่ 56)
      24 เมษายน 2563 / 20:23
      55555 ถูก! นั่งกินนอน เดินจะไม่เป็นอยู่แล้ว!
      #591-2
    • #591-3 White-Crystal(จากตอนที่ 56)
      25 เมษายน 2563 / 07:47
      นั่งๆ นอนๆ กินๆ วนไปวนมาจนพุงบวมแล้วเหมือนกันค่ะ 555555555555
      #591-3
  3. #590 zenandzun (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 18:54
    รอเวลาพี่ต้วนน้องเฉิงเค้าเคียงคู่กัน
    #590
    1
    • #590-1 White-Crystal(จากตอนที่ 56)
      25 เมษายน 2563 / 07:47
      อีกไม่ไกลแล้วล่ะค่ะ อีกไม่ไกลแล้วววววว
      #590-1
  4. #589 poonpunks48 (จากตอนที่ 56)
    วันที่ 24 เมษายน 2563 / 18:25
    เป็นแก๊งสนมเอกน่ารักกันจังเลยย
    #589
    1
    • #589-1 White-Crystal(จากตอนที่ 56)
      25 เมษายน 2563 / 07:48
      ขอบคุณค่าาา เหล่าสนมเอกเขาสนิทกันดีเพราะอยู่ด้วยกันมาหลายปี--- 5555
      #589-1