[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 23 : ตอนที่ 6 จิตวิญญาณคือสิ่งที่ซื่อตรงเสมอ (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 363 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

“ใช่” คนผู้นั้นตอบออกมา ความมืดมิดในห้องนั้นทำให้เห็นหน้าได้ไม่อย่างชัดเจนนัก ร่างโปร่งย่อตัวลงเล็กน้อยระดับประจันหน้ากับหลิวเซี่ย ท่ามกลางเสียงลมฝนที่กำลังจะตกมาอีกครั้ง

 

“ยังจำข้าได้อยู่หรือ แม่นางหลิว?”

 

หลิวเซี่ยสะอึก ดวงตาคู่สวยเคลื่อนหลบ ใจจริงอยากโต้เถียงอย่างเหลือเกินว่าใครมันจะไปลืมได้ลงในเมื่อนางเคยบากหน้ามาเพื่อนำใบเบิกทางให้ทำร้ายเด็กตาดำๆ ถึงสองครั้งสองคราว

 

“จ...จำ...จำได้เจ้าค่ะ” หลิวเซี่ยเอ่ยตอบ นางค่อยๆ ผงกหัวขึ้นอย่างประหวั่นใจถึงอันตราย เพราะนางรู้ดีว่าบุคคลผู้นี้เป็นคนอันตรายแค่ไหน การที่ถูกลักพาตัวมายังที่แห่งนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องดีงามอย่างชวนจิบน้ำชากินขนมหวานเป็นแน่

 

“เช่นนั้นคงจำได้หรือไม่ ว่าข้า...ไม่ใช่คนที่จะใช้วิชาตัวเองช่วยเหลือใครโดยไม่ได้รับผลประโยชน์” เจ้าของเสียงพูด ยิ่งทำให้หลิวเซี่ยกลัวกว่าเดิม ทว่าด้วยสภาพร่างกายที่โดนสกัดการเคลื่อนไหว นางไม่อาจจะกระดิกกระเดี้ยวไปได้มากกว่านี้

 

“ท่านก็ได้รับไปแล้วไม่ใช่หรือ”

 

“เงินตราซื้อทุกสิ่งมิได้หรอกหนา แม่นางหลิว” ผู้นั้นตอบยียวนอย่างระรื่น ทว่ามือที่จับกรามของหลิวเซี่ยอยู่นั้นช่างรุนแรงขัดกับน้ำเสียงพูดยิ่ง “สิ่งที่ข้าต้องการ มิใช่เงิน ทว่าคือวิญญาณของเด็กผู้นั้น และเจ้า ทำให้ข้ามิอาจได้วิญญาณนั้นมาได้”

 

หลิวเซี่ยเห็นวิญญาณเด็กวิ่งโฉบไปโฉบมาผ่านจากหางตาครู่หนึ่ง เสียงหัวเราะคิกคักนั้นช่างดังก้องจนแสบหูราวกับมีดที่กรีดลึก

 

พลันหลิวเซี่ยก็กระจ่างใจ ว่าเหตุใด ‘คนผู้นี้’ จึงได้ช่วยเหลือในการทำบาปฆ่าแกงเด็กทารกได้อย่างเต็มใจนัก

 

“ที่แท้ท่านก็...”

 

ต้องการลูกของลี่ย่าหลีเป็นวิญญาณบริวาร

 

หลิวเซี่ยไม่อาจจะพูดประโยคถัดไปได้เพราะหัวใจที่เต้นระรัวจนบีบแน่นในอก พอรู้แจ้งในสิ่งที่ทำผิดพลาดลงไป นางถึงกับเรียบเรียงสติไม่ถูก

 

“ทำ...ทำ...ไม” เพราะกรามถูกบีบเค้น หลิวเซี่ยจึงพูดออกมาได้ลำบาก ดวงตาเหลือบมองวิญญาณเด็กนั้น ร่างเล็กหัวเราะอย่างถูกใจคล้ายเห็นการละเล่นน่าสนุก

 

“ยังอยู่อีก...ไปทำงานได้แล้ว” คนผู้นั้นไล่ ส่งผลให้วิญญาเด็กน้อยชะงักกึกเบะปากอยากร้องไห้ไม่ต่างจากเด็กถูกดุ

 

“อยากถูกลงโทษรึ?”

 

เด็กร้องก่อนจะหายวับไปทันที

 

“เจ้าให้...เด็กคนนั้นไปไหน” หลิวเซี่ยออกเสียงรอดไรฟัน กระเสือกกระสนตัวเองให้หลุดพ้นจากการสกัดจุดเท่าที่คนธรรมดาอย่างนางจะทำได้

 

“ข้าจำเป็นต้องตอบเจ้าด้วยหรือ โธ่...แม่นางหลิว เจ้าก็น่าจะรู้...” คนผู้นั้นหรี่ตาลงเล็กน้อย บีบกรามหลิวเซี่ยแรงขึ้น แต่ทว่าไม่กี่อึดใจก็รีบสลัดมือปล่อยอย่างรวดเร็วจนร่างหญิงสาวล้มไปกองกับพื้น กระไอรุนแรงบางอย่างกำลังพุ่งมาทางนี้

 

ได้แต่อยากลิ้นเดาะด้วยความขัดใจ เสี้ยวพริบตานั้นร่างของคนผู้นั้นก็พลันหายไปทันที เพราะรู้ดีว่าตนไม่มีวันเอาชนะเจ้าของนกแสงตัวนั้นได้อย่างแน่นอน

 

“รอดไปนะ”

 

ทิ้งเสียงนั้นเอาไว้ก่อนหายไป หลงเหลือเพียงแค่ร่างที่ไม่อาจขยับตัวได้ของหลิวเซี่ย

 

บาดแผลที่หัวของหญิงสาวยังไม่หายดี และการร่วงไปกับพื้นเมื่อครู่ก็กระแทกซ้ำจนปากแผลเปิดอีกครั้ง เลือดเริ่มซึมไหลออกมาจนปวดหนึบไปหมด ความมืดเริ่มกลืนกินคล้ายกำลังจะล่องลอยไปยังทิศแห่งใดแห่งหนึ่ง

 

จวบจนกระทั้งแสงสว่างจางๆ แสงหนึ่งบิดผ่านเข้ามาจากทางหน้าต่าง

 

หลิวเซี่ยจึงได้รู้สึกถึงความอบอุ่นอีกครั้ง...

 

“โปรด...ช่วย...น้องหลี...ด้วย”

 

...

...

 

“ไม่ต้องกังวลขอรับ นางแค่สลบไป” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยขึ้นมา หลังจากที่ตามนกแสงมาพบกับร่างของหลิวเซี่ยนอนหมดสติพร้อมกับคำพูดสุดท้าย

 

ริ้วประกายแสงของเจ้านกนั้นมันทำให้เขามองเห็นถึงบรรยากาศโดยรวม สถานที่พวกเขาอยู่ตอนนี้คือโรงเก็บของหลังเล็กซึ่งไม่ได้ใช้งานมานานนัก ฝุ่นเก่าเกรอะกัง มีซากข้าวของวางรกระเกะระกะโดยรอบ

 

“อาเฉิง...อาการบาดเจ็บของนางเป็นอย่างไรบ้าง?” ต้วนมู่ชิงเอ่ยถาม แต่จังหวะเอื้อมมือไปแตะสำรวจอาการหลิวเซี่ยนั่นเอง อวี้เหวินเฉิงกลับคว้ามือของเขาเอาไว้อย่างรวดเร็ว พร้อมคลี่ยิ้มที่แสนจะเดาใจยากให้เสียอย่างนั้น เล่นเอางงไปหมด

 

“ท่านพี่ไม่จำเป็นต้องสัมผัสนางหรอกขอรับ อืม...ท่านให้ข้า...เป็นผู้จัดการเถิด” อวี้เหวินเฉิงว่า กุมมือของต้วนมู่ชิงเอาไว้ สีหน้าเหมือนไม่อยากให้เขาจับตัวของหลิวเซี่ยสักเท่าไรนัก เหมือนหมาเวลาเจ้าของจะไปลูบหัวหมาตัวอื่น...อะไรแบบนั้นเลย

 

แต่พอลองคิดสักพักก็เริ่มกระจ่างใจ การจับตัวคนบาดเจ็บสุ่มสี่สุ่มห้าทั้งที่ไม่รู้วิธีปฐมพยาบาลมันก็ไม่ดีจริงๆ นั่นล่ะนะ!

 

น้องข้านี่ช่างรอบคอบเสียจริง! -- ต้วนมู่ชิงได้แต่รู้สึกเช่นนี้ พยักหน้ากับตัวเองชื่นชมน้องด้วยใจอันใสซื่อ

 

เมื่อเห็นว่าต้วนมู่ชิงเลิกยุ่งกับหลิวเซี่ยแล้ว อวี้เหวินเฉิงก็ถอนหายใจเหมือนโล่งอก เขารีบจัดการห้ามเลือดที่ปากแผลและปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้อย่างคล่องแคล่ว

 

ทั้งคู่ก็หันมาปรึกษาหารือกัน

 

“ท่านพี่บอกว่าได้ยินเสียงวิญญาณเด็กใช่ไหมขอรับ?” อวี้เหวินเฉิงเอ่ย สีหน้าครุ่นคิดกับตัวเอง

 

ส่วนต้วนมู่ชิงก็พยักหน้า ระลึกถึงเสียงเล็กๆ นั้นไปด้วย “เสียงเด็กเล็กน่ะ”

 

“ทำไมหรืออาเฉิง...?” ต้วนมู่ชิงเอ่ยถาม ทว่าสิ่งที่อวี้เหวินเฉินทำกลับเป็นแค่รอยยิ้มเล็กๆ ให้เท่านั้น และมันยิ่งทำให้ต้วนมู่ชิงมีอาการงุ่นงงสงสัยมากกว่าเดิม

 

“วิญญาณเด็กมีความบริสุทธิ์สูงขอรับ ยิ่งเป็นเด็กทารกที่ยังมีอารมณ์ไม่ซับซ้อนเหมือนผู้ใหญ่ ความแค้นจะยิ่งบริสุทธิ์ เพราะพวกมันจะรู้จักแค่อารมณ์ความรู้สึกเดียวเท่านั้น ประมาณว่ารักก็รัก เกลียดก็เกลียด ไม่มีความเห็นใจหรือปัจจัยอื่นแทรก” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยเรียบๆ อธิบายและจำแนกพฤติกรรมของชนิดวิญญาณอย่างคล่องแคล่วราวกับกินตำราลงท้อง

 

“เมื่อเป็นเช่นนั้น หากเราจะทำตามคำขอของแม่นางหลิว...มันมีความเสี่ยงที่จะเจออันตรายสูงขอรับ” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยพูดตรงๆ โดยสิ่งที่เขาพูดนั้นมันไม่ใช่คำขู่แต่เป็นคำถาม ถามว่าห่วงในความปลอดภัยไหมแน่นอนว่าเป็นห่วงมาก ทว่าการคลุกคลีมาสักระยะก็พอรู้ว่าต้วนมู่ชิงเป็นคนอย่างไร เขาจึงไม่อยากจะยัดเยียดความห่วงใยของตัวเองให้มากจนเกินงาม

 

เขาไม่อยากให้อีกคนคลาดสายตา แต่หากอีกฝ่ายไม่อยากไปเขาจะไม่บังคับและพร้อมจะเคารพการตัดสินใจ เพราะไม่ว่าจะเลือกทางใด อวี้เหวินเฉิงก็ย่อมเต็มใจที่จะปกป้องอีกฝ่ายอยู่แล้ว

 

“ข้าจะไปกับเจ้า....” แล้วต้วนมู่ชิงก็ตอบทันพร้อมกับดันไหล่อวี้เหวินเฉิงให้ออกไปด้านนอกด้วยกัน และจัดการปิดประตูเรือนหลังเล็กเสร็จสรรพ “เพราะอันตรายนั่นแหละข้าถึงได้อยากไปกับเจ้า ข้าเป็นห่วงเจ้า ข้าประเมินตัวเองได้ และจะไม่กระทำตัวให้เป็นภาระ ข้าสัญญา”

 

“ท่านพี่...ข้าเข้าใจแล้วขอรับ” อวี้เหวินเฉิงพูดพึมพำพยักหน้ารับเล็กน้อย ส่วนหนึ่งในใจก็กะเอาไว้แล้ว คนชอบทำตัวเป็นวีรบุรุษเช่นนี้ต้องตอบเป็นอย่างนี้ แต่อีกเสี้ยวหนึ่งในใจก็แอบ...ดีใจนิดๆ ที่เขาบอกว่าห่วง

 

ถึงจะไม่ได้แสดงออกทางสีหน้าเลยก็เถอะ

 

“เรื่องแม่นางหลิวเอง ท่านพี่อย่าได้ห่วง ข้าจะให้พยนต์ของเสียนเฟยคอยคุ้มกันให้ขอรับ” พูดจบก็หันไปมองนกแสงตัวนั้นพยักหน้าให้มันหนึ่งครั้งก่อนรวบเอวต้วนมู่ชิงเข้าหาอุ้มวิ่งไปเลย ไม่ทั้งขออนุญาตหรือรอให้ปฏิเสธ ไวขนาดที่เจ้าตัวคนโดนอุ้มจะหวีดร้องยังทำไม่ทันเลยด้วยซ้ำ

 

ก็ได้แต่ต้องปล่อยเลยตามเลยแบบนี้ใช่ไหม! แต่ก็เอาเถอะ ไม่ต้องออกแรงวิ่ง สบายดีเหมือนกัน –

 

แต่ใดๆ แล้วสำหรับต้วนมู่ชิง เขาก็ตัดบทด้วยความขี้เกียจเหมือนเดิมจนได้

 

**********

 

ทั้งสองคนใช้เวลาไม่นานในการเดินทางมาถึงตำหนักเสวี่ยนอู่ ความไวของผู้ฝึกวิชาเช่นอวี้เหวินเฉิงย่อมย่นระยะเวลาได้เป็นอย่างดี แม้จะลดระดับความความไวฝีเท้า เพื่อไม่ให้ต้วนมู่ชิงเอะใจสงสัยไปแล้วก็เถอะ

 

พวกเขานั้นใช้ต้นไม้ใหญ่ไม่ไกลตำหนักเพื่อเป็นจุดสำรวจความเป็นไปด้านในจากมุมสูง แต่ทว่าสิ่งที่เห็นก็เต็มไปด้วยความเงียบงัน ไร้ซึ่งสรรพเสียงใดๆ ให้ได้ยิน ราวกับที่รกร้าง

 

ต้วนมู่ชิงเลิกคิ้ว พลันหันกลับไปมองหน้าอวี้เหวินเฉิง “ไม่มีอะไรเลย”

 

“เพราะไม่มีอะไร เลยน่ากังวลขอรับ” อวี้เหวินเฉิงหรี่ตาลงเล็กน้อย ค่อยๆ กดหัวของต้วนมู่ชิงลงเพื่อให้เร้นกายไปกับเงาต้นไม้ “มันเงียบ...ผิดปกติจนเกินไปขอรับ ไร้สิ่งใดเช่นนี้ ข้าเกรงว่ามันจะผิดวิสัยของสถานที่ซึ่งมีมนุษย์อยู่เกินไป”

 

ต้วนมู่ชิงพยักหน้า เข้าใจในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดและเริ่มที่จะขยับตัวเล็กน้อย

 

“เช่นนั้น...เราควร...”

 

“ท่านพี่อย่าเพิ่งเคลื่อนไหวขอรับ ข้าว่าเราควรเฝ้าระวังก่อน...”

 

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไรจบ อวี้เหวินเฉิงก็รวบตัวต้วนมู่ชิงเอาไว้จนแนบชิด พาให้เลิกลั่กสุดใจกับอ้อมแขนที่อยู่ๆ ก็เข้ามาสัมผัส ริมฝีปากอ้าออกแล้วหุบลงไปมาสองถึงสามรอบ เกร็งจนเผลอกำมือตัวเองแน่นขึ้น อาการเขินอายที่ไม่รู้ไปรวบยอดมาจากไหน ตีขึ้นหน้าทั้งที่ถึงเนื้อถึงตัวกันมานักต่อนักแล้วแท้ๆ

 

“อา...” แต่ทว่าสีหน้าของคนข้างตัวกลับดูจริงจังมาก อยากถามสักแค่ไหนก็ไม่กล้าทักท้วงอะไร ไม่นานนักต้วนมู่ชิงเริ่มสงบใจ เลิกเขินและตั้งสติจนสังเกตเห็นถึงบางสิ่งที่ตนค้างคาใจ

 

ค่ำคืนนี้ก็มีหลายเรื่องเกิดขึ้นมากเกินกว่าที่จะปิดหูปิดตาว่าอวี้เหวินเฉิงสามารถสัมผัสถึงอะไรบางอย่างที่เขาไม่สามารถล่วงรู้ได้...มันคืออะไรบางสิ่งซึ่ง ‘คนธรรมดา’ ไม่อาจจะเข้าถึง ต่อให้ไม่ใช่อิลูกช่างแงะ แต่เขาก็เป็นคนขี้เกียจที่ช่างสังเกตมากพอ

 

หากข้อสัญนิฐานของเขาเป็นจริง...คนเช่นนี้ไม่น่ามาสนม ควรจะมีอิสระท่ามกลางโลกภายนอก ในงานอันแสนมีเกียรติสิ

 

ฝ่ามือเอื้อมแตะที่แก้มคนข้างตัว ต้วนมู่ชิงจับจ้องใบหน้า ดวงตาสองคู่สบประสาน

 

และในยามที่เขาเปิดปากพูดนั้น ก็ทำให้เห็นถึงความงุ่นงงปะปนกับความตกใจจากอวี้เหวินเฉิงเป็นครั้งแรก

 

“เจ้า...ไม่ใช่คนธรรมดาสินะ?”

 

“ท่านพี่...ข้าน่ะ...”

 

แต่แทนที่จะได้คำตอบอะไร อวี้เหวินเฉิงก็รีบคว้าตัวต้วนมู่ชิงเอาไว้แนบแน่นกว่าเดิมพร้อมพาโดดจากต้นไม้รวดเดียวถึงหลังคาตำหนักเสวี่ยนอู่

 

เพราะอยู่ดีๆ กิ่งไม้ใหญ่ที่คนทั้งสองใช้เป็นแหล่งหลบซ่อนนั้นก็หักโค่นลงมา!

 

ต้วนมู่ชิงเลิกลักใจ กำเสื้อของอวี้เหวินเฉิงเอาไว้แน่น “อาเฉิง...?”

 

“มันไหวตนได้แล้วขอรับ”

 

และสิ้นคำของอวี้เหวินเฉินนั้นเอง ทั้งสองคนก็พยักหน้าส่งสัญญาณ พวกเขาพร้อมใจกันปัดประเด็นที่คุยกันเมื่อครู่ไว้จัดการทีหลัง แล้วเร่งรีบเข้าไปในตำหนักเสวี่ยอู่โดยเร็วที่สุดด้วย

 

เพราะรู้ดีว่าตอนนี้อะไรสำคัญที่สุด!

 

ภายในตำหนักเสวี่ยอู่ช่างแสนเงียบเฉียบสมดังคำที่ว่า ไร้ซึ่งสรรพเสียง เพราะมันไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย สายลมพัด กระไอสายฝน ทุกอย่างที่ควรมีล้วนไม่มีราวกับถูกม่านหมอกตัดขาดจากโลก ไม่ว่าต้วนมู่ชิงจะเดินไปทางไหน ล้วนพบแต่ร่างที่หลับไหลไร้ซึ่งสติของนางกำนัล

 

ชายหนุ่มย่อตัวลงเล็กน้อย หลังมืออังกับจมูกของนางกำนัลคนหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้มือที่สุด

 

“แค่สลบอยู่” เขาพูดพลางพ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่งใจ ต้วนมู่ชิงลุกขึ้นมา เหลียวมองอวี้เหวินเฉิงซึ่งเดินตามมาด้านหลังก็เลิกลั่ก กลัวตัวเองเป็นตัวถ่วงอยู่ไม่น้อย เพราะเหมือนความกากของตัวเองกำลังทำให้อีกฝ่ายเป็นห่วง

 

“ไม่ต้องตามข้าขนาดนั้นก็ได้ อาเฉิง เจ้าไปสำรวจทางนู้นไป”

 

อวี้เหวินเฉิงส่ายหน้า สีหน้าหนักแน่นมาก จนต้วนมู่ชิงนึกอยากทดลองอะไรบางอย่างดู

 

เขาก้าวไปซ้ายก็จะไปซ้าย เขาก้าวไปขวาก็จะไปขวา...จะว่าเอ็นดูก็เอ็นดูจะว่าเหนื่อยใจก็เหนื่อยใจ

 

“ข้าไม่เป็นตัวถ่วงเจ้าหรอก”

 

อวี้เหวินเฉิงยิ่งส่ายหน้ากว่าเดิม คล้ายจะตอกย้ำว่าตัวเองจะไม่ปล่อยต้วนมู่ชิงห่างกายแน่ๆ

 

“ส่ายหน้างั้น...คือเจ้ากำลังบอกว่าข้าเป็นตัวถ่วง...?”

 

แล้วนั่นก็เป็นอีกครั้งที่อวี้เหวินเฉิงส่ายหน้าแรงกว่าทุกที แถมสีหน้าเหมือนออกจะ...ตกอกตกใจด้วยซ้ำที่โดนเข้าใจผิดเช่นนั้น

 

แหย่สนุกดีแหะ

 

ชายหนุ่มยกชายแขนเสื้อขึ้นมาปิดปากเล็กน้อย แม้สถาณการณ์ไม่เหมาะสมแต่ก็อดไม่ได้ที่จะขำ ต้วนมู่ชิงต้องสูดลมหายใจเข้าหลายๆ ที อึ๊บเข้าไว้เพื่อมีสมาธิกับงานในตอนนี้ ต่อให้ลี่ย่าหลีเป็นบุคคลที่ไม่ค่อยเชิญชวนให้อยากช่วยเท่าไร

 

แต่เขาก็ไม่อยากให้มีปัญหาตามาทีหลัง

 

พวกเขาทั้งคู่เดินไปพลางสำรวจความปลอดภัยของเส้นทางไปด้วย เพราะอวี้เหวินเฉิงบอกว่า ‘มันไหวตัวทันแล้ว’ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไม ‘มัน’ ที่ว่าถึงได้ยังไม่จู่โจม ปล่อยให้ยืนยิงมุกใส่กันได้ตั้งนานสองนาน

 

ราวกับว่า...เรื่องการบุกรุกของพวกเขาไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร หรือไม่อย่างนั้น อีกสักสองสามพริบตา อาจจะมีจังหวะบรรลัยๆ อย่าง สงบอยู่ดีๆ ก็มีเสียงกรีดร้องออกมาก็ได้ เหมือนเรื่องเล่าผีราคาถูกที่เขาชอบอ่านบ่อยๆ อย่างไร...

 

ล่ะ...

 

“อย่าเข้ามานะ!!”

 

ไม่ทันที่ความคิดของต้วนมู่ชิงจะจบลง เสียงหวีดร้องด้วยความหวาดกลัวก็แผดลั่น อีกทั้งยังปะปนไปกับเสียงแหลมสูงจนแสบแก้วหูราวกับไม่ใช่เสียงมนุษย์อีกด้วย!!

 

ต้วนมู่ชิงรีบดึงมือคนข้างตัวให้วิ่งไปทางต้นเสียง ซึ่งอยู่ทางตำหนักด้านในสุดทันทีด้วยความรีบร้อน

 

จะเรียกว่าจังหวะนรกดี หรือพูดไม่ทันขาดคำดีเนี่ย พูดถึงปัญหา ปัญหาก็มา บ้าบอ!

 

 

อาาาาา กลายเป็นว่าอัพสัปดาห์ละตอนไปแล้วค่ะช่วงนี้ ฮือออออ ไรท์ต้องผ่านพ้นช่วงมรสุมงานให้ได้ค่ะ อย่าเพิ่งทิ้งเรากันนะคะ ฮืออออออออ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 363 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #647 sakura17 (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 22:59
    หลิวเซี่ยรักน้องผิดวิธีอะ
    #647
    0
  2. #492 dewwiizodiac (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 17:37
    หนูจะขี้เกียจคิดจนาดนี้ไม่ได้นะลูกกกกกก
    #492
    0
  3. #443 Ppillow_ (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 00:33
    จะอยู่กับคูมไรท์ไปจนจบเรื่องเลยคับ
    #443
    0
  4. #387 7pm_uay (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 22 กันยายน 2562 / 01:46
    สู้ๆค่า
    #387
    0
  5. #259 ZiRbuT (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 20:49
    กลัวแล้วววว
    #259
    0
  6. #247 wuddyy (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 14:26
    เรื่องนี้ดีมากกกก
    #247
    0
  7. #165 S-litch (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 22:45
    สู้ๆนะไรต์
    #165
    0
  8. #164 Baeky_CY (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 / 11:39

    ยัยสนม3นี่มันนังสารเลวโครตโง่ที่มีแต่คนรักคนตายแทนได้จริงๆ
    #164
    0
  9. #161 Deffy-Deefey (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 22:12

    ไม่ทิ้งค่า จะรอนะคะ
    สู้ๆค่ะไรเตอร์!
    #161
    0
  10. #160 นัท (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 20:25

    สู้ๆนะไรท์ เรายังรอตามอ่านเสมอ ¢^3^]

    #160
    0
  11. #159 spong.ka (จากตอนที่ 23)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 / 17:40

    รอต่อ รอลุ้นค่า
    #159
    0