[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 55 : ตอนที่ 14 ความวุ่นวายของเหล่าพระชายา (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 875
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 75 ครั้ง
    17 เม.ย. 63

 

 วันคืนก็ผ่านไปเร็วนัก พอรู้ตัวอีกทีเทศกาลชมดอกไม้ก็มาถึงโดยมีเหล่าดอกโบตั๋นงามบานสะพรั่งเป็นการต้อนรับ

 

อวี้เหวินเฉิงในตอนนี้กำลังนั่งหน้าทื่อ ทะมึนทึงให้เหล่าคนรับใช้ในสุ่ยเซียนดึงทึ้งเส้นผม มัดรวบ ปักปิ่น ประดับประดาดอกไม้และอื่นๆ  ไหนจะอาภรณ์เต็มยศสีแดงเพลิงสุดเด่นสะดุดตานั้นอีก เล่นเอาคนที่ไม่ค่อยชอบแต่งตัวสีโดดเด่นเช่นเขาแทบหมดความอดทน 

 

แต่พอเหลือบไปเห็นคนที่เฝ้ามองอยู่ใกล้ๆ เขาจึงได้ผ่อนปรน เก็บสีหน้าและยิ้มให้ต้วนมู่ชิง

 

" คิ้วยุ่งแล้วอาเฉิง" ต้วนมู่ชิงเดินมาใกล้ เรียวนิ้วยาวเกลี่ยๆ ระหว่างคิ้วอย่างเอ็นดู ชายหนุ่มนิ่งมองพิจารณาคนตรงหน้าคล้ายคิดอะไรบางอย่าง..ผิวพรรณเนียนละเอียด ขนตายาวคิ้วเรียวสวยเป็นระเบียบไม่ยุ่งเหยิง ริมฝีปากบางทรงกระจับ ทุกอย่างดูลงตัวแม้จะยังไม่ได้ผัดแป้งทาชาดใดๆ เลย 

 

พาให้ใจเต้นแรงขึ้นนิดหน่อยเสียจนต้องเปลี่ยนเรื่องคุย

 

"เหลือแต่งหน้าสินะ"

 

"ท่านพี่จะแต่งให้หรือขอรับ" อวี้เหวินเฉิงว่า

 

"ไม่ได้หรือ" ต้วนมู่ชิงเลิ่กลั่ก จะว่าไปแล้วอวี้เหวินเฉิงไม่ใช่คนแต่งหน้าตลอดเวลา ตอนอยู่ฝ่ายในก็แค่ผัดแป้งแค่บางๆ นี่นะ แถมปกติสนมชายก็ไม่ได้ประทินโฉมหนักเท่าผู้หญิงหรอก แต่พอต้องไปออกงานเลยต้องเตรียมโปะหน้าให้ดูดี อยู่ทนตากหน้ารับแขกได้ทั้งวัน ไม่ใช่ยืนปากซีดหน้ามันเลื่อมให้เสียหน้าฮ่องเต้

 

แต่ให้คนไม่คุ้นเคยกับเครื่องสำอางมาแต่งหน้าแบบนี้คงกระอักกระอ่วนใจกระมัง

 

"ถ้าเจ้าไม่ชอบ..."

 

"ถ้าท่านพี่ทำให้...ข้าก็เต็มใจขอรับ" อวี้เหวินเฉิงตอบด้วยรอยยิ้ม จับมือของต้วนมู่ชิงมาซุกมาซบอย่างที่ชอบทำ สีหน้าดูคาดหวังหรืออะไรสักอย่างที่เหมือนลูกสุนัขรอเจ้านายมาเล่นด้วยอะไรแบบนั้น

 

เมื่อเห็นดังนั้นต้วนมู่ชิงจึงพ่นลมหายใจ หันไปหาเหล่าคนรับใช้ ซึ่งซื่อเป่าก็พยักหน้ารับอย่างรู้ใจ รีบเก็บข้าวเก็บของจนเป็นระเบียบ แล้วนำเพื่อนบ่าวทั้งหมดออกจากห้อง

 

และแล้วห้องนี้ก็เหลืออวี้เหวินเฉิงและต้วนมู่ชิงเพียงสองคน

 

ชายหนุ่มหยิบเครื่องประทินโฉมบนโต๊ะเครื่องแป้งออกมา เลือกเฟ้นโทนที่เหมาะกับใบหน้าของอวี้เหวินเฉิง และหันไปประจันหน้า แต่งแต้มสีสันให้อย่างคล่องแคล่ว

 

เอาล่ะไหนๆ เข้าประเด็นความสวยความงามจึงใคร่ขอแนะนำการแต่งหน้าที่นิยมกันของบุคลากรฝ่ายในราชวงศ์เฮ่อเหลียนกันเสียหน่อย

 

เริ่มจากส่วนสำคัญที่สุดนั่นคือภาพรวมของผิวหน้า จะรองพื้นด้วยน้ำมันหอมระเหยก่อนทาทับด้วยแป้งขาว โดยสิ่งเหล่านี้จะมีคุณสมบัติช่วยในการรักษาผิวหน้าให้นวลเนียน คุมความมัน มีกลิ่นชื่นใจราวกับดอกไม้ แนะนำให้ทาแต่พอเหมาะ เน้นให้ผ่องแต่อย่าลงหนักมือจนขาวจัดมากจนเกินไปนัก มิเช่นนั้นหน้าอาจซีดขาวราวกับผีสางได้ 

 

หลังจากนั้นก็จะเป็นการเขียนคิ้วอันเป็นมงกุฎของใบหน้า ด้วยเพราะรัชสมัยนี้นิยมคิ้วที่เป็นระเบียบเรียบร้อยดูไม่หนา ไม่บางหรือโก่งจนเกินไป นั่นจึงทำให้บางคราจะต้องกันคิ้วให้เข้ารูปปัดเส้นขนให้เรียงตัวอยู่เสมอ ที่ดวงตาจะแต่งแต้มสีสันใดก็มิขัด แต่สำคัญต้องกรีดเปลือกตาให้เน้นหางคมเรียวราวกับดวงตาแมว

 

การผัดสีชาดที่แก้มนั้นจะไม่เน้นให้แดงจัดแต่ให้ดูระเรื่อราวกับสีดอกท้อ แต่ใดๆ แล้วริมฝีปากน่ะต้องเน้นทรงกระจับสีแดงสดเข้าไว้ 

 

นี่แหละเป็นการแต่งหน้าที่นิยมในรัชสมัยนี้ กล่าวว่ามุมมองความงามนั้นเป็นไปตามแต่ละยุคแต่ละสมัย ซึ่งที่มาส่วนมากล้วนเริ่มจากในวัง...ก็รสนิยมฮ่องเต้นั่นแหละ แล้วค่อยๆ แพร่กระจายเป็นวงกว้างสู่ภายนอกและพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นความนิยมมาจนถึงทุกวันนี้ 

 

แต่เอาจริงเลยนะ แต่งหน้าแบบไหนนิยมแบบไหนน่ะมันก็แล้วแต่เขาแหละ จะมาว่าเพราะฮ่องเต้ชอบเลยทำตามก็ไม่ถูก ไม่ว่าใครย่อมอยากดูดีเพื่อเป็นที่พึงพอใจตัวเองทั้งนั้น ไอ้ความเชื่อผิดๆ ว่าแต่งหน้ารอชายเนี่ย ถามจริงเถอะมันสมัยใดแล้ว คนเราน่ะนะเวลาส่องกระจกก็อยากเจอหน้าตัวเองยิ้มสวยๆ มองเพลินๆ ให้รื่นหูรื่นตา โดนคนชมหรือโดนคนเกี้ยวน่ะแค่ผลพลอยได้ต่างหาก

 

ต้วนมู่ชิงบ่นในใจไปแต่งหน้าไป เพลินๆ ก็สบตากับอวี้เหวินเฉิงเข้าให้ 

 

อวี้เหวินเฉิงยิ้มน้อยๆ 

 

"เห็นท่านพี่ดูคล่องมือกับเครื่องประทินผิวนัก ท่านต้องฝึกเรื่องพวกนี้ด้วยหรือขอรับ"

 

เอ่ยพูดระหว่างนั่งให้ต้วนมู่ชิงเอานิ้วเกลี่ยผมถ่านแต่งคิ้วให้เข้าทรง แต่เพราะอวี้เหวินเฉิงเป็นคนคิ้วเรียงตัวเป็นระเบียบไม่ยุ่งเหยิงอยู่แล้ว เลยไม่ต้องเขียนมากมายอะไร

 

"อย่าขยับหน้าสิเดี๋ยวคิ้วก็เบี้ยวหรอก!" ดุไปเช่นนั้นก่อนจะตอบต่อว่า "ช่วยไม่ได้นี่ ราชโองการบอกให้ฝึกฝนทุกอย่างให้เป็นสตรี ไม่ว่าจะเดินจะนั่งเอย การวางตัวเอย วิถีชีวิตเอย เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าเลยต้องจ้างอาจารย์ฝีมือดีมาฝึกให้เกือบปีเชียวนะ ความรู้ด้านความสวยความงามอะไรที่ควรฝึกได้ข้าก็ควรฝึกใช่ไหมล่ะ" 

 

อวี้เหวินเฉิงส่งเสียงอืมเบาๆ ในลำคอ คล้ายจะตอบรับ แต่ก็แบ่งสู้

 

"เอาเข้าจริง...ข้าคิดว่าเสด็จพี่คงจงใจตั้งข้อจำกัดเยอะๆ เพื่อให้คัดตัวผ่านได้ยากมากกว่าขอรับ" อวี้เหวินเฉิงว่า เขารู้ข้อจำกัดบางอย่างของพี่ชายตนดีเลยรู้สึกอยากแก้ตัวให้อย่างบอกไม่ถูก

 

"อันนี้ข้าว่าก็พอเข้าใจนะ พออยู่นานๆ เข้าก็เริ่มเข้าใจว่าฝ่าบาทคงไม่อยากจะเชยชมคนอื่นนอกจากพี่เหยา เพราะเขาไม่เคยแตะต้องสนมชายคนใดเลย" ต้วนมู่ชิงเชยคางอีกฝ่ายขึ้นเล็กน้อย เพื่อที่จะได้กรีดตาให้อย่างถนัดถนี่ ซึ่งส่วนนั้นจะใช้ถ่านดำบดละเอียด น้ำมันจากมะพร้าวและสารสกัดจากว่านหางจระเข้มาผสมให้เข้ากัน โดยเวลาจะใช้ก็แค่เปิดผอบบรรจุเอาพู่กันจุ่ม และวาดที่เปลือกตาประดุจตอนวาดภาพเขียน

 

เพราะสมัยก่อนเคยมีนางในตายเพราะสารปรอทจากเครื่องสำอาง เครื่องประทินผิวในยุคนี้จึงเน้นสกัดจากสีสันธรรมชาติเข้าว่า ไม่ว่าจะถ่านกรีดตาก็ดี กระดาษสีชาดก็ดี ล้วนทำมาจากธรรมชาติด้วยกันเกือบหมด เพื่อไม่ให้เจอกับสารที่เป็นอันตรายต่อผิวหน้าและสุขภาพ

 

และใช่ อวี้เหวินเฉิงใกล้จะเมากลิ่นดอกไม้ที่ผสมในเครื่องสำอางจะแย่แล้ว

 

"แต่ข้าก็สงสัยอยู่นะ...ทั้งๆ ที่ดูจริงจังกับพี่เหยาขนาดนี้ แต่ก็ยังชอบจะชอบหน้าอกอยู่ดีสินะ อา..." ต้วนมู่ชิงเลิกคิ้วเล็กน้อยระหว่างหันไปเลือกสีทาปาก เมื่อหยิบกระดาษชาดมาให้อวี้เหวินเฉิงเม้มริมฝีปากก็เหมือนจะคิดอะไรบางอย่างออก เจ้าตัวนิ่งไปพลัน

 

...เอ๊ะ คงไม่ใช่ว่า...?

 

"ก็...เป็นอย่างที่ท่านพี่คิดแหละขอรับ" อวี้เหวินเฉิงว่า แล้วเขาก็ไม่อาจจะพูดอะไรต่อได้อีก เพราะต้องนั่งนิ่งๆ ให้ต้วนมู่ชิงใช้พู่กันแต่งสีชาดให้ทรงริมฝีปากเป็นรูปกระจับ

 

ต้วนมู่ชิงยังคงเชยคางอีกฝ่ายอยู่เช่นนั้น ใบหน้าที่แสนงดงามไร้ที่ติคลอนหัวใจชายหนุ่มให้สั่นไหวได้อย่างไม่ยากเย็นเลย ความอดทนที่มีทั้งหมดสุ่มเสี่ยงต่อขีดจำกัดนัก ยิ่งยามที่ได้มองริมฝีปากสีแดงชาดก็ได้แต่ต้องสะกดกลั้นความคิดของตัวเองเอาไว้

 

ความรู้สึกที่อยากดึงเข้ามาประทับจุมพิตนั้น...เป็นสิ่งไม่สมควรเลยจริงๆ

 

ต้วนมู่ชิงสลัดหัว อดทนอดกลั้นจนหัวแทบแตกก่อนจะจัดการแต่งหน้าต่อไป และเมื่อลงฮวาเตี้ยน หรือแต้มลวดลายดอกไม้สีแดงสดตรงกลางหน้าผาก ทุกอย่างก็เป็นอันเสร็จสิ้น

 

"เอาล่ะ เสร็จแล้ว" เมื่อพูดจบก็หยิบกระจกเล็กมาให้อวี้เหวินเฉิงดู และใช่ ต่อให้เจ้าตัวไม่พูดต้วนมู่ชิงก็เดาได้ว่าอีกฝ่ายเหมือนจะพึงพอใจกับสิ่งที่เห็น ทว่าพึงพอใจในเรื่องอะไรนั้น ก็สุดที่จะคาดเดาความคิดยิ่งนัก

 

"พี่เหยาจะไปพร้อมกับฝ่าบาท ฉะนั้นเราจะต้องนั่งเกี้ยวล่วงหน้าไปที่อุทยานก่อน" ต้วนมู่ชิงว่าดันๆ หลังอวี้เหวินเฉิงให้ออกจากห้องไป แต่ก่อนหน้านั้นน้องกลับชะงักนิด ราวกับฉุกใจคิดอะไรได้นิดหน่อย

 

"ประเดี๋ยวก่อนขอรับท่านพี่" อวี้เหวินเฉิงรั้งแขนต้วนมู่ชิงเอาก่อนจะหยิบของบางสิ่งออกมาจากสาบเสื้อ มันคือหวีไม้สลักที่เขาเคยซื้อจากแผงของซื่อหมิงในครานั้นนั่นเอง

 

"ข้าอยากให้ท่านพี่ช่วยประดับสิ่งนี้ให้กับข้าสักหน่อย จะได้ไหมขอรับ" เอ่ยพร้อมเสียงอ้อน อวี้เหวินเฉิงวางหวีไม้นั้นลงกับมือของต้วนมู่ชิง สายตาคาดหวังและรอคอยการตอบรับ ประกายระยิบระยับนั้นพาให้คนโดนจ้องถึงกับไปไม่เป็น

 

ต้วนมู่ชิงส่งเสียงกระแอม เขย่งตัวขึ้นเล็กน้อยเพื่อที่จะได้ประดับหวีไม้ลงให้ ตามใจน้อง "มันไม่เรียบไปหรือ?"

 

"ไม่ขอรับ" อวี้เหวินเฉิงว่า "ข้าชอบแบบนี้"

 

"อย่างนั้นหรือ?" ต้วนมู่ชิงหัวเราะซื่อๆ ไม่ได้เอะใจหรือสงสัยอะไรในการกระทำเลยแม้แต่น้อย และเมื่อเจ้าตัวเห็นว่าการแต่งกายทุกอย่างไม่ว่าจะเสื้อผ้า หน้า ผม เป็นอันเรียบร้อยดีไม่เป็นที่หลงลืมหรือติดขัดใดๆ ให้แคลงตา คนทั้งสองจึงได้พากันออกมาจากห้องแต่งตัวเพื่อที่จะได้ขึ้นเกี้ยว เดินทางไปยังอุทยานหลวง

 

อวี้เหวินเฉิงมองคนเดินนำหน้า จังหวะหนึ่งนั้นแอบยกมือขึ้นแตะหวีไม้นั้นอย่างเบามือ

 

ธรรมเนียมการแต่งกายด้วยสีสันหรืออัญมณีประจำตัวของพระชายาเป็นนัยให้รู้ว่าเป็นคนของใครนั้นไม่ใช่ธรรมเนียมใหม่ หากคนฝ่ายในผู้ใดได้สวมใส่ 'อาภรณ์สีพิเศษ' หรือ 'เครื่องประดับพิเศษ' ออกงานเลี้ยงเมื่อใด นั่นถือเป็นการประกาศตนว่ามีคนหนุนหลังอย่างแนบเนียน

 

แต่กระนั้น นอกจากการประกาศอำนาจหนุนหลัง...ยังมีความหมายแฝงลึกๆ ถึงการใช้เครื่องประดับต่างๆ อยู่เช่นกัน

 

เครื่องประดับก็เหมือนของแทนใจผู้มอบ และการตกแต่งเครื่องประดับที่ได้รับจากใครสักคนออกงานสำคัญย่อมบ่งบอกถึงความพิเศษในตัวของคนผู้นั้นได้เป็นอย่างดี

 

หวีไม้เรียบๆ ราคาไม่กี่ทองแดง แต่มันก็คือเครื่องประดับ แม้มันจะไม่ใช่หยกเนื้องาม มณีแสนแพง แต่สำหรับเขา การได้ประดับสิ่งนี้ อวดใครต่อใครในงานสังคม ย่อมเป็นอะไรที่รู้สึกภูมิใจ และความหมายของสิ่งที่เรียกว่า 'การมอบหวี' นั้น ใช่ว่าอวี้เหวินเฉิงจะไม่รู้

 

อีกอย่าง...

 

ยามที่อวี้เหวินเฉิงละมือจากหวีไม้ ไล้สายตามองไปยังคนเบื้องหน้า สิ่งที่เขาเห็นนั้น...เรียกรอยยิ้มบางๆ ให้ปรากฏบนใบหน้าได้อย่างไม่ยากเย็นนัก 

 

เพราะ...ต้วนมู่ชิงเองก็ประดับปิ่นที่เขาซื้อไว้ให้เช่นกัน

 

แค่เพียงเท่านั้นอวี้เหวินเฉิงก็พึงพอใจแล้วล่ะ

 

*********

 

ซ่งอี้จุ้นได้แต่ทำหน้าเหนื่อยอยู่ในใจ เมื่อขบวนเกี้ยวของเหม่ยเหรินและพระอนุชา (ในคราบว่าที่สนม) มาถึงอุทยานหลวงก็เรียกเสียงฮือฮาให้กับคนมาร่วมชมดอกโบตั๋นได้เป็นอย่างดี เพราะนอกจากหน้าตาระดับนางอัปสรแล้ว การใส่อาภรณ์สีแดงเพลิงบ่งบอกว่าเป็นคนของเสียนเฟยยิ่งทำให้สะดุดตาไปกันใหญ่

 

ต้วนมู่เหม่ยเหรินมีชื่อเสียงอยู่พอตัวมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพราะความเป็นคนโปรดขนาดได้รับโอกาสติดตามจื่อเหยามางานเลี้ยงเป็นครั้งคราวแถมยังเป็นบุตรสกุลต้วนมู่ที่ได้ชื่อว่าเป็นสุนัขข้างบัลลังก์อีก ส่วนอวี้เหวินเฉิงเดิมทีก็ได้รับเค้าโครงความหน้าสวยจากเสด็จแม่ผู้เป็นถึงกุ้ยเฟยมาอย่างเต็มที่อยู่แล้ว บวกกับการแต่งหน้าทำผมจัดเต็มนี่เข้าไปอีก ไม่เด่นให้มันรู้กันไปสิ

 

แรกเริ่มคือการประกาศตัวว่าเป็นคนของเสียนเฟยเพื่อจะได้เป็นไม้กันหมา แต่ดูท่าจะกันไม่ไหวเอา

 

กงกงหนุ่มได้แต่เหม่อลอย เจ้าคนพวกนั้นประเมินความดึงดูดสายตาของตัวเองต่ำกันเกินไปหรือเปล่าหนอ...

 

"ท่านคงจะ...ไม่ไปทักทายน้องชายอีกตามเคยสินะขอรับ" ซ่งอี้จุ้นเอ่ยกล่าวกับคนข้างตัว และคนผู้นั้นก็คือต้วนม่หลิวนั่นเอง

 

"พอรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเหมือนเดิมแล้ว...ข้าก็คิดว่าจะทำเพื่อให้ทำร้ายจิตใจตัวเองทำไมน่ะขอรับ" ต้วนมู่หลิวตอบ น้ำเสียงห่อเหี่ยวชนิดหากเดินไปเอาหน้ามุดบ่อน้ำได้ ซ่งอี้จุ้นพนันเลยว่าชายคนนี้จะเดินไปทำทันที

 

นั่นก็เพราะทุกครั้งที่สองพี่น้องสกุลต้วนมู่บังเอิญพบปะกันตามงานเลี้ยงมทีไร ต้วนมู่ชิงก็มักจะหลบเลี่ยง ยอมอยู่คุยด้วยสามคำหาเรื่องหนีไปอีกสี่ทาง และผลลัพธ์ก็ซ้ำไปซ้ำมา นั่นคือระดับความสัมพันธ์ไม่ได้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย และต้วนมู่หลิวก็เริ่มท้อและไม่อยากจะเร้าหรือน้องชายไปมากกว่านี้ 

 

"แต่ก็..."

 

"แต่ก็...?" ซ่งอี้จุ้นทวนคำเล็กน้อย

 

"อาชิงดูอารมณ์ดี ยิ้มได้แล้วก็นอนหลับเต็มที่ แค่นี้ข้าก็พึงพอใจแล้วล่ะขอรับ" ทอดสายตามองคนเป็นน้องเช่นนั้น แม้ว่าจะอย่างไร คนเป็นพี่ก็ต้องการที่จะเห็นน้องมีความสุขอยู่ดี

 

แม้มันจะเป็นความสุขที่อยู่นอกสายตาไปไกลแล้วก็ตาม

 

ซ่งอี้จุ้นได้แต่มองใบหน้าด้านข้างนั้น พ่นลมหายใจออกมายาวๆ เนื่องจากเขาเป็นบุตรคนกลางชนิดพี่และน้องเฉลี่ยเท่าทว่า...เขาก็เข้าใจความรู้สึกนั้นไม่มากก็เกือบครึ่ง เนื่องจากเพื่อนสนิทของเขาทั้งหมดล้วนเป็น 'พี่ชายคนโต' ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะต้วนมู่หลิวก็ดี จะจื่อเหยา หรือเฮ่อเหลียนเว่ยหลงนั่นก็ด้วยนั่นจึงทำให้เขาพอ 

 

เพียงเพราะเกิดก่อนใคร สิ่งที่เรียกว่าลูกคนโตจึงมักเป็นที่คาดหวังของคนในครอบครัว ต้องพยายามทำตัวโตกว่าใครเพื่อดูแลน้อง ต้องเสียสละ และต้องตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ ทำดีก็สมตัว ทำไม่ได้ก็โดนกดดัน เหมือนอย่างจื่อเหยานั่นไรล่ะ พอรู้ว่าฝึกปราณไม่ได้ก็ถึงกับโดนไล่ออกจากบ้าน

 

ไยชีวิตของคนสมัยนี้จำเป็นต้องดำเนินตามคำสอนโบราณที่แสนกดดันเหล่านั้นกันนะ

 

"ข้าคิดว่าอีกประเดี๋ยวคงได้เวลาที่ท่านเว่ยหลงกับเสียนเฟยจะเสด็จมาแล้ว" ต้วนมู่หลิวว่า คล้ายเรียกสติซ่งอี้จุ้นไปในตัว 

 

ซ่งอี้จุ้นพยักหน้า ก่อนจะเดินไปจัดเตรียมงานของตนให้เรียบร้อย โดยที่หางตายังคงสังเกตเห็น...

 

ว่าต้วนมู่หลิวยังคงมองน้องชายของตนอย่เป็นระยะ ตลอดเส้นทาง...

 

 

ไม่เคยนึกเลยว่าจะได้เขียนซีนผู้ชายแต่งหน้าให้กัน 5555555555555555555555555

อาชิงควรไปเป็นบิวตี้บล็อคเกอร์ /เอ๊ะ/ เป็นอะไรแปลกใหม่สำหรับคนเขียนดีค่ะ พอวางคอนเซ็ปต์ให้พระนายหน้าสวยทั้งคู่แล้วเลยอยากลองเขียนซีนที่มีกลิ่นอายยูริหน่อยๆ ออกมาเหมือนกันน่ะค่ะ หวังว่าจะไม่รู้สึกติดขัดนะคะ

เอาจริงแล้วถ้าถามว่านิสัยอาชิงก่อนเข้าวังเป็นไงก็....

ถึงจะกลายพันธ์ุเป็นหมีแพนด้าแล้วแต่ลึกๆ อาชิงก็เป็นผู้ชายนี่นา 55555

สุดท้ายนี้ ความคืบหน้าของรูปเล่มค่ะ คลอดออกมาเรียบร้อยแล้วววววว คาดว่าน่าจะได้ส่งช่วงสิ้นเดือนนี้นะคะ ><

sds

และตอนนี้ยอดนายสนมฯ เล่ม1 ได้วางขายรูปแบบ Ebook แล้วนะคะ

sds

คลิก: https://publisher.mebmarket.com/?action=book_details&book_id=118835

หรือ : https://fictionlog.co/eb/5e93cc09bceeae001acdbd1d

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 75 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #592 Otaku_Chom_Hama (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 25 เมษายน 2563 / 14:25
    น้องอวี้จะโตมากกว่านี้หรือปล่าวคะ? จะได้รอวันที่น้องจะกดพี่ต้วนได้ถนัดๆ ตอนนี้ก็ปล่อยให้พี่ต้วนเขาคิดอะไรๆไปก่อน 555555555555
    #592
    2
    • #592-1 White-Crystal(จากตอนที่ 55)
      25 เมษายน 2563 / 21:24
      โตได้มากกว่านี้แน่นอนค่ะ น้องยังไม่ถึงวัยหยุดโต /แค่กๆๆๆ
      #592-1
  2. #588 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 22 เมษายน 2563 / 06:50

    อ่านตอนนี้แล้วรู้สึกว่า พี่ต้วนอยากเปลี่ยนไทป์เมียเป็นผัวยังไงไม่รุ ดูหลงไหลอาเฉินมากอ่ะ 55555

    เดี๋ยวนะ ซ่งอี้จุ้น เป็นใคร?นึกไม่ออก รึเราอ่านอะไรข้ามวะ?

    #588
    1
    • #588-1 White-Crystal(จากตอนที่ 55)
      22 เมษายน 2563 / 08:13
      ซ่งกงกงคนดีคนเดิม เพื่อนสนิทของฮ่องเต้คนนั้นเองคะ 55555

      ส่วนเรื่องน้องชิง.....น้องหลงอาเฉิงมากจริงๆ ค่ะ 5555555555555555555
      #588-1
  3. #587 LovelyWonbin (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 20 เมษายน 2563 / 10:42
    ต้องยกให้เป็นชายงาม
    #587
    1
    • #587-1 White-Crystal(จากตอนที่ 55)
      22 เมษายน 2563 / 08:14
      เป็นชายงามค่ะ ><
      #587-1
  4. #586 zenandzun (จากตอนที่ 55)
    วันที่ 17 เมษายน 2563 / 18:44
    น้องต้วนเลิกนอนเป็นแพนด้าแล้ว
    #586
    1
    • #586-1 White-Crystal(จากตอนที่ 55)
      18 เมษายน 2563 / 10:01
      น้องต้วนโดนปลุกแล้วล่ะค่ะ
      #586-1