[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 45 : ตอนที 12 เขาว่ากันว่าทุกบ้านมักมีเด็กเจ้าปัญหา (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,219
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 131 ครั้ง
    7 พ.ย. 63

"ไม่เจอกันนาน กลายเป็นหมูไปแล้วเหรออี้เจิน ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนเจ้าดูเป็นผู้เป็นคนกว่านี้ไม่ใช่หรือ? "


 

นั่นคือคำแรกที่จื่อเหยาทักทายเจ้าของบ้าน เขาหรี่ตามองผู้มาใหม่ซึ่งกึ่งเดินกึ่งวิ่งหอบพุงพุ้ย ๆ เข้ามาในห้องรับรองแขกด้วยความคิดขบขันประมาณหนึ่ง


 

“ลืมไป ครั้งสุดท้ายที่เราเจอ...เจ้าไม่นับถือข้าเป็นพี่แล้ว”


 

รอยยิ้มแสนหวาน รอยยิ้มและสีหน้ายามพูดที่ไม่ต่างจากบทสนทนาหลังอาหาร ช่างปกติจนบาดลึกกว่ามีด ซู่อี้เจินถึงกับจังหวะเท้ากระตุกเดินเป๋ไปในที


 

เจ้าบ้านสกุลซู่คนปัจจุบันมีนามว่า ซู่อี้เจิน เขาเป็นบุตรชายคนที่สองของเจ้าบ้านสกุลซู่คนก่อน หรือก็คือมีศักดิ์เป็นน้องชายของจื่อเหยา และด้วยความที่มีแม่คนละคน นั่นจึงทำให้หน้าตาของพวกเขาทั้งสองห่างกันคนล่ะโยชน์ ซู่อี้เจินนั้นได้พันธุกรรมจากพ่อมาถึงเจ็ดในสิบส่วน ตัวขาวจั๊วะ หน้ามันแผล่บ เหงื่อออกง่าย หุ่นเหมือนหมู จนอีกนิดคงใกล้เคียงกับตือโป้ยก่ายในตำนาน


 

"เจ้า...เอ้อ...พระชายาไม่ได้พบกันนานเลยนะขอรับ" ซู่อี้เจินเลิกลั่กสุดใจเพราะเกือบหลุดเรียกคำพูดเก่า ๆ ที่แสนจะหยาบคายออกมา ชายวัยสามสิบนิด ๆ ที่หน้าตาไปเกินวัยสูดลมหายใจเล็กน้อย ปั้นหน้ายิ้มแย้มจนดูออกว่าเสแสร้ง "พระชายาคงเดินทางมาเหนื่อย ๆ เช่นนั้นแล้วเกล้ากระหม่อมจะได้สั่งให้สาวใช้จัดเตรียมเครื่องดื่มกับสำหรับของว่างให้...เอ่อ.."


 

จื่อเหยาส่ายหน้า "ช่างเถอะ ข้าไม่คิดจะอยู่ที่นานนานอยู่แล้ว แล้วคำราชาศัพย์น่ะ ถ้าไม่อยากพูด ก็ช่างมันเถอะ"


 

"ง...งั้นหรือ ขะ...ขอรับ" ซู่อี้เจินหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดเหงื่อที่ไหลย้อยด้วยความระทึก เดิมทีเขากับคนพี่ก็ไม่ได้สนิทกันอยู่แล้ว แถมมีเรื่องคาราคาซังอยู่กับสกุล คนเคยมีคดีเก่าติดตัวจึงได้แต่ภาวนาให้ไม่เผลอทำอะไรผิดจนโดนสั่งริบสมบัติ "เช่นนั้นแล้ว พระชายามีสิ่งใดให้ ข้ารับใช้หรือขอรับ"


 

"น้องคนเล็กเราอยู่ไหนล่ะ" เขาเอ่ยถาม ยืนกุมมือตนอย่างสงบและมีมารยาท ดวงตาคู่สวยเหลือบมองประตูพอเห็นว่ามีใครเดินมาก็คลี่ยิ้ม "ข้ามีธุระบางอย่างจะถามเขาเสียหน่อย พาข้าไปหาเขาหน่อยสิ...อี้หย่งน่ะ"


 

พอได้ยินชื่อซู่จื่ออิงที่เพิ่งตามมาใหม่ก็ชะงัก สีหน้าเปลี่ยน


 

"เด็ก...เด็กคนนั้นน่ะหรือขอรับ" ซู่อี้เจินกริบ กระพริบตาปริบ ๆ แม้จะนึกโล่งใจอยู่นิดหน่อยที่ชายตรงหน้าไม่ได้มีเป้าหมายมาที่ตนแต่เป็นน้องเล็กเจ้าปัญหาที่ไม่มีใครเอานอกจากพ่อมันอย่างซู่อี้หย่ง


 

"เจ้านั่น...น่า...น่าจะไปแกร่วแถวหอนางโลมแล้ว หากจะพบเอาไว้...วันพรุ่ง..." แล้วเสียงก็เงียบลงไป


 

ซู่จื่ออิงจะรีบตะโกนบอกคนรับใช้


 

"ไปตามอาหย่งมาเร็ว! บอกว่าพระชายามาหา!! " เสียงตะโกนร้องบอกด้วยความหวาดกลัว เกิดเพราะเผลอสบตากับจื่อเหยาเข้าพอดี ไอ้สายตาคมกริบราวกับพร้อมจะพุ่งเฉือนคอคนได้ทุกเมื่อนั่นแหละ


 

แต่ก็นะ...อันที่ก็แค่คิดไปเอง ความกลัวปรุงแต่งเอาเอง จื่อเหยาน่ะ ก็แค่ยืนไกวพัดด้ามจิ้วสวย ๆ สบาย ๆ มองคนร้อนรนเป็นหนูติดจั่นอย่างสนุกสนานเป็นที่สุด


 

ในขณะสองคนที่อยู่ด้วยต่างมองหน้ากันปริบ ๆ ด้วยเพราะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินของฉาก ซู่อี้เจินนั้นแค่จื่อเหยาขยับตัวนิด ๆ หน่อย ๆ ก็สั่นเป็นเจ้าเข้า ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลยสักนิด ต้วนมู่ชิงส่งสายตาหาอวี้เหวินเฉิง เรียกให้เข้ามาใกล้ก่อนจะ กระซิบเสียงเบาหวิว


 

"ถ้าจัดการเองได้ เขาจะให้พวกเรามาด้วยทำไมนะ..."


 

"คนมากไว้ก่อน อุ่นใจกว่านะขอรับ" อวี้เหวินเฉิงตอบ แม้จะมีความปลงอยู่ในที


 

ชายหนุ่มทั้งสองพ่นลมหายใจออกมาเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับไปมองสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าต่อ ซึ่งภาพที่เห็นนั้นก็รู้สึกได้ว่า...รอยยิ้มจื่อเหยาไม่น่าไว้วางใจเลย ท่าทางสนุก ท่าทางขบขัน ราวกับเป็นแมวป่ามากประสบการณ์หยอกเอินหนูครัวตัวอ้วนให้ติดกับดัก


 

"ข้าไม่ได้ให้เจ้าไปตามเสียหน่อย เสียใจด้วยนะ เลิกเล่นละครตบตาเถอะพวกท่าน เห็นข้าเป็นลิงที่มีอารมณ์สุนทรีย์งั้นหรือ? " จื่อเหยากล่าว สั่นหน้าเล็กน้อยคล้ายจะสั่งไม่ให้คนรับใช้ด้านในนั้นออกไป "ถ้าเขาอยู่ที่หอนางโลมข้าไปคงหาเขาที่นั่นแล้ว...ทว่าที่ข้ามาหาเพราะข้าจะให้เจ้าพาข้าไปหาเขาที่อยู่ 'ที่นี่' ต่างหาก"


 

"ข้า...พาท่านไปเนี่ยนะ" ซู่อี้เจินร้องด้วยความฉงน ไม่เข้าใจในการกระทำของจื่อเหยาเลยแม้แต่น้อย "ข้าบอกท่านแล้วมิใช่หรือว่าเจ้านั่นมันไปหอนางโลม มัน อยู่ หอ นาง โลม!! "


 

"คิดจะถ่วงเวลาให้หนีสิไม่ว่า" จื่อเหยาหรี่ตามองซู่จื่ออิงเล็กน้อย


 

แล้วบรรยากาศก็เงียบลงไปทันที


 

"เรือนเจ้าเด็กเปรตนั่นอยู่ไหน"


 

สิ้นเสียงอันแสนอบอุ่นที่เต็มไปด้วยคำหยาบคายนั้นเอง...

โคร้ม!!


 

ชายชุดกรุยกรายถูกรวบขึ้น ฝ่าเท้ายกอัดแรงถีบฉากไม้ด้านหลังซู่อี้เจินจนกระเด็นไปไกลจนมันมีสภาพน่างสังเวช หักครึ่งกลางอย่างไม่มีปัญญาซ่อมแซม ท่ามกลางความตกใจจนใบ้กินของคนรอบตัวนั้นเอง จื่อเหยาก็ลดฝ่าเท้าลง ย่างสามขุมเข้าไปใกล้ กดกระแทกเท้าลงเหยียบชายเสื้อของซู่อี้เจินที่คลานจนเหมือนกลิ้งหลุน ๆ เพื่อป้องกันการหลบหนี ผสมกลัวกลิ้งตกฉากด้วย


 

เรียวนิ้วงามหักข้อดังกรอบแกรบคล้ายยืดเส้นยืดสาย ย่อตัวลงโน้มใกล้จนจ้องตาน้องชายชัดแจ๋ว รอยยิ้มอันน่าพรึงพรั่นราวกับงูจ้องเหยื่อบนใบหน้าสวยนั้น ช่างชวนขนลุกเกินกว่าจะบรรยาย


 

"เจ้าคิดว่าตัวเองโกหกเก่งมากหรือ? โธ่ อาเจิน เจ้าตัวแสบ ข้าเป็นพี่คนโต แก่กว่าเจ้าตั้งกี่ปี ข้าย่อมรู้สันดานน้อง ๆ ตัวเองดี ลืมไปแล้วหรือไร? ถึงพวกเจ้าจะเลิกเรียกข้าว่าพี่เพราะแม่พวกเจ้าตะพึดตะพือสั่งกสาร แต่อย่าลืมสิว่าข้าน่ะเลี้ยงพวกเจ้ามากกว่าแม่พวกเจ้าเสียอีก" จื่อเหยาลากเสียงแค่นหัวเราะใส่ซู่อี้เจิน ฝ่าเท้าที่เหยียบชายเสื้อค่อย ๆ หดกลับมาตามเดิม


 

"ข้า...ข้า...อาหย่ง...แบบ...แบบว่า" ใบหน้าที่แสนน่ากลัวในมาดพี่ชายคนโตนั้น...ก็พาให้คนเป็นน้องย้อนรำลึกถึงเรื่องในวัยเยาว์


 

"...ท่านพี่...อ่าาา..." ซู่อี้เจินติดอ่าง หลุดเรียกสรรพนามเดิม ใช่แล้ว...ความทรงจำสมัยถูกพี่ชายจอมเฮี้ยบเลี้ยงดูทำให้สรรพรางกายสะท้านไปด้วยความกลัว เหนียงที่คอสั่นพับ ๆ จนฟังคล้ายเสียงปีกกระพือ


 

"ข้ายอมแล้ว"


 

"แค่นี้ก็จบ..."


 

สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในสายตาของคนที่อยู่ในสถานที่นี้ทั้งหมดทั้งคนใช้ ซู่จื่ออิง แน่นอนรวมอวี้เหวินเฉิงกับต้วนมู่ชิงด้วย ชายทั้งสองมองหน้ากัน สายตาของพวกเขาคล้ายสื่อสาเป็นคำเดียวกันว่า...ชินกับเรื่องที่เกิดแล้ว


 

หากมองภายนอก จื่อเหยานั้นเป็นลูกผู้ดีเก่าแก่ มารยาทการเข้าสังคมตลอดจนทักษะศาสตร์ศิลป์จึงเพียบพร้อม แม้จะมีนิสัยเสียและลูกไม้แพรวพราวเหมือนจิ้งจอกมากเล่ห์ไปบ้าง แต่กระนั้นก็งดงามรอบรู้เหมาะสมที่จะยืนเคียงข้างฮ่องเต้เป็นที่สุด


 

ทว่า...


 

จื่อเหยาไม่ได้มีเป้าหมายมาเป็นสนมตั้งแต่แรก ชายคนนั้นไม่คิดด้วยซ้ำว่าจะได้คบหากับฮ่องเต้จนกลายเป็นพระชายา ช่วงวัยเด็กจึงไม่ได้คิดฝึกมารยาทสตรีแต่อย่างใด อีกทั้ง...ซ่งอี้จุ้นเคยเล่าให้ฟังว่าก่อนเจอกับเฮ่อเหลียนเว่ยหลง สมัยโดนไล่ออกมาจากสกุลซู่ใหม่ ๆ ใช้ชีวิตเอาตัวรอดด้วยวิถีลูกผู้ชายสุด ๆ จนบางครั้งเจ้าตัวก็แสดงกริยาที่มัน...


 

ค่อนไปทางอันธพาลหัวไม้...


 

พอสวามีไม่อยู่ด้วย ก็เลิกทำตัวเป็นลูกแมวน้อย เผยธาตุแท้อันแสนชาตรีออกมาเต็ม ๆ เลยนะคน ๆ นี้...


 

เอาจริง ๆ ต้วนมู่ชิงก็เข้าใจนะ ขนาดเขาที่ฝึกการเป็นสนมตั้งแต่สิบสาม ตอนโมโหยังมีหลุดนิสัยเก่า ๆ มาบ้าง แล้วนับประสาอะไรกับคนที่ไม่เคยฝึกอย่างจื่อเหยาล่ะ...


 

แต่ว่า...


 

"นี่ก็รุนแรงเกินไป"


 

"รุนแรงเกินไปจริง ๆ "


 

อยู่ ๆ ผู้เฝ้ามองทั้งสองก็หลุดพูดออกมาพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย ระหว่างที่เดินตามซู่อี้เจินไปหาซู่อี้หย่งที่เรือนแยก


 

เส้นทางค่อนข้างลับแลและลึกลับ ทิศทางตรงไปยังสถานที่แห่งนั้นช่างแตกต่างกับความหรูหราในบ้านสกุลซู่จนราวกับเป็นคนละสถานที่ จนต้วนมู่ชิงต้องถดหนีกลุ่มคนนำหน้า มองคนที่น่าจะพูดคุยด้วยได้ง่ายที่สุด แล้วเริ่มถามข้อสงสัยในใจ


 

"บรรยากาศที่แห่งนี้ดูต่างจากเรือนใหญ่นัก ข้าขอถามท่านผู้อาวุโสหน่อยได้หรือไม่ขอรับ" เขาเอ่ยถามกับคนรับใช้ที่ดูอาวุโสที่สุด ซึ่งแม้จบ้านสกุลซู่เคยมีประเด็นกับจื่อเหยาก็ตาม แต่ภาพลักษณ์ดูสะอ้านตาแถมยังโหวงเฮ้งแบบเดียวกับซื่อเป่า นั่นคือหน้าซื่อ ไหล่ห่อและ หางตาตก คงเป็นคนที่ใจอ่อนใจดีระดับหนึ่ง


 

ชายอาวุโสชะงักเล็กน้อย ครุ่นคิดกับตัวเองพลางเหลียวซ้าย มองขวา เห็นว่าพวกตนเดินรั้งท้ายอยู่จึงได้กล้าพูด เพราะมั่นใจว่าคงไม่มีใครได้ยิน


 

อีกทั้งเขาเองก็อึดอัดอยากระบายให้ใครช่วยเหลือมานานแล้ว


 

"ท่านอี้หย่งค่อนข้าง...แปลกแยกขอรับ" เขาตอบเสียงเบา เงียบคล้ายคิดว่าจะเลือกคำใดมาพูดต่อไปดี


 

"อ๋อ...ข้าเข้าใจดี พวกที่เป็นคนเล็กของบ้านมักเอาแต่ใจเสมอ" ต้วนมู่ชิงว่าเบา ๆ แต่ดันกระทบถึงอวี้เหวินเฉิงที่เป็นคนเล็กเหมือนกันพอดี


 

ชายหนุ่มกระแอมเบาก่อนจะแสร้งทำเป็นชวนคุยต่อ


 

"ก่อปัญหาบ่อยหรือขอรับ? " อวี้เหวินเฉิงว่า ซึ่งคนรับใช้ก็พยักหน้า


 

“ข้ามิอยากจะนินทาเจ้านายเลย…แต่ทว่า ท่านอี้หย่งน่ะไม่ขี้คร้านไม่เอางาน ไม่แต่งเมียมีลูก ไม่กระทำตามหลักข้อกตัญญู ก่อเรื่องไปทั่ว ยืมสินทุกผู้ที่มีให้ยืม อีกทั้งยัง…” แล้วหลังจากนั้นก็ร่ายออกมายาวเหยียด จนต้วนมู่ชิงฟังทันบ้างไม่ทันบ้าง


 

แต่จับใจความได้ว่าซู่อี้หย่งนั้นเป็นลูกขายของซู่จื่ออิง มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของจื่อเหยาและซู่อี้เจิน ด้วยความที่เป็นลูกหลงพ่อแม่จึงรักมาก เอาใจสารพัดราวฮ่องเต้ โตมาเลยเป็นตัวปัญหาของบ้าน สร้างเรื่องเป็นไม่หยุดหย่อน


 

และที่สำคัญ…สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้บานปลายขนาดนี้ก็เพราะอายุอานามห่างจากลูกพี่ลูกน้องคนอื่น ๆ ถึงหลายปี ช่องว่างระหว่างวัยช่างเป็นปัญหาในการเลี้ยงดูได้เสมอ


 

นี่ขนาดไม่อยากนินทานะ…


 

เมื่อเดินเข้ามาถึงอาณาเขตเรือนแยกของซู่อี้หย่ง ต้วนมู่ชิงก็รู้สึกได้เลยว่าเสื่อมโทรมสุด ๆ ไหเหล้าวางเกลื่อนกลาดทุกตารางบนพื้นตั้งแต่หน้าประตทางเข้า กลิ่นชวนเมาตลบอบอวลเต็มไปหมด


 

คนแรกที่หยุดเดินคือซู่จื่ออิง สีหน้าเขาประหวั่นจนเม็ดเหงื่อผุดท่วม นับตั้งแต่แรกเริ่มจนเดินมาถึงนี่ก็พบความวอกแวกส่อพิรุธหลายอย่าง ท่าทางเหมือนไม่อยากจะให้เข้าไปใกล้เรือนของซู่อี้หย่งมากกกว่านี้ เหมือนกับว่าพยายามปิดบังบางสิ่งเอาไว้…


 

ทั้งจื่อเหยา ต้วนมู่ชิงและอวี้เหวินเฉิงต่างสัมผัสถึงกริยานั้นได้ มันชัดเจนระดับเด็กสามขวบยังรู้ หากแต่ก็ยังคงเก็บงำ เลี้ยงไข้ไปก่อนชั่วคราว เพราะอยากเห็นว่าจะทำเช่นไรต่อ อย่างไรเสีย เป้าหมายที่คนทั้งสามมาที่นี้นั้นมันก็มีแค่เหตุผลเดียว


 

แต่แค่จะล่ออย่างไรให้คายออกมาเท่านั้นเอง


 

จังหสะหนึ่งที่เข้ามาในสวน ก็เริ่มจะสังเกตเห็นอะไรได้ คนทั้งหมดก็พาถอนหายใจเฮือกใหญ่


 

“อี้เจิน…” จื่อเหยาว่าเรียกคนที่เดินนำหน้า กระซิบเสียงเบาหวิว “ข้าอาจจะไม่เคยบอก แต่ในบรรดาน้องทั้งหมด เจ้าน่ะเป็นเด็กดีมากที่สุดแล้ว”


 

“ขอรับ…?”


 

พูดจบเขาก็คว้าตัวของซู่อี้เจินมา โอบรัดรอบคอพร้อมจ่อคมมีดพกเข้าหาปลายคาง ซึ่งการกระทำเหล่านั้นเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมกับจังหวะที่กลุ่มชายฉกรรจ์คุมโม่งชุดดำหลายปรากฏตัวเข้ามาล้อมพวกเขาเอาไว้อย่างอุกอาจพอดิบพอดี ราวกับคาดการณ์ไว้


 

ต้วนมู่ชิงกับอวี้เหวินเฉิงถอนหายใจ เอาจริงก็กะไว้แล้วว่าเรื่องแบบนี้ต้องเกิด แม่งโคตรจะปกติเลยด้วยซ้ำ อย่างไรเสียฝ่ายมาบุกรุกบ้านเขายามวิกาลก็คือพวกตน


 

ถ้ามันเป็นแค่การเรียกคนมาจับผู้บุกรุกล่ะก็นะ


 

จื่อเหยามองซู่จื่ออิงเล็กน้อย มั่นใจได้เลยว่าคนผู้นั้นต้องเป็นคนเรียกกลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นมาแน่ ๆ แล้วก็มั่นใจอีกด้วยว่าไม่ได้เรียก เพราะอยากจะปกป้องความปลอดภัยของบ้านแต่อย่างใด


 

“เป็นเด็กดี ช่วยพี่จ๋าของเจ้าอีกหน่อยนะ อี้เจิน…”


 

====================


 

ช่วงนี้ทั้งฝุ่นทั้งไวรัสกำลังระบาด เวลาออกไปไหนมาไหนอย่าลืมสวมหน้ากาก และล้างมือให้สะอาดนะคะ เป็นห่วงทุกคนค่ะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 131 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #669 sakura17 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 01:06
    ที่เหวินเฉิงเคยบอกว่าจื่อเหยาพยศสินะ555 ไม่คิดว่าจะห้าวขนาดนี้แต่เท่ห์มาก
    #669
    0
  2. #550 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:21

    พระชายา! ท่านโคตรเถื่อนอ่ะ!

    #550
    0
  3. #519 zenandzun (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 26 มกราคม 2563 / 01:43
    จิ่อเหยา แมนๆคุยกัน
    #519
    0
  4. #518 LovelyWonbin (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 25 มกราคม 2563 / 20:00

    รอออออ
    #518
    0