[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 25 : ตอนที่ 6 จิตวิญญาณคือสิ่งที่ซื่อตรงเสมอ (4)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,013
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 331 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

แสงกระบี่เสวี่ยเหลียนส่องประกายหยอกล้อกับจันทร์ กวัดไกวตั้งท่ารับมืออย่างงดงาม แต่อวี้เหวินเฉิงกลับไม่ได้รุกคืบ หรือจู่โจมเข้าไปก่อนแต่อย่างใด คล้ายกับว่ารอให้อีกฝั่งบุกเข้ามาก่อน เข้าตำราไม่ชิงบุกก่อนเพื่อเปิดช่องเสียเปรียบไม่มีผิด


 

อวี้เหวินเฉิงจับจ้องการเคลื่อนไหว รับกลิ่นกระไอของความพยาบาทที่ล้นเอ่อด้วยใบหน้าที่มีความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยม เพราะยามที่่วิญญาณร้ายเข้าใกล้หมายจะโจมตี ก็ถูกคลื่นแสงของเสวี่ยเหลียนเพียงแค่หนึ่งจังหวะสลัดมือกลบจนสิ้น


 

เสวี่ยเหลียนขับคลื่นพลังออกเป็นวงกว้างราวกับเกลียวคลื่นล้อทรายเพื่อเล่นงานวิญญาณพยาบาท


 

ต้วนมู่ชิงที่จับจ้องการต่อสู้จากมุมหนึ่งของสนามกระพริบตาปริบ ๆ ได้แต่คิดว่าสิ่งที่ตนเห็น... อวี้เหวินเฉิงที่ขยับกายเพียงน้อยนิด ใช้มือปัดป้องด้วยท่าทางที่นุ่มนวลไม่ต่างจากผีเสื้อไหวปีกหยอกล้อ มันเป็นการร่ายกระบี่ที่น่ารื่นตาชวนมอง และสร้างความประทับใจให้ไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว


 

ท่วงท่าและจังหวะ กอรปกับหน้าตา ทุกอย่างลงตัวเพลินตาน่ามองเกินกว่าจะคิดว่านี่คือการต่อสู้ หากเปรียบกับภาพวาดแล้ว ต้วนมู่ชิงคิดว่าเจ้าของฝีแปรงที่สร้างสรรค์ภาพนี้มาคงมีอารมณ์สุนทรีย์และมีมุกตลกร้ายเหลือจะกล่าว ที่นำเทพองค์งามมากวัดไกวกระบี่สู้กับวิญญาณแค้นเช่นนี้


 

แต่แล้วต้วนมู่ชิงก็ชะงักเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าอวี้เหวินเฉิงเหลียวหลังกลับมามองตน รอยยิ้มบางปรากฏบนใบหน้างาม ดวงตาสีเข้มที่สบกันช่างคาดเดาได้ยากว่ากำลังคิดอะไรอยู่


 

สิ่งที่ต้วนมู่ชิงรู้ก็มีเพียงแค่เสียงหัวเราะ ‘หึ’ ออกมาจากลำคอ คล้ายพึงพอใจบางอย่างเท่านั้น


 

ก่อนอวี้เหวินเฉิงก็ลงกระบี่ครั้งสุดท้าย จัดการวิญญาณพยาบาทนั้นจนสิ้นฤทธิ์!


 

ถ้าจัดการได้ไวขนาดนี้ทำไมไม่ทำแต่แรกเล่า มัวเล่นเป็นหมาหยอกไก่อยู่ได้ตั้งนานสองนานทำไม สนุกนักเหรอเจ้าน้องชาย!! — ต้วนมู่ชิงได้แต่แหกปากเช่นนี้ในใจกับภาพที่เห็น แต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร กลัวว่าหากเผลอร้องตามที่คิดออกมา เน้องดันไม่พอใจเข้า จะโดนแกล้งเอาทีหลังได้


 

...ว่าแต่นี่ไปสนิทกันขนาดจะรู้ว่าโดนแกล้งทีหลังตั้งแต่เมื่อไรเนี่ย?!


 

และในระหว่างที่ต้วนมู่ชิงกำลังคิดเพลิน ๆ อยู่นั้นเอง ม่านป้องกันที่อวี้เหวินเฉิงสร้างให้ก็คลายตัวลงจนสามารถเดินออกมาได้ ดวงตาสีดำขลับจับจ้องคลื่นกระไอควันดำของวิญญาณพยาบาทที่ค่อย ๆ จางหายไปหลังจากถูกลงกระบี่ผนึก


 

เขาเห็นร่างซากแห้งกรังของศพเด็กทารก อันเป็นตัวตนที่แท้จริงของวิญญาณร้ายร่วงหล่นลงมา


 

ก่อนจะ...!!


 

เสี้ยวพริบตานั้นเทียบเท่ากับความไวแสง ต้วนมู่ชิงยังไม่ทันจะตกใจกับสิ่งที่เห็นด้วยซ้ำ แต่ร่างที่รีบรุดวิ่งผ่านด้านข้างเขาไปนั้น ก็ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่าไม่ใช่ความจริง


 

ลี่ย่าหลีรีบวิ่งเข้าไปรับซากทารกนั้นก่อนจะร่วงลงมาถึงพื้น และกอดเอาไว้เสียแน่น


 

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว และเร็วมากเสียจนคนที่วิ่งถลาเข้าไปอุ้มเองยังตกใจว่าตัวเองทำไปตามสัญชาติญาณนี้ได้อย่างไร


 

ซากนั้นมีขนาดไม่เล็กแต่ก็ไม่ใหญ่ คล้ายหนังห่อหุ้มกระดูกกระดำกระด่างในท่านกอดเข่าแน่นหนา ผูกทับด้วยสายด้ายสีขาวอันเลอะไปด้วยฝุ่นเขม่าบ่งบอกถึงความเก่าได้เป็นอย่างดี ช่างเป็นภาพที่ทั้งน่าสยดสยองไปพร้อม ๆ กับชวนสังเวชใจอย่างถึงที่สุด


 

ต้วนมู่ชิงเห็นว่าลี่ย่าหลีสั่นเทาสะอึกสะอื้น ซึ่งตัวเขาไม่มั่นใจนัก ว่าน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของนางนั้นมันมาจากความเศร้าหรือความกลัวกันแน่...


 

แต่การที่ไม่ยอมปล่อยให้เด็กคนนั้นห่างจากอ้อมอก จนกระทั้งร่างแห้งกรังนั้นค่อย ๆ สลายกลายเป็นฝุ่นธุลีลอยขึ้นฟ้าไป


 

สายตาของลี่ย่าหลีก็พอเป็นตัวบอกได้ว่า อย่างน้อยคนผู้นี้ก็ไม่ได้เลวร้ายและเห็นแก่ตัวไปเสียหมด


 

ต้วนมู่ชิงลุกขึ้น ละตัวจากลี่ย่าหลีแล้วเดินตรงไปหาอวี้เหวินเฉิง


 

เขาคนนั้นยังคงยืนมองท้องฟ้า ด้วยท่าทางที่แสนสงบ เส้นผมยาวสีดำขลับพลิ้วสยายต้องแสงจันทร์ดูงดงามนัก อีกทั้งมือยังคงเกาะกุมกระบี่ขาว สายลมกวัดไกวผู่ห้อยหยกจนกระดิ่งห้อยปลายส่งเสียงดังเบาๆ น่ามองจนเผลอลืมสถานการณ์ไปชั่วครู่เลยทีเดียว


 

“ท่านพี่ขอรับ” แล้วก็เป็นอวี้เหวินเฉินที่หันมาหา เรียกต้วนมู่ชิงให้ตื่นขึ้นมาจากภวังค์ได้ชะงักนัก ร่างสูงก้าวเดินสองถึงสามก้าวก่อนจะค่อย ๆ ฟุบตัวซุกกับไหล่


 

เขากอดต้วนมู่ชิงเอาไว้หลวม ๆ


 

“ข้า...เหนื่อยขอรับ”


 

ต้วนมู่ชิงถอนหายใจ หมดแรงจะต่อต้าน ขี้เกียจจะเถียงแล้วด้วย แต่จะปล่อยให้คนที่ออกแรงต่อสู้ให้ร่วงกับพื้นก็ใช่ที่ (ถึงจริง ๆ จะอ้อยอิ่งเป็นพิธีก่อนจัดการก็เถอะ) เขาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก เลยตามเลยปล่อยให้อวี้เหวินเฉิงกอดไปโดยไม่ขัดขืน คิดเสียว่าเป็นรางวัลให้คนขี้อ้อน


 

“ชมข้าหน่อยได้ไหมขอรับ?” อวี้เหวินเฉิงหลับตาลง กอดต้วนมู่ชิงแน่นขึ้นเล็กน้อย ไม่ได้ใส่ใจลี่ย่าหลีเลยสักนิด...เพราะอันที่จริง ในสายตาคงมองผู้หญิงคนน้นตัวแถมมาแต่ต้นอยู่แล้วด้วยซ้ำ...อวี้เหวินเฉิงหนอ อวี้เหวินเฉิง ช่างเป็นเด็กที่ใจร้ายเหลือเกิน


 

เสียงถอนหายใจหนึ่งดังขึ้นมาอย่างนึกเอ็นดูระคนปลง


 

“เจ้า...ทำได้ดีมาก” ต้วนมู่ชิงว่า ฝ่ามือลูบหลังอวี้เหวินเฉิงเบา ๆ ยอมให้เป็นฟูกมนุษย์ให้อีกฝ่ายได้พักผ่อน


 

ลมหายใจเบาบางพ่นออกมา ร่างสูงโปร่งค่อย ๆ หลับลงอย่างเชื่องช้า ต้วนมู่ชิงได้แต่นึกขำกับอาการนั้น ปกติแล้วคนอนไม่เลือกที่ควรเป็นเขา หากแต่อีกฝ่ายกลับเป็นแย่งบทนี้ไปก่อนเสียได้


 

เมื่อหลับไปแล้วก็ช่วยไม่ได้ ให้พักสักหน่อยก่อนค่อยไปถามเหตุผลของทุก ๆ อย่างเอาทีหลังล่ะกัน


 

เพราะอย่างไรเสียเขาก็มั่นใจได้ ว่าคนอย่างอวี้เหวินเฉิงที่ช่วยปกป้องตนจนสุดความสามารถคนนี้จะไม่หนี จะไม่บ่ายเบี่ยงและคง...คงไม่ได้มีเจตนาร้ายใดๆ กับเขาเป็นแน่


 

เขาเชื่อเช่นนั้น

 

**********

 

ไอควันมืดถูกสายลมพัดขึ้นฟ้าไปหนึ่งครั้ง ล่องลอยไปตามกระแสที่หมุนวน การลงกระบี่เสวี่ยเหลียนได้ปลดปล่อยจิตวิญญาณที่ถูกกักขัง เด็กน้อยสลัดทิ้งซึ่งความแค้นความพยาบาทกลับไปสู่ที่ที่ควรจะอยู่ ได้คืนสู่วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดอีกครั้ง


 

หากแต่สิ่งไม่ดีนั้นย่อมไม่ดี แม้วิญญาณดวงน้อยจะตัดขาดซึ่งความพยาบาทแล้ว แต่คุณไสย์ที่ถูกปลดปล่อยย่อมไร้แหล่งสิงสู่ เมื่อเป็นอิสระมันย่อมกลับคืนสู่ตัวผู้ปลดปล่อย


 

แก้วอัญมณีนั้นถูกพังทลายอีกครั้ง!


 

แว่วเสียงกระอักเลือดดังขึ้น ไสย์ดำย้อนกลับเข้าหาตัวจนตีธาตุที่อยู่ในกายให้ปะทุ คนผู้นั้นรีบละตัวออกจากแท่นพิธีกรรมคว้าแก้วอัญมณีที่แตกร้าวนั้นไว้ กำแน่นจนเลือดซึมไหล ปลดปล่อยความทรมานทั้งหมดใส่ลงไปในนั้น ย้อมแก้วใสให้เป็นสีแดงคล้ำจนดำสนิท


 

ลมหายใจหอบหนักทรมานค่อยๆ ปรับจนกลับมาเป็นดังเดิม ผลึกแก้วนั้นแหลกละเอียดเป็นผง ร่วงลงเป็นในกระบะ รวมเป็นทราย...


 

หรือก็คือทรายในกระบะนั้นทั้งหมด ก็คือแก้วอัญมณีเหล่านั้นนั่นเอง


 

เจ้าตัวจะค่อย ๆ ยกมือปาดเช็ดเลือดที่มุมปาก ทั้งดวงตา ทั้งสีหน้านั้น คล้ายจะเคืองแค้นเป็นอย่างมาก


 

วิญญาณพยายาทที่สร้างมากับมือถูกทำลายไปหนึ่งตนไม่ว่ายังถูกดักทาง ตีคุณไสย์กลับคืนมาอีก ด้วยกลิ่นอายวิชาที่ช่างคุ้นเคย ราวกับเป็นคนเดียวกับที่ท้ารบมาเมื่อวันก่อน


 

คนผู้นั้นไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าเจ้าของพลังนั้นคือใคร กลิ่นอายเร้นลึกเสียจนตามตัวพบ ไม่อาจระบุตัวตนได้ คล้ายกับการซ่อนเข็มท่ามกลางป่ารก อยากหาก็ไม่มีทางเจอ เว้นเสียเจ้าตัวต้องการจะทำให้หาเจอ


 

เหตุผลเช่นนั้นยิ่งทำให้รู้สึกไม่ใคร่พึงพอใจเป็นเท่าทวี


 

เสียงไอโขลกจนตัวโยนดังขึ้นอีกครั้ง ก่อนจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อใหร่างกายฟื้นตัว แผนการณ์ทุกอย่างผิดพลาด หากแต่ไม่ว่าอย่างไรแล้วต้องรีบเร่งหาตัวมันผู้นั้นให้พบก่อนที่อะไร ๆ จะสายเกินไป


 

ใช่...


 

มันผู้นั้น ไม่ว่าจะเป็นใคร หากแต่นั่นคืออันตรายที่แอบซ่อนอยู่ในวังอย่างแท้จริง!

 

**********

 

 

พอส่งสานส์กลับไปว่าทุกอย่างเสร็จสิ้น จื่อเหยาก็จัดการทุกอย่างรวดเร็วเป็นยิ่งนัก...


 

กำลังคนเอย การจัดการกับสถานที่เอย รวมถึงการช่วยเหลือคนรับใช้ในตำหนักเองก็ด้วย ขนาดลี่ย่าหลียังมีหมอหลวงมารักษาบาดแผลตามร่างกายเป็นที่เรียบร้อย ทุกอย่างเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบไปหมด หากแต่สมบูรณ์แบบในแง่ไหนนั้นล้วนเป็นความลับที่มีแค่เพียงคนสั่งงานและคนทำงานเท่านั้นที่จะรู้


 

แต่โดยรวมแล้วทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งที่จื่อเหยาถนัด นั่นคือการจัดการคนอย่างไรให้แนบเนียนที่สุด


 

ชายหนุ่มนั่งไหวพัดในมือ มองสภาพของเด็กน้อยทั้งสองด้วยสีหน้ากึ่งจะขำกึ่งจะเอ็นดู “มอมแมมเชียวนะพวกเจ้า หมดสภาพฉายาเหม่ยเหรินเชียว”


 

“พายุฝน...ไม่มอมแมมข้าก็ไม่รู้จะกล่าวอย่างไร” ต้วนมู่ชิงโอดใส่คนแซว หน้ามุ่ยเล็กน้อยระหว่างซับหน้าซับตาตัวเองด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น


 

“เอาเถิด วันนี้ก็เหนื่อยมากแล้ว...ไปอาบน้ำอาบท่าเตรียมตัวนอนเถิด คืนนี้ก็ค้างเสียที่นี่แหละ อยากนอนเต็มแก่แล้วล่ะซิ” จื่อเหยามองคนทั้งสองเล็กน้อยก่อนจะปัดมือไล่ ๆ ให้ลุกขึ้นไป ซึ่งแน่นอนเลยว่าคนติดหมอนอย่างต้วนมู่ชิง พอได้ยินคำว่านอน...ก็ตอบรับอย่างว่าง่ายทันที


 

“ท่านพี่ไปอาบก่อนเถิดขอรับ ข้าอยากคุยสรุปงานกับเสียนเฟยอีกสักหน่อย” อวี้เหวินเฉิงว่า มองต้วนมู่ชิงเล็กน้อย พยักหน้าให้คล้ายจะบอกว่าหลังจากนี้จะมาคุยด้วยแน่นอน


 

ซึ่งต่อให้ต้วนมู่ชิงจะอ่านใจคนไม่ออก แต่ส่งสายตามาอย่างนั้นไม่เข้าใจก็จัดได้ว่าซื่อบื้อเกินทนแล้วล่ะ อีกอย่างหนึ่ง เขาเองอยู่ตรงนี้ก็ใช่ว่าจะรู้เรื่องมากเสียที่ไหน กิจกรรมวันนี้เขามีแต่ไหลตามน้ำตามอวี้เหวินเฉิงไปท่าเดียว แทบเหมือนตัวประกอบฉากจดบันทึกคุณงามความดีด้วยซ้ำ


 

สรุปคือ...เจ้าทำงานต่อไปละกันนะ ข้าจะไปพักผ่อนล่ะ โชคดีนะอาเฉิง!


 

พอคิดได้ดังนั้นต้วนมู่ชิงโบกมือเล็กน้อย แล้วเดินไปออกจากห้อง โดยมีสายตาของอวี้เหวินเฉิงตามไป


 

“ยิ้มน้อย...ยิ้มใหญ่...สายตามีความสุข” เสียงอ่อนหวานของเสียนเฟยคนงามเอ่ย พลางโบกด้ามพัดเป็นจังหวะตามคำพูด ซึ่งมันอาจจะดูงดงามถ้าไม่ใช่การกระแซะแซวเด็ก “เจ้าทำราวกับมีปิศาจเด็กดีมาสิงร่าง ข้าขอถามอย่างตรงไปตรงมามีอะไรดีๆ เกิดขึ้นระหว่างที่ข้าให้เจ้าไปทำงานอย่างงั้นหรือเหวินเฉิง?”


 

“ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ” อวี้เหวินเฉิงคิ้วขมวด กอดอกแล้วจ้องหน้าของจื่อเหยา “ท่านพี่แค่รู้แล้วว่าข้าเป็นผู้ฝึกวิชา...มันก็เท่านั้น”


 

“หืม....?” พอได้ยินดังนั้นจื่อเหยาก็หยุดมือลง หรี่ตาคล้ายจะสงสัย หากแต่ก็ไม่ได้ว่าความอะไรมากมายนัก “แบบนั้นมันผิดสัญญากับพี่เจ้าไม่ใช่หรือไร”


 

“คนนี้เป็นข้อยกเว้น” อวี้เหวินเฉิงตอบแทบจะทันที เขาพ่นหายใจออกมายามที่คิดถึงข้อตกลงของตัวเองกับพี่ชายก่อนจะเข้ามาสืบในวัง “ช่างเถอะ ท่านพี่น่ะไว้ใจได้ อีกอย่าง หากมีปัญหาหลังจากนี้จริงๆ ข้าจะไปคุยด้วยตัวเอง ไม่ให้เดือดร้อนมาถึงเจ้า”


 

พอได้ยินอวี้เหวินเฉิงตอบออกมาด้วยสีหน้าและท่าทางมั่นอกมั่นใจเช่นนั้นแล้ว จื่อเหยาก็ได้แต่ส่ายหน้า เสียงหวานครางฮือในลำคอคล้ายครุ่นคิด “ข้าจะไม่ช่วยเจ้าออกหน้านะ ถ้าเจ้าทำเขาโกรธ”


 

“ข้าก็ไม่หวังจะให้เจ้าช่วยอยู่แล้ว” อวี้เหวินเฉิงตอบทันที ด้วยสีหน้าที่ไม่น่ารักเอาเสียเลย


 

“อ้อนข้าหน่อยก็ได้นะ เห็นแล้วใจเจ็บไปหมด คิดถึงอาเฉิงตัวน้อยวัยห้าขวบจัง” จื่อเหยาว่า


 

“เอาล่ะกลับมาประเด็นงานเถอะ” อวี้เหวินเฉิงตัดอย่างไร้เยื่อใย


 

คนทั้งคู่สบตากันเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบา ๆ พร้อมกัน

 

เอาล่ะะะะะะะะ จะเป็นยังไงต่อไปดีนะคะะะะ 555555555555555555555555

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 331 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #649 sakura17 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 23:09
    ไม่ใช่ว่าพี่ชายเหวินเฉิงที่ว่าก็คือฮ่องเต้หรอกนะ555
    #649
    1
    • #649-1 jieun28(จากตอนที่ 25)
      29 เมษายน 2564 / 02:33
      เตงคะ คิดเหมือนกันเลย;-;
      #649-1
  2. #494 dewwiizodiac (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 19:51
    อ้อนเชียวนะ
    #494
    0
  3. #290 FiPp (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 27 สิงหาคม 2562 / 15:25
    มีความรู้สึกว่าน้องต้องเกี่ยวกับฮ่องเต้ -0-
    #290
    0
  4. #249 wuddyy (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 14:39
    แล้วๆๆๆๆๆ
    #249
    0
  5. #171 Chatchaann1 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 13:53

    อี้เหวินเฉิง ต้องเป็นน้องชาย คนที่ยิ่งใหญ่มากๆๆๆๆๆๆ


    เดาว่าฮ่องเต้ เพราะถ้าเป็นพี่ น้องเข้ามาฝึกเป็นสนมคงไม่มีปัญหา

    #171
    0
  6. #170 Pissuda627 (จากตอนที่ 25)
    วันที่ 2 สิงหาคม 2562 / 09:10
    ผ่านไปอีกเรื่อง รอปมต่อไป><
    #170
    0