[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 47 : ตอนที่ 12 ว่ากันว่าทุกบ้านมักมีเด็กเจ้าปัญหา (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,221
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 94 ครั้ง
    7 พ.ย. 63

 

ต้วนมู่ชิงไม่รู้นักหรอกนะว่ากลิ่นไม่ดีที่สองคนนั้นว่าคืออะไร หากแต่ถ้าหมายถึงลางไม่ดีแล้วล่ะก็...

 

เขาว่า...เขาเห็นด้วยทุกประการ

 

"สิ่งนั้น...เจ้าได้มาจากที่ไหน" อวี้เหวินเฉิงเอ่ย พอชักสังหรณ์ใจอะไรได้เขาก็เริ่มคาดคั้นกับซู่อี้หย่งทันที ซึ่งคนโดนกักตัวนั้นก็มีสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก คล้ายอยากบอกแต่สุดท้ายก็ไม่บอก จนคนมองได้แต่นึกรำคาญลูกตา "โทษของเจ้าคือการกักขังหน่วงเหนี่ยว อีกทั้งหากรวมเข้ากับการพบเจอยาต้องสงสัย ข้าอาจจะต้องเพิ่มข้อหาพกพาของไม่ต้องประสงค์อีกหนึ่งกระทง ทว่า...การสารภาพจะทำให้โทษลดลงให้เจ้าได้บ้าง"

 

ซู่อี้หย่งล่อกแล่ก เขาน่ะต่อให้เป็นอันธพาลเกกมะเหรกเกเรแค่ไหนแต่พื้นฐานก็เป็นคุณชายเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อเอาเรื่องคุกเรื่องตารางมาขู่มีหรือที่จะไม่รู้สึกหวาดกลัว

 

"ทำตาม...ที่เขาว่าเถิดอาหย่ง" ผู้เป็นพ่อว่า เอามือแตะอย่างแผ่วเบาชักเริ่มเห็นเค้าร่างไม่ดีโรยตัวก็เริ่มช่วยเกลี้ยกล่อมบุตรชาย

 

คล้ายว่าจะยังพอเหลือด้านลูกที่ดีอยู่บ้างซู่อี้หย่งจึงได้สงบลง

 

ต้วนมู่ชิงมองภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้า ไม่รู้ว่าทำไมแต่ใจก็พาลไปนึกถึงเรื่องของลี่ย่าหลีเข้าไป สองคนนั้นมีจุดคล้ายคลึงอยู่อย่าง...นั่นคือไม่เคยคิดว่าตัวเองผิดเลยสักนิด อาจจะเพราะได้รับการตามใจให้ท้ายมาตลอดตั้งแต่ยังเล็ก สืบสานนานเข้าเลยกลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ยอมรับความผิดพลาดที่ตัวเองกระทำ ประมาณว่า 'ก็รู้ว่าไม่ดีแต่แล้วอย่างไรล่ะ ไม่เห็นมีใครดุเลย งั้นข้าก็ทำต่อไปก็แล้วกัน'ซึ่งเด็กที่มีความคิดแบบบนี้สมัยนี้มีมากขึ้นทุกวันๆ

 

อีกอย่าง...ดูจากสภาพเรือนและความเป็นอยู่ก็บ่งชัดแล้วว่าทุกคนในสกุลแทบจะไม่เหลียวแลซู่อี้หย่ง ถ้าไม่เห็นแก่หน้าซู่จื่ออิงที่เป็นพ่อ ไม่แคล้วคงโดนตัดหางปล่อยเฉกเช่นจื่อเหยาสมัยก่อนเป็นแน่

 

“ทุกอย่างเริ่มต้นจากการเลี้ยงดูจริง ๆ นะ” ต้วนมู่ชิงพึมพำออกมาเบาๆ ซึ่งคนยืนข้างๆ อย่างจื่อเหยาเองก็พยักเห็นด้วย

 

จื่อเหยาถอนหายใจ หันมองลุงของตน “ท่านตามใจลูกเกินไปแล้ว”

 

“เอาจริง นี่เพิ่งจะมาหนักข้อเอา...ก็ช่วงปีสองปีนี่เองขอรับ” ซู่อี้เจินเป็นฝ่ายตอบแทนลมหายใจพ่นออกมาด้วยความรู้สึกหลากหลายยามที่เห็นสภาพน้องชายของตัวเอง ถามว่าเห็นใจไหมก็ใช่ รู้สึกผิดไหม นั่นก็ใช่"เอาล่ะอี้หย่ง...หากไม่เห็นแก่บรรพบุรุษพี่ก็อยากให้เจ้าเห็นแก่ตัวเองเสียหน่อยเถิด อย่างน้อยที่สุด โทษของเจ้าอาจจะไม่บานปลาย"

 

แต่ก่อนที่ซู่อี้หย่งจะได้ว่าอะไรต่อ...เสียงฝีเท้าและเสียงพูดคุยจากทางเดินก็ดังขึ้นเสียก่อน

 

"ก็ไม่อยากจะพูดอะไรหรอกนะ...เจ้านี่ เหมือนตกบ่อเหล้าขาวมาไม่มีผิด" ซื่อหมิงว่าระหว่างดม ๆ คอเสื้อของซื่อเป่า

 

ซื่อเป่าสะดุ้ง เด็กหนุ่มได้แต่หัวเราะแห้งๆ สองถึงสามคำ "ก็ที่ท่านพ่อไปเจอข้า...มันห้องเก็บสุรานี่ขอรับ"

 

ประตูบานเลื่อนถูกเปิดออกพร้อมกับซื่อหมิงที่หายไปกอบกู้ซากของซื่อเป่า เอ๊ย! หมายถึงนำตัวประกันกลับมาได้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งสภาพของเด็กหนุ่ม...จะเรียกว่าดูไม่จืดก็ไม่ผิดนัก มอมแมม หัวกระเซิงกลิ่นเหล้าติดตัวจนฉุนกึก ชนิดที่บอกว่าไปตกบ่อเหล้าก็เชื่อ ทว่า...ซื่อเป่าก็ดูไม่ได้เมามายอะไรเลยแม้แต่นิด

 

และเมื่อเห็นว่าซื่อหมิงได้พาซื่อเป่ากลับมาแล้ว ต้วนมู่ชิงจึงได้มีสีหน้าที่โล่งใจเล็กน้อย เขารีบวิ่งไปกอดโอ๋ กอดปลอบขวัญเอยขวัญมาราวกับมารดาปลอบลูก

 

...แต่ซื่อเป่าก็ต้องรีบเด้งตัวออกเสียก่อนเพราะเจอสายตาพร้อมพุ่งจกตับของบางคนเข้าไป

 

"เจ้า!!"

 

และแล้วเมื่อเห็นหน้าซื่อหมิง ซู่อี้หย่งที่เพิ่งจะสงบก็กลับมาเป็นบ้าอีกรอบจนได้ สภาพเขาตอนนี้...หากว่าในสายตาของต้วนมู่ชิงแล้วก็คงไม่ต่างจากแมวจนตรอกที่เจอหมาคู่ปรับเก่าแล้วพยายามพองขนขู่สุดตัว...อะไรแบบนี้

 

"อะหะ...นี่เจ้าเองหรอกหรือ ข้าเพิ่งรู้นะว่าเป็นคนสกุลนี้ นึกว่าคนรับใช้ขี้โอ่ธรรมดา ๆ เสียอีก หน้าตาราศีคุณชายไม่จับเอาเสียเลย" พอซื่อหมิงเห็นหน้าซู่อี้หย่งเข้าเขาก็เลิกคิ้ว ท่าทางไม่ยินดียินร้าย หากแต่ก็นั่งลงไป มองร่างที่ถูกกดไว้กับพื้น สายตาเย็นยะเยียบราวกับดูหมิ่นดูแคลน

 

หยอกล้อประหนึ่งหมาหยอกแมวสักพัก ซื่อหมิงจึงเหยียดกายลุกขึ้น คล้ายสมองประมวลผลที่มาที่ไปของเหตุการณ์นี้ได้อย่างถ่องแท้

 

"สรุปแล้วนี่เป็นความผิดของข้าจริง ๆ ล่ะนะ" อยู่ ๆ ซื่อหมิงก็บอกว่าแบบนั้น สีหน้าดูเหมือนจะเลิ่กลั่กปนไม่กล้าสบตาจื่อเหยาอยู่นิดหน่อย"คงต้องไปขอโทษเว่ยหลงเสียแล้ว"

 

เห็นท่าทางแบบนั้นคนที่ยืนอยู่ก็เลิกคิ้ว

 

"เอาล่ะๆ ท่านอาจารย์ แต่ก่อนหน้าจะไปขอโทษใครน่ะ ช่วยอธิบายทีได้ไหม เนี่ย นับดูสิขอรับ มีกี่ชีวิต ท่าจะปล่อยให้ชีวิตตาดำ ๆ ตรงนี้ไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าเกิดอะไรขึ้นแล้วก็จบเรื่องง่าย ๆ แบบนี้หรือขอรับ?" จื่อเหยาว่า เรียวนิ้วจิ้มชี้คนไปรอบ ๆ นับหนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า และหกหน่อที่ยังไม่รู้เรื่องรู้ราวความหลังระหว่างเราสองแล้วอยู่ดี ๆ ก็โดนลากเข้ามาเอี่ยวจนเรื่องบานปลายจนยิ่งกว่าเชือกป่านอายุสามร้อยปี

 

“...เหอะ” ซู่อี้หยงส่งเสียงขึ้นจมูกก่อนแวดสายตาไปมองซื่อหมิงอย่างเคืองขุ่น "เป็นแค่พวกรับจ้างจิปาถะ แต่ทำตัวอวดใหญ่มีหน้า โดนทำให้หัวหมุนเสียบ้าง ก็สมควรแล้ว"

 

"มีหน้าตรงใดแต่ถ้าให้อวดใหญ่...ข้าก็มั่นใจว่ามีให้อวด" ซื่อหมิงยักคิ้ว

 

"เจ้า!!" ซู่อี้หย่งตวาดลั่น หน้าแดงลามไปถึงหู ไม่มั่นใจนักว่าโกรธหรือเขินแทนเจ้าคนหน้าไม่อาย

 

แต่แล้วการทะเลาะกันระหว่างคนทั้งสองก็หยุดลงทุกสายตาก็จับจ้องซื่อหมิงเป็นการกดดันปะปนตำหนิให้หยุดเลี่ยงบาลีหนีประเด็นเสียที

 

"แล้วอย่าขำก็แล้วกัน"

 

หลังจากนั้นเขาจึงเริ่มเล่า...ว่าซู่อี้หย่งกับตนนั้นมีประเด็นบาดหมางกันมาราวสองถึงสามเดือนแล้วเกี่ยวกับเรื่องของนางโลมคลับคล้ายว่าคณิกาที่อีกฝ่ายหมายตานั้นจะพึงใจที่เลือกจะบริการเขามากกว่า คงจะรับไม่ได้กระมังเพราะดันทิ้งคุณชายลูกขุนนางมาหาชาวบ้านที่ดูไม่มีเงิน (แต่จริง ๆ เขามีเงินเก็บนะ ไม่งั้นไม่เอาตัวรอดได้ระดับนี้หรอก!)

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้อีกคนนั้นคอยกัดคอยแขวะ กลั่นแกล้งตนอยู่ร่ำไป ประมาณว่าถ้าค้าขายก็จะล้มแผง จุดประทัดไล่บ้าง สาดน้ำใส่บ้าง ซึ่งซื่อหมิงก็ไม่ได้ตอบโต้อะไรเพราะขี้เกียจ

 

และด้วยเหตุผลนั้นเอง ปริศนาทุกอย่างก็เริ่มกระจ่างซู่อี้หย่งคงอยากกลั่นแกล้งเหมือนอย่างทุกทีและดันจังหวะเหมาะเจาะเจอกับซื่อเป่าพอดี แล้วผีป่าอะไรไม่รู้เลยดลใจให้เขาจัดการลักพาตัวมาเพื่อก่อความวุ่นวายและอาจจะได้เงินค่าไถ่ไว้กินเหล้าเล่น ๆ

 

แล้วผลมันก็เลยเป็นอย่างที่เห็น มันสร้างความวุ่นวายให้แก่ซื่อหมิงได้จริง ๆ แต่มันก็...วุ่นวายเกิดคาดการณ์ไปนิด ไม่คิดว่าไฟจะลามทุ่งไปยันพระราชวังเพราะดันเล่นผิดจังหวะไปหน่อย

 

"โจรกระจอก"

 

"อืม...กระจอกจริงๆ"

 

แล้วคนฟังก็ได้แต่เห็นด้วยกับคำนี้ แม้แต่คนในครอบครัวเองก็ตาม...

 

"เอาล่ะ เอาเป็นว่าเรื่องการลักพาตัวก็จบลงง่าย ๆ เท่านี้ล่ะนะ" พูดจบก็ถอนหายใจ ระหว่างที่อวี้เหวินเฉิงควบคุมตัวคนร้ายให้ลุกขึ้น เอาไปฝากขัง จื่อเหยาเหลือบมองซู่อี้เจินและซู่จื่ออิงเล็กน้อย "เราคงต้องคุมพาอี้หย่งไปเข้าที่คุมขังของจวนก่อนเพื่อป้องกันการหนี คงจะไม่ว่าอะไรใช่ไหม?"

 

ท่อนสุดท้ายเขามองที่ซู่จื่ออิง

 

"ข้าคิดว่าครั้งนี้อี้หย่งไม่ได้ลักพาตัวสำเร็จโทษที่ได้รับจึงไม่ร้ายแรงนักหรอกขอรับ มากสุดก็คงเจ็บๆ คันๆ ให้เข็ดขยาดเล่นสักสองสามที" จื่อเหยาว่าพลางคิดถึงบทลงโทษ แม้คำว่าเจ็บๆ คันๆ ที่เขาว่านี้มันหมายถึงการโบยก็ตาม

 

"แต่ถ้าหลังจากนั้นจะไปทำผิดเรื่องอะไรจนได้รับโทษหนักว่านี้นั้น...ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินของท่านลุงแล้วล่ะนะ ว่าอยากให้จบในครั้งเดียว หรืออยากจะเหนื่อยขึ้นโรงขึ้นศาลอีก ต่อให้เป็นลูกหลานของนายเมืองนี้ แต่ถ้ารอดเมืองนี้ ไปพิพาจกับเมืองอื่น เส้นสายก็ใช่ว่าจะช่วยเหลือกันได้ตลอดรอดฝั่งหรอก"

 

จื่อเหยามองสีหน้าคู่สนทนาเล็กน้อย เขาน่ะตัดขาดจากสกุลซู่แล้ว ไม่คิดจะหันหลังกลับหรือญาติดีกับใครก็ตามที่เคยทำร้ายให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ...แต่ถ้าคนที่เคยดีกับเขา เขาก็ยังไม่ได้ไร้เยื่อเสียทีเดียว

 

"ที่ข้าปากเปียกปากแฉะอยู่นี่...ก็เห็นแก่ที่ว่าเมื่อก่อน ท่านไม่ได้ใจร้ายกับข้าเหมือนญาติคนอื่นๆ หรอกนะ"

 

ท่าทางคนอายุมากนั้นลังเลเล็กน้อย แต่กระนั้นสีหน้าเขาก็ผ่อนคลายลงมา"บางทีคงถึงเวลาที่ข้าควรดัดนิสัยเขา..."

 

"ท่านลุงควรทำนานแล้ว" ซู่อี้เจินว่า เหมือนได้โอกาสพูดในสิ่งอยากพูดมานาน"ยังไงอี้หย่งก็ยังเป็นไม้อ่อนอยู่ ใจแข็งกับเขาสักระยะ บางทีอาจจะดึงกลับสู่ลู่ทางที่ดีที่งามได้"

 

ที่ตรงนั้นนเงียบลงเล็กน้อย

 

"นั่นสินะ...ควรทำนานแล้วจริงๆ" คนเป็นลุงกล่าวอย่างเริ่มคล้อยตาม ไม่ใช่ว่าเขาไม่เคยคิดถึงหรือหลับหูหลับตาไม่รับรู้ถึงความผิดของลูกชาย หากแต่ด้วยเพราะความรักมากจนเกินไปทำให้มันบานปลายจนมาเป็นเช่นนี้ และครั้งนี้มันเป็นโชคร้ายที่เขาไม่อาจจะปกป้องลูกชายได้

 

แต่ก็เป็นโชคร้ายที่หยิบยื่นโอกาสมาให้

 

แม้จะชวนหัวสั่นขวัญแขวนนิดหน่อย แต่กระนั้น...เรื่องที่เกิดวันนี้ชายอ้วนผู้นั้นก็อมยิ้มออกมาอย่างไม่รู้ตัว...ค่ำคืนนี้มันอะไรกับหนอ...

 

บางทีการมาไวแปลบปลาบราวกับสายฟ้าของผู้เป็นอดีตครอบครัวทำให้คิดถึงบรรยากาศเมื่อครั้งกาลก่อนก็ได้กระมัง

 

ซู่อี้เจินได้แต่คิดเช่นนั้น

 

**********

 

เมื่อซู่อี้หย่งถูกคุมตัวเข้ามาขังเพื่อรอรับโทษในวันรุ่งขึ้นแล้ว พวกเขาจึงมีเวลาที่จะได้คุยบางสิ่งบางอย่างที่ไม่อาจพูดต่อหน้า 'ผู้ปกครอง' ของเขาได้

 

...เรื่องเกี่ยวกับยาปริศนาในห้องของซู่อี้หย่งนั่นเอง

 

"นั่นน่ะ ของเล่นใหม่ในหมู่วัยรุ่นอย่างนั้นหรือ?" จื่อเหยาเอ่ยถาม สำเนียงคล้ายคนแก่ผู้ไม่รู้ประสีประสา"ไอ้นั่นน่ะเอาไว้ทำอะไรกันนะ กล่อมประสาท...ใช่ไหมนะ ? จริง ๆ สมัยข้าวัยรุ่นก็พอมีของเลา ๆ นี้อยู่บ้างนะ แต่ก็เป็นที่นิยมไว้กระตุ้นให้ร่างกายสำหรับพวกชนชั้นแรงงาน ไม่คิดเลยว่าสมัยนี้มันจะมาแพร่หลายจนมาถึงให้พวกขุนนางใช้เช่นนี้เลยคนพวกนี้ไม่ใส่ใจสุขภาพกันจริง"

 

"ถ้าสนใจสุขภาพคงไม่สรรหามาเสพกันหรอกขอรับ" ต้วนมู่ชิงว่าแล้วก็พยักหน้ากับตัวเองเล็กน้อย"อีกอย่างนะพวกสารหรือยาที่มีฤทธิ์กล่อมประสาทพวกนี้ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาแพร่หลายเอาช่วงนี้หรอกขอรับ หากเข้าย่านอโคจร หรือเข้าซ่องบ่อยจะยิ่งเข้าถึงง่ายเลยล่ะบางทีเขาอาจจะได้รับการแนะนำจากนางโลมที่เคยนอนด้วยก็ได้นะ"

 

คนตรงนั้นส่งเสียงอืม...ในลำคอเบา ๆ กับการวิเคราะห์ของต้วนมู่ชิง จะว่าเห็นด้วยและเป็นเหตุเป็นผลจนฟังขึ้นก็ไม่ผิดนัก

 

"...บางทีข้าคงห่างหายจากโลกข้างนอกนานไปแล้วจริง ๆ " จื่อเหยาสรุปเช่นนั้น

 

"เส้นแบ่งระหว่างสถานะมันมีน้ำหนักที่ชัดเจนเกินไปต่างหากล่ะ" อวี้เหวินเฉิงตอบแทนก่อนจะมองซู่อี้หย่ง ซึ่งบัดนี้นั่งอยู่ในตารางด้วยท่าทางหวาดประหวั่น"ต่อให้อยู่ดินแดนเดียวกัน แผ่นดินเดียวกัน แต่ถ้าหากความเป็นอยู่และสังคมต่างกันในบางครั้งก็ยากที่จะเข้าใจคนนอกวังได้ คนที่เคยสัมผัสจะเข้าใจแต่ในบางคนที่ไม่เคยแล้วมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย"

 

อวี้เหวินเฉิงคิดบางอย่างก่อนจะถอนหายใจ

 

"ถ้าลดช่องว่างตรงนั้นได้บ้าง...เข้าใจมากขึ้นกว่านี้บ้าง...ก็คงดี..."พออวี้เหวินเฉิงพูดจบ สถานที่ตรงนั้นก็มีแต่ความเงียบงัน

 

จนกระทั่ง

 

"ข้าขอถามบางสิ่ง...." ซู่อี้หย่งที่เหมือนจะเริ่มตั้งสติได้ก็เริ่มกล่าว คลับคล้ายว่าพอได้เจอห้องขังของจริงเข้าไปเลยสำเหนียกอะไรได้ หรือไม่อย่างนั้นก็น่าจะสร่างหายเมายา

 

"พวกเจ้าคือ...พระชายากับพระสนมจริง ๆ งั้นหรือ...หมายถึงคนใน 'นั้น' จริง ๆ ไม่ได้หลอกขู่ข้า"

 

แล้วเหมือนอะไรที่อยู่ตรงนั้นก็พังครืน คนแรกที่เปิดประเด็นและหัวเราะอย่างหนักเลยคือจื่อเหยา ปากของเขาพร่ำออกมาว่าก็บอกมาตั้งแต่แรกแล้วทำไมไม่เชื่อเล่าบลา บลา ต้องอดทนแทบตายกว่าจะหยุดหัวเราะได้

 

"ก็เข้าใจนะว่าข้าออกจากบ้านไปตอนที่เจ้าตัวแดงเป็นเมี่ยง แต่ก็ช่างเถอะ หวาดกลัวบ้างหรือยังล่ะ รู้ไหมว่าเจ้ากำลังเล่นกับอะไรที่มันแรงเข้าไปโดยไม่รู้ตัวไปแล้ว ข้าน่ะยังจำคำกระแหนะกระแหนของเจ้าได้อยู่เลยนะ" ชายหนุ่มย่อตัวลงเล็กน้อย จับจ้องใบหน้าของลูกพี่ลูกน้องที่ตอนนี้...แม้แต่สีไก่ต้มยังดูสดใสกว่า"ไม่ต้องมาทำหน้าซีด ตอนทำล่ะไม่คิด"

 

"ข้าจะ..." ซู่อี้หย่งกลืนน้ำลาย เรื่องโทษลักพาตัวดูเป็นเรื่องรองไปเลย พอมีสติเขาก็เริ่มจำได้เลา ๆ แล้วว่าพี่ชายคนโตของสกุลซู่นั้น...เป็นเสียนเฟยของฮ่องเต้

 

และหากเขาล่วงเกินเสียนเฟยที่ได้ชื่อว่าคนโปรดแล้วล่ะก็...

 

"ไปขอบคุณพ่อเจ้าเถิด ที่ยอมต่อล้อต่อเถียงขนาดจะเอาคอพาดเครื่องประหารเพื่อช่วยไม่ให้เจ้าต้องโทษหนัก" ต้วนมู่ชิงเป็นคนตอบแทนคล้ายจะเดาในสิ่งที่คนตรงหน้าหวาดกลัวได้

 

ซู่อี้หย่งเงียบไปเล็กน้อย สีหน้าที่ซีดเผื่อนนั้นก็ดูเหมือนจะมีหลากหลายความรู้สึกอยู่บนนั้นสำนึกผิด...เสียใจ...ขอบคุณ...

 

พาให้คนมองรู้สึกได้ถึงเค้าลางอันดีบางอย่างที่...เหมือนจะเป็นผลพลอยได้อย่างน่าชื่นใจ

 

"ตอนนี้น่ะยังทันนะ" ต้วนมู่ชิงรวบชายชุดก่อนจะค่อย ๆ นั่งลงเบื้องหน้าซู่อี้หย่งโดยมีตารางห้องขังกั้นกลาง"พ้นโทษรอบนี้ไป ก็ช่วยทำให้พ่อเจ้ามีความสุขทีเถิดเจ้าน่ะโชคดีที่เกิดมามีพ่อที่ดีเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ช่วยทำตัวเป็นลูกที่ดีด้วยล่ะ"

 

ชายหนุ่มเงียบลงเล็กน้อย แม้จะไม่มั่นใจนักว่าสิ่งที่เขากล่าวจะทำให้คนตรงหน้าสะกิดใจได้มากแค่ไหน

 

สำหรับต้วนมู่ชิงแล้ว เขาไม่ยึดหลักเทิดทูนบิดามารดาอยู่เหนือหัวเป็นสรณะ เขาเจออะไรมามากมายเสียจนเขาตั้งแง่ติดลบกับสกุลต้วนมู่แต่กระนั้นเขาก็ไม่ใช่พวกที่จะสนับสนุนให้พ่อแม่ดี ๆ ถูกลูกทำร้าย แม้ว่าในบางครั้งต้นเหตุจากมันจะมาจากความรักที่มากเกินไป จนสายใจเหล่านั้นกลายเป็นหนามแหลมคม

 

แต่อย่างกรณีนี้ ซู่จื่ออิงก็ได้รับบาดแผลจากสิ่งที่ตัวเองสร้างให้ลูกแล้ว และเขาเองก็อยากจะให้พ่อลูกทั้งสองนั้นเยียวยาตัวเองจากหนามที่ผูกมัดกันและกัน

 

"เป้าหมายการเป็นลูกกตัญญูที่ถูกต้องคืออะไรน่ะข้าไม่รู้หรอก แต่สำหรับข้าสิ่งเหล่านั้นย่อมไม่ใช่เพื่อคำยกย่องว่าเป็นบุคคลตัวอย่างตามตำรา บิดามารดาแม้มีสายเลือดเดียวกันแต่ก็คือ 'บุคคลอื่น' แต่หากตัวตนบุคคลนั้น ๆ ทำให้เจ้าสะกิดใจให้ได้บ้างแล้วล่ะก็...นั่นย่อมเท่ากับว่าเพราะเราได้รับอะไรมาจากใครคนนั้นมากจนอยากตอบแทนในค่าที่เท่ากัน มันคือการแลกเปลี่ยนสิ่งดี ๆ ให้กัน"

 

มากหรือน้อย

 

ได้รับหรือถูกทิ้ง

 

เป้าหมายของการตอบแทนนั้น...ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องกับความกตัญญู ตัวตนของบิดามารดานั้นก็เทียบเท่ากับบุคคลหนึ่ง และหาบุคคลนั้นคือผู้ที่มอบสิ่งดีให้ การจะยื่นมีดหนามกลับไป ก็คงจะเป็นเป็นการทำร้ายเพื่อนร่วมโลกมากเกินไป...

 

"มันหมายความถึง..." ซู่อี้หย่งเอ่ยเสียงเบา

 

"หากเจ้าคิดว่าเจ้า...ได้รับอะไรจากบิดาเจ้ามามากจนอยากตอบแทนเขาบ้างแล้วละก็...ยังไม่สายหรอกนะ"

 

ต้วนมู่ชิงว่าเช่นนั้น ทิ้งระยะไว้ให้คนที่น่าจะได้ 'อยู่กับตัวเอง' สักพักใหญ่ ๆ ในคืนนี้ได้ครุ่นคิดถึงเรื่องที่ผ่านมา และหวังว่าอย่างน้อยจะฉุกใจคิดได้เสียที

 

พวกเขาก็สอบปากคำซู่อี้หย่งอีกนิดหน่อยเพื่อทำแผนประกอบการสืบสวนและส่งต่อให้กับเจ้าหน้าที่จวนในการสืบสวนสำหรับวันพรุ่งนี้...ที่อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดกันล่ะ

 

กว่าจะเสร็จอะไรต่อมิอะไรก็เลยเวลานอนที่เหมาะสมไปมากแล้วจึงส่งผลให้พวกเขาทั้งหมดตัดสินใจที่จะแยกย้ายไปนอนพักผ่อนก่อน เรื่องคดีเอย เรื่องคำสาปเอย เอาไว้หลังจากฟื้นฟูสภาพร่างกายนี่ให้รอดพ้นก่อนแล้วกัน

 

โดยเฉพาะกับต้วนมู่ชิง เขาขุดเอาพลังยังชีพสำรองมาใช้จนหมดแล้วสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้จะขอยกยอดให้เป็นหน้าที่ของตัวเขาในวันพรุ่งนี้เป็นผู้จัดการแทน คืนนี้ไม่ไหวแล้ว หากทำได้จะพุ่งหลาวเอาหน้าปักหมอนแล้วนอนจนกว่าจะสิ้นแสงจันทร์

 

ก็...อยากจะทำเช่นนั้น

 

...

...

 

"กลิ่นเช่นนี้ลักษณะแบบนี้...แม้จะเป็นสารมอมเมาชนิดใหม่ ก็ไม่คุ้นกับกลิ่นบางอย่างในตัวยานี้เลยขอรับ และมันมีบางส่วนประกอบที่ใกล้เคียงกับยาทำแท้งของอดีตพระสนมลี่ดังที่เหม่ยเหรินว่าทุกประการ..."

 

นั่นคือสิ่งที่ซื่อเป่าพูดตอนที่สบโอกาส ได้อยู่กับผู้เป็นเจ้านายแค่เพียงสองคน เพราะในตอนที่ต้วนมู่ชิงเดินตรงเข้ามากกอดปลอบตนนั้นได้แอบนำยาบางส่วนใส่ไว้ในกระเป๋าเสื้อของเขา

 

"กลับตำหนักแล้วเราจะเอามันไปตรวจสอบ"

 

ต้วนมู่ชิงทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น ยกเรียวนิ้วจรดริมฝีปาก คล้ายจะบอกให้ซื่อเป่าอย่าได้เพิ่งกระโตกกระตากไป

 

 

==========

 

 

 

กลับมาแล้วพร้อมแจ้งข่าวดีว่า---

ปกเล่มหนึ่งเสร็จแล้วค่าาาาาาาาาา /ปาดเหงื่อ

ช่วงนี้อาจมา ๆ หาย ๆ เพราะจัดการกับเรื่องฉบับรวมเล่มน่ะแหะ แงง ตอนนี้ก็ เหลือแค่รีไรท์บทท้าย ๆ แล้วก็จัดวางเนื้อหาในอินดีไซน์ก็เป็นอันแล้วเสร็จค่ะ อวยพรให้เราด้วยยยยย

วันเปิดพรีออเดอร์นั้นคือวันที่ 14 มีนาคม - 30 เมษายน 2563 ค่ะ

รายละเอียดคร่าว ๆ ก็จะมี ขนาด A5 จำนวน 420 + หน้า << (ยังไม่ชัวร์เรื่องจำนวนหน้านะคะ อาจจะมีบวกหรือลบจากจำนวนนี้ ขอลองเอาไปจัดวางหน้ากระดาษก่อน พอดีเพิ่งได้วิธีการจัดหน้ากระดาษแบบใหม่มา จำนวนหน้าอาจคลาดเคลื่อนจากที่เคยจัดแบบคร่าว ๆ  : แก้ไขเมื่อ 28/2/2563)

(ตอนหลักจำนวน 13 ตอน+ ตอนพิเศษคู่เว่ยหลง*จื่อเหยา และฉากNC -ที่ไม่มีลงในออนไลน์-)

ราคาเล่มละ 330 (ลงทะเบียน 50 |EMS. 80 | kerry 100 ค่ะ)

แน่นอนว่ามีขายแบบ E-Books ค่ะ!

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมรอบพรีออเดอร์ รอวันที่ 14 มีนาคมนี้ได้เลยนะคะ

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 94 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #671 sakura17 (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 01:25
    อ้าว จะสืบเองหรออาชิง ทำไมล่ะ
    #671
    0
  2. #554 LovelyWonbin (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:10
    สวยงามค่ะ
    #554
    0
  3. #553 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 16:48

    โล่งอก นึกว่าจะเจอปมอะไรอีก เฮ้อออ

    #553
    0
  4. #552 เต่าน้ำ (จากตอนที่ 47)
    วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2563 / 14:59
    ปกสวยยยยย
    #552
    0