[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 34 : ตอนที่ 8 อันตรายที่ปลอดภัยที่สุด (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 1,863
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 236 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

ป...

ปวดหลัง...


 

พอหมดความคึก ความรู้สึกเหนื่อล้าย่อมเข้าแทรกทันที จื่อเหยาเลื้อยออกจากอ้อมแขนของคนตัวโตกว่า รู้สึกวูบโหวงที่ช่องทางเล็กน้อยซ้ำยังชื้นแฉะไปหมด พวกเขาจึงช่วยทำความสะอาดร่างกายให้กัน ทำลายหลักฐานการร่วมกิจกรรม และเริ่มหยิบเสื้อผ้ามาสวมใส่


 

เสียนเฟยคนงามเบ้หน้าเล็กน้อยเมื่อไล่สายตาไปเห็นเสื้อผ้ากองบนพื้น มันช่างรกระเกะระกะเสียจนแยกไม่ออกว่าชิ้นไหนเป็นของใคร แล้วยิ่งพอไล่สายตาไปเห็นเครื่องทรงของเฮ่อเหลียนเว่ยหลงที่อลังงานสร้าง มันก็ชวนปวดหัวและเสียเวลา


 

หน้าสวยๆ นั้นก็ยิ้งโย้เย้กว่าเดิม


 

“เจ้าควรแต่งตัวให้เรียบร้อยตอนนี้ เพราะข้ามั่นใจเลยว่าอีกสักประเดี๋ยวซ่งกงกงจะโผล่เข้ามา”


 

"กงกงน่ะหรือ? "


 

"เขาเป็นพวกโผล่หัวมาถูกจังหวะเสมอ เจ้าไม่เคยสังเกตหรือ เป็นเพื่อนเขาแท้ๆ นะ? " จื่อเหยาหัวเราะเป็นเชิงแซว


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงที่บัดนี้สวมเพียงแค่ชุดซับในสีขาวบางเพียงชั้นเดียวได้แต่ไหวไหล่ ลุกขึ้นมาจากพื้นแล้วสวมกอดคนที่กำลังแต่งตัวเอาไว้


 

“แต่งให้พี่...”


 

“เรื่องสิ~ ขอรับ~” จื่อเหยามุดออกจากอ้อมแขนก่อนจะหันไปหาอีกฝ่าย ดวงตากลมโตราวกวางน้อย แย้มรอยยิ้มหวาน ทว่านิ้วมือนั้นกลับผิดจากสีหน้า เขาบีบจมูกของฮ่องเต้เฮ่อเหลียนเว่ยหลง เบาสลับแรงไปตามจังหวะการพูดไม่ใคร่ใส่ใจถึงตำแหน่งอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย


 

...จักรพรรดิแล้วยังไง ตอนนี้เขาน่ะหมั่นไส้เจ้าหมอนี่เป็นที่สุด!


 

“เอาล่ะ ท่านเว่ยหลงคนเก่ง เมื่อก่อนอยู่กับข้า ท่านยังแต่งตัวเองได้เลยไม่ใช่หรือ แค่นี้จะไปครณามืออะไร เอ้า! เอ้า!” พูดจบก็หยิบเสื้อผ้า คัดแยกของอีกฝ่ายแล้วโยนใส่มือให้เป็นพัลวัน แล้วรีบเร่งหันหลังไปแต่งเนื้อแต่งตัวเองโดยเร็ว


 

“เมื่อก่อนคือเมื่อก่อน ตอนนี้ก็คือตอนนี้” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงว่า


 

“ตอนนี้ก็คือตอนนี้ เมื่อก่อนคือเมื่อก่อน” จื่อเหยาแย้งทันที


 

แล้วเขาสองคนก็เถียงกันไปแต่งตัวกันไปแบบนี้นั่นแหละนะ

 

...

...

'...อยู่ที่ไหน'

...

...

 

จื่อเหยาฮัมเพลงเล็กน้อยอย่างอารมณ์ดีที่ได้แกล้งคน ทว่าระหว่างที่กำลังจะใส่เสื้อต่อนั้นเอง เจ้าคนมือไวด้านหลังก็ไม่เลิกราเสียที เฮ่อเหลียนเว่ยหลงขยับมาประจันเบื้องหน้า เอามือแตะบ่าคนตัวเล็กกว่าเอาไว้ คลี่รอยยิ้มอ่อนโยนที่ไม่ต่างจากสัตว์ดุร้ายแกล้งใสซื่อ


 

"แม้เจ้าไม่ช่วยพี่ เช่นนั้นแล้ว...พี่จะช่วยเจ้าแต่งเอง"


 

จื่อเหยาทำหน้าเบ้


 

"เชื่อเจ้าเลย"

...

'ไปอยู่ที่ไหนกันนะ...'

...

 

คนทั้งสองเอ่ยพูดคุย หัวร้อต่อกระซิกกันฉันท์คนรัก หากแต่จังหวะเหล่านั้นก็ชะงักลงเมื่อเฮ่อเหลียนเว่ยหลงมองไปยังร่องรอยบางสิ่งที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้าของจื่อเหยา


 

ร่องรอยคล้ายดอกไม้ไร้นามแตกแขนงกิ่งก้านยาวตั้งแต่สีข้างจนเกือบพาดมาที่หน้าท้อง หากเป็นรอยสักนั้นคงเป็นลวดลายทีงดงามชวนมองเป็นยิ่งนัก หากแต่มันไม่ใช่ สีสันของมันนั้นเป็นสีออกเนื้อปนแดง คลับคล้ายกับรอยแผลเป็นที่เรียบเนียนสนิทไปกับผิวหนัง


 

งดงามแต่ก็น่ากลัว และเป็นการจารึกที่ฝังแน่นจรดถึงเนื้อวิญญาณ


 

"ข้าจะพยายามให้มากกว่านี้" เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเอ่ยเสียงแผ่วเบาระหว่างที่เคลื่อนมือลูบไปตามร่องรอยของแผลเป็น ส่วนจื่อเหยาก็ได้แค่เม้มปาก เอื้อมมือไปลูบผมอีกคนคล้ายแทนคำปลอบประโลม


 

"แต่มันก็ดีกว่าตอนแรกที่ข้าได้รับมันมาไม่ใช่หรือ เอาล่ะ...เว่ยหลงของข้า เจ้าไม่ต้องทำหน้าราวกับแบกโลกเช่นนั้น"


 

แม้ปากเกือบจะหลุดบอกว่าคนโดนสลักรอยนี้ไม่ใช่อีกฝ่ายเสียหน่อย แต่จื่อเหยาก็ไม่ได้กล่าวออกไปด้วยรู้ดีว่าคนอย่างเฮ่อเหลียนเว่ยหลงนั้นใส่ใจราวกับปัญหาเรื่องนี้เป็นหาของตัวเอง และพอเข้าประเด็นนี้ทีไร ก็มักจะลงเอยด้วยคำพูดแบบเดิมๆ ที่เอ่ยเอื้อนมาหลายสิบปี


 

“เพราะข้า...”


 

เห็นไหมล่ะ กะแล้วว่าต้องพูดแบบนี้

 

...

...

‘เจอแล้ว’

...

...

 

คลับคล้ายว่าอยู่ดีๆ จื่อเหยาก็ได้ยินเสียงคุ้นเคยจนต้องชะงักไป แต่ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้นึกหรือเอะใจอะไรกับเสียงนั้น ความปวดแปลบจากร่องรอยบนกายก็แล่นผ่านเข้ามาจนต้องทรุดลงไปกับพื้น ชายหนุ่มกอดตัวเองไว้ เม้มปากแน่นด้วยเพราะอาการเจ็บปวดที่เกิดขึ้นตอนนี้มันมากกว่า ‘ปกติ’ ที่เคยเป็น


 

“จื่อเหยา!!”


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเห็นอาการนั้นก็ตกใจนัก เขาถลาตนเข้าไปประคองคนตรงหน้าทันทีด้วยความเป็นห่วง หากแต่จื่อเหยากลับโบกมือหลัดๆ ปฏิเสธ แม้ใบหน้าสวยนั้นจะซีดเผื่อนมากแค่ไหนก็ตาม


 

“ไม่เป็นไร...ไม่เป็น...ไร...” เอ่ยตอบอย่างอยากลำบาก หากแต่ปากที่บอกไม่เป็นไรนั้น อาการจริงช่างตรงข้ามนัก รอยแผลนั้นปวดแปลบเจ็บลึกเสียจนแม้เสี้ยวลมหายใจก็ทำให้รู้สึกทรมาน

 

‘...หลานชายผู้เป็นที่รักของข้า...’

 

เสียงแสนคุ้นเคยนั้นยังคงก้องในหู ทว่าก็แสนพร่าเลือนจนแทบแยกไม่ออกว่าตนได้ยินจริงๆ หรือเป็นเพียงแค่เพ้อจากอาการเจ็บปวดกันแน่...


 

“อาการเดิม...งั้นหรือ?” เฮ่อเหลียนเว่ยหลงเอ่ยถามเสียงแผ่วหากแต่ก็ไร้ซึ่งคำตอบ ยิ่งพอเห็นสีหน้าจื่อเหยาเปลี่ยนเป็นซีดขาวใจก็ยิ่งหาย ดวงตาเขาเปี่ยมไปด้วยความห่วงกังวล ปลายนิ้วแตะไปที่จุดชีพจรตรงข้อมือก่อนจะเริ่มถ่ายทอดปราณกระตุ้นเส้นเลือดเพื่อให้คนในอ้อมแขนผ่อนคลายจากอาการเจ็บปวด


 

ในขณะที่ถ่ายทอดปราณ เฮ่อเหลียนเว่ยหลงผิวปากเสียงเรียกบางสิ่ง พลันนั้นเองเหยี่ยวขาวไป๋อวี้ก็โผเข้ามาทางหน้าต่างอย่างรวดเร็ว มันบินไปรอบๆ คนทั้งคู่ สบสายตาเฮ่อเหลียนเว่ยหลงชั่วประเดี๋ยวก่อนจะทะยานออกไปข้างนอกทันทีราวกับรู้หน้าที่


 

เมื่อเห็นไป๋อวี้บินลับไปแล้ว เฮ่อเหลียนเว่ยหลงก็เคลื่อนสายตามองคนในอ้อมแขน กุมมือจื่อเหยาเอาไว้แน่นเข้าด้วยใจที่ยังคงเป็นห่วง ต่อให้เขากระตุ้นการฟื้นฟูจนทำให้อาการเจ็บปวดนั้นเริ่มบรรเทาไปมากแล้วก็ตาม


 

แต่...ก็ไม่อาจวางใจได้ สิ่งที่เห็นยิ่งทำให้ชายหนุ่มมั่นใจ ว่าผลกระทบเริ่มคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ ทุกสิ่งกระชั้นเข้ามาใกล้เสียจนใจหาย


 

และ...เขาควรเร่งมือ

 

**********

 

พอตะวันเริ่มสูงตรงหัว ต้วนมู่ชิงก็สำนึกได้ว่าตนควรหยุดเอ้อระเหยแล้วกลับไปตำหนักสุ่ยเซียนสักที แม้ว่าตัวเขาจะยังมีตะกอนความรู้สึกแปลกๆ เกี่ยวกับเรื่องราวของซู่จื่อเจินค้างคาอยู่ในก็ตาม


 

อาจจะเพราะสิ่งที่เกิดมันยังสดใหม่เกินกว่าจะลืมเลือน ผสมกับตะขิดตะขวงใจกับตำหนักตัวเองนิดหน่อย แต่ถ้าเขาเอาแต่ไปขลุกตัวอยู่บ้านคนอื่นมันก็ใช่เรื่อง คนรออาจจะเป็นห่วงเอาได้ และในสถานะของเจ้านายที่ดี ต้วนมู่ชิงก็ไม่อยากให้คนรับใช้เกิดความรู้สึกนี้สักเท่าไรนัก


 

ต้วนมู่ชิงเดินออกมาเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงถึงหัวสะพาน คนทั้งสองหยุดเพื่อที่จะพูดคุยร่ำลากันอีกเล็กน้อย


 

“ไม่ให้ข้าไปส่งที่สุ่ยเซียนจะดีหรือขอรับท่านพี่ ข้าไม่ได้ติดขัดอะไรนะขอรับ” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยถาม นอกจากจะไม่ติดขัดอะไรแล้วเขายังเป็นห่วงอีกคนด้วย


 

หากแต่ต้วนมู่ชิงกลับคลี่ยิ้มจางๆ และส่ายหน้าปฏิเสธ


 

“ข้าเดินมาเองก็ย่อมกลับเองได้ อยู่ที่นี้ตั้งแปดปีแล้ว อาเฉิงอย่าได้ห่วงข้าเลย หากเจ้าหายใจเข้าออกตัวติดข้าเช่นนี้ อีกประเดี๋ยวข้าจะเรียกเจ้าว่าแม่เสียหรอก” พูดจบคลี่ยิ้มกว้าง วางมือปรบลงบนบ่าอวี้เหวินเฉิงสองถึงสามที เป็นการหยอกล้อระหว่างคนทั้งสอง...ที่สักพักเริ่มลามปามจากปรบไหล่ไปเป็นหัว


 

“ข้า...ไม่ได้อยากเป็นแม่นะขอรับ”


 

แม้ยังยอมยืนแกล้งบื้อให้ลูบหัวลูบหน้าโดยไม่ขัดขืนแต่น้ำเสียงนุ่มนั้นกลับย้ำน้ำเสียงแน่นหนักคล้ายไม่พอใจกับสถานะ ‘แม่’ ในประโยคนั้น


 

สุดท้ายพอสบตาต้วนมู่ชิง สีหน้าเหรอหราคล้ายกระต่ายตื่นตูมก็ทำให้อวี้เหวินเฉิงหมดอารมณ์จะแกล้งและหลุดขำออกมาอย่างห้ามไม่อยู่


 

“อะไรน่ะ? เจ้าขำอะไรน่ะ?” ต้วนมู่ชิงเลิกลั่กใหญ่ โยกตัวไปทางนั้นที ทางนี้ที ขมวดคิ้ว วอแวเรียกร้องความสนใจจากคนหัวเราะ


 

“อาเฉิง! หยุดขำข้า! หยุดเดี๋ยวนี้เลย!”

 

"อา ขอรับๆ " แม้ปากจะตอบรับ แต่อวี้เหวินเฉิงกลับคิดว่าปากที่มุบมิบบ่นเหมือนปลาจิ๋นหลี่อวี๋ [1] ก็น่าเอ็นดูจนใช้เวลาอยู่สองชั่วอึดใจถึงจะยอมหยุดหยอกล้อเลยทีเดียว


 

อวี้เหวินเฉิงมองคนตรงหน้า โค้งคำนับลาอย่างมีมารยาท


 

“เช่นนั้นแล้วท่านพี่ ขอให้เดินทางกลับตำหนักอย่างปลอดภัย...!!”


 

แต่ยังไม่ทันที่คนทั้งสองจะได้ร่ำลากัน อวี้เหวินเฉิงยังพูดส่งไม่ทันจบด้วยซ้ำ อยู่ดีๆ ก็มีขนนกสีขาวร่วงหล่นจากท้องฟ้า เสียงกระพือปีกราวกับนกขนาดใหญ่โผบินดังขึ้นเรื่อยๆ จนรับรู้สึกกระแสลมอ่อนๆ


 

เมื่อคนทั้งสองเงยหน้าขึ้นไปจึงได้พบกับเหยี่ยวหิมะบินวนอยู่ด้านบน


 

"ไป๋อวี้...? " อวี้เหวินเฉิงพึมพำ สีหน้างุ่นงง แต่ก็ยังพอตั้งสติรับมือได้ทัน ชายหนุ่มยื่นแขนไปด้านหน้า ขยับหมุนให้ม้วนชายเสื้อยาวกรุยกายพันท่อนแขน เพื่อที่จะได้ป้องกันกรงเล็บเหยี่ยวจิกเนื้อยามไป๋อวี้ร่อนลงมาเกาะ


 

มันเชื่อมต่อประสาทสัมผัสกับอวี้เหวินเฉิงทันทีเพื่อถ่ายทอดภาพที่เห็นให้ และนั่นยิ่งทำให้ชายหนุ่มแสดงสีหน้าร้อนรน


 

เหยี่ยวหิมะโผบินขึ้นทันทีที่ถ่ายทอดเสร็จ มันส่งเสียงคล้ายเร่งคนทั้งสอง


 

"วิหคประจำรัชกาลของฮ่องเต้....? " ต้วนมู่ชิงพึมพำ เงยหน้ามองอวี้เหวินเฉิง แม้จะคาใจสงสัยว่าทำไมไป๋อวี้จึงบินมาหาคนตรงหน้า หากแต่ท่าทางของเหยี่ยวตัวนั้นดูเร่งร้อนคล้ายมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น...


 

ต้วนมู่ชิงก็เหวี่ยงความคิดพวกนั้นทิ้งไปเงยหน้าสบตาพลางพยักหน้าให้กันและกัน


 

และตามไป๋อวี้ไปในแทบจะทันที!


 

...

...


 

แต่ทว่าพอตามไป๋อวี้มาจนใกล้ถึง ต้วนมู่ชิงก็ชะงักไป เพราะจุดมุ่งหมายของมันคือตำหนักส่วนพระองค์ของฮ่องเต้


 

ขึ้นชื่อว่าส่วนพระองค์ย่อมเข้าไปได้ยาก ต่อให้พวกเขาจะสนิทกับเมียรักฮ่องเต้แค่ไหน แต่ตามกฏระเบียบแล้วสนมที่ไม่ได้รับเทียบเชิญจะไม่สามารถเดินเข้าตำหนักนี้ได้


 

แต่กระนั้นอวี้เหวินเฉิงกับเดินอาดๆ ตรงเข้าไปเลยอย่างไม่กลัวเกรงคนเฝ้าหน้าประตูสักนิด


 

"ไอ๊หยา...อาเฉิง ใจเย็น! สุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปตำหนักฮ่องเต้ไม่ได้นะ ต่อให้ท่านจะจ้างเจ้าเข้ามา แต่คนเฝ้าไม่รู้นะ เขาคิดแค่ว่าเจ้าเป็นว่าที่สนมเท่านั้นม" ต้วนมู่ชิงกระตุกชายเสื้อปราม ดึงคนตัวสูงกว่าให้ไปหลบหลังต้นไม้หน้าตำหนัก ซึ่งอวี้เหวินเฉิงก็ยอมฟังแต่โดยดี ด้วยเพิ่งนึกออกว่าอีกคนนั้นนึกว่าตนเป็นเพียงแค่ 'คนนอกวังที่ถูกจ้างเข้ามา'


 

กับต้วนมู่ชิงแล้ว อวี้เหวินเฉิงนั้นจะว่ารู้สึกผิดก็รู้สึกผิด จะว่าเอ็นดูที่เอ็นดู แต่ความร้อนรนของไป๋อวี้นั้นไม่อาจทำให้เขาอยู่เล่นละครเป็นคนใสซื่อได้ในตอนนี้


 

ชายหนุ่มปล่อยให้ไป๋อวี้บินนำไปก่อนเพื่อไปดูแลเฮ่อเหลียนเว่ยหลง และในระหว่างที่อวี้เหวินเฉิงตัดสินใจจะทำอะไรสักอย่างนั้นเอง ตัวช่วยผู้มาถูกที่ถูกจังหวะก็เดินมา


 

แถมยังสังเกตเห็นคนทั้งคู่พอดีเสียด้วยสิ


 

"พระอนุชา---...เอ้ย! ว่าที่สนมเฉิงจื่อเหยียน!? " เขาเกือบหลุดบางอย่าออกมาในประโยคแรก หากแต่โชคดีนักที่กลืนคำพูดลงคอได้ทัน เขานิ่งไปเล็กน้อย เก็บอาการแล้วส่งสายตาเป็นสัญญะบางอย่างพร้อมกับกวักมือเรียกคนทั้งสองให้ออกมาจากที่ซ่อน


 

คนนั้นๆ ก็คือซ่งอี้จุ้นนั่นเอง


 

ซ่งกงกงผู้มาถูกจังหวะ...เป็นฉายาที่ไม่ได้มาเล่นๆ จริงๆ


 

หนึ่งขันทีสองสนม คนทั้งสามเดินผ่านเข้าประตูมาได้อย่างง่ายดายโดยไม่เป็นที่ต้องสงสัย และพอพ้นสายตาคนเท่านั้นแหละ หมดนั่นเป็นอันต้องสับฝีเท้า แล้วตรงไปหาเฮ่อเหลียนเว่ยหลงทันที


 

บานประตูเลื่อนเปิด ไป๋อวี้บินวนส่งเสียงร้อง และได้พบกับเฮ่อเหลียนเว่ยหลงกำลังประคองร่างของจื่อเหยาที่ไร้สติ


 

เพียงแค่นั้นต้วนมู่ชิงก็เผลอตัว ลืมไปว่าตรงหน้านั้นคือใคร เขารีบตรงไปหาจื่อเหยา ไม่เกรงพระพักต์ฮ่องเต้เลยแม้แต่น้อย


 

"เว่ยหลง ทำไมจื่อเหยาถึงได้...? " ส่วนซ่งอี้จุ้นเองก็มีปฏิกริยาไม่ต่างกัน ได้แต่พึมพำเผลอเรียกชื่อคนทั้งสองอย่างสนิทสนมไม่สมสถานะการงาน


 

ทว่ายังไม่ทันที่จะมีใครตอบอะไรอวี้เหวินเฉิงที่ดูเหมือนจะมีสติและปรับตัวไวที่สุดก็ ถลันตัวลงไปนั่งเคียงต้วนมู่ชิง มืออีกข้างตรวจเส้นปราณ วัดชีพจร แล้วจัดการรักษาให้ทันที ด้วยเพราะเขานั้นใช้วิชารักษาฟื้นฟูได้เก่งและคล่องมือกว่าเฮ่อเหลียนเว่ยหลงนัก


 

เฮ่อเหลียนเว่ยหลงกำมือของจื่อเหยาแน่น มองผู้เป็นน้องชายที่เพิ่งเข้ามา สบตาอย่างเจ็บปวด


 

"ช่วย...เร่งมือที..."


 

"ข้าจะพยายามขอรับ..."


 

อวี้เหวินเฉิงพ่นลมหายใจ แล้วเม้มปากให้สนิทอีกครั้งจนแทบเป็นเส้นตรง ด้วยเพราะรู้ดีว่าทุกอย่างมันเริ่มประชิดเข้ามาใกล้


 

...


 

เส้นเข็มเวลาที่เริ่มนับถอยหลัง มันกระชั้นเข้ามาเรื่อยๆ แล้ว


 

เมื่ออวี้เหวินเฉิงถ่ายทอดพลังรักษาจนจื่อเหยาดีขึ้นมากแล้ว เฮ่อเหลียนเว่ยหลงจึงได้อุ้มร่างเล็กขึ้นจากพื้นไปพักฟื้นดีๆ ที่ตั่งไม้ลายโปร่งด้านหลังโต๊ะทำงาน


 

“ข้าไม่เป็นไรแล้วน่า...” จื่อเหยาที่พอมีสติก็เถียงทันที


 

“ชู่...จื่อเหยา อย่าดื้อ” เฮ่อเหลียนเว่ยลงส่งเสียงปรามระหว่างวางคนขี้เถียงลงกับตั่งนอน เขาลูบหัวเบาๆ แล้วทิ้งตัวลงนั่งข้าง เฝ้ามอง กุมมือเอาไว้ เพียงครู่เดียวจื่อเหยาที่เจ็บกายจนหมดแรงก็หลับไปจริง ๆ


 

พลันจังหวะหนึ่งที่เฮ่อเหลียนเว่ยหลงจัดแจงดันตัวคนนอน สาบเสื้อจึงร่นกว้างจนต้วนมู่ชิงเห็นร่องรอยแผลสลักบนกายของจื่อเหยาเป็นครั้งแรก แม้เพียงแว้บเดียว เขาก็รู้แล้วว่าสิ่งนั้นคืออะไร


 

ทำไมถึงมี 'สิ่งนั้น' บนตัวกันล่ะ?

 

[1] จิ๋นหลี่อวี๋ : ปลาคาร์ป

 

มาอัพซะดึกเลยค่ะ แงงงงงงง ต้องขอโทษด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 236 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #658 sakura17 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 23:59
    อ้าวต้วนมู่ชิงรู้ว่าลอยสักคืออะไรด้วย
    #658
    0
  2. #543 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 18:40

    ผีท่านอาทำไมต้องทำร้ายหลานตัวเองอ่ะ? รึอยากได้ร่าง?

    #543
    0
  3. #450 Ppillow_ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 01:33
    ซู่จื่อเจินเกี่ยวอะไรกับแผลอ่ะ อ่ย ปมอีกแร้ว
    #450
    0
  4. #420 danaja12062002 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 21:00
    ค้างงงงง ปมอีกแล้วแงแง ค้างงงง
    #420
    0
  5. #417 TC18 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 15:04
    ค่อยๆเเกะปมก็ได้นะคะ ถ้าแกะพร้อมกันมันก็จะเป็นงงหน่อย
    #417
    0
  6. #415 orange-candy (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 13:38
    มีแต่ปมเต็มไปหมดเลย
    #415
    0
  7. #414 Pissuda627 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 13:25
    จื่อเหยาะเป็นอะไรน้อ
    #414
    1
    • #414-1 Pissuda627(จากตอนที่ 34)
      12 ตุลาคม 2562 / 13:26
      *จื่อเหยาเถอะ พิมพ์ผิดๆ55
      #414-1
  8. #413 เต่าน้ำ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 11:18
    อะไร อะไร อะไร
    #413
    0
  9. #412 GreyEye (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 10:31
    ค้างมากๆ เลยค่ะ รอติดตามนะคะ
    #412
    0
  10. #411 ZiRbuT (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 08:44
    อย่าเป็นอะไรนะะเ
    #411
    0
  11. #410 ชีสเค๊กวนิลา (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 07:29
    แผลเป็น ? แง่งงงง คำสาปหรอ~
    #410
    0
  12. #409 spong.ka (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 06:48
    ปมเพิ่มมมมม ลากยาวเนื่องจากค้างคาใจค่ะ

    555
    #409
    0
  13. #408 Sun D A Y S (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 01:08
    (._. ปมอะไรว้า ลุ้นต่อไป คำสาปเหรอ?
    #408
    0
  14. #407 Moko87 (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 12 ตุลาคม 2562 / 01:06
    ลุ้นมากค่ะ
    #407
    0
  15. #406 Parn Wikawee (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 23:35
    เกอดอะไรขึ้นกับจื่อเหยาอ่ะ ใครเป็นครทำแผลเป็นนั้น หวังว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยดี
    #406
    0
  16. #405 _ _ _ m _ _ (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 22:56
    ลุ้นอ่ะะะ จื่อเหยาจะไม่เป็นไรใช่มั้ยย
    #405
    0
  17. #404 LovelyWonbin (จากตอนที่ 34)
    วันที่ 11 ตุลาคม 2562 / 22:56
    ลุ้นมาก เกร็งเลย ขอให้ปลอดภัยนะคะ
    #404
    0