[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 46 : ตอนที่ 12 เขาว่ากันว่าทุกบ้านมักมีเด็กเจ้าปัญหา (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,277
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 111 ครั้ง
    7 พ.ย. 63

ต้วนมู่ชิงยืนมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าด้วยความรู้สึกหลากหลาย สถานการณ์ย่ำแย่เสี่ยงตายแบบสุด ๆ แต่หัวคณะดันทำตัวสบาย ๆ ราวกับเป็นเรื่องตลกไม่ต่างจากโดนฝูงลูกสุนัขรุมเห่า เล่นเอาคนที่อยู่ด้วยรู้สึกวางตัวยากอย่างบอกไม่ถูก จะว่าคาดเดาไว้แล้วก็ใช่ แต่จะว่าเหนือความคาดหมายไหม...

 

นั่นก็ใช่อีกนั่นแหละ

 

อย่างแรก เขาไม่คิดเลยว่าสกุลซู่จะกล้าหาญขนาดรวมกองกำลังเข้ามาตีวงล้อม ลอบโจมตีพระชายาและพระสนมอย่างอุกอาจเช่นนี้ คนเราน่ะนะต่อให้ไร้สามัญสำนึกแค่ไหนก็ไม่โง่พอจะวิ่งเข้าหาความตายด้วยการทำร้ายทรัพย์สิน 'ส่วนพระองค์' ของฮ่องเต้แบบนี้หรอก

 

อย่างที่สอง ก็เกี่ยวพันกับข้อแรก นั่นก็คือปัจจัยที่ทำให้ใจกล้าบ้าบิ่นขนาดนี้ กลไกการป้องกันตัวของมนุษย์ขั้นพื้นฐานก็คือการไม่แส่หาเรื่องใสตัวหาเหาใส่หัว เว้นแต่ว่าการดิ้นรนนี้ก็เพื่อปกป้องบางสิ่งบางอย่างที่สำคัญกว่าชีวิต ซึ่งต้วนมู่ชิงคิดว่าตัวเองรู้นะ ว่าสิ่งที่ซู่จื่ออิงอยากจะปกป้องคืออะไรและคือใคร

 

ดวงตาสีเข้มมองวงล้อมที่ตีประชิดอย่างเฉยชา แม้จะไม่รู้ว่าตัวเองแสดงสีหน้าเช่นใดอยู่ ทว่าอาการปวดร้อนในอกนี้...เขาคิดว่านั่นคงเป็นความอิจฉา

 

ต่อให้เป็นตัวปัญหา แต่ก็เป็นที่รักของครอบครัว ดีจังเลยนะ

 

แต่ต้วนมู่ชิงก็ไม่มีจังหวะได้น้อยใจนานนัก เมื่อเจ้าของแผ่นหลังที่คุ้นเคยขยับเข้ามาบังตนเอาไว้ ฝ่ามืออุ่นกุมมือของเขา บีบและคลายราวกับปลอบประโลมให้หายตระหนกใจ...และมันได้ผลอย่างชะงัก ความขุ่นหมองของเขาหายไปในแทบจะพริบตาจนรู้สึกแปลกประหลาด

 

แปลกเสียจน...เผลอมองแผ่นหลังนั้น และกุมมือกลับไป

 

อวี้เหวินเฉิงใช้มืออีกข้างที่ยังเหลืออยู่ในการจับกระบี่ แม้จะยังไม่ได้ชักมันออกมาเพื่อดูท่าทีแต่เขาก็พร้อมที่จะต่อสู้อยู่เสมอ ดวงตาสีเข้มจ้องมองอย่างระแวดระวังภัยที่จะเข้ามาโจมตีเขาและต้วนมู่ชิงเอาไว้อย่างรอบคอบ ด้วยเพราะรู้สึกอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามา...

 

ไม่ได้รู้สึกอันตรายจากการโดนล้อม แต่รู้สึกอันตรายจากคนที่พาพวกตนมาโดนล้อมเสียมากกว่า

 

เขาเชื่อนะ ว่าการล้อมโจมตีนี้ไม่เกินความคาดคิดของจื่อเหยา พี่สะใภ้เขาน่ะเป็นพวกพลิกแพลงเก่ง ยิ่งสถานการณ์สุ่มเสี่ยงมีเวลาให้ตัดสินใจกระชั้นชิดแบบนี้ทีไร สิ่งที่ออกมาก็ยิ่งมีแต่แผนแก้ลำแบบแผลง ๆ จนชักเริ่มกลัวใจอีกฝ่ายอย่างเหลือเกิน

 

ชายหนุ่มตวัดมองจื่อเหยา สายตาฟาดฟันสิบจุดคล้ายการคาดโทษ ซึ่งคนโดนมองก็ไม่ได้ตอบรับไม่ได้ปฏิเสธอะไร ซ้ำยังส่งรอยยิ้มที่เหมือนจะบอกว่าเอาไว้ชดเชยให้ทีหลัง...ให้มันได้อย่างนี้สิ!!

 

การตอบโต้ระหว่างพี่น้องตามกฎหมายเกิดขึ้นแค่เสี้ยวประเดี๋ยว พริบตาที่เห็นจื่อเหยาถอนหายใจเสร็จ ภาพลักษณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นความสุขุม

 

"ท่านลุงจื่ออิง...ท่านไม่อยากอยู่อย่างสงบขนาดนี้เลยหรือ เหตุใดจึงต้องเลือกวิธีฆ่าตัวตายเช่นนี้ก็ได้นะ" วงแขนกระชับตัวประกันเล็กน้อย ปลายมีดยังคงไม่ลดจากคอของซู่อี้เจิน

 

"หนึ่งชายา สองสนม หากทำอะไรไม่ยั้งคิด โทษทัณฑ์ที่ท่านลุงจะได้รับนั้น มันไม่ใช่น้อยเลยนะขอรับ...เอาล่ะ ไหนบอกหลานหน่อยสิ อะไรทำให้ท่านลุงใจกล้าเช่นนี้" จื่อเหยาข่มขู่ด้วยท่าทางไม่ยี่หระ การมาสกุลอย่างอุกอาจเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานที่เขาฝ่าฝืนเจอโดนล้อมแบบนี้ก็สมควร นั่นจึงเป็นสิ่งที่ไม่ได้หลุดแผนของเขาแต่อย่างใด สมัยก่อนเจอมาเยอะกว่านี้อีก

 

ส่วนอีกข้อที่น่ากังวลก็คือ การพาน้องฮ่องเต้มาร่วมวงด้วย เขาเชื่อนะว่าไอ้เด็กนี่มันเก่งเลยพามาด้วยกันเพื่อมาเป็นไม้กันหมา แต่เพราะพามาด้วยเนี่ยล่ะเลยทำให้มีบางอย่างน่าห่วงอยู่เช่นกัน นั่นคือความบ้าดีเดือดไม่สนสิ่งใด ๆ จนเหมือนคนไม่กลัวตาย

 

รัชกาลนี้ยังไม่มีบุตรสืบทอดตำแหน่งรัชทายาท อวี้เหวินเฉิงจึงยังอยู่ในสถานะผู้สืบบัลลังก์คนต่อไปอยู่ แล้วท่านอ๋องน้อยคนนี้ดันเป็นประเภทเดาใจยากควบคุมไม่ได้ ยิ่งตอนที่มีชายา...เอ่อ หมายถึงต้วนมู่ชิงอยู่ข้าง ๆ อีก ยิ่งทวีความเดาใจยากเพิ่มขึ้นไปอีกไม่รู้กี่เท่า หากต้วนมู่ชิงเป็นอะไรขึ้นมา เขามั่นใจได้เลยว่า...บรรลัย

 

สรุปแล้วทุกอย่างอยู่ในการคาดการณ์ของจื่อเหยา ส่วนผิดแผนก็คือการที่อวี้เหวินเฉิงพาต้วนมู่ชิงมาด้วย ทีแรกเขาส่งนกไปเรียกแค่หนึ่งคน ไม่คิดว่าจะพามาถึงสอง มันจึงเป็นปริศนาที่คาใจว่าเหตุใดจึงไม่ยอมปล่อยให้ต้วนมู่ชิงคลาดสายตา ซ้ำยังกระเตงไปทุกที่ แม้รู้ว่าจะต้องเจออันตรายเช่นนี้

 

ไอ้เด็กนั่นคงมีเหตุผลที่...เขาต้องไม่เข้าใจอยู่แน่ ๆ

 

“ตกลงว่า...พร้อมรับสิ่งที่ตัวเองทำแล้วใช่ไหมขอรับ”

 

จื่อเหยาพ่นลมหายใจออกมา ท่าทางเหนื่อย ๆ คิดมาก็ปวดเลยผ่อนคลายด้วยการแกล้งตบ ๆ พุงซู่อี้เจินประหนึ่งปลอบให้หยุดสั่น ท่าทางเอื้อเอ็นดูประหนึ่งเล่นกับน้องน้อยทั้งมืออีกข้างยังเอามีดจ่อคอหอยเขาอยู่

 

"กระหม่อมรู้และพร้อมยอมรับโทษ...ขอเพียงแต่พระชายาโปรดละเว้นอี้หย่งไป" ซู่จื่ออิงเอ่ย น้ำเสียงและดวงตามีความประหวั่น แต่กระนั้นก็ดูราวกับพร้อมยอมทุกอย่าง

 

"ออกตัวเช่นนี้...ก็เป็นหลักฐานชั้นดีสำหรับการมัดตัวเด็กคนนั้น...ท่านลุงคงรู้อยู่แก่ใจถึงสิ่งที่อี้หย่งทำไปแล้วสินะ" จื่อเหยาหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่ยอมอ่อน ไม่ยอมผ่อนปรน ต่อให้อีกคนจะเป็นญาติหรือทำตัวน่าสงสารสักแค่ไหนก็ตาม เพราะตนไม่อยากให้จุดยืนของพวกตนต้องกลายเป็นเหยื่อท่ามกลางวงล้อมที่เต็มไปด้วยอาวุธเช่นนี้

 

"...เช่นนั้นนำตัวเขาออกมา หากเจ้ากล้าที่จะยื่นหมูยื่นแมว ข้าก็พร้อมทำตามความต้องการของเจ้า"

 

"พระชายา! " ซู่จื่ออิงร้อง กำมือแน่นเข้าอย่างขุ่นเคืองใจ อีกทั้งคนที่ถูกจับเป็นตัวประกันอย่าง ซู่อี้เจินคล้ายอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่มีดที่จ่อคอหอยอยู่นั้นก็ทำให้ละลักละล่ำสำลักน้ำลายจนพูดอะไรไม่ออก สิ่งที่เขาทำคือการส่งสารตาอ้อนวอนให้คนเป็นลุงช่วยเหลือ

 

"ท่านลุง ท่านยังอยากจะต่อรองอะไรหรือ ทางเลือกของท่านน่ะไม่เหลือตั้งแต่คิดที่จะทำอย่างนี้แล้ว" จื่อเหยาปรายตามองวงล้อม คนเหล่านั้นยังไม่กล้าเข้ามาใกล้นัก ข้อหนึ่งคือคงเป็นยังห่วงความปลอดภัยของซู่อี้เจินอยู่ และสอง...ดูท่าเพิ่งจะรู้ว่าเจ้านายตัวเองสั่งให้มาล้อมพระชายา...

 

เจ้านายพามาหาที่ตายแท้ ๆ น่าสงสารจริง ๆ

 

"เอาล่ะ ข้ามีสองทางให้ท่านเลือก พาข้าไปหาอี้หย่ง ยื่นหมูยื่นแมว ให้อี้หย่งส่งคนของข้ากลับมาแล้วข้าจะทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ต่างคนต่างอยู่ ข้ามีชีวิตของข้าและพวกเจ้าจะทำชั่วอะไรต่อจากนี้ก็จะไม่สนใจไยดีอีก" จื่อเหยาพูดต่อไป น้ำเสียงเรียบนิ่งจนเย็นชายิ่งนัก

 

พลันที่รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของพระชายาคนงาม เป็นจังหวะเดียวกับที่ต้วนมู่ชิงรู้สึกถึงไอมรณะอันลึกล้ำ เขากำชายเสื้ออวี้เหวินเฉิงแน่น...ขนลุกชันกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปนี้

 

"กับข้อสอง...สั่งให้คนของเจ้าสังหารพวกข้าซะ เจ้าจะได้ปกป้องลูกชายเจ้าสำเร็จ...แลกกับการที่อีกสักพักสกุลซู่และชั่วโคตรของคนที่อยู่ในที่แห่งนี้จะโดนล้างให้หายไปจากแผ่นดินตลอดกาล"

 

คำขู่นั้นย่อมเป็นความจริง ต่อให้การปกครองของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงนั้นจะยึดมั่นในความสงบสุขแค่ไหนแต่โทษล้างสกุลนั้นก็ยังคงอยู่ในวิธีสำเร็จโทษของทางการ ซึ่งโทษนี้เทียบเท่ากับสังหารหมดหมู่ ทวด ปู่ย่าตายาย บิดามารดา สามีภรรยา บุตร หลาน กระทั่งเครือญาติเองก็จะไม่ละเว้น ไร้ซึ่งสายเลือดสกุลสืบต่อบนดินแดนนี้ตราบชั่วนิรันดร์

 

“ท่านลุงคงจะรู้ใช่ไหมว่าควรเลือกอะไรจึงจะดีที่สุด"

 

เมื่อสิ้นคำนั้นเอง อวี้เหวินเฉิงก็จับอะไรบางอย่างได้ เขาคว้าตัวต้วนมู่ชิงเอาไว้แนบกายก่อนจะรีบพาหลบไป ก่อนที่ ‘อะไร’ บางอย่างนั้นจะมาถึง

 

...

 

ตู้ม!!!

 

หลังจากที่อวี้เหวินเฉิงอุ้มต้วนมู่ชิงหลบไป ไม่พ้นหนึ่งกะพริบตาก็มีบางสิ่งพุ่งทะยานลงมาจากท้องฟ้าอย่างรวดเร็วจนพื้นสั่นสะเทือน กระไอดินตลบอบ ฝุ่นแผ่กระจายไปทั่วลงล้อมพร้อมกับกระแสปราณรุนแรงจะโบกซักจนกลุ่มคนที่ตั้งล้อมปราบล้มลงไป หมดสติกับพื้นแทบจะทันที

 

สิ่งที่เด่นชัดหลังจากกระแสฝุ่นหายไปนั้น คือภาพของกระบี่เนื้อเงาวับสะท้อนกับแสงจันทร์ ลักษณะมันงดงามและล้ำค่าขัดกับสภาพโกโรโกโสราวกับผ้าขี้ริ้วของเจ้าของลิบลับ

 

...มันคือกระบี่ของซื่อหมิงนั่นเอง

 

“มาช้านัก...ข้าก็นึกว่าเจ้าจะลืมวิธีเหินกระบี่ไปเสียแล้ว” จื่อเหยาแสร้งแซวก่อนจะปล่อยตัวซู่อี้เจินให้เป็นอิสระ แล้วเดินไปข้างซื่อหมิง

 

“ข้าไม่มีลืมวิธีการใช้เครื่องมือหากินของตัวเองหรอก” ซื่อหมิงแค่นเสียงหัวเราะใส่จื่อเหยา ก่อนจะมองวงล้อมที่โดนจัดการในชั่วพริบตา

 

อวี้เหวินเฉิงขมวดคิ้วตนเล็กน้อยกับสิ่งที่เห็นตรงหน้า

 

คำกล่าวว่าจำกระบี่ง่ายกว่าจำคนคงใช้ได้ดีสำหรับเขา พลันที่อวี้เหวินเฉิงเห็นกระบี่ของซื่อหมิงจึงระลึกได้ทันทีว่าตนเคยเห็นมันที่ใด...

 

มันคือกระบี่พระราชทานประจำตำแหน่งราชครูของรัชทายาท มิน่าเล่าเขาจึงไม่เคยพบเจอซื่อหมิงมาก่อน...เพราะคนตำแหน่งนี้จะขึ้นตรงแต่เพียงรัชทายาทอันดับหนึ่งหรือคนที่เสด็จพ่อเลือกแล้วว่าจะเป็นกษัตริย์คนต่อไปเท่านั้น องค์ชายคนอื่นจะไม่มีสิทธิ์ได้ร่ำเรียนกับเขาเป็นอันขาด...

 

หรือก็คือคน ๆ นี้น่ะ มีฝีมือระดับที่สามารถสั่งสอนฮ่องเต้ได้เชียวนะ

 

การค่อนขอดของสองคนประหนึ่งแม่ยายลูกสะใภ้ของจื่อเหยาและซื่อหมิงนั้นไม่ได้ยืดเยื้อนานนัก เพราะเรื่องของซื่อเป่าสำคัญกว่า นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้คนทั้งสองจำต้องยอมร่วมมือกัน

 

ร่างโปร่งบางเดินอย่างเชื่องช้า ข้ามผ่านร่างคนนอนสลบไปอย่างไม่ไยดี จันทราที่ส่องสะท้อนเป็นเงาเบื้องหลังนั้น ขับให้ความรอยยิ้มบนใบหน้าดูเย็นชามากชึ้นไม่รู้กี่เท่า

 

“เอาล่ะ มาถึงตอนนี้แล้ว เจ้าคงจะรู้แล้วสินะว่า...เรื่อง ‘ล้างสกุล’ นั่นข้าไม่ได้ขู่ ตัวข้าไม่มีวันมีทายาท อีกทั้งเดิมทีข้าก็ไม่ได้ไยดีอะไรสกุลซู่อยู่แล้ว หากสายเลือดนี่จะหายไปหมดก็ไม่ยากนัก”

 

ความเงียบปรากฏ ความหวาดกลัวคืบคลาน รอยยิ้มของจื่อเหยายามที่พูดการ 'ล้างสกุล' นั้น...แม้จะงดงามหยาดเยิ้มแค่ไหนแต่ก็เย็นชาเทียบเท่ากัน ราวกับปิศาจร้ายที่หยิบยื่นทางเลือกอันสุดโต่งให้กับแกะน้อยที่น่าสงสาร ซึ่งสิ่งที่ให้เลือกนั้นหากไม่ใช่น้ำผึ้งบนคมมีดก็เป็นฟูกนิ่มประดับหนาม

 

กล้าได้กล้าตาย เลือดเย็น เด็ดขาด แต่ยังคงรอยยิ้มบนใบหน้าทุกอากัปกิริยาแม้กระทำเรื่องโหดร้ายแค่ไหนก็ตาม...นั่นแหละคือนิยามที่คนวังมีให้แก่เสียนเฟยของฮ่องเต้

 

แม้ต้วนมู่ชิงจะพยายามชินชากับบทบาทนี้ของอีกฝ่ายมากแค่ไหนแต่ก็ทำได้แค่พยายามจริง ๆ

 

จังหวะการเคลื่อนไหวของจื่อเหยาทำให้คนมองลมหายใจกระตุก ไม่ว่าจะโดนต้อนสักแค่ไหนจื่อเหยาก็ยังคงแสดงสีหน้าราวกับคนถือไพ่เหนือกว่า...ซู่จื่ออิงคิดว่านิสัยนั้นช่างไม่เปลี่ยนไปเลยจริง ๆ

 

"ท่านลุง...ยอมเถิด ปกป้องสกุลและปกป้องคนของตน นั่นคือสิ่งที่สมควรไม่ใช่หรือ...บางทีนี่อาจจะดีกว่าปล่อยให้อี้หย่งเป็นเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ นะขอรับ" ซู่อี้เจินพูดเตือนสติ สีหน้าของเขายามนี้จริงจังจนจื่อเหยาแอบบฉงนสนใจ...คลับคล้ายว่าเจ้าหมูขี้กลัวนี่มีความคิดที่โตขึ้นสมกับเป็นเจ้าบ้านมากกว่าที่คิด

 

จังหวะเงียบดำเนินไปไม่นานนัก ซู่จื่ออิงจึงยกมือส่งสัญญาณให้คนของตนลดอาวุธ และปล่อยคนทั้งสามออกจากวงล้อม

 

"...ข้าเข้าใจแล้ว" สุดท้ายซู่จื่ออิงจึงต้องยอม เพราะเดิมทีแล้วเขาทำทุกอย่างก็เพื่อปกป้องลูกตัวเองเท่านั้น “แต่โปรดอย่ารุนแรงกับเขา...จะได้ไหมขอรับ”

 

ฟังคำที่ซู่จื่ออิงอ้อนวอนแล้วจื่อเหยาก็ส่ายหน้า

 

“จะพยายามแต่ไม่รับปาก”

 

*********

 

เมื่อเข้ามาถึงตัวเรือนของซู่อี้หย่ง ก็ขอจำกัดความได้คำเดียวว่า...มันเป็นภาพที่ต้วนมู่ชิงไม่รื่นตาเท่าไรนัก

 

ว่าทางเดินเข้าน่ากลัวแล้ว ข้างในสิน่ากลัวกว่า ทั้งที่อยู่ในเขตบ้านของขุนนางหากแต่ เรือนของซู่อี้หย่งกลับมีลักษณะไม่ต่างจากแหล่งอโคจร ตามทางเดินนั้นเต็มไปด้วยไหเหล้า โต๊ะซุ้มพนันขันตอก และ...

 

ต้วนมู่ชิงทำหน้าขยะแขยงเล็กน้อยเพราะมันเป็น ‘ของส่วนตัว’ ของผู้หญิง

 

คือการเอาโสเภณีมานอนที่เรือนน่ะก็ปกติของลูกคนรวยที่ยังรักสนุกล่ะนะ แต่เก็บซากหน่อยไม่ได้เหรอไง นี่ถ้าเขาเป็นพ่อก็ไม่อยากให้ใครเข้ามาเห็นหรอก อุบาทว์ลูกตา!!

 

“ปล่อย!!”

 

เสียงร้องดังลั่นจากคนที่ถูกบุกรุกเข้ามาในสถานที่ของตน ซู่อี้หย่งถูกรวบตัวได้ง่ายดายนักราวกับไม่ได้ระแวดระวังอะไรเลยสักอย่าง คาดว่าคงย่ามใจนึกว่าคงไม่มีใครสาวตัวได้

 

ซู่อี้หย่งนั้นอายุอานามบวกลบไม่น่าจะห่างจากต้วนมู่ชิงเกินสองปี เป็นผู้ชายรูปร่างผอมกะหร่อง แม้จะมีเค้าร่างที่สมเป็นคุณชายอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้ดูดีเพราะความเสื่อมโทรมของสภาพร่างกาย หน้าตาหมองคล้ำ แก้มตอบ มีรอยจ้ำเขียวที่ดูแล้วไม่น่าจะใช่อาการฟกช้ำ...มีครบลักษณะของคนที่เสพติดสุราทุกประการ

 

ตอนที่เข้ามาบุกจับซู่อี้หย่งนั้น บอกได้คำเดียวเลยว่าอยู่ในสภาพกึ่งล่อแหลมสุด ๆ เพราะพวกเขาต้องไปลากมาจากเตียงนอนในขณะที่กำลัง...นั่นแหละ...กับนางโลมพอดิบพอดี ซึ่งแน่นอนนางโลมคนนั้นโดนลากออกไปก่อนสอบสวนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

ทุกคนไปทำหน้าที่ของตัวเอง อวี้เหวินเฉิงกับจื่อเหยากระทำการสอบสวนโดยมีซู่อี้เจินและซู่จื่ออิงอยู่ด้วย ส่วนซื่อหมิงก็ไปตามหาซื่อเป่าซึ่งน่าจะถูกซ่อนอยู่ที่ใดสักที่หนึ่งในเรือนหลังนี้

 

ว่ากันตามตรงแล้วต้วนมู่ชิงรู้สึกเหมือนเป็นตัวเกะกะอยู่นิดหน่อย เขาไม่ใช่สายที่จะพุ่งไปสู้รบตบมือกับใครก่อน ยิ่งยืนอยู่ท่ามกลาง เอ่อ...นั่นก็พระชายา นั่นก็จอมยุทธ์แล้วไหนจะอดีตราชครูอีก มีแต่พวกเหนือมนุษย์รายล้อมเช่นนี้ สิ่งที่เขาควรทำคือการอยู่นิ่ง ๆ ไม่ทำตัวเป็นภาระเฝ้าระวังเป็นแนวหลังให้น่าจะดีที่สุดแล้ว...

 

อ๊ะ...

 

แต่แล้วคนเฝ้าก็รู้สึกเหมือนสะกิดใจกับอะไรบางอย่างขึ้นมา

 

“ทำไมท่านปล่อยให้พวกมันเข้ามา! ข้าสั่งท่านแล้วไม่ใช่หรือว่าไม่ว่าใครก็ห้ามเข้ามาที่เรือนของข้า!” เสียงแหบห้วนด่าทอบุพการีอย่างก้าวร้าว ซู่อี้หย่งตอนนี้อยู่ในสภาพดิ้นเร่า ๆ ทั้งที่ถูกอวี้เหวินเฉิงรวบตัวกดเอาไว้กับพื้น ท่าทางน่าอนาถจนจื่อเหยารับไม่ได้

 

“จำพี่ชายคนโตของเจ้าไม่ได้แล้วสินะ?”

 

พลันได้ยินเช่นนั้นซู่อี้หย่งก็ชะงักไป แต่ทว่าก็แค่ประเดี๋ยว ดูทีความทรงจำในวันเด็กนั้นจะไม่มีหลงเหลือแล้ว ชายคนนั้นสติแตกจนดูเหมือนคลุ้มคลั่งไปเสียแล้ว

 

เห้อ...

 

“เอาเถอะ ๆ ลืมที่ข้าพูดไปก็ได้ ทว่าสิ่งที่ข้าอยากบอกเจ้าก็คือ หากข้าไม่มาคงไม่รู้...ซู่อี้หย่งทำไมถึงได้ปล่อยเนื้อปล่อยตัว ตกต่ำเช่นนี้?” จื่อเหยากอดอก พอเห็นว่าคลั่งไปกันใหญ่แล้วก็ได้แต่สั่นหน้าอย่างอาดูร “แต่ก็ช่างเถิด ข้าจะปล่อยเจ้าก็ได้ แต่แลกเปลี่ยนด้วยการปล่อยคนของข้ามา”

 

“ข้าไม่ได้ทำอะไรเลย อย่ากล่าวหา” ซู่อี้หย่งตะคอกใส่ ก่อนจะแค่นยิ้มออกมา “คนของเจ้าน่ะ ทะเล่อทะล่าดูแลเองหรือเปล่า หน้าตาท่าทางซื่อบื้อเหมือนเด็กน้อยไม่ประสีประสา บางทีข้าอาจจะไม่ได้จับตัวมันมา แต่อาจจะเต็มใจตามข้ามาก็ได้ ---”

 

“ฟ้ามีตาเวรกรรมมีจริงฉันใด เจ้าคิดหรือว่าเรื่องแค่นี้จะรอดพ้นสายพระเนตรของฮ่องเต้” จื่อเหยาตอกกลับ พูดความจริงสองส่วนขี้โอ่หนึ่งส่วน เลี่ยงที่จะบอกว่าแท้จริงแล้วพวกเขาให้ปักษาในอาณัติทั้งหลายคอยสอดแนมอีกหนึ่งส่วน

 

“เมื่อครู่...เจ้าบอกหน้าตาท่าทางซื่อบื้อ...เคยเห็นหน้าเขาแล้วหรือ?” อวี้เหวินเฉิงตบซ้ำด้วยคำพูด เขาจับประเด็นคำพูดทุกคน และหากมีช่องให้ซัด เขาก็พร้อมจะซักทันที “หากคิดจะกระทำอะไรสักอย่างควรระวังคำพูดสักหน่อยนะ...ดูท่าคงจะทำผิดเช่นนี้ครั้งแรกใช่ไหม?”

 

ซู่อี้หย่งถึงกับสะอึก เขากลืนน้ำลายลงคอก่อนจะเริ่มขัดขืนอีกครั้ง

 

“อย่างไรเสียก็ไม่ใช่ข้า แต่ถึงใช่ข้าก็มีสิทธิ์ นี่คือเมืองของข้า....และถ้าเจ้าเด็กนั่นเป็นคนในเมืองนี้ข้าก็มีสิทธิ์จะทำอะไรกับมันก็ได้แม้แต่จะจับตัวมา---!!”

 

เมื่อเริ่มจะหงุดหงิด ปลายกระบี่เสวี่ยเหลียนปักลงกับพื้นอย่างรุนแรง เฉียดแสกหน้าซู่อี้หย่งไปไม่ถึงคืบ อวี้เหวินเฉิงข่มขู่อย่างนิ่งสงบและสยบทุกสิ่งจนไม่ไหวติงใด ๆ

 

“ถ้ายังปากมากอีกนิดเดียว ครั้งหน้าจะไม่แค่เฉียด” อวี้เหวินเฉิงกดเสียงนิ่ง เคลื่อนเสวี่ยเหลียนออก “นี่คือเมืองของเจ้าก็จริง แต่แผ่นดินนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของที่ยั่งยืนแม้กระทั่งราชวงศ์ หากถ้าสกุลเจ้าถูกปลดออกจากตำแหน่งก็เท่ากับคำพูดเจ้าจะไม่มีค่าอะไรอีก”

 

แล้วซู่อี้หย่งก็เงียบกริบไปทันที

 

“เอ่อ...”

 

เสียงหนึ่งแทรกท่ามกลางความเงียบ ต้วนมู่ชิงค่อย ๆ เดินออกมาจากมุมของตัวเอง ก่อนจะยื่นบางสิ่งซึ่งตนหยิบออกมาจากมุมห้องให้กับจื่อเหยา

 

มันคือม้วนผ้าซึ่งข้างในนั้นบรรจุกระดาษห่อผงยาอย่างลวก ๆ ซึ่งมันกลิ่นและสีที่รุนแรงเกินกว่าจะเป็นยาสมุนไพรปรกติ...ซึ่งมันใกล้เคียงกับยา ซึ่งเป็นหลักฐานในคดีของลี่ย่าหลี

 

“กลิ่นไม่ดีเอาเสียเลย”

 

จื่อเหยาและอวี้เหวินเฉิงพึมพำออกมาพร้อม ๆ กัน

 

===================

 

สวัสดีค่ะ หายไปไม่ได้อัพมาสักพักเลยฮืออ ช่วงนี้งานหลวงเยอะมากเคยค่ะ กระซิก ๆ แต่จะพยายามมาอัพเดทเรื่อย ๆ นะคะ สัญญาค่ะว่าไม่เทเรื่องนี้แน่นอน

และเพื่อแทนคำสัญญา เราเลยเอาแบบร่างของปกฉบับรวมเล่มทั้งเล่ม 1 และ เล่ม 2 มาอวดแหลค่ะ ซึ่ง หากไม่ผิดพลาด เล่ม 1 จะเปิดพรีออเดอร์เดือนมีนาคมนี้ โดยจะมีเนื้อหาในเล่ม 1 บวกลบไม่เกิน420หน้ากระดาษ A5 ค่ะ(ส่วนเล่มสองน่าจะช่วงกลาง ๆ ปี)

และแบบสอบถามความสนใจการจัดพิมพ์จะตามมาเร็ว ๆ นี้นะคะ หลังจากผู้เขียนรีไรท์ต้นฉบับทั้งหมดเสร็จ

ซึ่ง---เราจะทยอยเอาฉบับรีไรท์มาลงในเว็บแน่นอนค่ะ ทั้งคำผิด ทั้งบทที่ดูขาด ๆ เกิน ๆ ผู้เขียนจะพยายามปรับแก้ให้ดีที่สุดแน่นอนค่ะ

สุดท้ายนี้...ช่วงนี้ข่าวโรคระบาด อย่าลืมผ้าปิดจมูก ล้างมือบ่อย ๆ อย่าไปในที่คนแออัดหรืออากาศปิดนะคะ

 

ปกเล่ม 1
ปกเล่ม 1

 

 

ปกเล่ม 2
ปกเล่ม 2 ​

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 111 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #670 sakura17 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 01:15
    อาชิงจมูกดีมาก
    แต่สกุลซู่นี่ไม่กลัวตายเลยนะกล้าที่จะทำร้ายพระชายากัพระสนมเนี่ยนะ นี่ว่าจื่อเหยาใจดีมากเลยนะที่ไว้ชีวิตสกุลซู่อะ
    #670
    0
  2. #551 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 21:18

    เพิ่งจะได้มาอ่านเรื่องนี้ แต่บอกเลยว่าสนุกมาก รอนะคะไรท์ ปมเยอะจนตอนแรกแอบปวดตับ 55555 แต่ตอนนี้ก็เริ่มคลี่คลายบ้างแล้ว แล้วยาที่เจอเนี่ยจะเกี่ยวกับผีในวังรึป่าว?

    #551
    0
  3. #546 TC18 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:51
    รอค่าาาา
    #546
    0
  4. #544 0942051893 (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 20:38

    รออยู่น้า...
    #544
    0
  5. #540 LovelyWonbin (จากตอนที่ 46)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:41
    สวยงาม โดยเฉพาะเล่ม 2 มีลวดลายมากกว่า
    #540
    0