[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 15 : ตอนที่ 4 ทำไมเคล้ากลิ่นเน่าละครโศกอย่างนี้ล่ะ? (3)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 4,869
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 523 ครั้ง
    8 พ.ค. 63

มีคำกล่าวว่าหากจื่อเหยาเป็นสตรีก็คงเป็นฮองเฮา [1] ไปแล้ว...เพราะฮ่องเต้มอบหน้าที่จัดการความเรียบร้อยของวังหลังทั้งหมดให้กับจื่อเหยาดูแล

 

แม้ตำแหน่งเสียนเฟยจะอยู่ล่างสุดในบรรดาศักดิพระชายา แต่ก็ไม่ค่อยมีใครขัดข้องกับอำนาจที่จื่อเหยามีนัก เพราะไม่ว่าจะเรื่องลำดับอาวุโสในการถวายตัว ความน่าเลื่อมใส ความเคารพที่ข้าราชบริวารมีให้ ตลอดจนความมักใคร่เอ็นดูของพระสวามี...จื่อเหยาเป็นผู้ได้รับทุกอย่างมากกว่ากุ้ยเฟยผู้เป็นฉายาอันดับหนึ่งเสียอีก


 

“ข้ารู้นะว่าเจ้าคิดอะไรอยู่น่ะชิงเอ๋อร์” จื่อเหยาหุบพัดลงอย่างรวดเร็วพร้อมเอาส่วนสันหันไปเคาะหน้าผากต้วนมู่ชิงเบาๆ แทนการคาดโทษ ซึ่งคนโดนเคาะก็หัวเราะแหะๆ ออกมา เพราะมันไม่ได้เจ็บอะไร


 

“ไม่ได้หรือขอรับ...พี่เหยา?” ต้วนมู่ชิงส่งเสียงในคอ อ้อนเล็กน้อยจนจื่อเหยาสั่นหน้า


 

ปกติไม่ค่อยอ้อน แต่อ้อนทีก็เป็นเพราะแบบนี้...ให้ตายสิน่า


 

“เอาเถอะ...ที่ข้าเรียกพวกเจ้ามาที่แห่งนี้ก็เพราะแบบนี้นั่นแล” จื่อเหยาว่าอย่างปลงๆ ระคนยอมแพ้ เขาส่งเสียงอืมในลำคอตัวเองเล็กน้อยอย่างครุ่นคิด


 

“ข้าเห็นด้วยกับเหวิน...เฉิงจื่อเหยียน คำสาปนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายนักหากมีคนอยากทำ แต่ทว่าทำไมถึงต้องเฉพาะกับลูกของผู้หญิงคนนั้นล่ะจริงไหม ทำใส่กุ้ยเฟยเสียยังจะดีกว่า หรือถ้าฉลาดสักหน่อย ทำใส่ข้าเนี่ยยังจะส่งผลกระทบกับเว่ยหลงมากกว่าเต๋อเฟยอีก”


 

“ขอรับ” ต้วนมู่ชิงว่า ถอนหายใจออกมา “ข้าจะ...ลองไปสืบข้อมูลเล่านี้ให้”


 

แม้ใจจะขี้เกียจสักแค่ไหน แต่หากเป็นสิ่งที่จื่อเหยาไหว้วาน ต้วนมู่ชิงคงทำอะไรไม่ได้นอกจากโยนความง่วงของตัวเองไว้บนที่นอน แล้วให้กายเนื้อไปทำงาน แน่นอนว่าไม่ได้ถูกบังคับ สิ่งที่คนเป็นรุ่นพี่ต้องการเขาย่อมเต็มใจทำให้ขอแค่เพียงไม่เป็นเรื่องผิดศีลจนเกินไป


 

เพราะตนติดหนี้บุญคุณจากอีกฝ่ายมากมายเหนือจะนับ


 

แต่ทว่า...


 

พอได้ยินว่าต้วนมู่ชิงจะไปสืบ อวี้เหวินเฉิงก็พูดโพล่งขึ้นทันที


 

“ข้าจะทำเองขอรับ” เขารีบพูดน้ำเสียงหนักแน่น จะสิ่งใดก็ตาม เขาไม่มีทางให้ต้วนมู่ชิงเข้าไปข้องเกี่ยวกับเรื่องไม่เป็นเรื่องคนเดียวเด็ดขาด


 

“อาเฉิง...” ต้วนมู่ชิงกดเสียงลงต่ำเป็นเชิงตำหนิในสิ่งที่น้องทำ ชายหนุ่มเอามือวางบนไหล่อวี้เหวินเฉิงพร้อมกับส่ายหน้า เขารู้ดีว่าอีกฝ่ายเป็นห่วงแต่การเอาสนมเข้าใหม่ไปงัดกับพระชายามันแทบไม่ต่างนำลูกหนูไปหยอดใส่ปากเสือ ยิ่งเป็นเต๋อเฟยที่ขึ้นชื่อเรื่องความนิสัยเสียยิ่งไม่สมควร


 

“นี่เป็นหน้าที่ของข้า...”


 

“ข้าเป็นน้องของท่านพี่ไม่ใช่หรือขอรับ หากนี่เป็นหน้าที่ของท่าน ก็เท่ากับหน้าที่ของข้าเช่นกัน การมีธรรมเนียมรุ่นพี่รุ่นน้องก็เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลสนับสนุนกันและกันไม่ใช่หรือขอรับ” อวี้เหวินเฉิงใช้สิ่งนี้เป็นข้ออ้าง เขาส่งสายตาอ้อนวอนให้อีกฝ่ายยอมรับการเสนอความช่วยเหลือ


 

อวี้เหวินเฉิงก็รู้ดีว่าระบบเส้นสายและผลประโยชน์ของสนมนั้นค่อนข้างซับซ้อน ทั้งการแบ่งพรรคแบ่งฝ่าย ทั้งการคานอำนาจระหว่างสี่พระชายา ทุกอย่างเทียบเท่าการเมืองระดับย่อมๆ แล้วยิ่งต้วนมู่ชิงมีภาพลักษณ์เซื่องซื่อไร้พิษภัยขนาดนี้ คนล้วงความลับเป็นอาชีพเช่นเขาย่อมรู้ดีว่านี่เป็นอาวุธที่ร้ายกาจที่สุด


 

เพราะใบหน้าซื่อๆ ท่าทางงุ้ยๆ เหมือนสงมาวมักอะไรเป็นที่ชวนเอ็นดู สร้างความไว้ใจได้ง่าย หากเขาเป็นจื่อเหยาและต้องการล้วงข้อมูลเพื่อรักษาความเรียบร้อยในวังแล้วล่ะก็...การดึงคนอย่างต้วนมู่ชิงมาทำงานให้ย่อมเป็นอะไรที่คุ้มเกินคุ้ม


 

และเพราะงั้นแหละ เขาถึงได้ไม่อยากให้ต้วนมู่ชิงทำอะไรแบบนั้นคนเดียว


 

“ให้ข้าไปนะขอรับ” กล่าวย้ำอีกครั้ง แสดงความตั้งมั่นว่าจะไม่ยอมปล่อยให้อีกคนไปคนเดียวแน่ๆ


 

“อาเฉิง ถึงข้าจะรับเจ้าเป็นรุ่นน้องในสังกัดก็จริง แต่เพิ่งเป็นสนมเข้าใหม่ไม่กี่วัน เจ้าก็ไม่ควรออกหน้า ไม่งั้นจะเสี่ยงแก่การถูกปลดได้...”


 

“ถ้าทำแค่นั้น...ไม่มีใครปลดข้าได้หรอกขอรับ”


 

ต้วนมู่ชิงและอวี้เหวินเฉิงปะทะคำกันอีกสองถึงสามชุด คนหนึ่งก็เป็นห่วง อีกคนก็เป็นห่วง ไม่มีการยอมแพ้กันจนบุคคลที่สามในห้องรู้สึกเก็กซิม


 

“เอาล่ะ หยุดลงตรงนั้น” แล้วจื่อเหยาก็เป็นคนห้ามทัพก่อนที่ศึกฝีปากระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องจะบานปลายกว่านี้ เขาโบกพัดไปมา ขั้นกลางระหว่างร่างทั้งสอง “ถ้าจะห่วงกันเสียขนาดนั้นก็ไปทั้งคู่นั่นแหละ ในเมื่อตั้งใจที่จะอยู่ด้วยกันแล้วล่ะก็ เหตุใดไม่ร่วมมือกันเสียเลยล่ะ จริงไหม?”


 

“แต่ว่าพี่เหยา อาเฉิงเขา...” แล้วพอจ้องตาของจื่อเหยาเข้าไป ต้วนมู่ชิงก็เงียบลง ชายหนุ่มพ่นลมหายใจออกมาเล็กน้อย ปากก็บอกว่าเข้าใจแล้ว เขาจะร่วมมือกับอวี้เหวินเฉิงเอง


 

ด้วยท่าทางที่ยอมง่ายมากเสียจนแม้แต่อวี้เหวินเฉิงเองยังรู้สึกประหลาดใจกับอาการเช่นนั้นเลยทีเดียว


 

“แล้วเจ้าล่ะ ตกลงกับเรื่องนี้หรือไม่” เมื่อเห็นว่าต้วนมู่ชิงมีท่าทางยอมแพ้แล้ว จื่อเหยาจึงหันมาหาอวี้เหวินเฉิง ส่งสายตาบางอย่างคล้ายจะบอกให้ยอมรับในข้อเสนอนี้ไปเถอะ อย่าเรื่องมาก “ชิงเอ๋อร์มีข้อดีของชิงเอ๋อร์ เฉิงเอ๋อร์เองก็มีข้อดีขอเฉิงเอ๋อร์ ในฐานะที่เป็นรุ่นพี่ใหญ่ที่สุดเช่นข้า ย่อมอยากรู้ฝีมือของพวกเจ้าทั้งสอง ถือเสียว่าเป็นแบบทดสอบต้อนรับ ดีหรือไม่?”


 

นั่นจึงทำให้อวี้เหวินเฉิงจำเป็นต้องยอมรับอย่างเสียไม่ได้


 

และขนลุกกับคำว่า ‘เฉิงเอ๋อร์ [2] ’ อย่างสุดใจ!!!

 

...

...


 

เมื่อพูดคุยกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต้วนมู่ชิงก็ขอตัวกลับไปยังตำหนักสุ่ยเซียนเพื่อเตรียมการก่อนเริ่มทำงาน ส่งผลให้เหลือเพียงแค่จื่อเหยาและอวี้เหวินเฉิงณ.ตำหนักจูเชวี่ยเพียงสองคนเท่านั้น


 

ทีแรกอวี้เหวินเฉิงตั้งใจว่าตามกลับไปตำหนักสุ่ยเซียน แต่ด้วยความคาใจในบางอย่าง มันจึงทำให้เขาเลือกที่จะอยู่คุยกับจื่อเหยาต่ออีกสักระยะ


 

“เสียนเฟย...ก่อนหน้าที่ข้ามานี่ เจ้าใช้ให้ท่านพี่ทำอะไรมาบ้าง” ทันทีที่ต้วนมู่ชิงไปเรียบร้อยแล้ว อวี้เหวินเฉิงก็เปิดประเด็นทันทีไม่อ้อมค้อม ภาพลักษณ์เด็กน้อยแสนสุภาพถ่อมตนนั้นจางหายวับราวกับสลับวิญญาณ กลายเป็นใบหน้าอันแสนหยิ่งผยองจองหอง ไร้อารมณ์จนน่าหมั่นไส้


 

...สับปลับเป็นที่สุด!! -- นี่คือสิ่งที่จื่อเหยาคิดตอนมองหน้าอวี้เหวินเฉิง


 

จื่อเหยาถอนหายใจ เขาคิดว่าตัวเองควรชินกับการตอแหลของไอ้เด็กเวรนี้ได้แล้ว


 

“ท่านพี่หรือ...แทนที่เจ้าจะถามว่าข้าใช้รุ่นน้องตัวเองทำอะไรบ้าง ข้าก็สงสัยเจ้าเช่นกัน เหวินเฉิง...คนเช่นเจ้าไม่ได้มีนิสัยชอบเข้าหาคนอื่นนอกเหนือจากเรื่องงานไม่ใช่หรือ การเป็นเดือดเป็นร้อน เป็นห่วงเป็นใยจนถึงขั้นออกตัวช่วยขนาดนี้ มันไม่ใช่เจ้าที่ข้ารู้จักเลยนะ?”


 

ถ้อยคำแทงใจพร้อมกับสบตาของอวี้เหวินเฉิงอย่างจริงจัง รอยยิ้มหวานบนใบหน้าสวยนั้นช่างเคลือบไปด้วยยาพิษรสขม...ซึ่งมันคือพิษของสิ่งที่เรียกว่าการคาดคั้นเอาคำตอบ


 

“เจ้าก็รู้ว่าสายตาเจ้าไม่เคยใช้ได้ผลกับข้า...” อวี้เหวินเฉิงตอบ ไม่สะทกสะท้านซ้ำยังคงทำสงครามประสาทกับจื่อเหยาต่อไปโดยที่ไม่คิดอ่อนข้อให้เลยแม้แต่น้อย


 

“เจ้าไม่คิดจะตอบข้าเลยอย่างนั้นหรือ...เสียนเฟย?”


 

“ตอบคำถามของข้าก่อนเหวินเฉิง ชิงเอ๋อร์เป็นเด็กในสังกัดข้า เทียบเท่ากับว่าข้าเป็นผู้ปกครองของเขา และการมีคนอันตรายเช่นเจ้าเข้ามาก้อร่อก้อติกชิงเอ๋อร์ ผู้ปกครองเช่นข้ามีสิทธิ์ที่จะรับรู้” น้ำเสียงจื่อเหยาสงบ หากแต่ก็เต็มไปด้วยความจริงจัง มากเสียจนอวี้เหวินเฉิงนึกฉงนใจกับท่าทางนั้น


 

“เจ้าเป็นแม่เขาหรือไร” อวี้เหวินเฉิงว่า


 

“ให้เป็นมากกว่าแม่ก็ทำได้” จื่อเหยาสวนกลับทันที


 

ทั้งการต่อปากต่อคำ ทั้งการประชดประชัน เห็นชัดว่าทั้งสองไม่มีคำว่าลดราวาศอกอยู่ในหัวกันแน่ๆ คนหนึ่งก็แสดงความเป็นผู้ปกครองอย่างชัดเจน ส่วนอีกคนก็แสดงมาดอยู่เหนือกว่าอย่างเต็มที่ สงครามประสาทและสงครามสายตาดำเนินยืดเยื้อจนสร้างบรรยากาศสุดขมุกขมัวชวนอึดอัด


 

สิ่งที่เป็นบ่งบอกได้ถึงความสัมพันธ์ของสองคนนี้ได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่าจะสนิทก็ไม่ใช่จะเกลียดกันก็ไม่เชิง ทั้งจื่อเหยาทั้งอวี้เหวินเฉิงนั้นมีเรื่องพึ่งพากันและกันก็จริงแต่กลับไม่ค่อยมีใครยอมแพ้กันเลยแม้แต่น้อย


 

จนกระทั้ง...


 

...


 

จนกระทั้ง...อวี้เหวินเฉิงเลือกที่จะยอมละฑิฐิ เนื่องจากพิจารณาแล้วว่ายอมๆ ไปซะบ้างมันน่าจะดีกว่าต้องมาเสียเวลายึกยักกันเช่นนี้


 

สรุปคือ...ศักดิ์ศรีอะไรนั่นน่ะช่างแม่งไปก่อนเถอะ เรื่องต้วนมู่ชิงน่ะสำคัญกว่า!


 

“ข้าจำได้ว่า...ข้าเคยเล่าเรื่อง ‘นั้น’ ให้เจ้าฟังแล้วไม่ใช่หรือเสียนเฟย” อวี้เหวินเฉิงเอ่ย แม้จะยอมถอยมาหนึ่งก้าวแล้วก็จริง แต่กิริยาก็ยังน่าหมั่นไส้อยู่ดี “และหากเจ้ารู้เรื่องราวของข้าแล้ว เจ้าก็น่าจะคาดเดาไม่ใช่หรือไร ว่าคนที่ข้าตามหานั้น...ก็คือคนของเจ้า”


 

พอได้ยินประเด็นนั้น จื่อเหยาก็มีสีหน้าที่ปลี่ยนไปแทบจะในทันที พัดที่อยู่ในมือถูกหุบลง เขาแตะมันที่ปลายคางตนแล้วครุ่นคิดอย่างอดไม่ได้


 

“เป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่เข้าท่า” นั่นคือสิ่งที่ออกมาจากปากของจื่อเหยา “แล้วเจ้ามั่นใจแล้วหรือไร ว่าชิงเอ๋อร์ของข้าใช่คนของเจ้า...โดยไม่ผิดตัว”


 

“กาลเวลาผ่าน คนย่อมเติบโตขึ้น แต่ใบหน้าก็ยังเค้าโครงเดิมได้อยู่ไม่ใช่หรือ?” เขาพูด นึกถึงยามที่ตนได้พบกับต้วนมู่ชิงครั้งแรกในคืนจันทร์ครึ่งดวง ชั่วพริบตานั้นมันทำให้เขาชะงักไปจริงๆ ด้วยเพราะภาพความทรงจำในอดีตที่ตกค้างอยู่ในหัวใจ


 

โครงหน้า ดวงตา แม้จะเติบโตขึ้นแค่ไหน ก็ยังคงเค้าเดิมจนทำให้ใจของเขาสั่นไหวในพลันนั้น...และนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้ตนเริ่มเข้าหาต้วนมู่ชิง เพื่อตรวจสอบให้มั่นใจ


 

“หากแต่ไม่ใช่เพียงแค่หน้าตา ในช่วงเวลาที่ข้าได้อยู่กับเขา การตรวจสอบทั้งระยะเวลาก่อนเข้าวัง ทั้งกลิ่นอายในตัวนั้นอีก คนเราสามารถใช้เครื่องประทินโฉมเปลี่ยนแปลงเค้าโครงหน้าได้ก็จริง แต่กลิ่นอายของตัวตนนั่น มันมีเพียงแค่หนึ่งและไม่มีวันเปลี่ยนแปลง”


 

“ข้าไม่ได้จมูกดีอย่างเจ้าเสียหน่อย” จื่อเหยาส่ายหน้า แต่เขาก็พอเข้าใจได้เกี่ยวกับ ‘กลิ่นอาย’ ที่อีกฝ่ายบอก ความสามารถของอวี้เหวินเฉิงนั้นค่อนข้างพิเศษและเอกเทศกว่าชาวบ้านชาวช่อง การแยกแยะตัวตนจากกลิ่นอายนั่นก็เป็นอีกหนึ่งในความสามารถที่ชายคนนี้มีเช่นกัน


 

“แต่ถ้าหากเป็นเรื่องของระยะเวลา รอยต่อแปดปีนั้นก็ทำให้ข้าพอเข้าใจได้ ว่าทำไมเจ้าเสาะแสวงหาแทบพลิกแผ่นดินเท่าไรจึงไม่เจอตัว เพราะกว่าที่เส้นปราณของเจ้าจะเข้าที่เข้าทางชิงเอ๋อร์ก็ถูกส่งตัวเข้าวังแล้ว”


 

“เป็นแปดปีที่น่าเสียดายนัก หากข้าพบเขาก่อนเขาคงไม่ต้องมาอยู่ที่นี่” อวี้เหวินเฉิงกล่าว หรี่ตามองจื่อเหยาเล็กน้อย รินชาส่วนของตนมาจิบดื่มโดยไม่สนใจว่าเจ้าของตำหนักจะอนุญาตหรือไม่ “...ไม่ต้องมาถูกคนแบบเจ้าเลี้ยงดู”


 

“ข้าว่าเป็นแปดปีที่เขาปลอดภัยแล้ว เพราะไม่ต้องเจอกับเจ้าคอยตามเร้าหรือแถมข้าก็เลี้ยงดูเขาอย่างดีโดยไม่มีสิ่งใดบกพร่อง หรือจะเถียงล่ะ” จื่อเหยาจ้องหน้าอวี้เหวินเฉิงซึ่งมองตนด้วยสายตาคล้ายจะจองเวรจองกรรม แล้วหัวเราะหึออกมาเบาๆ อย่างผู้ชนะ


 

“แต่ก็น่าแปลกใจนะที่คนหัวรั้นเช่นเจ้าจะยอมลดราวาศอกให้ข้า เพียงเพราะเรื่องของชิงเอ๋อร์...นับเป็นช่วงเวลาที่ล้ำค่าเหลือเกิน” จื่อเหยาทำเสียงหวานจนดูน่าหมั่นไส้


 

“นั่นมันเรื่องของข้า ทีนี้น่ะถึงคราวเจ้าบอกข้ามาได้แล้ว ว่าเจ้าให้ท่านพี่ทำอะไร งานใดบ้าง ใยเขาถึงได้พูดราวกับว่าเจ้าไม่ได้ให้เขาทำงานเช่นนี้ครั้งแรก?” อวี้เหวินเฉิงเปลี่ยนประเด็น ด้วยเพราะเขาไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับจื่อเหยาในประเด็นสมัยเด็กของตนอีกแล้ว


 

จื่อเหยาเงียบลงเล็กน้อย เขามีท่าทีครุ่นคิดบางอย่าง คล้ายไม่มั่นใจนักว่าจะพูดออกไปดีหรือไม่เพราะเขาเอง...ก็ยังไม่รู้ว่าจะอธิบายอย่างไรให้เข้าใจง่ายที่สุด


 

“เจ้าก็น่าจะรู้ว่าชิงเอ๋อร์น่ะเหมือนต้าสงมาว ไม่ก็อะไรสักอย่างที่เป็นก้อนขนกลมๆ ดูเชื่องช้าและน่าขยำ...”


 

...


 

“อืม...” อวี้เหวินเฉิงตอบแบบเสียงไม่ออก เอาจริงเลยนะ เขาก็คิดแบบนั้น แต่พอโดนคนอื่นพูดใส่หน้าแล้วก็แอบผงะเหมือนกัน “ข้าเข้าใจ ว่าลักษณะท่านพี่น่ะสร้างความไว้วางใจให้กับคนได้ง่าย เหมาะแก่การสาวความลับ”


 

“นั่นแหละ...ส่วนที่เหลือ การทำงานคืนนี้จะบอกเจ้าเอง” จื่อเหยาตอบ ก่อนจะเห็นอีกคนมองแรงใส่


 

“อย่าได้ทำสายตาแบบนั้นใส่ข้าได้ไหมเล่า แล้วก็อย่าคาดคั้นข้าเชียวล่ะ ไม่อย่างนั้นข้าจะนำความไปบอกพี่ชายเจ้าว่าเจ้าออกนอกลู่นอกทาง เห็นผู้ชายดีกว่างาน” ใบหน้าสวยมีรอยยิ้มเยาะอย่างไม่ยี่หร่ะใดๆ


 

แม้ดูตลกแต่ที่จื่อเหยาพูดถือเป็นคำขู่ เด็กนั่นน่ะไม่กลัวหรือเกรงใจใครหน้าไหนทั้งนั้น แต่มีจุดอ่อนตรงติดพี่และเพราะนิสัยนี้แหละที่ยังทำให้น่ารักอยู่บ้าง ประมาณถึงเป็นม้าพยศแค่ไหนก็ยังไว้หน้าพี่ชายเสมอ เนี่ย...น่าเอ็นดูน้อยเสียเมื่อไรล่ะ


 

“...”


 

อวี้เหวินเฉิงไม่ตอบ เขาทำได้แค่ถอนหายใจ ด้วยสีหน้าที่เหมือนจะบอกกับจื่อเหยาว่า ‘เวลาจะหนีอย่าได้เอาชื่อพี่ชายเขามาขู่จะได้ไหม’


 

“เอาล่ะ เรื่องที่คาใจก็ไขจนกระจ่างแล้ว เฉิงเอ๋อร์เอ๋ย...พวกเราควรกลับเข้าสู่เรื่องปัจจุบันกันไม่ดีกว่าหรือ นิสัยนักสืบเช่นเจ้า คงไม่ปล่อยเรื่องแบบนี้ผ่านหูผ่านตาใช่ไหมล่ะ?” จื่อเหยาตัดบท รอยยิ้มหวานบนใบหน้าดูเปี่ยมเต็มไปด้วยเล่ห์


 

ว่ากันตามตรงแล้วอวี้เหวินเฉิงค่อนข้างขนลุกกับเสียอ่อนเสียงหวานของจื่อเหยามาก แต่เขาก็ยังเก็บสีหน้าได้ดีเยี่ยมมากพอที่จะไม่หลุดอาการรังเกียจออกไป


 

“มันดูเป็นเรื่องปกติ...ท่ามกลางความไม่ปกติ” อวี้เหวินเฉิงตอบ “เรื่องปกติคือเรื่องลอบสังหารรัชทายาท มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแทบจะทุกสมัย อย่างองค์ก่อน พระองค์มีพระโอรสพระธิดาเกือบยี่สิบคน...แต่สุดท้ายเหลือใครบ้างล่ะ ถ้าไม่โดนลอบปลงพระชนม์เป็นผักปลาก็โดนวางยาตั้งแต่ยังไม่เกิด”


 

“อา...นั่นก็จริง ขนาดเว่ยหลงเองก็ยังเคยโดน ดีนะที่รอดมาได้” จื่อเหยาว่า คิดถึงเรื่องที่พระสวามีตนเคยพบเจอก็เผลอทำหน้าปั้นยากออกมา


 

“ส่วนที่ข้าว่าไม่ปกติ นั่นก็คือวิธีการตาย ทารกแรกคลอดจะไหลตายในคืนเดียวหลังจากคลอดเป็นไปได้ยากมาก เว้นเสียแต่ว่าร่างกายอ่อนแอเกินกว่าจะอยู่รอดซึ่ง...”


 

“เด็กคนนั้นแรกคลอดร่างกายสมบูรณ์ดี” จื่อเหยาตอบให้


 

“นั่นเท่ากับว่าตัดเรื่องการเสียชีวิตจากสภาวะทางด้านร่างกายไปได้เลย” อวี้เหวินเฉิงตัดสรุปแล้วพ่นลมหายใจออกมา ดวงตาหงส์มองจื่อเหยา


 

“ท่านพี่ไม่อยู่ตรงนี้...ฉะนั้นหากมีข้อมูลอะไรที่เขายังไม่รู้หรือยังไม่ได้บอกมาให้ข้ารู้ เจ้าบอกมาให้หมด” สั่งอย่างมาดใหญ่จนคนโดนสั่งเบะปาก


 

จื่อเหยาลงไปนั่งที่โต๊ะฝั่งตรงข้าม รินชาส่วนของตัวเอง จิบสักพักเพื่อให้คอชุ่มแล้วจึงพูดต่อ “การชันสูตรศพทารก เรื่องนี้เป็นเรื่องวงในที่มีแค่เหล่าชายาเท่านั้นที่รู้ เพราะการกระทำค่อนข้างชวนรับไม่ได้นิดหน่อย”


 

จื่อเหยานึกถึงสิ่งที่เห็นก่อนจะลอบถอนหายใจออกมาอย่างสงสารปนสังเวชใจ


 

“เพื่อตรวจสอบให้รู้ชัดแจ้ง เด็กคนนั้นจึงถูกผ่าท้อง แยกชิ้นส่วนอวัยวะภายในมาตรวจสอบทั้งหมดก่อนจะเก็บกลับเข้าไป ซึ่งนั่นเป็นผลให้พระพันปีหลวงกริ้วมาก...แต่นั่นแหละ ทำไปแล้ว โดนด่าโดนก็แล้ว ข้าก็ยังไม่ได้คำตอบอยู่ดี แถมตัวแม่เด็กก็ยังไม่สนใจกับสภาพศพลูกตัวเองสักนิด สิ่งที่ทำให้นางร้องไห้ได้ก็มีแค่คำสั่งจะปลดตำแหน่ง หลังจากนั้นเลยเร่งรุดไปเลียแข้งขาพระพันปีหลวง! น่ารังเกียจจนอยากอ้วกใช่ไหมล่ะ! ”


 

“เสียนเฟย...” อวี้เหวินเฉิงติเล็กน้อยเรื่องคำสุภาพ หากแต่จื่อเหยาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรนัก เขายังคงพูดต่อไป


 

“แต่พอลูกคนแรกตาย...ก็แล้วอย่างไงล่ะ ห้าปีต่อมาก็มีลูกอีกคน รั้นจะคลอดก่อนกำหนดจนเด็กป่วยกระเสาะกระแสะ นางนั่นน่ะนะ นอกจากจะไม่รู้จักเข็ดหลาบแล้วยังหาช่องทางระริกระรี้ชูคอต่อไป สุดท้าย ข้าว่าพอลูกคนนี้ตายก็คงจะพยายามมีลูกต่อไปไม่ต่างจากปศุสัตว์ค้าเนื้อ” จื่อเหยาถอนหายใจ ความสนิทกันทำให้เขาแสดงนิสัยเสียๆ แถมยังไม่รักษามาดผู้ดีต่อหน้าอวี้เหวินเฉิงเท่าไรนัก


 

“ข้าเชื่อว่าทุกคนมีเรื่องโชคร้ายแต่...ข้าไม่คิดว่ากรณีนี้มันเป็นเรื่องโชคร้ายสักนิด แม่นั่นทำตัวเองล้วนๆ เป็นถึงพระชายาอันดับสาม อุตส่าห์มีร่างกายสมบูรณ์พร้อมสำหรับการเป็นแม่ แต่พอมีก็ดันไม่มีปัญญาเลี้ยงให้โตได้ นึกแล้วอยากจะหัวเราะให้”


 

อวี้เหวินเฉิงมองความหัวเสียของจื่อเหยาอย่างเงียบเฉียบ เขาไม่ได้เข้าไปขัดหรือตักเตือนอะไรเพราะรู้เหตุผลว่าทำไมคนๆ นั้นจึงได้มีอาการเช่นนี้...และรู้เป็นอย่างดี


 

จื่อเหยามีอำนาจสูงที่สุดในวังหลัง ได้รับความเคารพจากข้าราชบริพารทุกผู้ทุกคน แต่สุดท้ายก็ยังเป็นได้แค่เสียนเฟยชายาลำดับสุดท้าย...ไม่อาจยืนข้างสวามีของตัวเองได้อย่างเต็มภาคภูมิเพราะเขาไม่สามารถเป็น ‘ภรรยา’ ที่สมบูรณ์ตามประเพณีได้


 

เพราะผู้ชายน่ะ...ไม่สามารถให้กำเนิดรัชทายาทได้


 

สิ่งที่อวี้เหวินเฉิงทำได้ในตอนนี้ก็มีแค่ถอดถอนลมหายใจออกมาด้วยความสงสารเท่านั้น


 

“ข้าขอเล่มคัดผลการชันสูตรได้หรือไม่” เขาเอ่ยถามกับจื่อเหยา ซึ่งจื่อเหยาก็ตอบรับและสั่งให้คนรับใช้ไปนำมาให้ทันที


 

“อยากได้อะไรอีกไหม?” จื่อเหยาถามเพราะกะจะได้รวบรวมข้อมูลทุกอย่างในคราวเดียวเลย


 

อวี้เหวินเฉิงมีท่าทางครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะถามต่อ “ทำไมข้าถึงเพิ่งรู้ว่ามีพระโอรสกับพระธิดา...”


 

“เจ้าคิดว่า ‘ฮ่องเต้’ ของเจ้าเป็นคนเช่นไรล่ะ?” จื่อเหยาตอบทันที


 

ซึ่งนั่นทำให้อวี้เหวินเฉิงระลึกได้ว่าฮ่องเต้ผู้นั้นมีพื้นฐานนิสัยอย่างไร ชายหนุ่มคลี่ยิ้มก่อนจะพูดแต่คำว่า ‘นั่นสินะ นั่นสินะ’ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้น


 

“เอาล่ะเรื่องนี้...ข้าจะถือเสียว่าได้ลับสมองระหว่างรอข้อมูลภารกิจหลัก” อวี้เหวินเฉิงตัดบท ปรบมือเบาๆ สองสามครั้งเพื่อดึงบทสนทนาให้กลับมา “เพราะคดีนี้ สิ่งที่เจ้าต้องการคงไม่ได้มีแค่การช่วยเหลือเด็กและรักษาความสงบของวังหลังอย่างเดียว...”


 

“ใช่” จื่อเหยาตอบ สีหน้าไม่ยินดีหรือยินร้าย เขาแค่ยิ้มให้อวี้เหวินเฉิง...และเป็นรอยยิ้มที่เลือดเย็นอย่างเหลือเกิน


 

“เพราะข้าเกลียดบทละครโศกเรื่องนี้ยิ่งนัก”


 

อวี้เหวินเฉิงตอบรับแค่เพียงการถอนหายใจเท่านั้น “เจ้ารอดูบทสรุปของละครโศกหลังจบคดีนี้แล้วค่อยวิจารณ์ก็ไม่สาย”


 

จื่อเหยาไหวไหล่แทนคำตอบ แต่ก็ถือว่าเป็นการตอบรับที่ไม่ผิดคาด


 

“ถ้าหมดธุระแล้วข้าคงต้องขอตัวก่อน” เมื่อเห็นว่าคนรับใช้นำสรุปผลชันสูตรมาส่งแล้ว เขาจึงรับไว้เพื่อไปเตรียมตัวทำงานในส่วนถัดไป


 

แต่ก่อนที่จะได้ก้าวออกจากโถงรับแขกนั้นเอง จื่อเหยาก็รั้งเอาไว้ ด้วยคำพูดหนึ่ง


 

“ข้าอยากจะเตือนเจ้าไว้อย่างหนึ่ง” จื่อเหยางเงียบเล็กน้อยก่อนพูดต่อ “ถึงตัวตนของ ‘คนในอดีต’ สำคัญเจ้ามากเท่าใด ทว่า...ต่อให้เขาไม่เคยถวายงานเลยซักครั้ง แต่ในแง่ธรรมเนียม ชื่อของชิงเอ๋อร์ก็ยังเป็นสมบัติของฮ่องเต้อยู่ และหากเจ้า..."


 

"ข้ารู้ว่าจะเจ้าต้องการจะสื่ออะไร...จะห้ามข้าหรือ? " อวี้เหวินเฉิงตอบโดยที่ไม่หันหลังกลับไปสบตาจื่อเหยาเลยด้วยซ้ำ


 

“ข้าห้ามเจ้าไม่ได้ แต่ที่ทำได้คือเตือนสติเจ้า” จื่อเหยาถอนหายใจออกมา ยามเขามองแผ่นหลังของอวี้เหวินเฉิงก็พาให้คิดถึงใครบางคนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก


 

“จงทำทุกอย่างให้เรียบร้อย อย่าลัดขั้นตอน ไม่เช่นนั้นทุกอย่างจะพังลง”


 

นั่นคือคำพูดที่จื่อเหยากล่าวส่งท้ายก่อนที่อวี้เหวินเฉิงจะเดินออกไป


 

เมื่อเดินออกมาจากห้องรับรองแขกและออกห่างจากตำหนักของจื่อเหยามากพอ อวี้เหวินเฉิงก็ได้แต่ครุ่นคิดถึงหลายอย่างในหัว


 

“ข้ารู้...” เขาพึมพำ ตระหนักใจอยู่เสมอว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้มันเป็นเรื่องบังเอิญที่ไม่ควรเกิดขึ้นในสถานที่เดียวกันเลยจริงๆ


 

“มันช่างผิดที่...ผิดเวลาเกินไป”


 

อวี้เหวินเฉิงเอ่ยออกมาเช่นนั้น ก่อนเสียงของเขาจะค่อยๆ จางหายไปกับสายลมอันแผ่วเบาของฤดูใบไม้ผลิ


 

 

[1] ฮองเฮา : มารดาของแผ่นดิน, พระราชินี เป็นตำแหน่งภรรยาหลวงของฮ่องเต้ที่มีอำนาจสูงสุดในวังหลัง

 

[2] เอ๋อร์ แปลว่าเด็ก เป็นคำที่ผู้ใหญ่ไว้ใช้เรียกต่อชื่อคนอายุน้อยกว่า ส่วนมากมักจะเป็นพ่อแม่ใช้เรียกลูก หรือผู้อาวุโสใช้เรียกเด็ก เป็นคำต่อท้ายที่แสดงถึงความเอ็นดู ซึ่งการถูกจื่อเหยาเรียกอย่างเอ็นดูเช่นนี้มันทำให้พระเอกของเราขนลุกสุดๆ ไปเลยค่ะ

 

มีข่าวร้ายค่ะ นั่นคือ---วันศุกร์กับอาทิตย์ไรท์ของดอัพนะคะ พอดีช่วงสุดสัปดาห์ไรท์ไปเที่ยวต่างจังหวัด เลยอาจจะทำให้ปั่นนิยายไม่ทันค่ะ แงงงง อาจะมีตอนพิเศษสั้น ๆ แทรกให้หายคิดถึงบ้าง จะเราจะกลับมาอีกครั้งวันอังคารที่ 25 มิถุนานี้นะคะ สัญญาค่ะ!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 523 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #705 linwa51 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 7 มีนาคม 2564 / 16:06
    เหมือนฮ่องเต้จะเป็นพี่ชายพระเอกหรือเปล่า
    #705
    0
  2. #640 sakura17 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 22:12
    แสดงว่าฮ่องเต้รักเสียนเฟยที่สุดมั้ย เพราะดูเสียนเฟยก็รักฮ่องเต้ แต่เพราะว่าเป็นสนมชายเลยมีลูกไม่ได้เลยแต่งตั้งให้ยศสูงกว่านี้ไม่ได้
    #640
    0
  3. #436 Ppillow_ (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 23:49
    ปมเยอะมากค่ะคุณพี่ขา
    #436
    0
  4. #319 Tiara O. Nalass (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 31 สิงหาคม 2562 / 12:58
    มีแต่คำว่างง 555555
    #319
    0
  5. #309 ชีสเค๊กวนิลา (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 30 สิงหาคม 2562 / 02:17
    อ่านมาถึงตรงนี้ ก็คือเครื่องหมายคำถามเต็มหัวเลย 555555 ข้าไม่เข้าใจอะไรเลยเจ้าค่ะ 5555555555
    #309
    0
  6. #302 Bonkersgirl (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 28 สิงหาคม 2562 / 22:56
    น้องพูดกงนี้เลยนะคะคุณพี่ น้องเดาอะไรไม่ถูกเลยค่ะงงไปหมด สนุกมากแต่เดาไม่ได้ น้องเปงเครียดเปงท้อ
    #302
    0
  7. #253 ZiRbuT (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 20:04
    ต้องมีทางออก
    #253
    0
  8. #240 wuddyy (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 13:25
    ซับซ้อนยิ่ง
    #240
    0
  9. #134 cc_kun (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 / 15:47
    ตลบแตลงเขียนงี้ค่ะ
    #134
    0
  10. #116 SujinSrimeechai (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 22 มิถุนายน 2562 / 02:04
    ถ้าให้เดา อาเฉิงน่าจะเป็นน้องชายฮ่องเต้ เลยสนิทและรู้จักกับเสียนเฟย เดาไปเรื่อย55
    #116
    0
  11. #115 Pissuda627 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 21:35
    มันก็จะหน่วงๆหน่อยอะนะ ว่าแต่น้องชิงลงมือทำอะไรอ่ะ อยากรู้
    #115
    0
  12. #114 P-SEFenrir (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:53

    ขอบคุณค่ะ
    #114
    0
  13. #113 Xialyu (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 20:41
    อิแม่เดาทางออกให้หนูไม่ถูกเลย จะรักกันได้เช่นไรกัน
    #113
    0
  14. #112 witchhound (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2562 / 19:51
    เหมือนอาเฉิงเป็นนักสืบที่ฮ่องเต้จ้างมาหรือเปล่า แล้วเมื่อก่อนเคยเจอกับอาชิงมาก่อนสินะ
    #112
    0