[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 26 : ตอนที่ 6 จิตวิญญาณคือสิ่งที่ซื่อตรงเสมอ (5)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 2,938
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 324 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

“ได้อะไรเพิ่มเติมมาบ้างหรือไม่?” จื่อเหยาเข้าประเด็นระหว่างนั้นก็เริ่มรินชาร้อนใส่จอกยื่นให้กับอวี้เหวินเฉิง กลัวคนเปียกฝนหมาด ๆ แต่ไม่ยอมอาบน้ำอาบท่าหนาวตาย

 

“คิดว่าได้” อวี้เหวินเฉิงรับถ้วยชามาจิบจนพึงพอใจแล้วจึงมือข้างซ้ายขึ้น สลัดเล็กน้อย กระไอมนต์ดำขนาดเล็กเท่าฝ่ามือก็ปรากฏ ซึ่งนั่นเป็นเศษซากที่เหลือจากการต่อสู้เมื่อครู่ “แม้จะยังไม่พบตัวการแบบประจันหน้า หากแต่ก็พอรู้ได้ว่าเป็นวิชาที่ใช้เป็นวิชาแขนงเดียวกันกับ ‘ตอนนั้น’ ไม่เก้าก็สิบส่วน”

 

อวี้เหวินเฉิงมองไอสีมืดขยับไหวจึงยกมืออีกข้างขึ้นมา กวัดไกวสองนิ้วเป็นอักขระจัดการผนึกมันเสียสิ้น

 

“หากแต่...”

 

“หากแต่อะไรหรือ?”

 

“พลังดูแตกต่างจากเมื่อครั้งนั้น...มากชนิดแม้แต่การโจมตีข้ายังทำได้ไม่ดีพอ” อวี้เหวินเฉิงตอบ แต่สีหน้ายังไม่ได้ปักใจฟันธงเต็มร้อย “นั่นจึงทำให้ข้าคิดว่าก่อนที่เราจะลงมือต่อไป ข้าอาจจะต้องตรวจสอบเพิ่มอีกหน่อย”

 

“งั้นหรือ...เอาเถิด เพราะตราบใดก็ตามที่เรายังหาความจริงข้อนั้นไม่ได้ก็ยังคงเริ่มแผนต่อไปไม่ได้อยู่ดี” สีหน้าจื่อเหยาดูครุ่นคิด พัดในมือพัดโบกอย่างแผ่วเบา "ให้ตายเถิด ข้าล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าคน ๆ นั้นทำอะไรกันแน่ แค่ว่าสิ่งที่ทำครานั้นก็น่าจะได้ผลประโยชน์เข้าตัวเองจนเกินพอแล้ว”

 

“มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้...” อวี้เหวินเฉิงถอนหายใจออกมาก่อนจะทอดสายตามองไปทางหน้าต่าง คลับคล้ายจะคิดถึงเรื่องบางอย่างหากแต่เจ้าตัวก็สั่นหน้า ไล่ความคิดนั้นออกไปเสีย

 

“อาจจะเป็นเรื่องดี หรือไม่ก็อาจจะไม่ใช่ ไม่มีอะไรที่แน่นอนหรอก ต่างคนต่างมีเหตุผลในการกระทำของตัวเองทั้งนั้น ข้าก็มีเหตุผลของข้า และเจ้า...” ดวงตาของอวี้เหวินเฉิงสบกับดวงตาของจื่อเหยาอย่างตรงไปตรงมา “หากไม่ใช่เพราะเรื่องของสุ่ยเซียน เจ้าจะยอมลงทุนลงแรงตามหาตัวข้า บอกให้ข้าลงจากเขา เพื่อให้สืบข้อมูลสิ่งที่ผนึกไว้ในตำหนักขนาดนี้หรือ?”

 

นั่นคือสิ่งที่อวี้เหวินเฉิงพูด และทำให้จื่อเหยาหุบพัดลงไป สีหน้าหม่นลงเล็กน้อยยามที่นึกถึง

 

“หากข้ากับเขาทำเองได้คงทำไปแล้ว ไม่ต้องพึ่งพาเด็กอวดดีอย่างเจ้าหรอก” จื่อเหยาถอนใจยาว ๆ แล้วมองอวี้เหวินเฉิง ใจจริงแล้วเขาไม่ได้หมายตามคำที่ว่า แค่ค่อนแคะแบบเจ็บๆ คันๆ เท่านั้น “อีกอย่างมันใช่แค่เรื่องของข้าคนเดียวเสียเมื่อไร ของเจ้าด้วย ไม่อย่างนั้น เจ้าจะยอมลงจากเขามาหรือไร?”

 

อวี้เหวินเฉิงหัวเราะเสียงเบา ๆ ในลำคอ ไม่ได้แสดงอารมณ์อะไรไปมากมายนอกจากนี้

 

"แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นหากข้ายังไม่พบแก่นการผนึก ข้าก็ไม่สามารถปล่อยปล่อยสิ่งที่อยู่ในนั้นได้หรอกนะ" อวี้เหวินเฉินถอนหายใจ ต่อให้อวดดีสักแค่ไหน เขาเป็นงานเป็นการมากพอจะไม่อวดเก่งหรือดื้อแพ่งต่อสิ่งที่ทำไม่ได้ อะไรที่ทำได้ก็ควรบอก อะไรที่ทำไม่ได้ก็ควรแจ้ง

 

"แต่เพียงข้าแค่คาใจ ทั้งที่รู้ว่าสถานที่นั้นมีอะไร แต่เจ้ากลับยังทำราวกับที่แห่งนั้นปกติและส่งมอบให้คนอื่นอยู่" ซึ่งคนอื่นที่อวี้เหวินเฉิงว่านั้น ก็ไม่ได้หมายถึง 'คนอื่น' ตามความหมายเลยสักนิด

 

"คำสอนหนึ่งเคยกล่าวว่าหากโดดเด่นจะถูกเพ่งเล็ง แต่หากลึกลับไปก็โดนขุดค้น ตำหนักนั้นถ้าปล่อยให้ร้างนานเกินไปจะต้องโดนตรวจสอบ และของที่ยังหลงเหลือข้างในนั้นก็จะถูกพบ แต่ถ้าโดดเด่นคึกคักไปก็จะโดนต้องสงสัย ชิงเอ๋อร์ที่ไม่ค่อยยุ่งกับใครแต่ก็เป็นที่รู้จักโดยทั่ว จึงได้เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับที่นั้นที่สุด"

 

แต่แล้วพอนึกได้ว่าตัวเองหลุดชื่อต้องห้ามออกมา จื่อเหยาก็ค่อย ๆ เงยขึ้นไปสบตาอวี้เหวินเฉิงทันที

 

“เจ้ายังจำได้ใช่ไหม ว่าใครเป็นคนอยู่ที่ตำหนักนั้นก่อนชิงเอ๋อร์” นั่นคือสิ่งที่เขาพูด ไม่ใช่ข้อแก้ตัว ไม่ใช่คำอธิบายแต่อย่างใด แต่เป็นคำให้บอกระลึกถึงเหตุผลดั้งเดิมของทั้งหมด

 

“ข้ารู้ แต่แล้วอย่างไรเล่า เจ้าคิดว่าท่านพี่เป็นหนังหน้าไฟคอยเป็นปราการช่วยในการเก็บซ่อนสิ่งนั้นหรือไร?”

 

สีหน้าที่เคยราบเรียบของอวี้เหวินเฉิงเริ่มเปลี่ยนไปเล็กน้อยและนั่นไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในทางทีดี ดวงตาหรี่ลงคิ้วขมวดมุ่นจ้องจื่อเหยาอย่างไม่วางตา แสดงให้เห็นได้ชัดถึงความโกรธ

 

เมื่อเห็นทีท่านั้น จื่อเหยาจึงรีบยกมือปราม ก็รู้อยู่แล้วว่าอวี้เหวินเฉิงเป็นหมาบ้าหน้านิ่งแต่ก็ไม่คิดเลยว่าจุดเดือดที่เคยมีอยู่สูงจะต่ำลงเมื่อเป็นเรื่องของต้วนมู่ชิง

 

ตลกดี

 

"หากเป็นอันตรายชิงเอ๋อร์จะอยู่สบาย ๆ นอนหลับกินอิ่มเป็นต้าสงม้าวได้มาถึงแปดปีหรือ อีกอย่าง เพราะข้าคิดและวางแผนมาดีแล้วจึงได้เลือกเขา เจ้าก็น่าจะรู้จักนิสัยข้าไม่ใช่หรือไร?” จื่อเหยาอธิบายอย่างใจเย็น เขามองอวี้เหวินเฉิงที่เหมือนจะไม่สงบแล้วก็ได้แต่นึกขันปนเอ็นดู

 

“เหวินเฉิงหนอเหวินเฉิง ขาดความเยือกเย็นไม่สมเป็นเจ้าเพราะเรื่องผู้ชายคนเดียวหรือนี่ ? "

 

อวี้เหวินเฉิงส่ายหน้า ไม่ตอบคำถาม แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธ ยอมรับไปกลาย ๆ อย่างหน้าไม่อาย

 

"...ใช้ใครไม่ใช้" อวี้เหวินเฉิงตอบคำนี้แทน ในหัวเขามีแต่ความคิดที่ว่าจะทำอย่างไรให้ต้วนมู่ชิงห่างจากผู้ชายคนนี้ให้ไวที่สุด หรือไม่ก็เลิกคบไปเลยยิ่งดี

 

“ทำไมถึงต้องเป็นเขา?”

 

"หากพูดในแง่น้ำเน่า เพราะชิงเอ๋อร์ดวงสมพงศ์กับสถานที่ แต่หากพูดกันในแง่ของความเป็นจริง สิ่งที่อยู่ในนั้นมันทำให้สุ่ยเซียนปกคลุมด้วยพลังด้านหยินมากเกินไป จึงเป็นจุดที่ทำให้คนพบเจอเรื่องเร้นลับและสิ่งแปลกปลอมได้ง่าย ตำนานเรื่องผีก็เริ่มจากตรงนี้” จื่อเหยาอธิบายไปพลาง

 

“แต่ด้วยนิสัยของชิงเอ๋อร์ที่ไม่สนใจเรื่องอื่นนอกจากนอนจึงทำให้เขาไม่ให้ค่าสิ่งเร้นลับ อีกทั้งการมีตัวตนของเขายังหักล้างกันจนค่าพลังงานหยินหยางในสุ่ยเซียนกลับปกติอีกด้วย”

 

“หักล้าง?” อวี้เหวินเฉิงเลิกคิ้วเล็กน้อย

 

จื่อเหยาโคลงหัวก่อนจะหุบพัด ใช้ปลายด้ามจิ้มนวดหัวคิ้วตัวเองเบาๆ “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าทำไม แต่พลังด้านหยางในตัวเด็กคนนั้นมีค่อนข้างสูง”

 

จื่อเหยาเงียบสบตาอวี้เหวินเฉิง เขาไม่ได้คาดคั้น ไม่ได้ต้องการคำตอบ หากแต่เหมือนรู้คำตอบอยู่แล้วถึงได้มองแบบนี้

 

“ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะไม่รู้ตัวหรอกนะอวี้เหวินเฉิง?”

 

“อืม...ข้ารู้” อวี้เหวินเฉิงไม่มีอะไรจะปฏิเสธ จะบอกว่าต้วนมู่ชิงเป็นคนมีพลังด้านบวกสูงก็ไม่ผิด

 

...

 

หากแต่พอคิดถึงอีกเรื่องขึ้นมา เจ้าตัวก็เก็บปาก ไม่ยอมพูดต่อและเลือกที่จะข้ามประเด็นของต้วนมู่ชิงเข้าสู่ประเด็นอื่นแทน

 

“เจ้าเอาเด็กไปเก็บไว้ไหน”

 

พอเห็นว่าอยู่ ๆ ก็เปลี่ยนประเด็นไปแบบไม่มีเกริ่นหัวข้อ คนที่เป็นคู่สนทนาก็กลอกตามองบน ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนเขาจะชี้ไปที่เหยี่ยวสีหิมะซึ่งเกาะราวอยู่ไม่ไกลนัก คล้ายจะบอกว่าให้พามันไปด้วยกัน

 

“พูดมากก็ไม่เห็นภาพ เจ้าตามข้ามาก่อนก็แล้วกัน”

 

เมื่อจื่อเหยาพูดจบพวกเขาลุกขึ้น พาเดินไปที่ไหนสักที่ในตัวตำหนัก

 

“อย่าได้คิดเชียวว่าข้าให้ไป๋อวี้ทำ...” จื่อเหยากล่าว ดวงตาเหลือบมองคนข้างซึ่งกำลังทำหน้าที่เป็นแท่นประครองนกเดิน เขาแต่ส่ายหน้ายิ้ม ๆ "ถึงมันจะมีส่วนช่วย แต่ข้าก็ไม่ให้มันบินไปโฉบเด็กมาหรอก ไม่ใช่นกกระสาเสียหน่อย"

 

“ข้าไม่ใช่คนที่จะคิดไร้สาระแบบนั้น...” อวี้เหวินเฉิงตอบกลับ สีหน้าเหนื่อยหน่ายเป็นยิ่งนัก “แต่ก็ไม่แน่ใจนักหรอกนะ คนที่มีแต่แผนพิศดารในหัวแบบเจ้า บางทีอาจจะบ้ามากพอที่จะทำอะไรพรรค์นี้ก็ได้”

 

“เจ้านี่นะ...เอาเถอะ สมมุติว่าทำอย่างที่เจ้าคิดจริง ๆ ข้าก็ยังเชื่อว่าไป๋อวี้มีความสามารถมากพอที่จะทำงานนี้เพียงลำพังนั่นแหละนะ แต่ก็นะ...ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะสนใจอะไนในสิ่งที่ข้าทำหรอก” จื่อเหยาโคลงหัวเล็กน้อย อะไรบางอย่างมันก็ช่างแสนจะยุ่งยากเกินกว่าจะเอ่ยออกมาเป็นคำพูด อีกทั้ง...คนแบบอวี้เหวินเฉิงก็คงไม่ได้สนใจหรือเชื่อฟังเขาอยู่แล้ว

 

“อ้อ..." อวี้เหวินเฉิงตอบรับ ไม่สนใจจริงๆ อย่างที่จื่อเหยาคาดนั่นแหละ "แค่ว่างานเสร็จเป็นที่เรียบร้อย เจ้าจะจัดการด้วยวิธีไหน ก็ไม่ใช่กงการของข้าอยู่แล้ว”

 

พวกเขาทั้งสองเดินตามเส้นทางในตำหนัก จนกระทั่งมาถึงห้องหนึ่ง ไป๋อวี้กางปีกกระพือเล็กน้อย ส่งเสียงร้องพร้อมผละออกจากไหลโผบินนำเข้าไปด้านใน ห้องที่เปิดประตูทิ้งไว้นั้น จะเห็นได้ว่ามีร่างของซื่อเป่ากำลังอุ้มเด็กน้อยโอ๋เอ๋อยู่ไม่ห่าง...

 

“หวา--!! ” เขาร้องออกมาเบาๆ เพราะไป๋อวี้ร่อนลงมาเกาะไหล่

 

เป็นดังคำที่จื่อเหยาว่าทุกประการ พูดไปก็ไม่เห็นภาพ พอเห็นภาพก็เข้าใจทุกอย่าง อวี้เหวินเฉิงรู้ได้ทันทีว่าใครเป็นเป็นคนลักพาตัวเด็กหญิงคนนั้นออกจากเสวี่ยนอู่ แม้จะไม่รู้ว่ามาด้วยวิธีไหน แต่ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าคงให้ซื่อเป่าไปจัดการ...

 

แล้วคนสั่งก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน คนที่หนีไปอาบน้ำสบายใจเฉิบอยู่นั่นไง

 

"อ่ะ...?! "

 

เมื่อเห็นคนทั้งสองมาแล้ว ชายหนุ่มก็ชะงัก รีบหันมาตั้งท่าจะคำนับแต่ก็เลิ่กลั่กสุดใจ มือก็อุ้มเด็ก ไหล่ก็มีนกเกาะ ไม่รู้จะเอามือตนไปวางไว้ไหนเลยทีเดีย จนจื่อเหยารีบยกมือปรามนั่นแหละ เจ้าเด็กถึงได้หายลนลาน

 

“อาการเด็ก...อา...เมี่ยวเซียงดีขึ้นแล้วหรือซื่อเป่า?” จื่อเหยาถาม พลางมองดูคนที่ดูแลเด็กเล็กคนนั้นอย่างคล่องมือ

 

ซึ่งซื่อเป่าพอได้ยินคำถามนั้นเขาก็พยักหน้าเล็กน้อย หันไปวางเมี่ยวเซียงตัวน้อยลงกับที่นอน ห่มผ้าให้อย่างเบามือ เขาดูเป็นคนที่ค่อนข้างคล่องมือกับการเลี้ยงเด็กอย่างเห็นได้ชัด

 

"ขอรับ...ข้าดูอาการเบื้องต้นแล้วคิดว่าไม่น่าจะมีปัญหา อีกทั้ง...อืม...แม้สุขภาพจะอยู่ในเกณฑ์อ่อนแอ แต่หากได้ดูแลอย่างดี น่าจะประคับประครองจนมีภูมิคุ้มกันได้ และน่าจะโตมาเป็นเด็กที่แข็งแรงสมบูรณ์ขอรับ" ซื่อเป่าตอบ

 

นึกแล้วยังรู้สึกดวงหนุนวาสนาส่งไม่หาย เพราะเมื่อพูดกันอย่างตรงไปตรงมา สถานการณ์ตอนนี้นับว่าเกินจากการคาดการณ์พอควร

 

แรกเริ่มเพียงต้องการสืบหาหลักฐานคดีเมื่อห้าปีก่อน การนำตัวเด็กคนนี้มาเองก็เป็นหนึ่งในแผนที่วางเอาไว้เช่นกัน ทว่า เรื่องทุกอย่างมันกลับโครมครามเข้ามาวันนี้พร้อมกันโดยไม่นัดหมาย จังหวะนรกมันตรงกันมาเสียจนไม่แน่ใจนักว่าเวลามันได้ ดวงมันถึง หรือชะตาของเด็กคนนี้ยังไม่ถึงฆาตกันแน่

 

แต่เก็ยังถือว่าโชคดีของเด็กล่ะนะ...

 

อวี้เหวินเฉิงได้แต่คิดอย่างนี้ระหว่างที่มองเสี่ยวเมี่ยวเซียงไปด้วย ต่อให้เขาเขาไม่รู้เลยว่าผู้บงการวิญญาณแค้นนั้นมีจุดประสงค์อะไรเกี่ยวกับเด็กคนนี้ แต่จากการกระทำที่ผ่านมา ดูอย่างไรแล้วก็คงไม่น่าจะใช่ผลดี

 

“นับว่าเป็นเด็กที่ดวงแข็งเอาเรื่อง” อวี้เหวินเฉิงว่าเช่นนั้น เหลือบมองซื่อเป่าเล็กน้อย ใคร่ครุ่นคิดว่าจะวางตัวเช่นไร

 

และแน่นอนว่าเพื่อผลประโยชน์ในอนาคต อวี้เหวินเฉิงเลือกที่จะแสร้งแย้มยิ้มเป็นเฉิงจื่อเหยียนคนน่ารัก

 

“รบกวนท่านแล้วขอรับ...” อวี้เหวินเฉิงกล่าวอย่างสุภาพ ชมเชยการกระทำของซื่อเป่า ซึ่งแน่นอนว่าการกระทำเหล่านั้นอยู่ในสายตาของจื่อเหยาที่ตอนนี้ได้แต่เบ้ปากมองบนกับพฤติกรรมเปลี่ยนสีจากหน้ามือเป็นหลังมือเช่นนี้

 

“ม...ไม่เป็นการรบกวนขอรับ” ซื่อเป่าหัวเราะแหะ ๆ ออกมา ท่าทางคล้ายเขินอายยามโดนชม “ซื่อเป่ามีความสามารถเท่านี้ สิ่งใดที่พอช่วยเหม่ยเหรินได้บ้าง ซื่อเป่าก็อยากช่วยขอรับ”

 

อวี้เหวินเฉิงเลิกคิ้ว แต่ก็ชั่วประเดียว คิ้วเรียวก็กลับคืนสู่จุดเดิม พิจารณาจากคำพูดต้องสงสัยนั้น ประกอบกับสิ่งที่เมื่อครู่ทำ “ท่านคง...เคยศึกษาตำราแพทย์บ้าง?”

 

“อา...” ซื่อเป่าพอโดนถามเช่นนั้นก็ไปไม่เป็น เขาพยักหน้า คล้ายกึ่งรับกึ่งกลัว “สมัยเด็ก...ข้าเคยเป็นลูกมือของหมอยาท่านหนึ่งขอรับ ก็...ก็เลยพอมีความรู้มาบ้าง”

 

แม้ใจหนึ่งอยากจะแย้งบางอย่าง แต่อีกใจก็รู้สึกว่าคาดคั้นไปก็ไม่ได้คำตอบซ้ำพาลจะเสียแผนและผลประโยชน์ อวี้เหวินเฉิงจึงไม่ได้ถามซ้ำเพียงแค่ยิ้มรับอย่างเป็นกันเอง

 

ทว่าในช่วงจังหวะซื่อเป่าเผลอ ชายหนุ่มก็เหลือบมองจื่อเหยาเล็กน้อยในสายที่รู้กันสองคนว่าต้องมีเรื่องคุยกันทีหลัง

 

หม้อร้อนลงหัวอีกจนได้...จื่อเหยาคิด

 

 

“เอาล่ะๆ หากไม่มีเรื่องอื่น เจ้าก็ไปอาบน้ำพักผ่อนก่อน ฮ่องเต้จะเสด็จกลับมาถึงวันไม่น่าเกินวันพรุ่งเรายังมีเรื่องที่จัดการอีกมากมายนักไปพักเอาแรงเสียก่อน” จื่อเหยาพูดเป็นเชิงไล่ พรุ่งนี้นอกจากจะต้องจัดการเรื่องเสวี่ยนอู่แล้วยังมีเรื่องของลี่ย่าหลี และสารพัดปัญหาต้องจัดการ เป็นเสียนเฟยนี่มันไม่สบายเลยจริง ๆ

 

**********

 

เมื่อโดนไล่ อีกทั้งวันนี้ก็ไม่เหลืออะไรให้ทำอีกแล้ว อวี้เหวินเฉิงจึงไม่ดื้อไม่ซนไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวไปนอนตามที่จื่อเหยาบอก เพราะสภาพเขาตอนนี้เองก็ม่อล่อกม่อแล่กเป็นหมาตกน้ำจริงๆ ได้น้ำอุ่นล้างกายสักหน่อยน่าจะทำให้หายเหนียวตัว

 

ทว่า...

 

ทั้งที่คิดว่าเป็นเช่นนั้น จะว่าไม่ได้ระวังตัวดี หรือไม่คาดคิดว่าจะเกิดดี...

 

เมื่อประตูห้องอาบน้ำเปิดออก เขากลับต้องผงะไปชั่วครู่ เพราะคนที่คิดว่าน่าจะอาบน้ำเสร็จแล้วและคงนอนไปเรียบร้อยแล้วนั้น...

 

ยังแช่น้ำอยู่เลย!!!

 

ตอนหน้าเป็นอีเวนท์ห้องน้ำ แค่ก ๆ และน่าจะเป็นตอนสุดท้ายของบทที่ 6 แล้วล่ะค่ะ แหะ ๆ หวังว่าจะยังไม่เบื่อกันนะคะะะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 324 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #650 sakura17 (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 23:15
    น่าจะหลับไปตอนแช่น้ำนั่นแหละคนนี้555
    #650
    0
  2. #537 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:15

    แอบหลับแหงๆอาชิง

    #537
    0
  3. #495 dewwiizodiac (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 19:59
    น้องงงงงง
    #495
    0
  4. #445 Ppillow_ (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 00:49
    หลับคาอ่างก็มา5555 จะปลุกตื่นมั้ยล่ะนั่น
    #445
    0
  5. #250 wuddyy (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 14:46
    เอาละเว้ยๆๆๆ
    #250
    0
  6. #206 ThitiyaPoonroam (จากตอนที่ 26)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 14:16
    ลูกจะหลับคาอ่างไม่ได้อันตรายต่อคนที่พบ55555
    #206
    0