[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 21 : ตอนที่ 5 ถึงจะขี้เกียจแค่ไหนก็ต้องทำงานอยู่ดี (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,809
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 404 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

คืนนี้ฝนตกหนักและรุนแรงยิ่งนัก...


 

และในวันที่เด็กคนนั้นตายฝนตกก็หนักเช่นนี้เหมือนกัน....


 

เมื่อเห็นว่าเหล่านางกำนัลกลับไปพักผ่อนกันหมดแล้ว ลี่ย่าหลีจึงลุกขึ้นมาจากเตียงนอน ร่างผอมบางเดินโซเซเล็กน้อยเนื่องจากการคลอดลูกทำให้ร่างกายนางยังไม่เข้าที่นัก ทว่านี่คือท้องที่สองนางจึงรับมือได้ไม่ยากเท่าครั้งแรก พอจับเคล็ดได้


 

มือบางคว้ากาที่โต๊ะเล็ก รินยาใส่จอกแล้วกระดกดื่มราวกับมันเป็นชาหวาน ยาบำรุงนี้ช่วยบำรุงเลือดลมได้ดีอย่างคาดไม่ถึง นางจึงได้ฟื้นตัวได้ไวขนาดนี้


 

“ต้องขอบคุณท่านจริงๆ “นางเอ่ย ก่อนสีหน้าลี่ย่าหลีจะกลับมาดูครุ่นคิด


 

นางมีอะไรบางอย่างติดค้างในใจมาตั้งแต่ตอนที่ต้วนมู่ชิงมาเยี่ยม แม้ภายนอกลี่ย่าหลีจะดูเป็นเด็กไร้ความคิด แต่ก็ไม่ได้ไร้สมองมากจนเกินไปนัก อย่างน้อยก็รู้ว่าอะไรจะเป็นอันตรายกับตัวเอง


 

ท่ามกลางบรรยากาศนุ่มนิ่มของต้วนมู่ชิงนั้น ดูมีเบื้อหลังลับลมคมในนัก ลองนึกดูสิ...คนที่ไม่ค่อยโผล่ไปไหนมาไหน ขึ้นชื่อลือนามว่าเป็นสงมาวอ้วนกลมมาเยี่ยมนาง อา...ช่างแปลกประหลาดไม่ต่างจากเห็นตั๊กแตนออกจากรังในช่วงหน้าหนาวเลยสักนิด


 

ซ้ำยังมาในนามของจื่อเหยา...มาในนามของเสียนเฟยที่เป็นศัตรูคู่อาฆาตอีกต่างหาก


 

หลี่ย่าหลียิ่งคิดก็ยิ่งขบกราม ฟันเสียดสีกันดังกรอดกร่อ ลำพังแค่ต้วนมู่ชิงน่ะไม่เท่าไรหรอก ดีไม่ดีคงพาซื่อตามหน้าตาอันแสนบื้อ รายนี้น่ะแค่ผู้ปกครองสั่งอะไรก็ทำทุกอย่างราวกับลูกสุนัขวิ่งไล่ไม้.. หากต้องกำจัดใคร สิ่งมีชีวิตเชื่องๆ ไร้พิษสงอย่างต้วนมู่ชิง ย่อมไม่ใช่ตัวเลือกแรก


 

เดิมทีนางกับจื่อเหยาก็ไม่ใคร่สมัครสมานถูกใจกันสักเท่าไร พบปะกันยามงานเลี้ยงทีไรต้องฟาดฟันกันทางสายตาทุกครา แล้วคนที่เกลียดขี้หน้ากันอย่างนั้นจะมาเยี่ยมเยียนส่งของมาหาอย่างเป็นมิตร ฝันไปเถอะ ดูอย่างไรก็น่ากลัวเป็นบ้า อันตรายยิ่งกว่าผีสาง


 

คนอย่างจื่อเหยาขึ้นชื่อลือชาเรื่องความน่ากลัวและเด็ดขาด ไม่มีวันกระทำอะไรโง่ๆ อย่างการมาส่งคนมาสืบแบบโจ่งแจ้ง แต่เขาอยากสืบข้อมูลอะไรกันล่ะ หาทางกำจัดคู่แข่งเพราะนางมีลูกก่อนชาวบ้าน...มีลูกก่อนกุ้ยเฟยหรือ...แต่แล้วอย่างไรล่ะ มันก็แปลกอยู่ดี


 

"หรือจงใจจะประกาศสงคราม..." คิดได้ดังนั้นก็กัดเล็กตัวเองกึก สิ่งที่ในหัวของนางนึกออกก็มีแค่นี้ แต่มองมาจากดวงจันทร์คนยังดูรู้เลยนะพวกนางชังน้ำหน้ากันแค่ไหน จะไปประกาศสงครามในสิ่งที่ตาเห็นทำเพื่อ อีกอย่างจื่อเหยาก็ไม่ใช่คนใจดี มีจุดประสงค์ที่แสนอ่อนโยนอย่างเช่นเป็นห่วงเป็นใยใส่ใจเพื่อนพระชายาเลยสักนิด

 

"หรือไม่อย่างนั้นก็..."


 

คล้ายความเฉลียวใจที่ไม่ค่อยมีปรากฏขึ้นมาเสียดื้อๆ หญิงสาวรีบสวมเสื้อคลุมตัวนอก ก้าวออกจากห้องไปอย่างรวดเร็วด้วยความรู้สึกประหวั่นในอก


 

จื่อเหยาไม่ได้มีจุดประสงค์ที่ตัวนางหากแต่เป็นเด็กคนนั้น!!


 

และ...ลี่ย่าหลีออกจากห้องไปโดยไม่ทันนึกเอะใจว่ามีบางสิ่งเร้นกายแฝงอยู่ภายในนี้และจ้องมองทุกสิ่งทุกอย่างผ่านทางหน้าต่าง


 

นี่มันเรื่องอะไรกัน


 

ความวังเวงผิดปกติของเสวี่ยนอู่กลบความร้อนรนของนางอยู่ไม่ใช่น้อย ต่อให้นี่เป็นเวลาพักผ่อน แต่ก็ไม่น่าจะเงียบเฉียบเหมือนไม่มีคนอยู่อาศัยขนาดนี้


 

แต่เรื่องนั้นน่ะช่างมันก่อน เรื่องเด็กคนนั้นควรมาก่อน เมื่อคิดได้ดังนั้นหญิงสาวจึงโยนความคิดทั้งหมดทิ้งแล้ววิ่งตรงไปที่ห้องเด็กทันที


 

ทว่าเมื่อมาถึงสิ่งที่ลี่ยาหลีสะดุดตาก่อนกลับไม่ใช่ลูกของตัวเอง แต่กลับเป็นกองผ้าปูที่นอนของหลินฮวาต่างหาก


 

อารมณ์ขุ่นแล่นปลาบขึ้นมา เสียงสูงปรี๊ดแผดลั่นอย่างคุมตัวไม่อยู่ “นางคนนี้ช่างเกียจคร้านจริงๆ หลินฮวา! เจ้าตื่น ตื่นบัดเดี๋ยวนี้! ไม่เช่นนั้นข้าจะสั่งโบยเจ้าสามสิบครั้ง!!!”


 

เสียงแหลมหวีดดังก้องห้องปลุกหลินฮวาให้ผวาตื่น ทว่าอำนาจของอวี้เหวินเฉิงยังคงตกค้างนางจึงงัวเงียสติไม่ได้เต็มร้อยนัก กลายเป็นว่าร่างกายนางใช้จิตใต้สำนึกผสานกับความกลัวที่ฝังใจเป็นแรงฮึดตอนไฟไหม้ ลุกพรวดขึ้นมารับหน้าลี่ย่าหลีอย่างรวดเร็ว


 

“พระ...พระชายา?” หลินฮวาส่งเสียงออกมา มือไม้กำผ้าห่มผ้าปูอย่างไม่รู้จะวางไว้ที่ใด หดคอเกร็งอย่างรอรับการทุบตี ด้วยเพราะนิสัยเสียของเจ้านายตน ลี่ย่าหลีไม่ใคร่พอใจขึ้นมาอะไรก็หยุดไม่อยู่ ลงไม้ลงมือเสมอ


 

แต่ทว่าครานี้กลับผิดแปลกไป


 

มือที่เงื้อมหมายจะตบนั้นชะงักค้าง สีหน้าลนลานตาเบิกกว้างเมื่อเห็นถึงบางสิ่ง...ไม่สิ ต้องเรียกว่าไม่เห็นสิ่งที่ 'ควรจะ' อยู่ในเปลเด็ก


 

เด็กน้อยคนนั้นนหายไปแล้ว!!


 

บัดนั้นเองลี่ย่าหลีก็ถึงกับหน้าซีด มือไม้ชาวาบ ความรู้สึกหลากหลายเข้าเกาะกุมจิตใจ ทั้งความคิดรู้สึกผิด กระวนกระวายใจ ผสมปนเปกันเสียจนแยกไม่ออก ไม่รู้ว่าควรจะแสดงสีหน้าเช่นไรในตอนนี้ จริงอยู่ที่นางไม่ได้ต้องการลูกสาวคนนี้เลยแม้แต่น้อย ไม่เคยนึกรักหรือเอ็นดูเลยแม้แต่ปลายเส้นผม


 

แต่นางกำลังกังวลเกี่ยวกับการหายตัวไปของเด็กนั่น


 

เพราะ...


 

...


 

มันจะชักใยความซวยให้คืบคลานเข้ามาสู่ตัวนาง

 

**********

 

คิดว่าคนเรานั้นจะกระทำความผิดในหัวข้อเดียวกันได้สักกี่ครั้งกันงั้นหรือ?


 

สำหรับจื่อเหยาแล้ว...นั่นคือข้อสงสัยค้างคาจนกาลเวลาห้าปีไม่อาจจะทำให้หายไปได้


 

ครั้งที่หนึ่ง...ไร้ซึ่งหลักฐานจึงไม่อาจเอาผิดได้ เขาจึงต้องยอมรามือไปอย่างเสียดาย


 

ทำลายสิ่งที่เป็นพยานมัดตัวได้อย่างหน้าไม่อาย การอยากเอาตัวรอดพร้อมทำทุกอย่าง แปรความผิดมาเป็นชอบ พอเรื่องใกล้แดงก็เสแสร้งบีบน้ำตาอันแสนมารยาสาไถ บ่ายเบี่ยงโทษคนอื่น ชุบตัวจนใสสะอาดและเชิดคอแขวนป้ายเหยื่อผู้ถูกกระทำอย่างไม่นึกละอาย


 

ผู้หญิงคนนั้นลอยตัวเหนือปัญหาโดยทิ้งขยะมูลฝอยให้คนติดตามจัดเก็บ มันคือสิ่งที่ชายหนุ่มนึกสังเวชอยู่มิรู้คลาย มันน่ารังเกียจเสียจนรู้สึกเสนียดที่จะหายใจใกล้


 

ด้วยเหตุทุอย่างนี้รวมกันเขาจึงเกลียดสตรีคนนั้นยิ่งนัก และจื่อเหยามั่นใจว่าใครต่อใครย่อมมองออก


 

ทว่ามันไม่ได้มีแค่เขาคนเดียวที่เกลียดนาง แม้ภายนอกดูคล้ายการแย่งความรักระหว่างพระชายาก็จริง แต่ไม่ว่าใครก็ย่อมคาใจในการไต่เต้าของสตรีคนนั้นไม่ต่างจากเขา จากสนมปลายแถวมุ่งสู่การเป็นชายาลำดับสามด้วยการตั้งครรภ์...ที่ไม่รู้ว่าไปโปรยเสน่ห์ตอนไหน


 

เขาอยากจะไขความสงสัยนั้นทว่ากลับทำไม่ได้ เขาลงมือช้ากว่าไปก้าวหนึ่ง ลี่ย่าหลีแม้จะเป็นเด็กใจแตกแต่ก็ฉลาดมากพอที่จะเข้าทางพระพันปีหลวง หลบใต้ร่มปีกอำนาจ ให้คนที่ใหญ่ที่สุดอย่างแม่ฮ่องเต้เป็นผู้ปกป้อง ไม่มีช่องทางที่จะเล่นงานได้เลยสักครั้ง


 

ทว่า...


 

ในครั้งนี้มันต่างออกไป


 

คนเราน่ะหากพลาดหนึ่งครั้งจะมีสติและถือคติเข็ดแล้วจำ จะไม่พลาดอย่างเดิมอีกเป็นครั้งที่สองกันทั้งนั้น ทว่าผู้หญิงคนนี้กลับโง่มาก...โง่เสียจนทำพลาดอีกครั้งด้วยประเด็นเดิมๆ และผลกรรมจากครั้งก่อนก็ทำให้ไม่มีใครจะอาสาเข้ามาช่วยเหลือ


 

โอกาสเล่นงานมาเกยอยู่ต่อหน้ามีหรือที่จื่อเหยาจะไม่คว้า อีกทั้งในตอนนี้ก็มีคนฝีมือดีอยู่ใกล้ตัว จะไม่ใช้งานสักหน่อยก็ดูจะงี่เง่าเกินไป


 

เอาล่ะ...เขาจะต้องสาวความไปไกลถึงเท่าไรจึงจะสาสมกับความเห็นแก่ตัวของคนกันนะ...?


 

'ก๊อกๆ '


 

เมื่อได้ยินเสียงบางอย่างกระทบกับหน้าต่างใกล้ตัว จื่อเหยาจึงลุกขึ้นจากตั่ง คว้าผ้าขึ้นมาพันแขนหนาๆ เปิดหน้าต่างพร้อมกับเอื้อมมือออกไปด้านหน้า รอเพียงแค่หนึ่งอึดใจเดียวเหยี่ยวสีขาวหิมะที่เปียกปอนจากการบินฝ่าสายฝนก็โผเข้ามาเกาะที่แขนเขาอย่างรวดเร็ว


 

นกตัวโตสั่นเล็กน้อยด้วยความหนาว เห็นดังนั้นจื่อเหยาจึงนำผ้าอีกฝืน ลูบไล้ตัวของมันเบาๆ คล้ายคำปลอบโยน


 

“เป็นอย่างไรบ้าง...เด็กดี เจ้าเก่งมากเลย” ชายหนุ่มเอ่ยกล่าวเสียงเบา รับการถูไถออดอ้อนจากเหยี่ยวหิมะตัวนั้นอย่างไม่นึกรังเกียจความเปียกปอน พอปล่อยให้มันคลอเคลียจนพอใจแล้ว เขาก็ก้มลงหน้าผากแนบกับหน้าผาก หลับตาลงคล้ายจะสื่อผ่านสาสน์บางอย่าง


 

จื่อเหยากลับคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย ดวงตาคู่สวยมีประกายอันยากที่จะทำความเข้าใจ


 

เอาล่ะ...ดูท่าทุกอย่างน่าจะเรียบร้อยแล้ว...


 

“ข้าละเกลียดนิสัยเสียนี่ของเจ้าจริง ๆ "


 

อุตส่าห์ทนรอมาตั้งหลายปีจนกว่าจะมีโอกาสเหยียบซ้ำ ยอมเลี้ยงไว้มาตั้งหลายปีเพราะเพื่อหาทางจับผิด อดทนรอเวลาให้ถึงจุดเหมาะสมเพื่อลากไส้ออกมาให้สาแก่ใจ ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเป็นไปทั้งหมดตามลำดับขั้นตอนโดยที่แทบจะไม่ให้ต้องลงมือขุดหาหลักฐานอะไรใดๆ เลย


 

ทุกอย่างเรียบร้อย ทุกอย่างเหมาะสม สมแก่ใจจะตลบหลังกลับเป็นยิ่งนัก...


 

ยันต์แผ่นหนึ่งถูกหยิบขึ้นมา จื่อเหยายกฝ่ามือขึ้นเล็กน้อยโบกสะบัดยันต์แผ่นนั้น ก่อกำเนิดนกแสงบินวนรอบกาย เรียวนิ้วชี้ไปนอกหน้าต่าง คล้ายบอกทิศทางให้ ก่อนที่มันจะบินฝ่าสายฝนออกไปตามที่เจ้านายสั่งทันที


 

ดวงตาสีเข้มมองตามมันไป ลมหายใจพ่นออกมาจากริมฝีปาก จื่อเหยาไม่ได้มีสีหน้าอะไรไปมากกว่าความเรียบเฉย


 

มีคนเคยบอกกับเขาว่าคนเรานั้นทำทุกอย่างเพื่อเหตุผลของตัวเองกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะใคร จะแสนล้านข้ออ้างสักเท่าไร เลวร้ายหรือทรงคุณธรรมสักเท่าไหน เพราะฉะนั้นต่อให้คนมองว่าเขาเป็นคนขี้อิจฉา เป็นพระชายาที่แสนร้ายกาจบ้าอำนาจ...จะอย่างไรก็ช่างเถอะ...


 

อะไรที่ปกป้องคนๆ นั้นได้ ไม่ว่าจะเลวแค่ไหนก็ช่างมัน...
 

 

**********

 

ในตอนนี้พายุสงบลงไปแล้ว แม้จะยังมีฝนตกประปรายอยู่บ้าง ทว่าก็ไม่ได้หนักหนาสาหัสเท่าในคราแรก


 

ความชื้นแฉะของพื้นผสมโคลนบนพื้นทำให้คนทั้งสองออกวิ่งได้อย่างยากลำบาก ต้วนมู่ชิงจึงจับชายชุดของตัวเองตลบขึ้นคล้ายท่าอุ้มเพื่อให้ก้าวได้อย่างถนัดถนี่...แต่ทว่า --


 

“อะ...เดี๋ยว! เดี๋ยวก่อน!!” ต้วนมู่ชิงร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่ออวี้เหวินเฉิงรวบตัวของเขาขึ้นมาอุ้ม ชายหนุ่มทำสีหน้ายากจะปั้น ร้องไห้ก็ไม่ใช่จะตกใจก็ไม่เชิง กระอักกระอ่วนสุดใจกับท่าทางที่ดูราวกับหญิงสาวถูกอุ้มโดยเจ้าบ่าว


 

“อาเฉิง...เจ้าทำอะไร?”


 

“ท่านพี่ใส่ชุดกรุยกราย ครั้นจะให้วิ่งย่ำโคลน ข้าเกรงว่าจะเป็นอุปสรรคขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบก่อนที่จะเริ่มเร่งฝีเท้าเพื่อตามหาหลิวเซี่ย


 

อีกอย่างคือสภาพไม่ห่วงภาพพจน์แบบนั้นน่ะขอเถอะ ไม่เห็นใจข้าก็เห็นใจหนังหน้าสวยๆ ของตัวเองบ้าง — อวี้เหวินเฉิงได้แต่แอบคิด

 

“อาเฉิง เราควรแยกกันตามหา ไม่ใช่ว่ามาตัวติดกันเช่นนี้...” ต้วนมู่ชิงแย้งเล็กน้อย หากแต่อวี้เหวินเฉิงกลับส่ายหน้า การแสดงออกทางสายตาช่างหนักแน่นเป็นยิ่งนัก


 

...ว่าไม่ยอมปล่อยให้ลงไปเดินเองแน่ๆ


 

“ไม่ขอรับ ท่านพี่ ตอนที่เราแยกย้ายกันทำงานก็มีเหตุการณ์ต้นไม้ล้มใช่ไหมขอรับ ฝนตกมันอันตราย พายุก็ใช่ว่าจะสงบดี เกิดแยกกันไปแล้วมีเหตุอีกจะทำอย่างไร ข้าไม่อยากให้ท่านอยู่ในอันตราย” เขาตอบทันที


 

หากว่ากันด้วยเหตุผล การแยกย้ายดังเช่นที่ต้วนมู่ชิงพูดเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ในแง่ความปลอดภัยแล้ว การปล่อยให้ไกลหูไกลตาก็ดูจะเป็นสิ่งที่ไม่สมควร


 

พอลองห่างกันสักระยะก็กลายเป็นว่ามีเหตุอันตรายและเขาก็ไม่อยากเสี่ยงให้เป็นเช่นนี้อีก กองเลือดในห้องของหลิวเซี่ยนั้นแม้จะยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นของนางแต่มีเหตุเสียเลือดเสียเนื้อย่อมมีอันตราย บุคคลที่สามจะเป็นผู้ร้ายถืออาวุธหรือเปล่าก็ไม่รู้ จะผีจะคนก็ไม่แน่ใจ สู้ให้ไปด้วยกันเสียดีกว่า เขาจะไม่มีวันปล่อยให้อีกคนคลาดสายตาอีกแล้ว


 

“ท่านพี่...ข้าอาจจะเจ้ากี้เจ้าการไปบ้าง แต่ข้าห่วงความปลอดภัยของท่านนะขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบ ย้ำให้ต้วนมู่ชิงตระหนักว่าตนห่วงอีกฝ่ายมากแค่ไหน


 

“ถึงจะเป็นเช่นนั้นแต่ข้าดูแลตัวเองได้...” ต้วนมู่ชิงตอบก่อนจะเงียบยาว สุดท้ายสายตาของอวี้เหวินเฉิงก็ทำให้เขาใจอ่อน แพ้ลูกหูลูกตาของอีกฝ่าอย่างหมดรูป


 

“ข้ายอมแล้ว”


 

เอาเถอะ...ต่อให้มีเหตุผลรองรับ แต่จะเถียงไปก็ใช่ที่ อีกอย่างคือเขาเองก็ไม่อยากทำให้อีกฝ่ายแสดงสีหน้าที่เป็นกังวลอย่างนี้


 

เพราะสุดท้ายแล้วสาเหตุก็มาจากการที่อีกคนเป็นห่วงเขาด้วยใจจริง


 

“อาเฉิงเจ้าได้อะไรจากการไปตรวจสอบตำหนักนั่นหรือไม่?” ต้วนมู่ชิงชวนเปลี่ยนเรื่อง ระหว่างนั้นสายตาก็สอดส่องหาเส้นทางไปด้วย


 

“พระชายาลี่...เป็นมารดาที่แย่มากขอรับ ไม่เคยดูแลลูกตัวเอง ไม่เหลียวแล ไม่ใยดี” อวี้เหวินเฉิงตอบไปตามตรง ซึ่งต้วนมู่ชิงก็พยักหน้า เพราะเขาเองก็สังเกตเห็นบรรยากาศนั้นได้ “ข้ามั่นใจได้ว่า เด็กผู้หญิงคนนั้น น่าจะเป็นบุตรที่นางไม่ได้ต้องการให้เกิดมา”


 

“ข้ารู้...” ต้วนมู่ชิงตอบพ่นลมหายใจออกมา “ไม่ว่าใครก็อยากได้ลูกชายทั้งนั้น จะไม่ต้องการลูกสาวเลยก็ไม่แปลก"


 

“ไม่ใช่เพียงแค่นั้นหรอกขอรับ”


 

อวี้เหวินเฉิงตอบแทบจะทันที ชายหนุ่มเผลอกัดฟันตัวเองเล็กน้อย สีหน้าเหมือนไม่ใคร่จะพอถึงเหตุผลที่แท้จริงของลี่ย่าหลี


 

เขาตะขิดตะขวงใจมาได้สักพักแล้ว เรื่องการตั้งครรภ์ของลี่ย่าหลี มันแปลกวิสัยของฮ่องเต้มาก นอกจากจะไม่ใส่ใจไปมาหาสู่ตามมารยาทแล้ว ยังไม่เคยแจกแจงข่าวสารนี้ให้ตนทราบเลยแม้แต่น้อย


 

ทั้งๆ ที่คนที่ควรจะรู้เรื่องนี้ที่สุดก็ควรเป็นเขา


 

เหตุผลน่ะหรือ...มันง่ายมาก...


 

“ครั้งล่าสุดที่พระชายาพบฮ่องเต้ คือฤดูดอกจวี๋ฮวาปีก่อนขอรับ ท่านพี่พอเดาได้ไหมขอรับ?”


 

พอได้ยินแบบนั้น ต้วนมู่ชิงก็ตาโตขึ้นมา เพราะช่วงดอกจวี๋ฮวาบานนั้น ก็คือช่วงฤดูร้อน...และลี่ย่าหลีคลอดก่อนกำหนด...เมื่อบวกลบเวลากันแล้ว จำนวนฤดูกาลกับรอบการตั้งครรภ์มันไม่สัมพันธ์กัน!


 

เหตุผลที่ฮ่องเต้ผู้นั้นจะไม่ดีใจที่ลี่ย่าหลีตั้งครรภ์ เหตุผลที่จื่อเหยาเกลียดลี่ย่าหลี ตลอดจนถึงเหตุผลที่ทำไมผู้หญิงคนนั้นจึงไม่ดีใจเลยแม้แต่น้อยที่ตัวเองจะมีลูก


 

เพราะรู้ดีอย่างไรล่ะ ว่าเด็กคนนั้นน่ะ


 

...


 

“นางไม่ได้เป็นมารดาของพระโอรสหรือว่าพระธิดาหรอกขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบตามตรง แม้เขาจะไม่ชะพวกสอดรู้รสนิยมยามค่ำคืนของชาวบ้านชาวช่อง แต่เรื่องนี้น่ะเขารู้ดีเพราะตนรู้จักกับสองคนนั้นมานาน “มีแค่เรื่องนี้นี่แหละขอรับที่ข้าพอมั่นใจ ฮ่องเต้น่ะไม่มีทางปล่อยไข่ใส่ท้องผู้หญิงแบบนั้นขอรับ ชายผู้นั้นน่ะชอบปราบพยศพวกหัวดื้อแบบเสียนเฟยมากกว่า”


 

อวี้เหวินเฉิงไม่ยี่หร่ะต่อคำหยาบที่ตนเอ่ยและเริ่มพูดออกมาอีกครั้ง


 

“...ไม่มีทางที่นางจะสามารถตั้งครรภ์กับฮ่องเต้ได้หรอกขอรับ เพราะนาง...ตั้งครรภ์กับคนอื่น

 

น้ำเสียงเรียบ ทว่าคำตอบนั้นทำให้ต้วนมู่ชิงตาโตขึ้นมายามที่ได้ยิน


 

ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตัวเองควรจะตกใจเรื่องใดก่อนดีระหว่างเรื่องที่อวี้เหวินเฉิงรู้ว่าลูกของลี่ย่าหลีนั้นไม่ใช่ลูกของฮ่องเต้กับเรื่องที่...


 

เจ้าไปได้ข้อมูลรสนิยมในมุ้งฮ่องเต้มาได้อย่างไรเนี่ย!!


 

แต่เอาเถอะสิ่งที่อวี้เหวินเฉิงบอกกับเขามาทำให้มั่นใจได้แล้วว่าอะไรเกิดขึ้น เพราะมันสอดคล้องกับสิ่งที่นางกำนัลคนนั้นบอกกับเขามาเช่นกัน


 

“พระชายานั้น มักพบปะสนิทสนมยามค่ำกับนายกำนัลของพระพันปีหลวงบ่อยครั้ง...และชายคนที่เหม่ยเหรินพบบนทางเดินตอนนั้นเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเจ้าค่ะ”


 

ต้วนมู่ชิงจึงกล่าวว่า “พระชายาลี่คบชู้สินะ?”


 

และไม่ใช่แค่กับผู้ชายเพียงคนเดียวเสียด้วย


 

อวี้เหวินเฉิงไม่ได้ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มให้กับต้วนมู่ชิง อันเป็นรอยยิ้มที่ไม่อาจจะคาดเดาได้เลยว่ามันเป็นความรู้สึกอย่างไร อดสูใจ เหนื่อยหนาระอาใจ หรือว่าปลงตกกับชีวิตที่เป็นไปตอนนี้


 

“มนุษย์เราเมื่อทำความผิด ย่อมร้อนรนดังถูกไฟเผาขอรับและนางเองก็เช่นกัน ในตอนนี้คงจะกำลังพะว้าพะวงใจเนื่องจากหลักฐานสำคัญได้ถูกขโมยไป” ลมหายใจเบาบางพ่นออกมาจากริมฝีปาก สีหน้าคล้ายจะมีความเย็นชาปะปนจนต้วนมู่ชิงนึกขนลุก


 

“อ๊ะ?” ต้วนมู่ชิงอุทานเมื่อเห็นบางอย่าง


 

มันคือนกนางแอ่นแสงบินพลิ้วอยู่บนท้องฟ้านั่นเอง


 

ชายหนุ่มทั้งสองคลี่ยิ้มออกมาให้กันและกันด้วยเพราะรู้ดีว่าสิ่งนั้น...ใครเป็นคนส่งมาช่วยเหลือ


 

“ดูเหมือนว่า จะมีคนมานำทางเราแล้วล่ะขอรับ...ท่านพี่” อวี้เหวินเฉิงกล่าวเช่นนั้น โอบกระชับตัวต้วนมู่ชิงให้แนบกายเล็กน้อย แล้วเร่งฝีเท้าตามนกนางแอ่นแสงตัวนั้นไปทันที


 

ตอนนี้สิ่งจำเป็นอันควรกระทำ ก็คล้ายว่าจะเหลืออยู่ก็แค่ชิงตัวหลักฐานชิ้นสุดท้ายให้กลับมาให้ได้ล่ะนะ


 

อวี้เหวินเฉิงได้แต่คิดเช่นนั้น


 

 

มาอัพช้ากว่าปกติ แงงงงงงงงงงงงง ช่วงนี้อาจจะมา ๆ หาย ๆ ช้าไปบ้างแต่จะพยายามมาอัพเดทให้สม่ำเสมอนะคะะะะะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 404 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #645 sakura17 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 22:48
    เฮ้ย อวี้เหวินเฉิงถึงขนาดสนิทกับทั้งฮ่องเต้ทั้งเสียนเฟยแสดงว่าไม่ธรรมดาเลยนะ แสดงว่าคนที่ส่งเหยี่ยวมาดูอาเฉิงก็คือฮ่องเต้ งั้นคนที่ส่งเข้ามาเป็นสนมให้มาสืบก็คือทั้งเสียนเฟยทั้งฮ่องเต้ล่ะสิ
    เสียนเฟยกับฮ่องเต้รักกันจริงๆด้วยยยย
    #645
    0
  2. #617 Phpalus (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 20 มิถุนายน 2563 / 00:29
    หูย เดาถูกด้วยว่าไม่ใช่ลูกฮ่องเต้
    #617
    0
  3. #534 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2563 / 00:20

    เห้ย! แก่งอ่ะเราเดาถูกว่ะ! ว่าแล้วต้องไม่ใช่ลูกฮ่องเต้ ไม่งั้นไม่ปิดข่าวว่ามีทายาทหรอก!

    #534
    0
  4. #490 dewwiizodiac (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 17:18
    เธอเป็นน้องฮ่องเต้ใช่มั้ย
    #490
    0
  5. #441 Ppillow_ (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 00:24
    อาเฉิงเกี่ยวข้องอะไรกับฮ่องเต้อ่ะ ดูสนิมสนมกันแปลกๆ ละนี่เธอเนียนกินเต้าหู้คนพี่อีกแล้วนะ!!
    #441
    0
  6. #418 danaja12062002 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 14 ตุลาคม 2562 / 18:32
    อาเฉิงเป็นน้องฮ่องเต้//โดนตบบบบ
    #418
    0
  7. #245 wuddyy (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 14:10
    สนุกอีกแล้วววว
    #245
    0
  8. #129 Pissuda627 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 20:00
    เค้าตีเนียนอุ้มกันแหละ55
    #129
    0
  9. #128 LovelyWonbin (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 19:38

    รออออออ อยู่นะจ๊ะ
    #128
    0
  10. #127 Chatchaann1 (จากตอนที่ 21)
    วันที่ 7 กรกฎาคม 2562 / 19:32
    สนุกมากๆๆๆๆๆ เดาไม่ถูกเลย รออ่านต่อนะคะ
    #127
    0