[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 2 : ตอนที่ 1 ข้าน่ะยังอยากนอนอยู่เลย (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 16,548
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 1,769 ครั้ง
    13 มี.ค. 63

เมฆมืดเคลื่อนโอบล้อมดวงจันทร์ ดับท้องฟ้าให้สิ้นแสง

 

ไอลมโอบอุ้มความชื้นแฉะให้ลอยวน กลิ่นอายดินคลอเคล้าที่ปลายจมูกได้ไม่ทันไร สายฝนหนึ่งห่าใหญ่สาดซัดลงมาสู่พื้นดิน

 

กลุ่มชายในชุดเครื่องแบบสีดำขลิบเงินปักลวดลายคล้ายดอกฝูหรง [1] ซ้อนกลีบส่งเสียงเอะอะ พวกเขาเหินกระบี่โฉบฉวัดฝ่าสายฝนกันให้วุ่น ต้นเหตุเพราะภารกิจครั้งนี้มันตึงมือเกินกว่าที่ศิษย์ระดับล่างของสำนักเช่นพวกเขาจะจัดการได้ ซ้ำฝนยังตกลงมาอย่างหนักราวกับฟ้าจะกลั่นแกล้ง

 

สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสับสนปะปนกับหวาดประหวั่น

 

ตอนแรกก็คิดว่านี่เป็นแค่การล่าภูตผีที่ก่อกวนชาวเมืองดังปกติแท้ๆ แต่ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็น...

 

เสียงหอนคำรามดังกึกก้องพร้อมร่างหมาป่ายักษ์สีดำทะมึนสูงเสียดแมกไม้พรวดโผล่ออกมาจากความมืด มันปลดปล่อยกระไอความกดดันไปทั่วอาณาบริเวณจนคนได้รับแรงกระทบ เซถลาหล่นจากกระบี่เป็นแถบๆ

 

กรงเล็บแกร่งของสัตว์ร้ายเงื้อมขึ้นก่อนคนดวงตกผู้หนึ่งจะโดนมันเหยียบตายกลายเป็นซาก ดินเปียกปอนถูกฝนชะให้ไหลรวมกับเศษซากกลายเป็นโคลนสีเลือด อบอวลกลิ่นคาวคลุ้งไปถ้วนทั่วบริเวณ

 

“อึก...!!!”

 

ทุกสิ่งที่เกิด สร้างความหวาดกลัวของผู้เห็นเหตุการณ์คนหนึ่งยิ่งนัก เพราะเมื่อหลังจากเขาพลาดท่าร่วงจากกระบี่ ความเจ็บปวดก็แล่นริ้วไปทั่วร่างจนขยับตัวไปไหนไม่ได้ เขาพยายามเปล่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ หากแต่ก็ออกมาได้แค่อาการสะอึก

 

มิใช่ว่าตกใจเพราะพูดไม่ออก...

 

มิใช่ว่าอสูรจะใจดีมีเมตตา...

 

หากแต่เป็นเพราะว่าส่วนเหนือบ่าทั้งหมด ไม่ว่าจะลำคอ เส้นเลือด กล่องเสียง...’ หัว’ ของเขาถูกขย้ำด้วยคมเขี้ยวยักษ์ก่อนจะถูกกระชากออกอย่างรุนแรงจนเหลือเพียงร่างนอนตายจมกองเลือด!!

 

อสูรยักษ์ถุยซากหัวออกมาจนกลิ้งหลุน พร้อมกับขยับร่างเล็กน้อย เสียงขู่คำรามของมันราวกับเป็นสัญญาณเตือนภัยชั้นดี

 

"รีบหนี...หนีเร็ว!! "

 

พลันคนมีสติมากที่สุดร้องออกมาที่แห่งนั้นก็เกิดความโกลาหลชนิดมดแตกรังยังไม่อาจสู้ บ้างเหินกระบี่ บ้างก็วิ่ง พวกเขาพยายามเอาชีวิตรอดจากสถานการณ์อันคับขันนี้อย่างไม่อายใดๆ อีกต่อไป

 

แต่ความไวของคนหรือจะสู้ความไวของอสูรร้าย!!

 

ทันทีที่มันเห็นเช่นนั้น ร่างยักษ์ก็พุ่งตรงไปดักด้านหน้า ร้องคำรามกึกก้องจนได้กลิ่นเหม็นสาบสัตว์ป่าคลุ้งไปทั่ว!!!

 

“อ่ะ...ฮือ...” เด็กหนุ่มที่ยืนอยู่หน้าสุดตัวสั่นเทา ตาสบตาประจันหน้ากับเจ้าอสูรยักษ์อย่างจัง เขาส่งเสียงครางฮือด้วยความหวาดกลัวตัวตาย ร่างเล็กขยับก้าวเท้าถอยหลัง ถอยไปเรื่อยๆ รวบรวมความกล้างตั้งหลักให้มั่น พยายามเรียกกระบี่ที่ร่วงหายให้กลับมา...

 

ทว่ากระบี่กลับมาไม่ทัน!! สัตว์อสูรนั้นพุ่งกระโจนอย่างรวดเร็ว คมเขี้ยวยาววาววับพร้อมขย้ำอยู่ไม่ไกล!

 

"อ๊ากกก!!! " เด็กหนุ่มร้อง ความกล้าที่พยายามรวบรวมเมื่อครู่ปลิวหายราวกับกลีบดอกหญ้า ทิ้งร่างลงนั่งขดหัวก้มหน้า สั่นเทาทั้งสรรพางค์กาย ในใจนึกถึงหน้าพ่อแก้วแม่แก้วทำใจน้อมรับมรณะที่กำลังมาเยือน

 

แต่ทว่า...

 

รอแล้วรอเล่าก็ไร้ซึ่งความเจ็บปวด ไม่เจ็บ ไม่ตาย

 

เขายังมีชีวิตรอด...?

 

เมื่อดวงตาเปิดขึ้น สิ่งแรกที่เด็กหนุ่มเห็นคือริ้วแสงสีขาวสว่างสายหนึ่งตัดผ่านไป พร้อมกับร่างของอสูรร้ายล้มลงไปกับพื้น...มันถูกรัดรึงด้วยวิชายันต์อันแข็งแกร่ง!

 

พริบตานั้น ชายในอาภรณ์สีขาวแดงปักลวดลายสัญลักษณ์สำนักอันเลื่องชื่อก็เดินมาอยู่เบื้องหน้าของเด็กหนุ่ม ในมือของเขาถือครองกระบี่เนื้อดีสลักลวดลายดอกบัวอันแสนอ่อนช้อย เพียงร่างสูงเคลื่อนไวกาย ก็ทำให้กระดิ่งแก้วที่ห้อยด้ามจับพริ้วไหวเบาๆ

 

และน่าอัศจรรย์ที่เมื่อเขาปรากฏตัว สายฝนก็เริ่มสร่างซา เมฆมืดเริ่มเลือนลับ จันทร์บางเบาเริ่มส่องแสง ทุกอย่างงดงามลงตัวเสียจนฝนเคล้าสีเลือดนี้ไม่อาจทำให้ราศีชายคนนั้นดับมอดไปเลยแม้แต่น้อย...

 

"ท่าน..." เด็กหนุ่มพูดได้เพียงเท่านี้ก็น้ำตารื้น เพียงแค่มี ‘คนผู้นี้อยู่’ ความรู้สึกที่เรียกว่า 'รอดตายแล้ว' ก็เกิดขึ้นราวกับมีพระยูไลมาปรากฏตัวต่อหน้า

 

"ท่านอวี้เหวินเฉิง!! " ทุกคนในที่ตรงนั้นต่างร้องออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

 

อวี้เหวินเฉิงส่งเสียงในลำคอคล้ายเป็นการตอบรับคำเรียกของคนในสำนักดอกพุดตานโดยไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย

 

“รู้แล้ว...” เขากล่าว ดวงตาสีสวยหรี่ลงเล็กน้อย มองศพที่นอนเกลื่อนกลาดบนพื้น เป็นการแสดงความเวทนาที่นิ่งสงบ ด้วยเพราะช่วงเวลาแห่งการสงสารใดๆ ล้วนควรมาหลังจากงานเสร็จสิ้น

 

อวี้เหวินเงยหน้าขึ้นจากเหล่าซากศพ หันไปไปเหล่าเพื่อนร่วมงานใน ‘ตอนนี้’ ด้วยสีหน้าและแววตาเหมาะสมกับความเป็นผู้นำ

 

"ข้าไปสืบข้อมูลทุกอย่างแล้ว...ผลปรากฏว่าเหตุการณ์สังหารหมู่นั้นทั้งหมดเกิดขึ้นจากการฆาตกรรมโดยมนุษย์ ไม่ได้เกิดขึ้นจากปิศาจตนนี้ พวกเจ้าเป็นฝ่ายบุกรุกเข้ามาในถิ่นของมันโดยพลการเอง" อวี้เหวินเฉิงเอ่ย น้ำเสียงเคร่งขรึมปะปนดุในความใจร้อนด่วนสรุปของคนพวกนั้น

 

แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ไม่ปล่อยให้คนเหล่านั้นได้มีเวลาทำหน้าหน้าสลด เรียวนิ้วยาวขยับเขียนอักขระ ส่วนมืออีกข้างก็กวาดกระบี่สร้างเป็นอาณาเขตคุ้มภัย เปิดทางหนีให้กับคนที่ยังรอดชีวิต

 

“พวกเจ้ารีบกลับเข้าเมืองไปจัดการสะสางคดีให้เรียบร้อยเสีย ทางนี้ข้าจะจัดการเอง...”

 

“ท่านอวี้...”

 

“ไป...!!”

 

เมื่อคำสั่งเริ่มต้น ศิษย์สำนักดอกพุดตานที่เหลือรอดชีวิตต่างเก็บอาการขวัญเสีย ยืดกายยืนตรง ตอบรับคำของชายต่างสำนักที่ชื่ออวี้เหวินอย่างหนักแน่น

 

"ขอรับ! "

 

อวี้เหวินเฉิงถอนหายใจ ดวงตาที่กำลังมองแผ่นหลังของเหล่าศิษย์ชั้นผู้น้อยหนีตายนั้น ช่างแสนว่างเปล่าราวคนปลงโลก

 

ร่างสูงเดินตรงไปทางอสูรยักษ์ตัวสีดำทมิฬ ฝ่ามือเอื้อมแตะแนวเส้นขนอย่างไม่นึกรังเกียจสัมผัสอันหยาบกร้าน เอ็นดูระคนสงสาร อยู่ดีไม่ว่าดีก็มีคนจากไหนไม่รู้มาบุกโจมตีถึงหน้าประตูบ้าน เป็นใครก็คงโกรธ เหตุผลหลักๆ ที่เขารีบมานั้นส่วนหนึ่งก็เพื่อยุติความเข้าใจผิดนี้

 

..และอีกข้อก็คือเขาต้องการผลประโยชน์จากมัน

 

“ไม่เป็นไร ข้าไล่คนพวกนั้นให้เจ้าแล้ว ประเดี๋ยวจะคลายอาคมให้เจ้า จะได้ไม่อึดอัด...ดีไหม?” อวี้เหวินเฉิงเอ่ย น้ำเสียงเบา การลูบไล้เส้นขนอย่างอ่อนโยนลดอาการดุร้ายของปิศาจยักษ์ได้ชะงักนัก ราวกับมันรับรู้ว่าตนได้รับความปลอดภัยแล้ว

 

อวี้เหวินเฉิงเห็นเช่นนั้นก็ลอบอมยิ้ม มือยังคงไม่หยุดลูบไล้เส้นขน

 

เอาล่ะ...

 

เขาจะปล่อยให้งานครั้งนี้หลุดมือไปไม่ได้เด็ดขาด...

 

 

**********

 

เคยมีคำกล่าวเอาไว้ว่า...

 

ไม่ว่าใครก็ปรารถนาที่จะได้เห็นสถานที่แห่งนี้เพื่อสิริมงคลสักครั้งในชีวิต

 

อาณาเขตกว้างขวาง รั้วรอบสูงตั้งตระหง่าน เคร่งครัดกฎระเบียบมณเฑียรบาล วัฒนธรรมกว้างไกล งดงามยิ่งใหญ่ ทว่ากลับเร้นลับเต็มไปด้วยปริศนาต่อเหล่าสามัญชน

 

ราชวังหลวงแห่งนี้ ที่ก่อกำเนิดมานับพันนับหมื่นปี...

 

หลังจากบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่ได้รวบรวมผืนแผ่นดินจนเป็นปึกแผ่น เขาได้ก่อตั้งราชวงศ์และวังหลวงแห่งนี้ขึ้นมา ราวกับเป็นอนุสรณ์สถานให้แก่คนรุ่นหลัง

 

สถานที่ซึ่งผ่านการเฉลิมฉลองความยิ่งใหญ่ ทั้งยังผ่านสงครามการสู้รบ ราชวังที่เคยถูกทำลายและฟื้นฟูใหม่ ผลัดเปลี่ยนราชวงศ์มาแล้วไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง

 

สถานที่แห่งนี้ล้วนผ่านวันเวลาเหล่านั้น เคียงคู่ฮ่องเต้พระองค์แล้วพระองค์เล่าราวกับสัญลักษณ์แห่งอำนาจที่ผู้มักใหญ่เฝ้าฝัน ไม่ว่าจะราชวงศ์ที่แสนรุ่งเรืองราวกับแสงทองก็ดี ไม่ว่าจะราชวงศ์ที่แสนหายนะต่ำตมก็ดี...

 

จวบจนปัจจุบันราชวังแห่งนี้ถูกปกครองโดยราชวงศ์ ‘เฮ่อเหลียน’

 

ตามที่พงศาวดารบันทึกถึง...ราชวงศ์เฮ่อเหลียนสืบทอดบัลลังก์มาไม่ต่ำกว่าห้าร้อยปีโดยไม่มีผู้ใดล้มล้างความยิ่งใหญ่ลงได้ พวกเขานั้นมีขุนนางที่ดี ตงฉินต่อเจ้านาย มีระบบบริหารมั่นคงเห็นแต่ส่วนประโยชน์ของชาวเมืองเป็นที่ตั้ง การทหารที่แข็งแกร่งจนข้าศึกไม่อาจบุกยึดดินแดน

 

แม้จะเคยอยู่ในจุดตกต่ำบ้างตามนิสัยเสียของฮ่องเต้ในรัชศกนั้นๆ แต่ก็มิเคยต่ำได้นาน ราชวงศ์นี้สามารถฟื้นฟูกลับมาใหม่ทุกครั้ง และในแต่ละครั้งก็ดีกว่าเก่าราวกับหงส์เพลิงที่เกิดใหม่จากกองเถ้า

 

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ราชวงศ์นี้ยืนยงมานานกว่าห้าร้อยปี

 

ทว่า...นอกจากเรื่องความยิ่งใหญ่มั่นคงราวกับยุคทองของแผ่นดินแล้ว ความเลื่องลืออีกอย่างก็คือ ‘ธรรมเนียมพระสนมชายแห่งราชวงศ์เฮ่อเหลียน’ นั่นเอง

 

เมื่อจะกล่าวลึกถึงธรรมเนียมนั้นแล้ว จึงใคร่จะขอนำทางเข้าสู่ส่วนในของราชวังกันเสียหน่อย

 

พระราชฐานฝ่ายในตั้งอยู่ทิศอันเป็นมงคลยิ่ง ที่แห่งนั้นประกอบไปด้วยสิ่งปลูกสร้างสวยหรู ตำหนักน้อย ตำหนักใหญ่ คลองน้ำใส ศาลาพักผ่อนหย่อนใจทั้งหลาย ตลอดจนเรือนคนรับใช้กว่าร้อยหลัง รวมกันแล้วกินพื้นที่เทียบเท่าเมืองขนาดกลาง

 

ผู้คนที่อยู่อาศัยในสถานที่แห่งนี้ประกอบด้วยเหล่าพระสนมชายหญิงหลายพันคน ขันที นางกำนัล คนงานรับใช้อีกนับไม่ถ้วน

 

และที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ก็คือราชวังหลวงอันเป็นสถานที่ก่อเกิดเรื่องราวมากมากมาย สถานที่ซึ่งพระสนมทั้งหลายได้อุทิศชีวิต ละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนตลอดจนตัวตนที่แท้จริง ถวายตัวเข้ามาเพื่อเกียรติของวงศ์ตระกูล

 

หรือก็คือพวกเขาได้ทอดทิ้งเกียรติของตนเองเพื่อปกป้องเกียรติของบรรพบุรุษที่ตายไปนานแล้วนั่นเอง

 

แต่แม้จะเกริ่นนำถึงวังหลวงเสียยืดยาวขนาดนี้ ทว่าบุคคลสำคัญในตอนนี้กลับไปอยู่ที่ไหนกันนะ?

 

...

...

 

เมื่อข้ามสะพานตรงไปยังทางเดินหินตัดแต่ง ลอดผ่านแมกไม้ริมทางและดอกพลับพลึงสีงามขนาบข้างริมน้ำ สิ่งที่ตั้งเด่นในดงดอกไม้นั้นคือตำหนักสุ่ยเซียน [2] ที่เลื่องลือนาม

 

เสียงกระดิ่งที่แขวนตามมุมหลังคาดังแผ่วเบาเมื่อต้องสายลม ยามเมฆเคลื่อนออกจากตะวันนั้นเองก็พาให้แดดอ่อนส่องลอดไปตามลายโปร่งของหน้าต่างสลัก แสงสีทองอาบไล้ไปทั่วห้องขนาดใหญ่ ภายในนั้นเต็มไปด้วยตู้ใส่หนังสือมากมายชนิดหากไม่มีเตียงตั้งอยู่คงมองว่าเป็นหอหนังสือเสียมากกว่าห้องนอน

 

และบนเตียงใหญ่ท่ามกลางกองหนังสือเองก็มีคนกำลังหลับอุตุอยู่ตรงนั้น

 

เขามีรูปร่างอรชรบอบบาง ส่วนสูงระหงอย่างผู้ดี เส้นผมสีดำยาวประดุจแพรไหมแผ่กระจายระกับผิวเนียนขาวเนียน ใบหน้าธรรมชาติยามหลับไร้ซึ่งการแต่งแป้งและแต้มชาด แต่กระนั้นก็ยังคงสวยสะกดตาผู้มอง

 

และคนผู้นี้ก็คือจันทร์หลบโฉมสุดาในรัชสมัยนี้ นาม...ต้วนมู่ชิง

 

ที่กลายร่างเป็นสุดาหลบโฉมใต้ฟูกแทนเสียแล้ว

 

“เหม่ยเหรินขอรับ”

 

"อือ..." ผู้ที่นอนอยู่ตอบรับเสียงเรียก ปรือตามองเล็กน้อยก่อนพลิกตัวหนึ่งครั้งเพื่อหลบความแยงตาของแสงตะวัน

 

ท่าทางงอแงเช่นนั้นจึงทำให้ผู้เป็นคนรับใช้ต้องทำใจแข็ง เรียกซ้ำอีกครั้ง

 

"เหม่ยเหรินขอรับ...หากท่านยังไม่ตื่นณ.เพลานี้ ซื่อเป่าเกรงว่าอาหารเช้าจะชืดหมดเสียก่อนนะขอรับ"

 

!!!

 

เมื่อได้ยินคำว่า ‘อาหาร’ คนที่พลิกตัวกลับไปกลับมาเป็นปลาย่างจึงตื่นอย่างรีบร้อน

 

“อะ...” แต่แล้วเมื่อสติมา จึงพึงระลึกว่าสิ่งที่ตนทำเมื่อครู่ไม่ต่างจากคนเห็นแก่กิน ต้วนมู่ชิงก็นั่งนิ่งกระแอมเสียงเบา หัวเราะแห้งแก้เก้อยามสบตาเด็กหนุ่มคนรับใช้ รู้สึกผิดปะปนกับเกรงใจอยู่กลายๆ “อา...ต้องลำบากเจ้าอีกแล้วสินะ อาเป่า ฮะๆ ”

 

ซื่อเป่าคลี่ยิ้มบาง วาดมือโค้งคำนับให้กับผู้เป็นเจ้านายอย่างไม่ถือสา “การดูแลเหม่ยเหริน เป็นหน้าที่ของผู้น้อยขอรับ อย่าได้คิดว่าเป็นเรื่องลำบากเลย”

 

พูดจบ เด็กหนุ่มก็ขยับตัวเข้าใกล้ เอ่ยขออนุญาตก่อนประคองร่างบนเตียงขึ้นมาดีๆ เมื่อเรียบร้อยแล้วจึงหันไปส่งเสียงเรียกคนอื่นให้เข้ามาด้านใน เพื่อจัดการกับกิจวัตรยามเช้าอย่างล้างหน้า ทำความสะอาดกาย ตลอดจนถึงแต่งตัวให้กับต้วนมู่ชิง

 

เครื่องแต่งกายสนมนั้นยุ่งยากซับซ้อน จำเป็นต้องใช้สองคนอย่างต่ำในการแต่งตัว ด้วยเพราะคติโบราณ ว่าด้วยเรื่องสนมที่ดีนั้นต้องมั่นทำตัวสวย รักษาร่างกายให้หมดจด เครื่องหน้าต้องงดงาม เพื่อที่ว่ายามโดนเรียกตัวกระทันหันจะได้พร้อมถวายงานทุกเมื่อ

 

...แค่คิดก็เสียเวลานอน – ต้วนมู่ชิงได้แต่คิดระหว่างนั่งหน้าทื่อให้คนรับใช้ทึ้งหัวจัดทรงผม

 

"ว่าไปแล้ว...ชุดวันนี้มันดูดีกว่าทุกวันหรือเปล่านะ? "

 

เมื่อได้รับคำชม เด็กหนุ่มก็ยิ้มเล็กน้อยด้วยความยินดี

 

“เพราะพระสนมมีบุญคุณต่อผู้น้อยยิ่งขอรับ” ซื่อเป่าตอบ โดยมีเพื่อนคนรับใช้คนอื่นสมทบ

 

ต้วนมู่ชิงฉงนใจนักกับคำตอบของคนรับใช้ เพราะมันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับคำถามที่เขาพูดไปสักกะผีกริ้นเดียว แต่ก่อนจะได้ถามอะไรต่อ เส้นผมสีดำขลับอันนุ่มนวลนั้นโดนจัดจนเข้าทรงพอดี บทสนทนาหน้าโต๊ะเครื่องแป้งจึงจบลงเพียงแค่นั้น

 

ต้วนมู่ชิงมองเหล่าคนรับใช้อีกครั้ง พิจารณาอะไรกับตัวเอง

 

ตำหนักของเขามีคนรับใช้จำนวนไม่มากนัก และหนึ่งในนั้นก็คือซื่อเป่า เขาเป็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดถึงสิบเก้าปีที่หน้าตาสะอาดสะอ้าน แม้จะไม่ได้งดงามพอขึ้นเป็นสนม ทว่าก็ดูดีน่าพิศน่ามอง อีกทั้งมีภาพลักษณ์ของคนซื่อ ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้

 

โดยรวมก็คือเด็กดีที่ทำงานเก่งคนหนึ่ง...แต่วันนี้ทำไมพูดจาเข้าใจยากจังวะ

 

“เหม่ยเหรินจะลงไปทานอาหารเลยหรือไม่ขอรับ” ซื่อเป่าเปลี่ยนมาชวนคุยเรื่องอื่น ทำให้ต้วนมู่ชิงละความคิดอันเรื่อยเปื่อย

 

“อื้อ...ข้าหิวแล้วล่ะ” เขาตอบหาววอดเป็นการส่งท้ายแก้ความง่วง “เอาล่ะ เราควรลงไปที่ด้านล่างกันเถิด ไม่เช่นนั้นอาหารคงชืดจริงๆ”

 

เมื่อเขาเดินออกมาจากห้องแล้วก็เดินตรงไปตามทางที่ทอดตัวยาว จากอาคารนอนสู่ห้องที่ใช้ทานอาหารต้องผ่านสวนกลางตำหนัก อากาศในยามเช้าค่อนไปทางสายนั้นไม่ได้ร้อนเกินไป แต่ก็ไม่ได้หนาวจนต้องสวมผ้าคลุมกันลม อีกทั้งในตอนนี้ ก็มีดอกไม้ตามฤดูกาลเบ่งบาน นับได้ว่าเป็นทิวทัศน์ที่เจริญหูเจริญตา

 

หากไม่นับตำหนักของเหล่าสี่ชายา สุ่ยเซียนแห่งนี้ขึ้นชื่อว่าเป็นตำหนักที่งดงามไม่แพ้ใคร ทั้งรูปทรงสถาปัตยกรรม ทั้งการตกแต่งภายในไหนจะยังทำเลดีติดริมน้ำใกล้ทุ่งดอกพลับพลึงอีก

 

หากถามว่าทำไมถึงได้ตำหนักดีๆ แบบนี้มาครองทั้งที่เป็นแค่เหม่ยเหริน นั่นก็เพราะสกุลของเขาเป็นขุนนางหลวงรับใช้ใกล้ชิดกับราชสำนักมาตั้งแต่รุ่นบรรบุรุษ มีบุญคุณเกื้อหนุนมานานนม บุญเก่านี้ทำให้ต้วนมู่ชิงก็ได้รับการอวยยศทันทีโดยไม่ต้องไต่เต้ามาจากระดับล่าง

 

แม้ชีวิตในรั้ววังจะไม่ยิ่งใหญ่ระทึกใจเท่าบรรดาพระชายาหรือสนมระดับสูง แต่ก็ไม่เคยขาดแคลนอะไร สมบูรณ์พร้อมตั้งแต่ความสะดวกสบายยันอาหาร นอนอุตุคาหมอน กินเบี้ยเลี้ยงไปวันๆ ไม่ต้องทำอะไร อยากได้อะไรก็แค่กระซิบบอกขันที วันต่อมาก็มีของมาส่งถึงหน้าตำหนัก

 

ช่างเป็นตำแหน่งที่สิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดินโดยใช่เหตุจริงๆ ถวายงานไหม...ก็ไม่เคยได้ทำ บริสุทธิ์ผุดผ่องเป็นเทพธิดาบัวขาวมาเท่าอายุตัวเอง ก็น่าแปลกใจเหลือเกินที่ไม่โดนปลดสักที

 

ในขณะที่ต้วนมู่ชิงกำลังจะกลับไปใช้ชีวิตประจำวันของตนเช่นการตื่นสาย กินข้าวเสร็จก็กลับห้องไปอ่านหนังสือ กลิ้งไปกลิ้งมาสองถึงสามตลบแล้วนอนยาว

 

ความตั้งใจก็ต้องมลายไปเพราะเสียงความวุ่นวายที่ด้านนอกตำหนัก!!

 

ต้วนมู่ชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย เรื่องเสียงดังน่ะไม่เท่าไร แต่แล้วทำไมเหล่าคนรับใช้ทั้งหลายเองก็ดูตื่นเต้นไปตามเสียงไปด้วยเล่า กระตือรือร้นผิดแปลกจากปกติไม่ว่า รบเร้าให้ออกไปดูด้วยกันอีกต่างหาก และด้วยพื้นนิสัยขี้ใจอ่อน ทำให้ชายหนุ่มต้องจำยอมตัดใจจากเตียงนอน ตามน้ำตามใจคนรับใช้อย่างเลี่ยงไม่ได้

 

ยามที่ต้วนมู่ชิงเดินออกไปด้านนอกเขาก็ต้องหยีตาลงเล็กน้อย การพบปะแสงแดดนอกตำหนักเป็นครั้งแรกในรอบ...สอง หรือไม่ก็สามวันนี่แหละทำให้รู้สึกแสบสายตาอยู่เบาๆ

 

และเมื่อเขาเดินมาถึงลานส่วนกลาง สิ่งที่เห็นก็ทำให้เขาตกใจจนลืมบ่นลมบ่นอากาศไปเสียสนิท!

 

ตามปกติแล้วสนมไม่ว่าจะชายจะหญิงล้วนต่างรักษากิริยามารยาท อย่างน้อยก็ต้องเสแสร้งเรียบร้อยสักเจ็ดในสิบของนิสัยจริง ทว่าในตอนนี้กลับไม่ใช่เช่นนั้น ทุกคนต่างดูวุ่นวาย ทำตัวเหมือนคนสอดรู้สอดเห็น เหมือนตื่นเต้นกับอะไรสักอย่าง...

 

นี่มันวันชุมนุมอะไรกันนะ

 

“เกิดเหตุใดหรือขอรับ พระสนมหวง?” เขาหันไปเอ่ยถามกับคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด ซึ่งอีกฝ่ายนั้นมีทีท่าตกใจเล็กน้อยราวกับการเจอเขาในวันแดดออกนั้นเป็นสิ่งแปลกยิ่งกว่ากบสีแดงในทุ่งดอกไม้ ซึ่งต้วนมู่ชิงก็พอจะเข้าใจพระสนมหวงอยู่...ประมาณหนึ่ง...

 

“อา...” พระสนมหวงเก็บอารมณ์ตกใจตัวเองลงไปก่อนจะตอบคำถาม “วันนี้จะเป็นวันแรกรับพระสนมรุ่นใหม่ขอรับ เหม่ยเหรินลืมไปแล้วหรือ?”

 

สิ้นคำตอบนั้นเอง ต้วนมู่ชิงก็รู้สึกราวกับมีศรพิษพันๆ เล่มปักเข้ากลางหลัง แทบจะกระอักออกมาเป็นเลือด เข้าใจเอาประเดี๋ยวนั้นว่าทำไมข้ารับใช้ในเรือนจึงกระตือรือร้นนัก ดวงตาสีดำขลับรีบหันขวับมองด้านหลัง คนเหล่านั้นหน้าเหลอหลา ผงกหัวโค้งลงคล้ายจะสำนึกผิด

 

ซื่อเป่าหลบตา เดิมทีเขาก็ไม่กล้า แต่เพราะเพื่อนร่วมงานยุยงสนับสนุนจึงร่วมหัวจมท้ายไปด้วยกัน

 

เหมือนหลอกให้พระสนมออกมานอกตำหนัก แต่จะทำอย่างไรได้...ต้วนมู่ชิงไม่เคยสนสิ่งใดเลยนอกจากหมอนและเตียง คนเป็นบ่าวก็อยากอวดนาย อยากให้ได้ปรากฏกายในชุดงามๆ ให้สนมรุ่นน้องใหม่ๆ ได้เห็นถึงเหม่ยเหรินที่แม้แต่คนนอกวังยังชื่นชมบ้างก็เท่านั้น

 

ส่วนคนเป็นเจ้านายน่ะหรือ พอตั้งสติระลึกวันได้ก็ยืนค้างเป็นปลาเผือกตากแดด ต้วนมู่ชิงตีหน้านิ่งแต่เหงื่อแตกพรากเป็นทาง

 

พระมารดาท่านสิ้นเถอะ ลืมไปเสียสนิท!

 

“อืม...”

 

สิ่งที่ต้วนมู่ชิงตอบมีเพียงแค่เสียงในลำคอเท่านั้น ก็คือเข้าใจแหละว่าเอาแต่อุดตัวจนลืมวันลืมคืน แต่ไม่คิดว่ามันจะลืมได้ขนาดนี้นี่เลยนะ!

 

อา...

 

เดี๋ยวก็ต้องมีรุ่นน้องเพิ่มเข้ามาอีกแล้วสินะ...

 

...ข้าชักอยากกลับไปนอนต่อเสียแล้วสิ

 

ต้วนมู่ชิงได้แต่สั่นหน้าปลงๆ

 

[1] ดอกพุดตาน

 

[2] ดอกนาร์ซิซัส หรือดอกพลับพลึงริมน้ำ

 

[รีไรท์ครั้งที่ 1 : 30/1/20

รีไรท์ครั้งที่ 2: 13/3/20]

 

 

 

 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 1.769K ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #696 วายุจัง (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 กันยายน 2563 / 14:48
    ขนาด แม่-ตาย ยังเป็น พระมารดาท่านสิ้นเถอะ โอ้วแม่เจ้า

    เงิบมากอะ
    #696
    0
  2. #507 riva0 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 31 ธันวาคม 2562 / 14:29
    ใช้คำบรรยายได้ยืดยาวชวนสับสนงุนงงดีนะ
    #507
    0
  3. #484 Nattiya Bursnachaitavee (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 13:20
    ทำเนียม =

    ธรรมเนียม
    #484
    0
  4. #476 9494 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 6 ธันวาคม 2562 / 22:24
    ชั้นเข้าความขี้เกียจของลูกนะคะ เพราะชั้นก็เป็น55555555555555
    #476
    0
  5. #372 Minutedao (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 10:47
    บรรยายดี อ่านง่าย
    #372
    0
  6. #359 nownew (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กันยายน 2562 / 18:34
    ความขี้เกียจนี้ 5555555 ไม่ใช่ถึงตอนฮ่องเต้สนใจก็ไปหลับบนเตียงนะ5555
    #359
    0
  7. #323 hunnii94 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 1 กันยายน 2562 / 11:52
    มีคำผิด ตรง ทำเนียม ต้องเป็น ธรรมเนียมค่ะ
    #323
    0
  8. #303 Pjnmtt (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 29 สิงหาคม 2562 / 01:59
    น้อง555555
    #303
    0
  9. #267 PuiPui--r (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 09:43
    ชีวิตชิลเกิ้น 55555
    #267
    0
  10. #263 Wanasiri Thongchoo (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 01:48
    ชอบพล็อตมากกกกก ถ้านายเอกรักกับสนมรุ่นน้องที่เข้ามาใหม่น่ะ กรี้ดๆๆๆ
    #263
    0
  11. #223 MitsukiCarto (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 01:39
    ลืมวันลืมคืนเลยทีเดียว5555 นิสัยคล้ายๆกับเราเลย~
    #223
    0
  12. #202 LWLookwai (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 10:44
    น้องงงง หนูจะเอาแต่นอนไม่ด้ายยย ลูกกกกก///5555
    #202
    0
  13. #184 หลิวเหว่ย (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562 / 22:46
    คือน้องจะเอาแต่นอนทั้งวันไม่ได้นะ อย่างน้อยก็ออกมาเดินข้างนอกให้ได้เห็นเดือนเห็นตะวันเสียบ้าง ไม่งั้นโรคขี้เกียจมันจะลามยิ่งกว่าเดิม (ไม่น่าทันแล้วมั้ง)
    #184
    0
  14. #153 Secr3t-Key (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 19:40

    หาวววว นอนได้นอนดี55555

    #153
    0
  15. #138 chocolato.p (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 16:37

    อ่านแล้วง่วงตามเลยน้องเอ๊ย 5555555

    #138
    0
  16. #131 cc_kun (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 / 10:28
    ธรรมเนียมเขียนงี้นะ ขนบธรรมเนียมก้เขียนงี้. ทำหนบทำเนียมนี่ไม่เคยได้ยิน
    #131
    0
  17. #77 Xialyu (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 3 มิถุนายน 2562 / 09:04
    ตัวเป็นขนจริงๆ
    #77
    0
  18. #56 Pissuda627 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2562 / 11:44
    55555น้องจะขี้เกียจเกินไปแล้ว
    #56
    0
  19. #46 9011M (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 20:36
    เรารู้สึกนิสัยพระสนมองค์นี้นี่มันเรา !
    #46
    0
  20. #38 Taetaemnae (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2562 / 08:02
    งืออออ สนมมมจ๋า
    #38
    0
  21. #34 MaliLa 111 (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2562 / 17:05
    น้องงงงน่ารัก น่าเอ็นดู
    #34
    0
  22. #17 ShamanWcat (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 / 20:48
    บรีบบบ ขี้เกียจจริงจัง อยากได้ขี้เกียจแบบนี้บ้าง55555
    #17
    0
  23. #13 MashiroJP (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2562 / 10:08
    น้องงงง
    #13
    0
  24. #12 ppterakk (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 19 พฤษภาคม 2562 / 07:48

    สู้ๆค่ะ ดูท่าเรื่องนี้จะตลก

    #12
    0
  25. #10 witchhound (จากตอนที่ 2)
    วันที่ 17 พฤษภาคม 2562 / 20:05
    ชิงชิงดูมึนและขี้เกียจมาก 55555
    #10
    0