[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 20 : ตอนที่ 5 ถึงจะขี้เกียจแค่ไหนก็ต้องทำงานอยู่ดี (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 3,580
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 392 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

ต้วนมู่ชิงเม้มปากเล็กน้อย เขารับรู้ถึงความต้องการของลี่ย่าเสียนแล้วก็จริง


 

หากแต่...


 

“แล้วเจ้าเล่า...เจ้าอยู่คนเดียวได้งั้นหรือ?” ต้วนมู่ชิงถามอย่างคาใจ เพราะเมื่อครู่เขายังเห็นลี่ย่าเสียนกลัวจนต้องลงไปคุดคู้อยู่กับพื้นแท้ๆ


 

“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ย่าเสียน...อยู่...อยู่ได้เจ้าค่ะ” แม้ช่วงหนึ่งคำจะดูประหม่าไปบ้าง แต่ลี่ย่าเสียนก็ข่มอาการสั่นไว้


 

เมื่อได้ยินดังนั้นต้วนมู่ชิงถึงกับชะงัก ไม่ใช่เพราะตกใจแต่เป็นอาการปวดหัวมากกว่า จะปล่อยให้ผู้หญิงอยู่คนเดียวก็ใช่ที่ ห่วงฝั่งหลิวเซี่ยไหมก็ห่วง แต่ทางนี้เองก็เพิ่งกรีดร้องด้วยความกลัวมามาดๆ จะให้ทิ้งก็ไม่ได้ เกิดมีอันตรายขึ้นมาวิ่งวกกลับจะไม่ทันการเอา


 

แต่กระนั้นแล้ว...เขากลับเชื่อมั่นอะไรบางอย่าง


 

ว่าบางคนกำลังจะมา


 

“เช่นนั้นสนมลี่โปรดอดทนรอสักประเดี๋ยวได้หรือไม่ขอรับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งจะหนักแน่นเพื่อให้คนตรงหน้าคลายกังวล ก่อนจะเริ่มพูดประโยคถัดไป "และหาก...มีใครบางคนมาที่แห่งนี้ กำลังตามหาข้าแล้วล่ะก็....โปรดบอกเขาว่าข้าไปยังที่แห่งใดด้วยได้หรือไม่ขอรับ"


 

“จ...เจ้าค่ะ” ลี่ย่าเสียนตอบรับแม้สีหน้าของหญิงสาวจะเต็มไปด้วยความฉงนก็ตาม


 

ต้วนมู่ชิงปล่อยมือจากหญิงสาว พยักหน้าสมทบให้ลี่ย่าเสียนมั่นใจอีกครั้ง แล้ววิ่งตรงไปยังอาคารทิศใต้ทันที


 

ลี่ย่าเสียนมองตามแสงสว่างจากคบไต้ห่างออกไปเรื่อยๆ ลมหายใจเบาบางพ่นออกมาจากริมฝีปาก นางกอดตัวเองเอาไว้ แม้ใจหนึ่งจะหวาดกลัวแค่ไหน แต่ตอนนี้สิ่งที่ตนทำได้ มีเพียงแค่ทำตัวให้เข้มแข็งและอดทนและเฝ้ารอคอยการช่วยเหลือจากใครสักคนที่ต้วนมู่ชิงบอก...


 

...

...


 

เอาล่ะจะไปยังไงต่อดี...


 

เมื่อละตัวออกจากลี่ย่าเสียนซึ่งอยู่อาคารฝั่งเหนือ ต้วนมู่ชิงต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะเข้าสู่เขตอาคารฝั่งใต้


 

ทว่าเมื่อมาถึง กลับพบเพียงความเงียบวังเวง บรรยากาศน่ากลัวคล้ายฉากหนึ่งในเรื่องเล่าผีราคาถูก และเขารู้สึกเหมือนตนเป็นตัวประกอบหน้าเซ่อ เดินเหรอหราเฝ้าให้สิ่งลี้ลับจะปรากฏตัว


 

“แม่นางหลิว!!” ต้วนมู่ชิงรวบรวมเสียงร้องตะโกนเท่าทีจะทำได้ หนึ่งเพื่อให้หลิวเซี่ยได้ยิน และสองก็เพื่อลดบรรยากาศอันวังเวงไปด้วย


 

น่าแปลก ต่อให้ปกติต้วนมู่ชิงไม่ใช่คนเสียงดังแต่ตะโกนตั้งขนาดนี้ หลิวเซี่ยก็น่าจะได้ยินเสียงของเขาบ้างสิ แต่นี่มันอะไร นอกจากจะไม่มีการตอบรับแล้ว แค่เสียงการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิตยังไม่มี อาคารฝั่งใต้นี้ไร้ซึ่งร่องรอยของสิ่งมีชีวิตนอกจากต้วนมู่ขิงโดยสมบูรณ์


 

ต้วนมู่ชิงพร่ำปลอบกับตัวเองว่าหลิวเซี่ยจะต้องปลอดภัยซ้ำไปซ้ำมาระหว่างส่องไฟไปตามห้องต่างๆ เพื่อที่ว่านางอาจจะเป็นแบบลี่ย่าเสียน นั่นคือกลัวจนขดตัวหลบมุมที่ใดที่หนึ่ง


 

หากแต่...

ไม่ใช่...


 

เสียงเอี๊ยดอ๊าดของบานพับประตูไหวไปมาดังแทรกเสียงฝีเท้า ยามชายหนุ่มเดินตามหาต้นเสียง


 

และเมื่อเจอต้วนมู่ชิงถึงกับใจร่วงตกไปที่พื้น


 

“...!!” ชายหนุ่มกำมือที่จับคบไต้แน่นเข้า เก็บจริตอาการไม่ให้กระโตกกระตาก หันมองซ้ายที ขวาที ตั้งท่าป้องกันตัว เพราะสิ่งที่เห็นเมื่อครู่นั้น...มันทำให้เขาไม่มั่นใจว่าคนร้ายหรืออะไรสักอย่างที่ไม่น่าไว้วางใจจะยังอยู่ตรงนี้หรือไม่ และมั่นก็ใช่


 

ชายหนุ่มได้ยินเสียงหัวเราะของเด็กดังก้องไปทั่ว


 

เสียงคิกๆ เล็กแหลมราวกับถูกอกถูกใจบางสิ่งดังขึ้น พาให้ชายหนุ่มรู้สึกปวดหู ดวงตาหมุนวนราวกับเห็นภาพหลอน หัวปวดหนึบ


 

“ตามมาทางนี่สิ พี่ชายจ๋า...”


 

เสียงโหยหวนดังขึ้น คล้ายจะร้องเรียกให้ต้วนมู่ชิงไป แม้ใจหนึ่งเขาจะระแวง แต่อีกใจ...เขารู้สึกว่าตัวเองต้องไป ต้วนมู่ชิงเริ่มออกวิ่ง โดยที่มือหนึ่งยังคงกำสร้อยคอตนไว้ หยกสีขาวนวลล้อแสงไฟเล็กน้อยทว่าก็เจ้าของกลับรีบยัดมันกลับเข้าสาบเสื้อ


 

โบราณว่าลางสังหรณ์ไม่ดีมักแม่นยำนั้นเป็นความจริงเสมอ...ครั้งนี้เองก็เช่นกัน


 

เพราะตอนที่เขาส่องไฟไปยังห้องนั้น เขาไม่ได้พบกับร่างของหลิวเซี่ยแต่อย่างใด


 

แต่สิ่งที่เขาพบมันคือห้องที่ข้าวของล้มระเนระนาดกระจัดกระจายและกองเลือดที่เจิ่งนองบนพื้น!!


 

ต้วนมู่ชิงใจเต้นสั่นระรัว ความรู้สึกหวาดประหวั่นเกิดขึ้นในอกอย่างเลี่ยงไม่ได้


 

เขารู้ดีว่าตัวเองไม่ได้เรื่อง ไร้ซึ่งแกนปราณทองและไม่สามารถปกป้องใครได้ ทั้งเขายังไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนี้อันตรายแค่ไหน หากมีอะไรเกิดขึ้นแล้วละก็คนอย่างเขาจะทำอะไรได้บ้าง จะปกป้องผู้หญิงสองคนนั้นได้อย่างไร


 

ชายหนุ่มหลับตาลง น่าแปลกใจนักที่ท่ามกลางความกังวลนั้นเขากลับยังมีความเชื่อมั่น...มีความหวังเล็กๆ ก่อเกิด โดยที่ต้วนมู่ชิงเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน


 

ขอร้องล่ะ...รีบมาที...


 

รีบมาทีเถอะ...ช่วยปกป้องพวกเขาทีเถอะ...


 

ใจของเขาเชื่อมั่นในบางอย่าง...ในตัวของคนผู้นั้นอย่างเหลือเกิน

 

**********

 

อวี้เหวินเฉิงมาถึงเรือนสำนึกผิดแล้ว


 

พร้อมกับความรู้สึกคลางแคลงใจที่ก่อเกิดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่เพราะสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยร่องรอยของหยดน้ำเป็นทาง


 

ชายหนุ่มหรี่ตาลงเพ่งมองไปรอบๆ แม้สีหน้ากับกริยายังครองความสุขุมเพื่อการทำงาน ทว่าในใจนั้นไซร้กลับคิดเป็นห่วงยิ่งนัก ต่อให้เขาไม่มั่นใจว่าเจ้าของหยดน้ำตามทางเดินจะใช่ต้วนมู่ชิงหรือไม่ แต่ถ้าท่านพี่ของเขาสืบจนรู้ความแล้ว สถานที่แห่งนี้ย่อมเป็นสถานที่ต้วนมู่ชิงจะมาแน่


 

นิสัยของต้วนมู่ชิงเป็นแบบนี้เสมอ เพราะฉะนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเขาก็ควรเร่งตามหาให้เจอ หรือไม่ก็รีบทำงานให้เสร็จเพื่อไปสมทบโดยเร็ว


 

เขาแฝงตัวเข้าในนี้มาได้อย่างง่ายได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิชาลบตัวตนเลยแม้แต่น้อย น่าแปลกใจนักที่เรือนสำนึกผิดนี้ไร้ซึ่งทหารเฝ้ายาม


 

ร่างสูงเคลื่อนไหวในความมืดมิดอย่างคล่องแคล่วโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแสงสว่าง ในหัวก็ประมวลรูปคดีไปด้วย เพราะหลังเชื่อมโยงข้อมูลทุกอย่างเข้าด้วยกันแม้มันจะมีไม่มากมายนักแต่ก็พอมองเห็นภาพได้


 

จุดร่วมสำคัญอยู่ที่คนสามคน ผู้นำมาซึ่งสาเหตุการตายอย่างปริศนาเมื่อห้าปีก่อน ผนวกเข้ากับพฤติกรรมของลี่ย่าหลีจากปากของหลินฮวา ทุกอย่างทำให้อวี้เหวินเฉิงมั่นใจว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่ทั้งเรื่องอาการป่วย ไม่ใช่เรื่องบังเอิญโชคร้ายแต่อย่างใด...จื่อเหยาคิดถูก


 

มันเป็นการฆาตกรรมที่แสนสมบูรณ์แบบและไม่ง่ายในการหาหลักฐานมามัดตัวคนร้าย เพราะหลักฐานทุกอย่างมันถูกทำลายทิ้งไปตั้งแต่เด็กคนนั้นตายแล้ว...ใช่แล้ว...เหยื่อของเรื่องไม่ใช่ลี่ย่าหลี ไม่ใช่ลี่ย่าเสียน ไม่ใช่หลิวเซี่ย แต่เป็นเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสาคนนั้น


 

เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมจื่อเหยาถึงได้ใจเย็นรอลี่ย่าหลีคลอดลูกคนที่สอง...ก็เพื่อที่จะได้เลี้ยงไข้จนได้หลักฐานมามัดตัวนั่นเอง


 

เมื่อเห็นถึงไฟห้องที่สว่างตรงหัวมุมอันเป็นเป็นห้องขังของลี่ย่าเสียน เขาก็เดินมาหยุดที่ด้านหน้ากรงขัง ดวงตาสีดำจับจ้องหญิงสาว


 

“สนมลี่...จำข้าได้หรือไม่ขอรับ” เขาถามกับคนที่เพิ่งละเลงนิ้วใส่แก้มตนเมื่อเช้า


 

ลี่ย่าเสียนอึกอักก่อนพยักหน้า “จ...จำได้เจ้าค่ะ”


 

“เช่นนั้นแล้ว ท่านพอจะเล่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนที่ข้ามาถึงให้ฟังได้หรือไม่ขอรับ” เขาถามก่อนทีจะเริ่มรับฟังสิ่งที่นางเจอทุกอย่าง และตบท้ายด้วยการบอกว่าต้วนมู่ชิงไปทางใด


 

“ขอบคุณขอรับ” อวี้เหวินเฉิงตอบ เขาขี้เกียจจะปั้นสีหน้าเป็นเฉิงจื่อเหยียนเลยเผลอทำหน้านิ่งๆ ใส่ลี่ย่าเสียน ซึ่งมันก็ไม่เป็นมิตรเอาการ


 

พอรู้ตัวว่าพลั้งเผลอเลยกลับมาฉีกยิ้ม บอกกับตัวเองเอาไว้ว่าต่อให้ใจจะอยากวิ่งตามต้วนมู่ชิงแค่ไหน เขาก็ต้องทำงานก่อน “แต่ก่อนหน้านั้น ข้ามีคำถามอยากถามสักข้อขอรับ”


 

ลี่ย่าเสียนพยักหน้า นางอยู่ในจุดที่ถามอะไรก็พร้อมตอบไม่มีอิดออด ถอดเล็บถอดเขี้ยวจอมเกรี้ยวกราดไม่เหลือคราบ


 

“เมื่อเช้าทะเลาะอะไรกันงั้นหรือขอรับ?”


 

แล้วคำถามนั้นก็ทำให้ลี่ย่าเสียนเงียบลงไปเล็กน้อย นางไม่รู้ว่าตนควรจะพูดดีไหม และหากพูดอะไรออกไปแล้ว มันจะกลายเป็นการทำร้ายใครสักคนที่ตนพยายามปกป้องหรือไม่


 

“อะไรก็ตามที่มีประโยชน์ตอนนี้ท่านควรพูดขอรับ ไม่งั้นนอกจากท่านจะไม่รอดแล้ว จะพังกันหมดทั้งเสวี่ยนอู่...ทั้งแม่นางหลิวเองก็อาจจะไม่มีคอตั้งบนน่า” อวี้เหวินเฉิงตอบ ข่มใจตัวเองไม่ให้หงุดหงิด ลำพังต้องมาสอบปากคำโดยที่ใจห่วงต้วนมู่ชิงก็ว่าโมโหแล้ว ถ้าต้องมาเจอพยานเล่นตัวอีก...ก็น่ากลัวว่าจะเก็กหน้าเป็นคนดีไม่อยู่เอา


 

“เมื่อเช้าข้าพบอาเซี่ยลับๆ ล่อๆ เดินไปทางเสวี่ยนอู่เจ้าค่ะ”


 

“เพียงแค่นั้นก็ลากมาตบกลางลาน?” อวี้เหวินเฉิงสวน เขาหงุดหงิดกับการหงุบหงิบๆ เสียงอ่อยเสียงอ่อนนั้นเป็นยิ่งนัก ใจจริงก็อยากจะใช้วิชาที่ใช้กับหลินฮวาอยู่หรอก แต่น่าเสียดาย เกิดให้สลบในสถานที่แบบนี้มีอะไรเกิดขึ้นมา ไม่แคล้วต้องเสียเวลาวนกลับมาช่วยอีกรอบ


 

ลี่ย่าเสียนหรี่ตาลง ไม่รู้ว่าทำไมแต่นางถึงรู้สึกเหมือนถูกกดดัน


 

“เดิมที่พวกเราถูกจับแยกกันเจ้าค่ะ ข้อตกลงในการพ้นโทษคืออาเซี่ยจะไม่สามารถเข้าใกล้เสวี่ยนอู่หรือน้องย่าหลีได้ ทว่าเช้านี้นางกลับมาใกล้ พร้อมกับถือของสิ่งนั้นมาด้วย”


 

“สิ่งใดหรือ” อวี้เหวินเฉิงตั้งใจฟังกับสิ่งที่ได้ยิน


 

“สิ่งนั้นเป็น...” นางเงียบลงเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยประโยคถัดไปออกมาด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบานัก


 

อวี้เหวินเฉิงเองก็ฟังสิ่งที่ลี่ย่าเสียนพูดไป ทว่าในใจเขากลับคิดถึงบางสิ่ง และสิ่งนั้นก็ทำให้ชายหนุ่มถึงกับกำมือแน่นจนสั่นระริก


 

เขา...คิดถึงรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของคนที่สั่งการให้ตนมาทำงาน


 

...งูเห่าสารพัดพิษเอ๊ย!!

 

**********

 

เมื่อได้ข้อมูลจนพอใจแล้วชายหนุ่มก็รีบเร่งรุดตามรอยหยดน้ำบนพื้นเพื่อไปสมทบกับต้วนมู่ชิงให้เร็วที่สุด


 

อวี้เหวินเฉิงไม่ได้ปล่อยลี่ย่าเสียนออกจากเรือนสำนึกผิด...เพราะเขามีคติจะไม่ยุ่งกับเรื่องโทษของคนอื่น การมอบเครื่องรางคุ้มภัยให้แก่นางถือว่าเป็นความใจดีที่สุดของตนแล้วเพราะเครื่องรางของสำนักเขานั้น มีคุณภาพขลัง มูลค่ายิ่งกว่าทอง


 

เขารีบคว้ายันต์อักขระบางอย่างออกจากอกเสื้อสลัดมือออกไปด้านหน้า ยันต์นั้นก็พับตัวเองกลายเป็นรูปร่างของนกแสง นำทางตรงไปยังเส้นทางที่เขาต้องการ


 

ลมพายุด้านนอกรุนแรงจนได้ยินเสียงหักโค่นของต้นไม้ อวี้เหวินเฉิงมีลางสังหรณ์บอกถึงอันตรายที่กำลังก่อเกิด ทว่าในจังหวะที่กำลังเคลื่อนเท้ากระโดดหลบอยู่นั้นเอง ก็มีบางสิ่งบางอย่างพุ่งเข้าใส่เขา กอดเอาไว้อย่างแน่นหนาแล้วดันให้ตนถอยถลาไปทางอื่น!


 

ก่อนที่...


 

ต้นไม้ใหญ่ที่ถูกฟ้าผ่าจะหักโค่นใส่จนหลังคาเรือนสำนึกผิดพังทลายลงมา!!


 

อวี้เหวินเฉิงมองสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้า ดวงตาที่มองคนที่อยู่ๆ เข้ามาสวมกอดตนนั้นช่างเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย จากครั้งแรกที่ประหลาดใจค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นความอ่อนโยนเมื่อรู้ว่าเจ้าของอ้อมแขนนี้คือใคร


 

ร่างบอบบางตัวสั่นเทาโดยที่ไม่อาจมั่นใจว่าเพราะความหนาวหรือความกลัว คงจะวิ่งมาอย่างสุดแรงเกิดเพื่อมาช่วยเขาไว้สินะ?


 

รอยยิ้มบางก่อเกิด อวี้เหวินเฉิงซบไซร้เจ้าของเส้นผมสีดำขลับอย่างนุ่มนวลราวกับอ้อนขอรับไออุ่น แม้ร่างกายของคนทั้งสองจะเปียกโชกแค่ไหนก็ตามแต่ไม่ว่าจะเมื่อใดหรือแม้ตกอยู่ในสถาณการณ์ใด อ้อมแขนนี้ก็ทำให้รู้สึกปลอดภัยเสมอจริงๆ


 

หัวใจของอวี้เหวินเฉิงจึงเผลอไผลลืมสิ่งที่ควรจะทำไปชั่วครู่...


 

“...ท่านพี่” ชายหนุ่มพึมพำออกมาเบาๆ


 

“ไม่เป็นอะไรใช่ไหม อาเฉิง?” ต้วนมู่ชิงค่อยๆ เงยหน้าขึ้น สบตาอวี้เหวินเฉิงสลับกับมองซากต้นไม้และกองหลังคาที่ห่างพวกตนไปไม่ไกลนัก ชายหนุ่มคิดถึงความบ้าดีเดือดของตัวเองเมื่อครู่แล้วก็ได้แต่ปากสั่นกัดกันกึกๆ …หลบได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด


 

“ท่านพี่เถิด ระหว่างที่ข้าไม่อยู่เกิดอะไรขึ้นบ้างหรือไม่?” อวี้เหวินเฉิงว่า รีบเก็บซ่อนนกแสงนั้นอย่างรวดเร็ว เขาสำรวจใบหน้า และความเลอะเทอะของอีกคน


 

“นิดหน่อย...แต่ไม่เป็นไร ข้าวิ่งมาเจอเจ้าพอดี...” ต้วนมู่ชิงตอบสั้นๆ เขาพ่นลมหายใจออกมา พอเจอพรรคพวกความรู้สึกอึดอัดตอนที่โดนเสียงเด็กผีหลอนนั้นหายไปจนสิ้น


 

คนทั้งสองตกอยู่ในความเงียบงันสักระยะคล้ายพักให้หายตกใจกับสิ่งที่เกิด พอสติมาและตั้งตัวได้ทั้งอวี้เหวินเฉิงและต้วนมู่ชิงจึงพูดขึ้นมาพร้อมกัน


 

“ท่านพี่เราควรจะรีบ...”


 

“อาเฉิงรีบตามหา...”


 

และคำพูดที่คนทั้งสองเอ่ยพร้อมกันนั้นแม้จะแตกต่างกันในบางคำทว่ากลับมีความหมายถึงสิ่งเดียวกัน


 

นั่นก็คือการตามหาหลิวเซี่ยนั่นเอง!!


 

 

ช่วงนี้งานเยอะจังข่าาาาาา ฮีลลิ่งเราที

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 392 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #644 sakura17 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 22:37
    หรือว่าคนร้ายตัวจริงคือแม่เด็กเอง
    #644
    0
  2. #533 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 23:50

    นี่ไม่ใช่ว่าเสียนเฟยเป็นคนบงการให้สามคนนี้แตกกัน แล้วเรื่องที่เด็กตายก็เกี่ยวด้วยนะ? ตกลงดีหรือร้ายกันแน่!?

    #533
    0
  3. #489 dewwiizodiac (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 17:08
    ฮือออ ผีเด็ก
    #489
    0
  4. #440 Ppillow_ (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 ตุลาคม 2562 / 00:17
    เรารอคูมไรท์ปล่อยมุกนะคะ ทางนี้กลัวผี ;-;
    #440
    0
  5. #257 ZiRbuT (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 20:43
    น่ากลัวอยู่นะ
    #257
    0
  6. #244 wuddyy (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 14:00
    สนุกมากกกก
    #244
    0
  7. #126 Pissuda627 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 10:48
    สู้ๆเด้อ รออ่านตอนต่อไป
    #126
    0
  8. #125 Lee013 (จากตอนที่ 20)
    วันที่ 6 กรกฎาคม 2562 / 06:27

    สู้ๆคะ
    #125
    0