[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 14 : ตอนที่ 4 ทำไมเคล้ากลิ่นเน่าละครโศกอย่างนี้ล่ะ? (2)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,738
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 652 ครั้ง
    27 มี.ค. 63

“...มีเรื่องราวเช่นนี้เกิดขึ้นในรั้ววังด้วยหรือขอรับ...ข้าหมายถึงเรื่องลอบปลงพระชนม์พระโอรสนะ” นี่คือคำถามแรกที่อวี้เหวินเฉิงเอ่ยถามเมื่อกลับมาถึงตำหนักสุ่ยเซียนแล้ว


 

เขาเข้าใจดีว่าเรื่องราวฉาวๆ ในวังมักจะถูกปิดเป็นความลับเพื่อป้องกันประชาชนเสื่อมศรัทธา แต่เรื่องสำคัญเช่นการลอบปลงประชนม์ก็ดีหรือแม้การที่เต๋อเฟยตั้งครรภ์ก็ดี...สายสืบของเขานี่หนอ ใจคอจะไม่บอกข้อมูลพวกนี้กับเขาหน่อยเลยเหรอ


 

เสียนเฟยนะเสียนเฟย...หลังจากนี้เราต้องคุยกันหน่อยเสียแล้ว


 

“มันเป็นเรื่องเมื่อราวห้าปีก่อนน่ะ...พระโอรสของเต๋อเฟยอยู่ได้เพียงแค่วันกว่าก็สิ้นพระชนม์อย่างปริศนาในรุ่งเช้าวันถัดมา” ต้วนมู่ชิงตอบ ระหว่างนั้นก็หยิบผ้าประคบมาแตะๆ รอยช้ำที่ข้างแก้มของอวี้เหวินเฉิงอย่างเบามือ “ผลการตรวจสอบหมอหลวงกล่าวว่าพระวรกายของพระโอรสนั้นไร้ซึ่งอาการป่วย ไร้ซึ่งรอยขีดข่วนใดๆ แม้แต่ร่องรอยคำสาปก็ยังไม่พบเป็นเด็กแรกเกิดที่สมบูรณ์ทุกอย่าง”


 

“แล้วผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง...ก็คือแม่นางหลิวเซี่ยผู้นั้นหรือขอรับ” อวี้เหวินเฉิงรับฟัง ย่อยข้อมูลทั้งหมดที่ต้วนมู่ชิงเล่าอย่างใจเย็น


 

“อย่างที่เจ้าได้ยินจากจิ้งอีนั่นแล หลิวเซี่ยเป็นคนเฝ้าพระโอรสในคืนนั้น นางจึงเป็นผู้ต้องสงสัยในเรื่องนี้” ต้วนมู่ชิงเลิกคิ้วน้อยๆ คล้ายย้อนความถึงอดีต


 

“แต่เพราะไม่มีร่องรอยการถูกฆาตกรรมเลยสักแห่ง ไม่ว่าจะหมอหลวงก็ดี ไม่ว่าจะหมอไสย์ก็ดี พวกเขาทั้งหลายตรวจสอบทั้งทางวิชาการทั้งทางมนต์คาถาหมดแล้ว ทุกความเห็นลงข้างไม่ใช่การลอบปลงพระชนม์ นางจึงได้รอดจากโทษทัณฑ์อย่างฉิวเฉียด” ต้วนมู่ชิงใช้มือแตะรอยแดงที่แก้มของอวี้เหวินเฉิงเล็กน้อยอย่างเป็นห่วง


 

“เฝ้าหรือ...ปกติแล้วหน้าที่นั้นควรเป็นแม่นมไม่ใช่หรือขอรับ?” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยถาม เอียงหน้าเล็กน้อย ซบมือต้วนมู่ชิงซึ่งกำลังทำแผลให้อย่างออดอ้อน


 

“นั่นก็ใช่...แต่เพราะด้วยความสนิทสนมกันเลยแต่ดั้งเดิมน่ะ”


 

เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยของอวี้เหวินเฉิง ต้วนมู่ชิงจึงพูดต่อ “ทั้งสามคนมาจากเมืองเดียวกันน่ะ เต๋อเฟยลี่ย่าหลีและลี่ย่าเสียนเป็นลูกพี่ลูกน้องกันส่วนหลิวเซี่ยนั้นเห็นว่าเป็นสหายในวัยเด็ก นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยหากพระสนมลี่จะเสียอาการกับเรื่องนั้น”


 

พอพูดจบหยิกแก้มอวี้เหวินเฉิงให้ปล่อยตนเสีย โดยเจ้าตัวแสบคนหลอกกินเต้าหูก็แกล้งร้องโอดโอยออกมา


 

“แล้วทีนี้พอพระธิดาป่วย ลี่ย่าเสียคงเริ่มระแวงอีกครั้ง พอมีอะไรมากระทบเข้าหน่อยก็...เป็นอย่างที่เจ้าเห็นเมื่อเช้านั่นไง” พูดจบก็พ่นลมหายใจออกมาเบาๆ


 

“แล้วท่านพี่มีความเห็นกับเรื่องนี้ว่าอย่างไรหรือขอรับ” อวี้เหวินเฉิงสอบถาม เขายกมือแตะๆ แก้มตนเล็กน้อย ความปวดบรรเทาลงไปมากแล้ว ดูท่าจะได้ยาดีจริงๆ


 

“ข้าคิดว่าเป็นเพราะการประสูติก่อนกำหนดเสียมากกว่า ถามว่ามีสิทธิ์เป็นการลอบปลงพระชนม์ไหม ข้าคิดว่ามีแต่ไม่ชัดแจ้ง นั่นจึงทำให้เราไม่มีสิทธิ์ไปปรักปรำใครได้แม้เขาจะเคยมีคดีเก่าติดตัวก็ตาม”


 

“อย่างนั้นหรือขอรับ” อวี้เหวินเฉิงว่า สีหน้ายังคงครุ่นคิดอยู่อย่างนั้น เพราะเขาเข้าใจดีว่าการตั้งครรภ์สำหรับนางในวังหลังนั้นสำคัญมากเพียงใด


 

ในที่แห่งนี้น่ะ ไม่ว่าใครก็ปรารถนาที่จะมีลูกกันทั้งนั้น เพื่ออนาคต เพื่อตำแหน่ง หากอยากถีบตัวเองไปอยู่ที่สูง การมีรัชทายาทให้กับฮ่องเต้จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง


 

ทว่าการตั้งครรภ์ก็เป็นดังดาบสองคม มันสามารถเป็นได้ทั้งเครื่องมือนำสุขและบ่อนทำลายไปพร้อมๆ กัน


 

หากตั้งครรภ์ก็ต้องดูแลรักษาตัวเองให้ดี หากคลอดแล้วก็ต้องดูแลให้ดียิ่งกว่า ทารกเพศชายเป็นสิ่งที่ปกป้องยิ่งชีพ เพราะหากเด็กน้อยผู้นั้นดวงดีโหราจารย์ทำนายว่ามี ‘บุญญาธิการแห่งสวรรค์’ อันเป็นส่วนสำคัญในการคัดเลือกรัชทายาทเมื่อไร ก็เทียบเท่ากับว่ามีสิทธิ์ลุ้นได้เป็นไทเฮาโดยปริยาย


 

สำหรับอวี้เหวินเฉิงนั้น...เขามีความคิดเห็นในเรื่องนี้ค่อนข้างติดลบ การเป็นรัชทายาทนั้นไม่ใช่เรื่องสวยงามเลยแม้แต่น้อย อย่างน้อยที่สุดเขาก็คงไม่อยากเป็นบันไดไต่เต้าให้กับใครแม้แต่แม่ของตัวเอง


 

เรื่องในรั้ววังนี่มันช่างซับซ้อนจนปวดหัวดีจริงๆ


 

“เอาล่ะ เสร็จแล้ว”


 

เสียงของต้วนมู่ชิงทำให้อวี้เหวินเฉิงได้สติ แต่ยังไม่ทันที่จะได้กล่าวคำขอบคุณ ชายหนุ่มก็ต้องขมวดคิ้ว เมื่อดวงตาสีเข้มจับจ้องมาทางตนอย่างจริงจัง


 

“ข้ารู้ว่าอาเฉิงเป็นเด็กดี แต่อย่าทะเล่อทะล่าออกไปช่วยใครอีกล่ะ ไม่อย่างนั้นจะได้แผลแบบนี้กลับมาอีกนะ...เข้าใจไหม” ต้วนมู่ชิงบ่น เขาชักเริ่มเข้าใจความรู้สึกของจื่อเหยามาเลาๆ เสียแล้วสิ


 

“ท่านพี่ห่วงข้าหรือ...” อวี้เหวินเฉินถาม ตีสีหน้าสำนึกผิดพร้อมกับทำเสียงอ่อนเป็นหมาหงอย ทั้งที่ความจริงแล้วหน้าบึ้งๆ เหมือนสงมาวแยกเขี้ยวมันไม่ได้น่ากลัวสำหรับเขาเลยสักนิด


 

“ไม่ห่วงเจ้าแล้วจะห่วงใคร?” ต้วนมู่ชิงตอบตามตรง ขึงขังพร้อมกับทำตัวเยี่ยงผู้ใหญ่สั่งสอนเด็ก โดยหารู้ไม่ว่าเจ้าเด็กที่โดนสั่งสอนนั้นกำลังยิ้มกระหยิ่มอยู่ในใจ


 

...เพราะการลงทุนยอมเจ็บตัวใครครั้งนี้ได้ผลดังที่คาดจริงๆ


 

อวี้เหวินเฉิงคนมากแผนได้แต่พึงใจเช่นนั้นภายใต้ยิ้มใสซื่อบนใบหน้า


 

แต่ทว่า...!!


 

อวี้เหวินเฉิงรู้สึกถึงสายตาอันคมกริบจากภายนอกตำหนัก แต่พอหันไปกลับเหลือเพียงแค่ความว่างเปล่าและเศษใบไม้ที่ร่วงลงมาจากต้น


 

ความใคร่สงสัยและสังหรณ์ใจบางอย่างก่อเกิดลึกๆ ในอก


 

ความรู้สึกนี้มัน...


 


 

**********


 

ยามนั้นพญาเหยี่ยวขาวก็กางปีกสยาย บินต้านลมล่องไปตามท้องฟ้ากว้าง มันฝ่าทะลุชั้นไอหมอกตรงกลับไปยังสถานที่หนึ่ง ซึ่งต้องใช้เวลาสักระยะกว่าจะถึงที่หมาย


 

...ซึ่งมีผู้รอคอยผลงานการทำงานของมันอยู่


 

เหยี่ยวขาวร่อนลงกางกรงเล็บเกาะบนข้อแขนซึ่งสวมใส่มือเครื่องป้องกันคมเล็บอย่างรู้งาน มันมองคนผู้นั้น ส่งสายตาและน้ำเสียงออดอ้อนขอของรางวัล เมื่อมันได้รับอาหารและการลูบขนจนพอใจแล้วจึงได้เอาหัวชนกับหน้าผากผู้เป็นนาย


 

ด้วยเพราะความสามารถของคนผู้นั้น...คือเชื่อมต่อการมองเห็นเข้ากับนกใต้อาณัติได้ หรือก็คือเหยี่ยวขาวตัวนี้เห็นอะไร รู้อะไร เขาก็ย่อมรู้เช่นเดียวกัน


 

“อืม...”


 

‘คนๆ นั้น’ ส่งเสียงในลำคอเล็กน้อย หัวครุ่นคิดไปพลางมือก็ลูบไล้ขนนกไปพลาง จนพญาเหยี่ยวขาวสลัดหัวพองขนด้วยความพึงพอใจยิ่งนัก


 

“พอฮ่องเต้ไม่อยู่ทีไร...วังหลวงก็มีเรื่องทุกที ให้ตายเถิด ให้ตายเถิด” เอ่ยซ้ำท่อนหลังสองคราด้วยความรู้สึกหน่ายระคนปลง


 

ทั้งข่าวลือการลอบปลงพระชนม์เอย ทั้งเรื่องของการตบตีเอย นี่ยังไม่นับเรื่องเต๋อเฟยคลอดก่อนกำหนดอีกนะ ทุกเรื่องประดังประเดจนปวดหัวเสียจนอยากได้ยาหมอขนานแรงสักกา การแอบสอดส่องวังในครั้งนี้ได้เรื่องเยอะกว่าที่คาดนัก


 

อยากจะประชดด้วยการหัวเราะแรงๆ ให้ปอดโยกจริงเชียว


 

ทว่าไม่กี่อึดใจท่าทางของชายคนนั้นกลับแปรเปลี่ยน คิดถึงสิ่งสุดท้ายที่เห็นผ่านสายตาพญาเหยี่ยวก็ยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่


 

อวี้เหวินเฉิงอยู่ที่วังหลวงแล้ว และเรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ก็น่าจะเป็นเรื่องดีหากตนจะทดสอบฝีมือเด็กคนนั้นเสียหน่อย ถือเสียว่าเป็นแบบฝึกหัดชีวิต


 

“เอาล่ะ...ข้าชักอยากรู้แล้วสิว่าเจ้าจะรับมือกับสิ่งพวกนั้นอย่างไร” เขาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทอดมองไปทิศที่ตั้งราชวังหลวง รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้า


 

ฝ่ามือวางลงบนขอบระเบียงกว้าง พลันเห็นขนนกที่หลุดร่วงถูกลมโอบอุ้ม ระยะแรงพัดทำให้มันปลิดปลิวออกไปไกลแสนไกล


 

เขากำลังอวยพรให้อวี้เหวินเฉิง ด้วยใจที่เฝ้ารอถึงบางสิ่ง


 


 


 

*********


 

ทั้งอวี้เหวินเฉิงอยากจะอยู่คุยสองต่อสองต่ออีกหน่อย แต่พวกเขาทั้งสองกลับถูกจื่อเหยาเรียกไปพบเสียอย่างนั้น


 

ในใจต้วนมู่ชิงรู้สึกราวกับประวัติศาสตร์ซ้ำรอย แม้อวี้เหวินเฉิงยังไม่ได้ทำสัญญาเป็น ‘รุ่นน้องในการดูแล’ ของตนอย่างสมบูรณ์ แต่เรื่องเมื่อเช้าก็คงทำให้คนเข้าใจไปเองหมดแล้วกระมัง ว่าตนเลือกเด็กคนนี้ไปเป็นที่เรียบร้อย


 

ย้อนกลับไปเมื่อหลายปีก่อน อย่างบอกไปว่าต้วนมู่ชิงเคยเป็นกรรมการห้ามมวยจนโดนลูกหลง หากคนมองว่าอวี้เหวินเฉิงเป็นเด็กเขา และเขาเป็นเด็กของจื่อเหยา เท่ากับรุ่นพี่รุ่นน้องสายนี้เปิดตัวอย่างเอิกเกริกด้วยการโดนตบทั้งคู่ ซึ่งพอมองในมุมมองจื่อเหยาแล้ว...การที่เด็กในสังกัดถึงสองคนก่อเรื่อง สิ่งที่นึกออกก็มีเพียงอย่างเดียว...นั่นคือโดนเรียกมาฟังเทศน์มหาชาติแน่ๆ


 

แต่สิ่งที่ต้วนมู่ชิงคิดนั้น อาจจะเป็นการคิดมากเกินไปหน่อยเพราะ...


 

สำหรับอวี้เหวินเฉิงน่ะพอมาถึงตำหนักจูเชวี่ย เขาก็ต้องพยายามปั้นหน้ายิ้มเป็นเฉิงจื่อเหยียนอย่างสุดใจ เพราะรู้ดีว่าที่จื่อเหยานั้นเรียกมาน่ะ ไม่ได้อยากจะเทศนาอะไรหรอก อยากเห็นตนในสภาพแก้มแดงบวมมือเป็นรอยห้านิ้วนี่ล่ะไม่ว่า!


 

“อา...นี่สินะ เฉิงจื่อเหยียนที่เจ้าเล่า อา งดงามจริงๆ งดงามจริงๆ ถ้าไม่มีรอยบวมนิ้วที่แก้มล่ะนะ”


 

นั่นคือคำแรกที่จื่อเหยาพูดเมื่อคนทั้งสองมาถึง ร่างโปร่งบางก้าวเดินลงมาจากที่นั่งประจำตน ตรงไปทางอวี้เหวินเฉิง ก่อนดันปลายพัดเชยคางมนให้เงยหน้าขึ้น คนทั้งสองสบตากันชั่วระยะสั้นๆ คล้ายส่งสัญญาณบางอย่างที่ทำเอาอวี้เหวินเฉิงอยากเบ้ปากใส่


 

เพราะจื่อเหยากำลังอมปากกลั้นขำกับรอยนิ้วนหน้าตนอยู่!


 

ต้วนมู่ชิงดูร้อนใจเล็กๆ เพราะการยืนอยู่ด้านหลังซ้ำอวี้เหวินเฉิงยังบังเอาไว้ จึงมองไม่เห็นว่าสองคนนี้ทำหน้าแบบไหนใส่กันอยู่


 

“อา...ต้องขออภัยด้วยขอรับ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าเป็นเพราะข้าดูแลน้องไม่ดี พี่เหยาอย่าได้ตำหนิว่าที่พระสนมเฉิงเลยขอรับ” ต้วนมู่ชิงรีบตอบปกป้องอวี้เหวินเฉิงทันที ความห่วงใยเห็นเด่นชัดในน้ำเสียงเป็นอย่างยิ่ง เขากลัวน้องนั้นจะโดนดุจนถึงขั้นอาจถูกไล่ออกจากวังได้


 

“ข้าเป็นคนทะเล่อทะล่าเข้าไปเอง ท่านพี่ไม่ผิดหรอก” อวี้เหวินเฉิงตีเนียนสะบัดคางออกจากปลายพัด เดินถอยลงไปหาต้วนมู่ชิงทันที


 

สิ่งที่อยู่เบื้องหน้าทำให้จื่อเหยาต้องคลี่พัดในมือออกมาบังใบหน้าด้านล่างอย่างไว เขาไม่อยากให้คนทั้งสองเห็นรอยยิ้มของตัวเอง ต้วนมู่ชิงนั้นก็ช่างแสนซื่อและเชื่อใจคนง่ายส่วนอวี้เหวินเฉิงตอนห่วงพี่ก็ช่างน่าเอ็นดู


 

ให้ตายเถิด เพราะเป็นเช่นนี้ไง ถึงได้ถูกใจข้านัก...


 

“ข้าไม่ได้เรียกพวกเจ้าทั้งสองมาเพื่อดุหรอก อย่าได้กังวล” จื่อเหยาว่า กลั้นหัวเราะจนพอใจแล้วจึงเดินกลับไปนั่งที่ตั่ง โบกมือเล็กน้อยเชิญให้ทั้งสองมานั่งใกล้ๆ ก่อนชายหนุ่มส่งสัญญาณมือบอกให้ข้ารับใช้ออกไปด้านนอก


 

และเมื่อข้ารับใช้ออกไปเรียบร้อยแล้วจื่อเหยาก็เริ่มพูด


 

“พวกเจ้าคงได้ยินถึงเรื่องของลูกสาวเต๋อเฟยแล้ว” จื่อเหยาเอ่ย พลางคิดถึงเรื่องอาการป่วยของทารกน้อยคนนั้น ท่าทางเขาดูคล้ายจะมีบางสิ่งคาใจ


 

ลมพัดโบกจากพัดคลอเคล้าจนเส้นผมสีดำขลับไหวไปมาตามแรงสะบัดมือ พวกเขาตกอยู่ในระยะความเงียบเล็กน้อยก่อนจื่อเหยาจะเริ่มพูดอีกครั้ง “ทว่าข้ามิคิดว่านี่จะเป็นเพียงเพราะความอ่อนแอจากการเกิดก่อนกำหนด”


 

“ผลตรวจของหมอหลวงว่าอย่างไรบ้างหรือ...พ...พ่ะย่ะค่ะ” อวี้เหวินเฉิงเอ่ยถาม เขาเกือบลืมประโยคสุภาพไปเพราะปกติตนไม่ค่อยได้พูดศัพท์สุภาพกับจื่อเหยา


 

“ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์กับข้าก็ได้” จื่อเหยาว่า โบกพัดเล็กน้อยแล้วเริ่มพูดต่อ


 

“ส่วนเรื่องผลตรวจก็...หมอตำราก็ดี หมอผีก็ดีจะหมอไหนๆ ต่างก็บอกว่าไม่ได้มีอาการผิดปกติ” จื่อเหยาตอบ “เพราะเคยมีเรื่องของ ‘เด็กคนก่อนหน้า’ มาแล้ว พระพันปีหลวงทรงไม่อยากให้ประวัติศาตร์ซ้ำรอย ก็เลยตรวจสอบละเอียดขึ้น แต่จะยังไงข้าก็ว่าไม่ปกติ ชิงเอ๋อร์คิดว่าอย่างนั้นหรือไม่”


 

“พี่เหยาขอรับ...” ต้วนมู่ชิงลากเสียงเล็กน้อยก่อนจะหยุดคำพูดตัวเองลง ดวงตาคู่งามเหลือบมองอวี้เหวินเฉิงคำนึงว่าจะให้น้องมารับรู้ถึงเรื่องวงในมากกว่านี้ดีหรือไม่ แต่พอคิดถึงคำพูดของเจิ้งจิ้งอีแล้ว เขาก็ตระหนักใจว่าให้รู้จากคนไว้ใจได้ ย่อมดีที่สุด


 

“ข้าคิดว่าเมื่อผลตรวจเป็นเช่นนั้นก็ไม่ควรจะคะยั้นคะยอตรวจสอบเพิ่ม ข้าสงสารเด็กผู้ไม่รู้ประสีประสายิ่งนัก ไม่รู้ว่าขั้นตอนการทำงานนางจะผ่านมือหมอมาจนช้ำสักเท่าใด แต่...” ชายหนุ่มทั้งสองคนสบตากันเล็กน้อยก่อนจื่อเหยาจะพยักหน้า ต้วนมู่ชิงจึงเริ่มพูดอีกครั้ง


 

“แม้ในความคิดเห็นส่วนตน ข้าจะรู้สึกว่ามันน่าสงสัยเช่นเดียวกับท่านพี่เหยาก็ตาม...”


 

ต้วนมู่ชิงน่ะพยายามวางตัวเป็นกลางกับคดีนี้มาตลอดตั้งแต่เมื่อห้าปีก่อน แต่พอรู้สึกว่ามันชักประหลาดหนักข้อขึ้นไปกันใหญ่เขาจึงเริ่มแสดงความเห็นของตนบ้าง


 

“ข้าไม่คิดว่านั่นจะเป็นเพียงเพราะความโชคร้ายเพียงอย่างเดียว คราแรกยังพอคิดได้ว่าทารกน้อยไม่มีบุญวาสนาพอจะเป็นรัชทายาท ทว่าพอมีคราที่สอง ข้าเริ่มรู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องบังเอิญ..." ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย แย้มริมฝีปากออกราวกับจะพูดบางอย่าง


 

เขาส่งสายตาขออนุญาตจื่อเหยาอีกครั้งแล้วพูดว่า


 

"ยิ่งฮ่องเต้มีประสงค์ที่จะคุมกำเนิดกับนางสนมที่พระองค์ไม่ใคร่จะมีบุตรด้วยก็ยิ่งสงสัย ต่อให้มันจะเป็นเรื่องปกติก็ตาม”


 

เพราะมันก็มีนะ สนมชั้นล่างที่ปล่อยให้ตัวเองท้องเพื่อเลื่อนขั้นเลยต้องมีการคุมกำเนิดกันบ้าง...ในแง่ที่ฮ่องเต้แค่อยากสนุกแต่ไม่คิดถูกผูกมัด


 

“แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่มีสนมนางใดเลยที่ตั้งครรภ์แม้กระทั้งเหล่าพระชายา แต่พอมีขึ้นก็สิ้นพระชนม์จนคนเล่าลือว่าเกิดจากอาถรรพ์...ไม่ก็ถูกสาปแช่งให้ไม่ให้มีทายาทสืบทอดบัลลังก์”


 

"ท่านพี่...เชื่อสิ่งที่เรียกว่าอาถรรพ์ด้วยหรือ? " อวี้เหวินเฉิงพอได้ยินเช่นนั้นก็เอ่ยถาม หากแต่ต้วนมู่ชิงกลับส่ายหน้าเป็นเชิงปฏิเสธทันที


 

"ถึงการเล่นคุณไสย์และคำสาปจะมีจริงทว่าข้าไม่เชื่อ...ว่าจะมีอาถรรพ์เกิดขึ้นเองโดยไม่มีใครสร้าง มันไม่ใช่ฝุ่นหรือเกสรเสียหน่อยที่ว่าพอสูดเข้าไปก็เกิดอาการภูมิแพ้ แค่ข่าวลือมันไม่ใช่หลักฐานที่วัดได้สักหน่อย" ต้วนมู่ชิงตอบอย่างตรงไปตรงมา ต่อให้โลกนี้จะมีพลังเร้นลับที่ยังหาข้อพิสูจน์ไม่ได้มากมายก็จริง ทว่าเขาไม่เชื่อเป็นอันขาดว่าจะมีสิ่งลี้ลับใดๆ เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีเหตุผล


 

“ถ้าถูกสาปจริงๆ ก็ต้องหาให้เจอว่าใครเป็นคนสาป สาปทำไม และจะต้องหาทางแก้ไขคำสาปนั้นให้ได้ นั่นคือสิ่งที่ข้าเชื่อ”


 

พอได้ยินคำตอบดังนั้นอวี้เหวินเฉิงเองก็พยักหน้าเช่นกันกัน เขาเหลือบมองจื่อเหยาเล็กน้อย ส่งสายตาเหมือนเข้าใจกันอยู่สองคน


 

แนวคิดต้วนมู่ชิงไปกันได้กับพวกเขา


 

“ข้าเองก็คิดเช่นเกียวกับท่านพี่...” พอเห็นต้วนมู่ชิงวิเคราะห์ อวี้เหวินเฉิงจึงเริ่มพูดมุมมองความคิดเห็นของตนบ้าง “การตายของเด็กคนนั้นมีบางอย่างขัดแย้งกันไป อีกทั้งข้าสังหรณ์ใจไม่ดีว่าเรื่องครานี้อาจเกินไม่ใช่เพราะความโชคร้าย”


 

“สังหรณ์หรือ?” ต้วนมู่ชิงเลิกคิ้วเล็กน้อย พาให้สงสัยกับคำที่อวี้เหวินเฉิงพูดเป็นยิ่งนัก


 

“น้องสังหรณ์แม่นนะขอรับ” อวี้เหวินเฉิงคลี่ยิ้มอย่างน่ารักให้กับต้วนมู่ชิง แน่นอนว่าเขาไม่ได้โกหกอะไรเกี่ยวกับเรื่องลางสังหรณ์ เขาเป็นผู้ฝึกวิชาอยู่ในสำนักและทำงานด้านการสืบสวน จมูกย่อมไวกับเรื่องคดี


 

“ขอรับ ๆ” ต้วนมู่ชิงว่า ขยับมือไปลูบหัวของอวี้เหวินเฉิงเบาๆ ถามว่าเชื่อไหม ก็ไม่...แต่พอเห็นอีกฝ่ายจริงจังเช่นนั้น คนเอ็นดูรุ่นน้องเช่นเขาก็ยอมเออออห่อหมกตามไปอยู่แล้ว


 

“และ...” อวี้เหวินเฉิงเริ่มพูดต่อ “ไม่มีคำสาปใดที่จะเกิดขึ้นลมๆ แล้งๆ โดยไม่มีคนสร้าง ต่อให้ไม่มีร่องรอยของคำสาป ก็ใช่ว่าจะไม่เกี่ยวข้อง และข้าไม่คิดว่าคนที่ถูกสาปจะเป็นฮ่องเต้”


 

“เจ้าหมายถึงตัวของเต๋อเฟย?” ต้วนมู่ชิงถาม ทว่าอวี้เหวินเฉิงสั่นหน้า เขายกมือขึ้นเล็กน้อย ชูสองนิ้วระดับสายตาของผู้มอง


 

“เป็นไปได้ทั้งสองอย่างขอรับหากไม่ใช่ผู้เสียหาย ก็เป็นผู้ต้องหา”


 

เมื่อเป็นดังนั้นต้วนมู่ชิงก็หน้านิ่วขึ้นมา “แต่ข้าไม่คิดว่านางจะทำอะไรลูกตัวเองหรอกนะ พ่อแม่ที่ไม่รักลูกตัวเองน่ะมีมากมายก็จริง แต่การฆ่าลูกที่มีผลประโยชน์แถมยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในตำแหน่งเต๋อเฟยแบบนั้น...มันไม่โง่ไปหน่อยหรือ?


 

“นั่นจึงเป็นสิ่งที่เราต้องตามหาคำตอบอย่างไรล่ะขอรับ ตอนนี้ลี่เต๋อเฟยยังเป็นผู้ต้องสงสัย เราก็จะยังไม่ปรักปรำว่าเป็นคนร้ายและหาหลักฐานเพื่อมัดตัวนาง แต่ถ้าหากนางเป็นผู้เสียหายเราจะได้สร้างมาตการป้องกันอย่างทันท่วงที” อวี้เหวินเฉิงว่า มองต้วนมู่ชิงที่ดูเหมือนจะเริ่มเออออเห็นด้วยกับข้อสัญนิฐานของเขาแล้ว


 

“แต่เรื่องนี้น่ะเป็นเรื่องของคนที่มีตำแหน่งสูงกว่าพวกเรานะอาเฉิง ว่าที่สนมเช่นเจ้า หรือเหม่ยเหรินเช่นข้า เข้าไปข้องเกี่ยวอะไรไม่ได้ไปมากกว่านี้ไม่...”


 

...


 

“ได้...”


 

แต่แล้วพอพูดถึงเรื่องตำแหน่งกันคนทั้งสองก็ค่อยๆ หันไปทางจื่อเหยาราวกับรู้กัน


 

ถ้าหากต้องการอำนาจที่ยิ่งใหญ่มาหนุนหลังแล้วล่ะก็...ก็ต้องคนนี้นี่แหละ!



 

[รีไรท์ครั้งที่ 1 : 27/3/20]

จริง ๆ แล้ว...ว่าด้วยเรื่องนี้เกิดขึ้นในวัง เราควรใช้คำราชาศัพท์ แต่ด้วยความที่คนเขียนนั้น รู้สึกว่าการใส่คำราชาศัพท์ลงไปเยอะ ๆ รัว ๆ มันออกจะอ่านยากนิดหน่อย (สำหรับเราน่ะค่ะ เป็นคนเมาคำราชาศัพท์ 55555) เลยเลือกให้นิยายเรื่องนี้จะใช้คำศัพท์ในการเขียนให้เข้าใจง่ายเป็นคำพูดรูปสุภาพ และราชาศัพท์แบบพื้นฐานแทนเพื่อให้ย่อยง่ายอ่านง่ายแทนนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 652 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #639 sakura17 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 22:02
    แสดงว่าตอนนี้มีคนสามกลุ่ม กลุ่มอวี้เหวินเฉิง คนที่อาเฉิงส่งสาส์นท้าทาย แล้วก็คนที่ส่งเหยี่ยวมาดูอาเฉิงสินะ
    #639
    0
  2. #530 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 07:05

    ปมเยอะจริงๆ

    #530
    0
  3. #238 wuddyy (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 12:56
    เฮ้ยบยย
    #238
    0
  4. #111 Xialyu (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 18:54
    มีความลับที่อยู่ในใจ มีความลับที่อยู่ข้างในนนนนนนนนน
    #111
    0
  5. #110 witchhound (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 14:35
    เรื่องนี้มีแต่ปมเต็มไปหมด เขียนโอเคแล้วค่ะ พวกราชาศัพท์นี่ไม่ต้องเยอะมากก็ได้ สู้ๆนะคะ พักผ่อนเยอะๆค่า
    #110
    0
  6. #109 Pissuda627 (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 11:27
    มีความลับเยอะแยะไปหมดเลย รอตอนต่อไปจ้า
    #109
    0
  7. #108 มาย (จากตอนที่ 14)
    วันที่ 17 มิถุนายน 2562 / 01:33

    สั้นจัง อัพช้า เค้ารอดูการอัพไรท์ตลอด พออัพแล้วเข้าไปอ่าน เนื้อหาก็สั้น แปปเดียวก็จบ

    #108
    1
    • #108-1 White-Crystal(จากตอนที่ 14)
      17 มิถุนายน 2562 / 12:43
      ขอโทษด้วยน้าาาา ด้วยเพราะมีงานหลวงต้องทำเลยทำให้สามารถอัพได้แค่ 3 ตอนต่อสัปดาห์จริง ๆ หากอัพมากกว่านี้คงไม่ไหวแล้วน่ะค่ะ

      ส่วนจำนวนน้อยนั้นเพราะเราตั้งใจให้ตอนหนึ่งอยู่ที่ประมาณ 4 - 5 หน้า A4 น่ะค่ะ กลาง ๆ ไม่สั้นไม่ยาวเกินไป
      #108-1