[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 40 : ตอนที่ 9 ล่องกระแส (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,445
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 137 ครั้ง
    6 ธ.ค. 62

สุดท้ายอะไรที่อยากถาม...ก็ไม่ได้คำตอบ

ไม่ใช่ว่าอวี้เหวินเฉิงไม่ยอมตอบนะ แต่เป็นพราะไม่ทันได้ตอบก็มีบางอย่างมาขัดขวางคำตอบต่างหากล่ะ!!

ต้วนมู่ชิงยังจำภาพได้อย่างแม่นยำ อยู่ดี ๆ จื่อเหยาก็โผล่พรวดเข้ามาในห้องซ้ำยังเป็นจังหวะเดียวกับตอนเอาสองมือประคองแก้มอวี้เหวินเฉิง สภาพล่อแหลมแหลมชวนคิดลึกอยู่บนที่นอน กว่าจะแก้ตัวได้ก็โดนหยอกล้อไปหลายยก

และเอาจริงไหม...ถ้าคนที่แกล้งมีแค่จื่อเหยา ต้วนมู่ชิงคงไม่เก็กซิมขนาดนี้ เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเองก็ชอบพอเห็นด้วย ร่วมวงเข้าขากับเมียดิบดี ถามจริงเถอะ ทำไมทำแบบนั้นกันเล่าฝ่าบาท! สนมที่อี๋อ๋อกับชายอื่นน่ะควรโดนโทษสิ! แต่นี่อะไร แซวไฟไหม้ไฟลามจะแทบอยากจะเอาหน้ามุดลงดิน!

แต่ใด ๆ แล้ว บทสรุปก็คือยังไม่ได้ถามอยู่ดีนั่นแหละ แถมพวกเขาตอนนี้ก็อยู่ในสถานการณ์ที่ไม่น่าจะสามารถถามอะไรได้อย่างเป็นส่วนตัวเสียด้วยสิ

ก็...

ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดคุยของผู้คน ร้านรวงที่เต็มสองข้างทางเดิน ตลอดจนถึงกลิ่นอาหารที่หอมชวนทาน ทุกสิ่งอย่างรอบกายเขาล้าวนบ่งบอกให้รู้ว่าเทศกาลได้เริ่มขึ้นอย่างเต็มตัว โดยที่มีเขาเป็นส่วนหนึ่งในงาน หรือถ้าจะให้พูดง่าย ๆ ไม่ต้องมาอ้อมค้อมเลยก็คือ...

เขาโดนจื่อเหยาลากออกมาเที่ยวงานเทศกาลนั่นแหละ ...

เพราะงั้นคงไม่ต้องตอบแล้วสินะ ว่าทำไมเขาถึงไม่สามารถกระเซ้าเอาคำตอบได้ตอนนี้

ต้วนมู่ชิงถอนใจกับตัวเองระหว่างเงยหน้าขึ้นมองเสาสูงประดับโคมแสงสี ความคึกครื้นและเสียงพูดคุยจอแจของเหล่าชาวเมืองพาให้คิดถึงเมื่อสมัยวันวานที่มีโอกาสได้เที่ยวเล่นอย่างอิสระตามท้องถนน ในใจก็รู้สึกคิดถึงขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ อีกทั้งเมื่อมองคนข้างตัวที่มีท่าทางราวกับเด็กน้อยที่ตื่นเต้นแล้วก็อดเอ็นดูไม่ได้จริงๆ

อวี้เหวินเฉิงนั้นคงจะมีมูลขัดใจบางอย่างตกข้างจากตอนโดนขัดจังหวะ แม้จะไม่ได้แสดงสีหน้าแต่ท่าทางเหมือนกินรังแตนจากไหนสักที่...ตรง ๆ เลยก็คือหน้านิ่งมากจนเด็กผ่านเกือบร้องไห้ แต่กระนั้นใต้อารมณ์ดูเหมือนจะบู้บี้นั้นต้วนมู่ชิงก็พอจับอารมณ์ได้อยู่บ้าง

ว่าอีกฝ่ายเหมือนจะให้ความสนใจกับงานเทศกาลมากพอตัว เหมือนเด็กน้อยที่นานทีได้ออกไปโลดแล่นข้างนอก หรือไม่ก็คนที่ร้อยปีเที่ยวสักที...อา...ไม่สิ แล้วเขาไปแสนรู้เดาอารมณ์เก่งตอนไหน เฮ้ย ไม่ตลกหรือเปล่านะ ทำไมดูเหมือนพวกช่างจับผิดแบบนี้ล่ะ—

"ถ้างั้นก็...ช่างมันก่อนก็แล้วกัน"

ชายหนุ่มกล่าวเสียงเบาเช่นนั้น พอเห็นว่่าเจ้าเด็กน้อยมีความสุข (แม้หน้าจะบู้เป็นตูด) ก็ไม่อยากจะขัดขวาง...คำถามนั่นเอาไว้ถามซ้ำหลังจากกลับถึงห้องก็ไม่สาย

“ช่าง...อะไรหรือ” จื่อเหยาเอ่ยถาม พาให้ต้วนมู่ชิงยิ้มปากเบี้ยว

“ไม่มีอะไรหรอกขอรับ” ตอบอย่างจนคำ ในใจนึกบ่น... ‘ท่านจะแสนรู้ หูดีไปทุกเรื่องไม่ได้นะ’ อยู่ไม่ขาดตก

“อ้อ...”

ทว่าคนเปิดประเด็นอย่างจื่อเหยา นอกจากจะไม่ได้ว่าอะไรต่อยังทิ้งเขาไว้กลางความสับสน ไปให้ความสนใจอยู่กับร้านรวงข้างทางกระหนุงกระหนิงอี๋อ๋อกันอย่างไม่เกรงใจคน จนตัวต้วนมู่ชิงเลยได้แต่อายแทน นึกขึ้นได้เดี๋ยวนั้นว่าตนควรปลงตก มองหาร้านของกินสักร้านบ้างน่าจะดี

...

แล้วหลังจากนั้นแหละ ต้วนมู่ชิงก็ถึงกับจม...จมลงไปกับวังวนของกิน!

จะไก่ย่างเสียบไม้ก็ดี ขนมหวานของเชื่อมก็ดี ของกินพื้นบ้านพวกนั้นเขาไม่ได้กินมานานแล้วนี่...อา...น่าอร่อยทั้งนั้น

แต่ยังไม่ทันที่จะได้เคลิ้มอะไรต่อ มือหนึ่งก็ยื่นมาจับเอาไว้และดึงเขาออกไป ชายคนนั้นยกเรียวนิ้วจรดจ่อริมฝีปากตัวเองไว้ คลี่ยิ้มอ่อนโยน พร้อมกับค่อย ๆ พาแยกออกจากจื่อเหยาและเฮ่อเหลียนเว่ยหลงอย่างแนบเนียน...และคน ๆ นั้นก็คืออวี้เหวินเฉิงนั่นเอง

ความตกปะปนไปกับความงุ่นงง แต่กระนั้นแค่เพียงอวี้เหวินเฉิงนำทางไป ต้วนมู่ชิงก็เดินตามไปโดยง่ายด้วยความนึกสนุก

“เอาล่ะ...” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยเบา ๆ เมื่อได้แยกห่างจากสองคนนั้นมาได้สักระยะ

“เอาล่ะ — ที่เจ้าว่านี่จะซนอะไรอีกหรือเจ้าเด็กน้อย” ต้วนมู่ชิงเอ่ยก่อนคนตรงหน้าจะพูดจบ หรี่ดวงตาลงเล็กน้อย สอดสองแขนขึ้นกอดอก ร่างบางโน้มกายใกล้คนที่ตัวสูงพอ ๆ กัน คล้ายอยากจะยียวน “เจ้ายังมีเรื่องที่ยังติดค้างกับข้าอยู่นะเจ้้าเด็กน้อย พาหลบมาอยู่กันสองต่อสองเช่นนี้ เจ้าเตรียมคำตอบให้ข้าไว้แล้วหรือ”

หากแต่อวี้เหวินเฉิงกลับทำสายตาสลดเป็นลูกหมาใส่ “ข้าแค่อยากอยู่กับท่านพี่สองคนเท่านั้นขอรับ...อยากเดินเที่ยวงานด้วยกัน”

“เดี๋ยวฮ่องเต้กับเสียนเฟยก็ตามหาหรอก” เขาแย้ง

“เขาไม่หาหรอกขอรับ ดีไม่ดี เขาจะมีความสุขมากกว่าถ้าได้เดินสองคน” ตอบเช่นนั้นเพราะรู้จักดี แล้วหลังจากนั้นอวี้เหวินเฉิงกล่าวเสียงหงอย ๆ ต่อท้าย “ท่านพี่ไม่อยากเดินกับข้าหรือขอรับ..”

“...”

พอมาทีนี้ก็ไปไม่เป็นเลยทีเดียว จากที่เคยเก็กท่าวางมาดนิ่งเป็นพี่ชายใจยักษ์สุดเฮี้ยบ ตอนนี้เลยก็ทำได้แค่เพียงกอดอกค้าง ปากพะงาบ ๆ พูดจากไม่เป็นคำไม่ต่างจากปลาทองขาดน้ำ ต้วนมู่ชิงยอมรับด้วยใจว่าเขาพ่ายแพ้ในสายตาหมาน้อยแบบนั้นอย่างจนหนทาง

“อย่าทำแบบนี้ได้ไหม มันทำให้ข้าดุเจ้าไม่ลง...”

“ท่านพี่จะดุข้า...หรือขอรับ” อวี้เหวินเฉิงส่งเสียงเบาหวิว

แม่งเอ๊ย!

แล้วต้วนมู่ชิงก็ลืมความสุภาพไปจนหมดสิ้น สิ่งที่พอต่อต้านได้ก็มีแค่เพียงสบถหยาบในใจเท่านั้นในตอนนี้ เพราะงั้นโปรดอย่ามาถามเรื่องใจ...ใจอ่อนหยวบเป็นน้ำคลองตั้งแต่เห็นสายตาลูกหมาแล้ว! ให้ตายเถิด เขาควรต่อต้านไม่ใช่เข้าร่วมไม่ใช่หรือ!!

“ไม่ดุก็ได้” แสร้งทำเคร่งขรึมตีเสียงเข้มแม้จะอ่อนยวบแต่ก็ไม่อยากเสียมาดไปมากกว่านี้ เขาพ่นลมหายใจออกมาหนึ่งทียาว ๆ “อยากจะทำอะไรก็ทำเถิด อยากจะเดินงานใช่ไหม ไปกันเถอะ ข้ายอมแพ้เจ้าแล้ว”

อวี้เหวินเฉิงยิ้มเล็กน้อย สีหน้าดูโล่งอกอย่างเห็นได้ชัด

แล้วหลังจากนั้นคนทั้งสองจึงค่อยออกจากจุดที่คุยกัน เดินไปรวมกับเหล่าผู้คนที่มาเที่ยวงานเทศกาลอีกครั้ง เดินไปดูตรงนั้นที ตรงนี้ที ความสนุกและการได้พูดคุยกันในเรื่องไร้สาระทำให้ต้วนมู่ชิงรู้สึกผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด ไหนจะอวี้เหวินเฉิงนั้นในบางครั้งก็ทำให้เขารู้สึกเหนือความคาดหมายอยู่

อย่างแรก...เจ้าตัวดูคุณหนูมากจริง ๆ นะ อวี้เหวินเฉิงช่ำชองเท่าทันกับคดีความและการสืบสวน แต่เรื่องการใช้ชีวิตขั้นพื้นฐานกลับดูติดลบ ไม่ต่อรองราคา นึกอยากจะซื้ออะไรก็ซื้อ อย่างที่สอง...ก็เรื่องจับจ่ายเงินง่ายเหมือนเป็นหินข้างทาง เล่นเอาต้วนมู่ชิงถึงกับปวดหัวเก็กซิมอยากกินยาหมอ

ขนาดเขาที่ว่าลืมวิถีชีวิตชาวบ้านไปแล้วตอนนี้ก็ทำตัวตามปกติได้เลย (ถึงแม้ต้องใช้เวลาฟื้นฟูกว่าจะกลับมาได้ก็เถอะ)

นี่มันอะไรกันเนี่ย!

“อาเฉิง...ข้าว่าเจ้าไม่จำเป็นจะต้องซื้อของที่อยากได้ทุกอย่างในคราวเดียว” เขาพูดขณะที่หยิบปิ่นประดับแก้วเจียระไนที่ร้านแผงลอยริมทาง

“นาน ๆ ทีข้าจะได้ใช้เงินสักทีนะขอรับ เรื่องเที่ยวเนี่ย สองสามปีครั้งเลยเชียว” เขาว่าตามตรง ด้วยเพราะเรื่องงานของเขา ตลอดจนชีวิตวัยเด็กมันทำให้ไม่ค่อยมีเวลาเที่ยวเล่นแบบนี้มากนัก

ชั่วขณะหนึ่งอวี้เหวินเฉิงนึกถึงเรื่องบางอย่างในหัวหนึ่งเรื่อง หากแต่ก็สลัดมันทิ้งได้ทัน ก่อนมือเรียวจะค่อย ๆ สอดปิ่นนั้นปักผมให้ต้วนมู่ชิง คลี่ยิ้มบางคล้ายพึงพอใจในสิ่งที่เป็นเป็นยิ่งนัก “อีกทั้งปิ่นหยกก็เหมาะกับท่านมากด้วย จะให้ข้าปล่อยทิ้งไว้ได้เช่นไรเล่าขอรับ”

ต้วนมู่ชิงหน้ายู่ ยกมือขึ้นแตะปิ่น “เจ้าน่ะ...เป็นพวกบ้างานหรือไร”

ตอนนั้นข้าแค่ยังไม่เจอคนที่อยากจะทำเช่นนี้ให้ต่างหากขอรับ...ถ้าไม่เจอท่านพี่” อวี้เหวินเฉิงเงียบเล็กน้อยก่อนตอบต่อ “ข้าอาจจะใช้ชีวิตกับงานไปตลอดกาลก็ได้นะขอรับ”

ต้วนมู่ชิงก็ทำหน้าย่นใส่คล้ายจนลุกในคำเสี่ยว

...โชคดีที่เป็นคนรู้จักกัน ไม่งั้นคงนึกว่าโดนเกี้ยว — ต้วนมู่ชิงยังคงไม่ใช่คนคิดเข้าข้างตัวเองต่อไป...

ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเล็กน้อย คลี่ยิ้มยอมแพ้อย่างจนปัญญา

“งั้น...”

ระหว่างที่ทอดเสียง ดวงตากลมสีขลับก็เหลือบมองเครื่องประดับในแผง ไล่เรียงจากชั้นสร้อยทรงสวยสำหรับคอ กำไลข้อมือไม้สลักลายฉลุ ตลอดจนปิ่นเจียระไน หวีสับประดับลายดอกไม้ ของในร้านนี้นั้นเป็นของทำมือที่แสนประณีตและละเอียดเกินกว่าจะมาเป็นแผงลอยตั้งโต๊ะตามงานเทศกาล

ต้วนมู่ชิงได้ยินเสียงแว่วคล้ายการขูดสลักดังใกล้ ๆ ดูทีลุงคนขายนั้นกำลังใช้เวลาว่างระหว่างที่พวกเขาคุยกันเพื่อการประดิษฐ์เครื่องประดับชิ้นใหม่เสียแล้ว

“สนใจสิ่งใดหรือพ่อหนุ่ม?” ลุงเอ่ย ใบหน้าที่เห็นได้เพียงครึ่งล่างจากการสวมหมวกฟางบดบังสายตาเงยมองต้วนมู่ชิงเล็กน้อย “ราคาไม่แพงหรอกหนา...อุดหนุนคนแก่เสียหน่อยจะเป็นไร”

ต้วนมู่ชิงคลี่ยิ้มตอบรับกับลุงคนขาย ส่งเสียงอืมในคอตัวอย่างครุ่นคิด เมื่อตัดใจสินใจได้ก็เอื้อมไปหยิบกำไลสลัก ชายหนุ่มหันไปหาคนได้หลัง คว้าข้อมือเอาไว้ตั้งท่าจะลองสวมให้ หากแต่ก็ชะงักไปเมื่อเห็นบางสิ่งที่ร้อยอยู่บนข้อมือของอีกฝ่าย

เชือกถักและหยกขาวหักครึ่งวง...?

อวี้เหวินเฉิงค่อย ๆ เอามือแตะมือของต้วนมู่ชิง คลี่ยิ้มเล็กน้อย “มันเป็นเครื่องรางของข้าขอรับ”

“ห...เหรอ” ต้วนมู่ชิงถอนใจออก พอคิดว่าอีกฝ่ายมือเครื่องรางอยู่แล้วก็ไม่คิดจะซื้อของเข้าไปแทนที่แต่อย่างใด ตัดใจวางกำไลข้อมือลงแล้วหยิบหวีสับให้แทน “เช่นนั้นแล้วเป็นสิ่งนี้แทนดีหรือไม่”

“ท่านพี่ให้สิ่งใดย่อมดีสำหรับข้าทั้งนั้นขอรับ หากแต่...ไม่ใช่ว่าปกติแล้วชายจะให้หวีแก่สตรีของหรือ?”

“มีสตรีใดยืนให้ข้ามอบให้บ้างเล่า!” แว้ดใส่ขำ ๆ แล้วปักหวีใส่มวยผมอีกคน “ทีเจ้ายังซื้อปิ่นให้ข้าได้เลย อีกอย่าง...ข้าชอบลายสลักมันด้วย”

“เหตุผล?” อวี้เหวินเฉิงว่าขำ ๆ แต่ก็ยอมรับหวีสลักแต่โดยดีไม่ขัดข้อง ไม่ปฏิเสธ เป็นเด็กดีว่าง่ายที่ตามใจทุกอย่าง

“บางทีคนเราก็มีเหตุผลง่าย ๆ แค่นี้แหละ” กอดอกตัวเอง วางมาดอีกครั้ง...แม้สุดท้ายจะหลุดขำทีหลังก็ตาม

“แต่...ข้าก็ชอบเหตุผลง่าย ๆ ของท่านพี่นะขอรับ” อวี้เหวินเฉิงกล่าว ยกมือขึ้นแตะหวีนั้นแล้วคลี่ยิ้มออกมาน้อย ๆ พึงพอใจในสิ่งที่ได้รับยิ่งนัก

“อะแฮ่ม...” เสียงกระแอมไอดังขึ้นจากคนนั่งแผงลอยพาให้คนที่เพิ่งสร้างบรรยากาศสีดอกท้อถึงกับชะงัก ต้วนมู่ชิงหัวเราะแห้งเหือดบอกขอโทษไปพลาง ระหว่างจ่ายเงินค่าหวีให้กับคนขาย

หลังจากนั้นเขาและอวี้เหวินเฉิงเดินไปนั่นไปนี่ต่อจนได้ของเต็มไม้เต็มมือไปหมด นับว่าเป็นการเที่ยวงานเทศกาลครั้งแรกในรอบแปดปีที่ได้ความประทับใจที่ดี...

แต่แล้วระหว่างที่กำลังเดินอยู่นั้นเองก็ก็มีเสียงหวีดยาว ๆ และประทุระเบิดออกดังกระหึ่งก้องทั่วลานกลางเมือง ประกายไฟแวบจากที่ไกลหนึ่ง ทำให้ความวุ่นวายก่อเกิดฉับพลัน เหล่าผู้คนวิ่งแตกฮือหลบหลีกโกลาหลด้วยความตกใจพร้อมหนีเอาชีวิตรอด

ปกติตามเทศกาลคนก็เยอะจนแทบไม่มีที่ยืนอยู่แล้ว พอแตกตื่นก็ไม่ต่างจากกระทิงแตกฝูง อวี้เหวินเฉิงรีบดึงมือต้วนมู่ชิงอย่างรวดเร็วด้วยกลัวจะไหลไปตามผู้คนที่บ่าราวสายน้ำ บีบแน่นเพื่อไม่ให้หายห่างไปจากกับ แต่กระนั้นด้วยความวุ่นวายและเบียดรัดจนแน่นขัด แผ่นหลังพวกเขาทั้งสองถูกผลักและดันจนเปลี่ยนทิศทางไป

พลันนั้นเอง มือของคนทั้งคู่ก็หลุดออกจากกัน!

“ท่านพี่!!”

นั่นคือเสียงที่อวี้เหวินเฉิงร้อง ก่อนที่ต้วนมู่ชิงจะถูกเหล่าคนเบียดจนไม่อาจแทรกสวนกระแสไปได้

และตอนนี้ ต้วนมู่ชิงก็ต้องหลบฝูง ลี้เข้าไปในตรอกหนึ่งแทนก่อนที่จะไหลไปไกลกว่าเดิม ด้วยเพราะสถานการณ์ตอนนี้มันเป็นดังคำเปรียบเปรยไหลไปตามคนยิ่งนัก คืออีกนิดสภาพเขาคงไม่ต่างจากน้ำในเขื่อนในคลอง

ใจหนึ่งต้วนมู่ชิงก็เป็นสงสัยว่ารระเบิดนั้นมันคืออะไร อีกใจก็ห่วงอวี้เหวินเฉิงที่คลาดหลงกันไปว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง

แต่อีกใจก็สุดแสนจะโหวงเปลี่ยว...

ข้ามาโผล่ที่ส่วนไหนของเมืองและข้าจะเอาตัวรอดยังไงดีล่ะเนี่ย!!

ต้วนมู่ชิงเกาหัวแกรก สอดสายตาไปรอบ ๆ พร้อมกับเดินไปเรื่อย ๆ เขาน่ะจำทางกลับโรงเตี๊ยมได้อยู่แล้ว ไม่ได้ซื่อบื้อขนาดไม่ศึกษาทางกลับ แต่ทว่าพอต้องมาเปลี่ยนเส้นทางปุบปับโดยไม่ทันได้มองจุดสังเกตแบบนี้ แม้แต่ช่องจะออกจากตรอกยังคลำไปไม่ถูกเลย

ชายหนุ่มเครียดปนเพลียใจเป็นนักหนา ตรอกที่เขาอยู่ตอนนี้เป็นตรอกแคบ ๆ หันซ้ายก็กำแพงหันขวาก็พนัง มีทางเดินข้างหน้าเพียงอย่างเดียว แต่แล้วอยู่ดี ๆ ใจที่ฟีบเหี่ยวก็เริ่มพองฟูอีกครั้งยามที่ได้ยินเสียงดนตรีแว่วไกล ๆ จากสุดทางออก

ชายหนุ่มเร่งฝีเท้า เดินให้ไวที่สุด อย่างน้อยก็คิดว่าถ้ามีเสียงก็ย่อมมีคน และมีคนเขาก็ย่อมถามทางกลับได้

แต่...

ทว่า...

ยามที่ต้วนมู่ชิงเห็นสิ่งที่อยู่ตรงทางออก ใบหน้าสวยก็เบ้โย้ ริมฝีปากบางยิ้มกระตุกกึก ๆ เพราะดันหลุดมาอยู่ในสถานที่ซึ่งสนมอย่างเขาไม่ควรโผล่มาที่สุดเข้าเสียแล้ว

...สถานเริงรมย์สำหรับชายหนุ่ม หอนางโลม

แถมไม่ใช่เล็ก ๆ แต่นี่เรียงเป็นแถบ!ยาวเยียดตั้งแต่หัวซอยยันท้ายซอย เรียกได้ว่าย่านนี้เต็มไปด้วยแสงโคมสว่างจ้า ไฟส่องหน้ ไฟหน้าขาวนวล...เอาเป็นว่าเต็มถนน...นมเต็มไปหมด!

มารดาเจ้าสิ้นเถอะ!!

ต้วนมู่ชิงค่อย ๆ ย่อง ค่อย ๆ ถอย พยายามลบตัวตนให้จางที่สุดก่อนที่พนักงานเรียกแขก (?) ของสักร้านจะสังเกตเห็นเขาแล้วจะปลีกตัวออกมาไม่ได้ เขาไม่รู้ว่าย่านนี้เป็นย่านระดับไหนถ้า ถ้าระดับสูงหน่อยก็ดีไปพวกนั้นไม่น่ารำคาญมาก แต่ถ้ามันรวมทุกสายทุกราคาก็ต้องขอบอกลาไว้ก่อนล่ะ

หากแต่จังหวะที่กำลังลี้นั้นเอง แผ่นหลังของเขาก็ชนเข้ากับบางสิ่ง ลักษณะคล้ายกับอกของคนซึ่งตัวสูงกว่าเขาและล่ำโตพอสมควร ใบหน้าสวยค่อย ๆ เงยขึ้นมองอย่างเชื่องช้า ดวงตากระพริบปริบ แม้จะตกใจแต่ก็ไม่แปลกใจหากจะได้เห็น เพราะที่นี่มันแหล่งแก้เครียดของชายหนุ่ม

คนที่เขาชนก็ลุงร้านขายเครื่องประดับคนนั้นน่ะแหละ

“อา...” ต้วนมู่ชิงกล่าวขอโทษ ผงกหัวเล็กน้อย ก่อนจะหลบทางให้เดินไปก่อน

“ไม่ว่าชายใด หน้าตาเช่นใด ก็คงต้องอยากระบายกันสินะ” ตาลุงพูดอย่างตรงไปตรงมาพลางไล่สายตามองที่ต้วนมู่ชิงตั้งแต่ต้นจรดปลาย สีหน้าและนัยยะคำพูดประมาณว่า ‘หน้ายังกับผู้หญิงแล้วยังจะเข้าหอนางโลมอีกหรือ’ ชัดเจนจนพาให้คนโดนมองถึงกับหัวเราะแห้งเหือด อยากเถียงเหมือนกันแต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่ต่อปากต่อคำ

อีกทั้งเมื่อสังเกตใบหน้าดี ๆ ที่ไม่ได้ถูกหมวกฟางบดบังแล้วจึงได้พบว่าก็ยังดูไม่แก่เหมือนเสียงพูดเท่าไร ราว ๆ สี่สิบกลางค่อนไปทางปลายเห็นจะได้

อ่อนกว่าพ่อเขาอีก ขอโทษจริง ๆ ท่านลุง!

“มิใช่เช่นนั้นขอรับ” ต้วนมู่ชิงคล้ายอยากกล่าวแย้ง ชายหนุ่มเคลื่อยถอยเล็กน้อย เตรียมตัวเตรียมตนหาช่องทางวิ่งหนี

“มิต้องอายไป ข้าเข้าใจ เที่ยวคราแรกก็เป็นเช่นนี้แหละ ตามข้ามา!” แล้วหลังจากนั้นต้วนมู่ชิงก็โดนคว้าคอลากไปยังอาคารหนึ่งในย่านนั้นทันทีโดยไม่ทันแม้แต่ร้องแย้งใด ๆ

====================

พอกลับจากตปท. งานก็เดือดขึ้นมาทันทีจนไม่มีเวลาแต่งฟิคเลยค่ะ แงงงงง 555555555555555 แต่เอาเป็นว่าไรท์กลับมาแล้วนะคะ พร้อมของฝากเล็ก ๆ น้อยจากญีปุ่นค่ะ !

ส่วนกติกาสุ่มของฝากนั้นจะตามมาทีหลังนะคะ พอดีเรามีเซอไพร์ (?) บางอย่างส่งท้ายปีสำหรับตอบแทนผู้อ่านด้วยค่ะ




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 137 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #664 sakura17 (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 00:39
    เข้าใจผิดไปแล้ว555
    เริ่มแอบคิดนะว่าที่ตระกูลต้วนมู่ส่งอาชิงเข้าวังเพราะต้องการซ่อนอาชิงไม่ให้ใครหาเจออะ เพราะขนาดเหวินเฉิงที่ตั้งใจตามหายังหาไม่เจอเลย แล้วก็ทั้งพี่ชายก็มีการส่งขนมมาง้ออยู่ตลอด
    #664
    0
  2. #547 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 / 13:52

    ตาย ห่า!

    #547
    0
  3. #478 zenandzun (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 22:56
    น้องงง ถูกลากไปหอนางโลมซะแล้ว
    #478
    0
  4. #475 LovelyWonbin (จากตอนที่ 40)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 18:26
    แล้วกัน โดนต้อนเข้าไปเที่ยวหอนางโลม น้องอยู่ไหนมาช่วยท่านพี่ไวๆเลย
    #475
    0