[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 38 : ตอนที่ 9 ล่องกระแส (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,453
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 168 ครั้ง
    19 พ.ย. 62

กล่าวกันว่าหากอยากพบสวรรค์บนดินให้ลงไปยังเมืองใต้ ด้วยเพราะเป็นทำเลทององค์ประกอบภูมิศาสตร์เยี่ยม กลิ่นอายธรรมชาติ กระแสน้ำใส แสงแดดอบอุ่น อากาศดีไม่ร้อนเกินไปไม่หนาวเกินไป ทำให้นอกจากจะเหมาะแก่การทำมาค้าขายแล้วยังเหมาะแก่การเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ จัดได้ว่าเป็นเขตเศรษฐกิจเขตหนึ่งเลยก็ว่าได้

ยามที่เท้าได้ก้าวลงเหยียบสะพานท่าเรือแล้วนั้น แสงแดดจาง ๆ ก็สาดส่องราวกับแทนคำต้อนรับ พาให้ร่างกายที่เพิ่งหนาวน้ำรู้สึกอุ่นขึ้นมาทันที ชนิดที่ว่าต้วนมู่ชิงลืมความรู้สึกอุกอั่งอ้าวกับการโดนลากไปลากมาไปเสียสนิท

ดวงตาคู่กลมโตมองไปรอบ ๆ พลันความรู้สึกตื่นเต้นก็ปรากฏอย่างห้ามไม่อยู่ ชายหนุ่มรู้สึกกระตือรือร้นขึ้นมาในรอบหลายวัน

ตอนนี้ต้วนมู่ชิงก็ได้มาเหยียบสวรรค์แดนใต้เป็นครั้งแรกในชีวิตแล้ว

"ข้าคิดว่าจะทำการอะไรตอนนี้ก็คงเหนื่อยกันหมแล้ว เช่นนั้นเมื่อถึงโรงเตี๊ยมก็แยกย้ายไปพักก่อนแล้วกันนะ" จื่อเหยาเอ่ย ด้วยเพราะเห็นว่าการเดินทางจากเมืองหลวงลงใต้นั้นสร้างความเหนื่อยล้าให้กับคนในคณะพอตัว

"จะดีหรือ...?" เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเอ่ยถามยังไม่ทันจบคำดี จื่อเหยาก็สั่นศรีษะน้อย ปลายพัดด้ามจิ้วชี้ไปยังโคมใหญ่ที่เห็นตั้งไกลลิบ ๆ คล้ายจะสื่ออะไรบางอย่าง พลันที่เห็นสิ่งนั้น เฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็พ่นลมหายใจยาว ในใจนึกว่าตนมาผิดจังหวะ...หรือถูกจังหวะกันนะ

"เชื่อเจ้าเลยจริง ๆ " เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าวอย่างจนใจ

"วันนี้คงทำอะไรไม่สะดวกหรอกเว่ยหลง พรุ่งนี้เราค่อยเริ่มงานกันเถอะ ดีไหม" จื่อเหยาเอ่ย และเฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็ต้องยอมรับโดยดุษฎี ทิ้งความงุ่นงงให้แก่ต้วนมู่ชิงที่ยืนมึนกลางวงสนทนาสามีภรรยาเป็นนักหนา

แต่ต้วนมู่ชิงก็ไม่ถูกปล่อยให้ยืนงงอยู่นานนัก เมื่อคนทั้งหมดเดินออกจากท่าเรือ พวกเขาก็พบว่าตอนนี้ใจกลางเมืองกำลังมีงานเทศกาลจัดที่ท้องถนน ทั้งร้านรวงของฝากเอย ทั้งร้านขายของกินเอย ทั้งร้านขายโคมประเพณีเอย เรียกได้ว่าพวกเขาเดินทางลงใต้มาเจอวันเที่ยวพอดีอย่างเหมาะเจาะ

สถานการณ์เช่นนี้มองไปทางไหนก็ไม่สะดวกต่อการทำอะไรอยู่แล้ว

ไม่ได้ตรวจสอบก่อนออกมาเหรอ คนที่อยู่นี่มาตั้งแต่เกิดไม่น่าจะจำวันเทศกาลพื้นเมืองพลาดนี่ ถ้ารู้ก็ควรค้านก่อนออกมาแล้ว...หรือจงใจปิดไว้เพื่อมาวันนี้กันแน่เนี่ย?

ต้วนมู่ชิงได้แต่คิด ระหว่างมองแผ่นหลังของจื่อเหยาไปด้วย...รู้เอาเดี๋ยวนั้น ว่าอีกฝ่ายคงหากำไรด้วยการมาเที่ยวด้วยแน่ๆ

เมื่อเดินเข้าไปใจตัวเมือง ร้านรวงก็เอ่ยทักเอ่ยเรียกให้มาซื้อของอย่างเป็นมิตรทันที ด้วยเพราะชาวบ้านเหล่านี้ล้วนไม่รู้ว่าพวกเขาคือใคร เนื่องจากเฮ่อเหลียนเว่ยหลงออกความคิดว่าให้ลดความโดดเด่นและเพิ่มความสะดวกสบาย พวกเขาทั้งหมดจะต้องเปลี่ยนเครื่องแต่งกายที่ดูสามัญชนมากขึ้น

เลยทำให้ตอนนี้มองเผิน ๆ พวกเขาก็คงเหมือนคณะท่องเที่ยวของลูกผู้ดีทั่วไปนั่นเอง...

"พูดคุยกับเขาตามปกติ อยากได้อะไรก็ซื้อ ทำได้ใช่ไหม?" นั่นคือสิ่งที่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกล่าวเมื่อเห็นต้วนมู่ชิงทำหน้าเกร็งกับการถูกชาวบ้านรุมล้อมขายตรงของตามแผงลอย

"ขอ...ขอรับ" ต้วนมู่ชิงตอบเสียงเบาหวิว

ต่อให้สมัยก่อนเขาจะโตมาอย่างชาวบ้านทั่วไปก็เถอะ แต่มันก็ถึงแค่ตอนอายุสิบสามเท่านั้นแหละ ต้วนมู่ชิงคนปัจจุบันน่ะนะเคยชินกับการใช้ชีวิตอยู่ในรั้ววัง กินนอนในตำหนักที่โคตรจะสงบ หลอมรวมไปกับวัฒนธรรมไปหมดจดเรียบร้อย แปดปีที่ผ่านมาทำให้เขาหลงลืมการใช้ชีวิตอย่างสามัญชน ไม่ว่าจะการเที่ยวตลาดเอย เสียงโหวกเหวกเอย หรือแม้แต่การถูกคำพูดด้วยภาษาชาวบ้านไร้ซึ่งราชาศัพท์เองก็ด้วย

ก็ไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกชีวิตแบบสามัญชนหรือเป็นวัวลืมตีนอะไรพวกนั้นนะ แต่เขาน่ะห่างหายจากวิถีแบบนี้ไปหลายปี ถ้าให้เปรียบคงประมาณ...ย้ายไปอยู่อีกเมืองที่มีวัฒนธรรมหนึ่งมาจนคุ้นเคยกับที่นั่นเรียบร้อยพอกลับที่เดิมเลยแอบขัดเขิน เขาไม่ได้ไม่ชิน ไม่ได้รังเกียจ แค่ขอเวลาย้อนระลึก...อะไรทำนองนี้

ทว่าเฮ่อเหลียนเว่ยหลงไม่ใช่เช่นนั้นเลย ทั้งที่เป็นชาววังโดยกำเหนิดแท้ๆ แต่นอกจากจะเข้ากันได้ดีกับชาวเมืองแล้ว ยังคุ้นชินกับวิถีชีวิตชาวบ้าน ต่อรองซื้อของ เล่นกันเสียราวกับว่าทำบ่อย มาบ่อย

ต้วนมู่ชิงคิดว่าคน ๆ นั้นต้องหนีเที่ยวบ่อยแน่ ๆ ฟันธง!


**********

โรงเตี๊ยมที่ต้วนมู่ชิงพักนั้นจะบอกว่าดีที่สุดในเมืองก็ไม่เต็มปากนัก ถามว่าสภาพดีไหมมันก็ดูสะอาดสะอ้านตาดี ทว่ามันไม่ได้หรูหรา ไม่ใช่โรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งออกไปทางกลาง ๆ เสียด้วยซ้ำ ประมาณว่ามีเตียงดี ๆ ให้นอน มีข้าวอร่อย ๆ ให้กินทำนองนั้น

มันเป็นโรงเตี๊ยมธรรมดาแต่กลับธรรมดามากเกินไปจนต้วนมู่ชิงนึกตกใจ

คนที่เคยชินกับการอยู่หรูกินหรูอย่างฮ่องเต้จะนอนได้หรือ?

แต่ก็นอนได้แหะ...

นั่นคือสิ่งที่ต้วนมู่ชิงคิดระหว่างยืนมองเฮ่อเหลียนเว่ยหลงและเมียของเขาเดินเข้าห้องพักของตัวเองไปเรียบร้อยแล้ว

“เสด็จ...ท่านเว่ยหลง...เขาอยู่ง่ายกว่าที่คิดนะขอรับซอมซ่อกว่านี้ก็เคยนอน” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยตอบราวกับรู้ถึงความในใจของเขา พาเอาต้วนมู่ชิงหัวเราะแห้งลูบหน้าตัวเองราวกับสงสัยว่าตัวเองแสดงออกทางสีหน้าชัดเกินไปหรืออีกคนเป็นเครื่องมือถอดภาษากายกันแน่ หลายครั้งแล้วนะที่พูดออกมาตรงเผงเหมือนอ่านใจได้

“อย่างนั้นหรือ...นึกภาพไม่ออกเลยนะ” ต้วนมู่ชิงว่า พอเข้าห้องพักตัวเองมาได้ก็ทิ่งตัวลงนั่งบนตั่งนอน โยกตัวเบา ๆ สองสามทีแล้วตรึกตรองคิดถึงอะไรบางอย่าง “ทำเช่นนี้...เพราะต้องทำตัวให้กลมกลืนกับชาวบ้าน จะได้ทำงานง่าย ๆ สินะ”

"ขอรับ...เรื่องงานวันนี้เองก็มีส่วน แต่ที่จริงข้าว่าเขาคุ้นเคยมากกว่า” อวี้เหวินเฉิงพยักหน้าหงึก ๆ กับตัวเองระหว่างตอบ ดวงตาสีเข้มเหลือบมองอีกคนเล็กน้อย ก่อนจะช่วยจัดแจงข้าวของอย่างคล่องมือ

“คุ้นเคย?” ต้วนมู่ชิงทวนคำ

อวี้เหวินเฉิงส่งเสียงในคอหนึ่งครั้งก่อนตอบ

“ยามที่ต้องไปตรวจตราเมืองหน้าด่านหรือเมืองชายแดนนั้น ลำบากนักขอรับ เพราะสถานที่เหล่านั้นทุรกันดาร อีกทั้งบางทียังมีการสู้รบระหว่างแดน ต่อให้เราเป็นชนชั้นกษัตริย์แต่ทรัพยากรที่มีจำกัดนั้นทำให้เราต้องกลมกลืนกับเขา ชาวเมืองกินอะไรก็ต้องกินแบบนั้น นอนอย่างไรเราก็ต้องนอนอย่างนั้น ตัวเลือกมีไม่เยอะนัก" อวี้เหวินเฉิงอธิบาย พอเก็บของเสร็จก็มองไปรอบ ๆ ห้องพัก

แสงส่องเข้าทั่วถึง ทว่าอากาศถ่ายเทจึงไม่ทำให้ร้อนอบอ้าว จัดว่าเป็นห้องที่ดี เตียงฟูกก็ปูนุ่มนิ่มน่านอน กว้างขวางพอสำหรับอยู่สองคน ใช่แล้ว...พวกเขาแยกกันไปพักห้องละสองคน เฮ่อเหลียนเว่ยหลงอยู่กับจื่อเหยา อวี้เหวินเฉิงอยู่กับต้วนมู่ชิง ส่วนคนรับใช้และองค์รักษ์ที่ติดตามมาจะแยกกันไปพักอีกส่วน

หากถามว่าจะแยกพักเดี่ยวได้ไหม แน่นอนว่าย่อมทำได้ เงินมีห้องพร้อมง่ายดายแค่กระดิกนิ้วเรียกพนักงาน แต่ทว่าจนถึงตอนนี้อวี้เหวินเฉิงยังคิดสงสัย ว่าเหตุใดเขาจึงไม่ได้พักห้องเดี่ยวแต่เป็นห้องคู่...

ดูเหมือนเขา...จะโดนพี่ชายกลั่นแกล้งเข้าเสียแล้ว

“แต่เหมือนอาเฉิงเองก็ดูคุ้นเคยกับเรื่องนี้...?” ต้วนมู่ชิงเอ่ยเสียงเบา เรียกสติที่กำลังเหม่อลอยของอวี้เหวินเฉิงได้เป็นอย่างดี

“ขอรับ...” อวี้เหวินเฉิงกลั้วหัวเราะกับคำถามนั้น ร่างโปร่งทิ้งกายลงนั่งข้างต้วนมู่ชิง “ท่านพี่ล่ะ ไหวหรือไม่ขอรับ กับการมาลำบากเช่นนี้?”

“เฮย ๆ เจ้าถามเช่นนี้...นี่ดูหมิ่นเกอเกอคนนี้อยู่หรือเปล่าเอ่ย เจ้าเฉิงน้อย” ว่าจบก็เอานิ้วบีบจมูกคนอายุน้อยกว่าเบา ๆ สองถึงสามที เมื่อพอใจแล้วต้วนมู่ชิงก็คลายมือจากการแกล้งอวี้เหวินเฉิง เปลี่ยนท่ามากอดอกตัวเองอย่างวางมาด “เห็นอย่างนี้ เกอเกอของเจ้าน่ะ ผ่านอะไรมามากนะเออ”

แว่วเสียงหัวเราะท่ามกลางการวางมาด เล่นเอาต้วนมู่ชิงถึงกับหน้าหด "เจ้าขำอะไรน่ะ"

“ข้ารู้ขอรับ ว่าท่านพี่ผ่านอะไรมามาก” อวี้เหวินเฉิงตอบรับ ใบหน้าสวย ๆ นั้นยังติดรอยอมยิ้มขำในคนเป็นพี่อยู่เลย "ท่านพี่น่ะทำได้ทุกอย่าง ท่านพี่ของข้าน่ะเก่งมาก ๆ อยู่แล้ว"

เป็นคำชมที่เหมือนประชด ทว่ามันกลับจริงจังในทุกเนื้อความจนคนฟังรู้สึกแน่นขนัดในอกตัว ทั้ง ๆ ที่คำว่า ‘ผ่านอะไรมามาก’ มันเป็นคำน่าสงสัยและชวนขัดหูเมื่อทบทวน ทว่าอวี้เหวินเฉิงกลับไม่เซ้าซี้ถามมากมาย คล้ายกับว่าเหมือนไม่ได้ใส่ใจอยากจะถามต่อด้วยซ้ำ ทั้งที่คนปกติควรถามแล้ว

มันไม่ใช่เพราะไม่สนใจ มันไม่ใช่เพราะไม่ห่วง แต่เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าไม่ถามต่อเพราะไม่อยากให้เจ็บปวด...นั่นยิ่งทำให้ต้วนมู่ชิงคาใจกว่าเดิม

กล่าวคือ...หากโยนตัวขี้เกียจออกไป ต้วนมู่ชิงน่ะเป็นคนที่พยายามมองโลกในแง่บวกมากจริง ๆ นะ อะไรที่มองข้ามแล้วไม่ส่งผลเสียเขาก็ยินดีที่จะมองข้าม แต่คนใกล้ตัวนี่น่ะสิ ยิ่งเขาทำมองข้ามความสงสัยมากเท่าไรก็ยิ่งได้ใจ เพิ่มความสงสัยให้กับเสียจนอกแทบระเบิด

อวี้เหวินเฉิงไม่มีความลับกับเขาน่ะใช่

แต่การไม่มีความลับนั่นแหละที่ยิ่งน่าสงสัย หากเขาไม่พูดอวี้เหวินเฉิงก็ไม่ตอบ คนผู้นั้นไม่พูดอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่เขาต้องการ...คนผู้นั้นรู้อะไรมากมาย

ทว่ามีแค่เขาที่ไม่รู้อะไร...จนไม่มั่นใจเลยว่าตนจะปิดใจไม่รับรู้ ทำตัวไร้เดียงสาได้อีกนานแค่ไหน

มือเรียวบางขยับไปเบื้องหน้าอีกครั้ง แตะประคองแก้มเนียนนั้นคล้ายป้องกันไม่ให้อวี้เหวินเฉิงหันหนี ซึ่งคนโดนจับนั้นก็หาได้ขัดขืนไม่

"ข้ามีบางอย่าง...อยากจะถามเจ้าตอบข้ามาได้หรือไม่"

"ข้าย่อมตอบขอรับ ทุกสิ่งที่ท่านพี่ต้องการ ข้าย่อมทำให้ท่านได้" อวี้เหวินเฉิงว่า เอนใบหน้าซบกับฝ่ามือนั้น ท่าทางเรียบร้อย ไร้ซึ่งการขัดขืนหรือปฏิเสธโดยแท้จริง

เชื่องมากเสียจนคนพยายามเค้นถามต้องเม้มปาก เริ่มลังเลใจที่จะเอ่ยถาม ทว่ามาถึงขนาดนี้แล้ว ขึ้นหลังเสือย่อมลงไม่ได้

ความเงียบงันครอบครองในห้องกว้าง ความลังเลใจปรากฏชั่ววูบยามสองสายตาสบประสาน ต้วนมู่ชิงเผยอปากตนอ้าคล้ายจะเอ่ยพูด ทว่าก็ต้องค้างไว้เช่นนั้น ด้วยเพราะรู้สึกเหมือนกับถูกดวงตาหงส์คู่งามนั้นดูดกลืนสติ

“ทำไม...เจ้าตอบคำถามเกี่ยวกับกิจราชวงศ์ได้เกือบทุกอย่างเลยล่ะอาเฉิง”

พลันที่คำถามนั้นออกมาจากปาก เขารู้สึกราวกับไม่น่าถามออกไปเลย ความกังวลใจตีตื้นขึ้นมาพร้อม ๆ กับคำพูดที่เอ่ยกลัวเหลือเกินว่าอวี้เหวินเฉิงจะตอบเขามาเช่นใด

ทว่าอวี้เหวินเฉิงกลับไม่ได้ตอบในทันที ไม่มีอาการตกใจกับคำถามนั้นเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่เรื่องเกี่ยวกับ 'ราชวงศ์' เป็นสิ่งที่ตนควรปิดบังกับคนอื่นในขณะนี้

คำถามนั้นไม่ได้ทำให้เลิกลั่ก กลับกัน...บนใบหน้างามเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ

"ท่านพี่...มีความคิดเห็นว่าอย่างไรหรือขอรับ"

และนั่น...เป็นครั้งแรกที่อวี้เหวินเฉิงไม่ตอบอย่างตรงไปตรงมา


***********

ซื่อเป่าเดินอย่างเงียบเฉียบ เด็กหนุ่มกำมือแน่นระหว่างอก ห่อไหล่หดตัวหลังค่อม เขาพยายามทำตัวให้ตัวเล็กที่สุดท่ามกลางเหล่าผู้คนที่เดินไปเดินมาบนถนน

ปกติเมืองนี้มีคนสัญจรไปมาเยอะอยู่แล้ว ยิ่งมีงานเทศกาลยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเป็นพิเศษ ยิ่งทำให้คนซึ่งกลัวที่คนเยอะเช่นเขารู้สึกอึดอัดเป็นพิเศษ

แต่ทว่า...เขาต้องมา

ดวงตาคู่กลมไหวระริก เด็กหนุ่มผวาทุกครั้งยามมีคนเข้าใกล้ แต่ก็ต้องสะกัดอาการกลัวทำตัวให้ปกติที่สุด ท่องเอาไว้ว่าในตอนนี้ไม่มีใครที่จะสามารถรังแกเขาได้อีกแล้ว

พูดกันตามตรง...ซื่อเป่ามีอดีตไม่ค่อยดีนิดหน่อยที่บ้านเกิด

ย้อนไปก่อนที่จะถูกลักพาตัวมาขายเป็นทาสในวัง เด็กหนุ่มเกิดมาโดยไร้ซึ่งบิดามารดาอุ้มชู ไร้ซึ่งแซ่ให้เรียกหา ถูกจับตัว ถูกเร่ขาย ทำงานไปวัน ๆ มีชีวิตวัยเด็กอย่างยากไร้ลำเค็ญ ถูกกลั่นแกล้งรังแกสารพัดจนแทบไร้ที่ยืนในสังคม สกปรกเสียยิ่งกว่าหนูกินซาก...

จวบจนกระทั้งคนผู้นั้นได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ แม้ว่าจะลำบากแต่ก็ยังมีที่ซุกหัวนอน มีข้าวกินจนอิ่ม ได้มีสถานที่ซึ่งเรียกว่าครอบครัว

หากเขาเปรียบต้วนมู่ชิงเป็นนายเหนือหัวแล้วล่ะก็

คนผู้นั้นก็เหมือนบิดาบังเกิดเกล้า

"จากตรงนี้ก็..." ซื่อเป่าทำใจเล็กน้อยก่อนจะเดินเข้าไปในตรอกซอยหนึ่ง ยิ่งเขาเดินเข้าไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ ความมืดพร้อมกลิ่นอับชื้นก็ลอยตีขึ้นมาจนฉุนจมูก และในตอนนี้เองภาพของบ้านที่ปุพัง ผู้คนที่ยากไร้ ความเสื่อมโทรมของสังคมแยกออกจากตัวเมืองอันรุ่งเรืองราวกับคนละโลกก็ปรากฏแก่สายตา

ที่แห่งนี้...คือเขตสลัมที่ซื่อเป่าเติบโตมา

เป็นมุมอับที่แตกต่างจากเมืองใหญ่อันรุ่งเรืองอย่างสิ้นเชิง...

ดวงตากลมโตเหลียวซ้ายแหลขวา พยายามไม่สนใจสิ่งรอบข้าง พยายามทำใจแข็ง พยายามทุกสิ่งทุกอย่างรวบรวมความกล้า หลับหูหลับตาแล้วเริ่มวิ่งตรงไปยังบ้านหลังหนึ่ง เปิดประตูเข้าไปอย่างรวดเร็ว โดยทำใจเอาไว้แล้วว่าคนที่อยู่ข้างในบ้านนั้น ถ้าไม่ตกใจ...ก็คงชกหน้าเขาสักหมัด

"ท่านพ่อขอรับ!!"

ทว่าเงียบ...

"ท่านพ่อ..." พอเปิดไปแล้วกลับเงียบ เมื่อมองไปรอบ ๆ ก็ไม่มีใครอยู่เลย บ้านว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาคนอยู่ เสียงสักกะผีกริ้นเดียวก็ไม่มี

"ม...ไม่อยู่...เหรอ"

เคว้งคว้างสุด ๆ เลยทีนี้....


=========================

มาช้าอีกแล้ว ฮือออออ ขอโทษนะคะะ /พนมมือ
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 168 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #662 sakura17 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 7 สิงหาคม 2563 / 00:24
    อาเฉิงคงไม่ตอบตรงๆ
    #662
    0
  2. #470 TC18 (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 23:54

    รอค่าาาา
    #470
    0
  3. #469 ZiRbuT (จากตอนที่ 38)
    วันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 / 22:23
    ซื่อเปาตะเป็นไรมั้ยนี่
    #469
    0