[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 13 : ตอนที่ 4 ทำไมเคล้ากลิ่นเน่าละครโศกอย่างนี้ล่ะ? (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 5,871
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 718 ครั้ง
    27 มี.ค. 63

 

อย่างที่รู้กันดีว่าพระสนมทั้งสองเพศแยกสัดส่วนอาศัยกันอย่างชัดเจนโดยมีลำคลองกั้นอาณาเขตเอาไว้ เพราะต่อให้จะมีมาตรการป้องกันความบัดสี (?) อยู่หลากหลายข้อ


 

แต่เพราะก็ไม่ได้มีการจำกัดสิทธิ์ในการพบปะพูดคุย นั่นจึงทำให้ ‘ทั้งสองฝั่ง’ รู้กันเองโดยสัญชาตญาณว่า...


 

หากไม่อยากต้องโทษหรือไปนอนแซ่วอยู่ตำหนักเหมันต์ พวกเขาจะไม่รุกล้ำเขตกันโดยไม่มีเหตุจำเป็นเด็ดขาด!


 

และคำจำกัดความว่า ‘เหตุจำเป็น’ มีอะไรบ้างก็…จะงานเลี้ยงก็ดี จะงานราษฎร์งานหลวงก็ดี แม้แต่เรื่องราวเช่นนี้เองก็น่าจะถูกจัดว่าเป็น ‘เหตุจำเป็น’ ดังที่เคยกล่าวเอาไว้ข้างต้นด้วยเช่นกัน


 


 

“นางสารเลว!”


 

เสียงสบถหยาบไม่สมความเป็นผู้ดีตามด้วยการหวีดร้องอย่างเกรี้ยวกราดจนแทบกรี๊ด


 

หลังจากนั้นทั้งสองนางก็ออกมือออกไม้ตบตุบตับ จิกทึ้งผมจนหลุดลุ่ย กัดกันเหมือนหมา…เอ๊ย…แยกไม่ออกมาใครเป็นใคร


 

การตบตีระหว่างสตรีสองนางเกิดขึ้นกลางวงล้อมคนมุงโดยไร้ซึ่งการห้ามปราม เนื่องจากเมื่อครู่มีขันทีใจกล้าเข้าไปช่วยแยกก็โดนเล็บมือนางกรีดจนแก้มเป็นแผลห้าแถว ต้องระเห็จไปนั่งทำแผลอยู่นอกวงโคจร


 

ต้วนมู่ชิงถึงกับบึนปากด้วยความปลง การตบตีของหญิงสาวนั้นน่ากลัวเสมอ ยิ่งเป็นหญิงสาวกำลังโกรธจนควันออกหูด้วยแล้ว ยิ่งไม่ควรแหยมหางเข้าไปเป็นอันขาด


 

ตบกันอีกแล้วเหรอ...


 

ผู้ก่อความไม่สงบทั้งคู่ต่างก็เป็นนางใน แม้จะไม่ใช่สนมมีลำดับยศแต่ก็ทำให้คนมองนวดขมับเบาๆ หลายทีเช่นกัน แต่ไหนแต่ไรต้วนมู่ชิงก็ไม่ชอบการทะเลาะระหว่างผู้หญิง แล้วนี่ดันเปิดฉากตบรับขวัญสนมใหม่เสียตั้งแต่ต้นฤดูกาลอีก...แค่เห็นก็รู้สึกอยากม้วนตัวกลับไปกอดหมอนที่ตำหนักแล้ว


 

แต่ทว่า...


 

ไม่รู้สำนึกความเป็นรุ่นพี่มันมาจากไหน อยู่ดีๆ ก็อยากทำตนเป็นตัวอย่างที่ดี ต้วนมู่ชิงกระตุกชายแขนเสื้อรุ่นน้องเล็กน้อยคล้ายจะออกหน้าปกป้องเผื่อเจอลูกหลง


 

“ปกติแล้วมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นในวังบ่อยๆ หรือขอรับท่านพี่?” อวี้เหวินเฉิงแสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ เขาเดินตามต้วนมู่ชิงไปเรื่อยๆ ลัดเลาะแทรกไปตามช่องว่างระหว่างคนมุงเพื่อหาทางออก แต่ไม่รู้ว่าเลี่ยงอีท่าไหนถึงได้โดนดันให้ไปอยู่ในแนวหน้าเสียอย่างนั้น


 

ผลคือได้เห็นมวยชัดแจ๋วประหนึ่งได้ที่นั่งชั้นพิเศษแทนเสียอย่างนั้น


 

ต้วนมู่ชิงทำหน้าปลงตกเมื่อสุดท้ายก็จับพลัดจับผลูมายืนหน้าสุด


 

“ก็มีบ้าง แต่ไม่บ่อยนักหรอก ร้อยพ่อพันแม่นี่นะ จะมีคนนิสัยเสียปะปนมาบ้างก็ไม่แปลกล่ะ” เขาพูด สอดสองแขนกอดอกอย่างครุ่นคิด การตบตีของหญิงสาวนั้นไม่ค่อยมีใครอยากเข้าไปยุ่ง อย่างมากสุดก็แค่มุงและมาช่วยหิ้วปีกพาแยกย้ายหลังจากจบกิจกรรม


 

แม้จะดูแล้งน้ำใจไปบ้าง แต่ไม่มีใครอยากจะได้รับปัญหาตามมาทีหลัง เกิดเข้าไปช่วยแล้วดันได้เครื่องประหารหัวสุนัขกลับมาแทน ดูอย่างไรก็ไม่คุ้มเสียอยู่ดี คนเขาเลยเลี่ยงการสอดรู้เรื่องเสียๆ หายๆ


 

ทว่า…ถึงจะดูน่าเกลียดแค่ไหน สิ่งที่เขาคิดว่าน่าเกลียดกว่าคือบางคนเห็นการตบตีเป็นเรื่องสนุก ทั้งเสียงหัวเราะขบขัน ทั้งทำนินทาเย้ยหยัน ของพวกนั้นช่าง...


 

อยากอ้วก


 

สังคมเป็นเช่นนี้เสมอ อย่าได้ล้มอย่าได้เผลอ ต้องระแวงตนตลอดว่าจะถูกเยาะเมื่อไร ต้วนมู่ชิงอยากหยุดเสียงหัวเราะนั้นโดยเร็ว…แต่…จะต้องทำอย่างไรให้เรื่องนี้ยุติโดยเร็วดีล่ะ...?


 

ไม่ใช่ว่าต้วนมู่ชิงไม่อยากช่วย พื้นฐานนิสัยเขาเป็นคนมีจิตใจดีชอบช่วยคนอยู่แล้ว แต่หลังจากเคยเสนอหน้ามาครั้งหนึ่ง เอาเมี่ยงเขามาอมจนโดนตบหน้าชาไปทั้งซีก ไม่พอยังถูกจื่อเหยาเทศนาชุดใหญ่เทียบเท่าพระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์อีกดอก หลังจากนั้นมา ต้วนมู่ชิงคนดีก็เข็ดขยาดเลิกเอาตัวเองเป็นไม้กันตบถาวร


 

ทางเลือกสุดท้ายนี้คงจะต้อง....หาทางจับแยกโดยละมุนละม่อมเท่าที่สุด


 

ในจังหวะที่ต้วนมู่ชิงกำลังครุ่นคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรถึงจะแยกสองนางออกจากกันโดยนองเลือด (?) ให้น้อยที่สุดอยู่นั่นเอง


 

“นางฆาตกร!!! นางชั่วช้า หน้าไม่อาย!”


 

หญิงสาวใบหน้าบวมช้ำแก้มเต็มไปด้วยน้ำตา กรีดร้องออกมาอย่างสุดเสียง นางเงื้อมมือหมายจะตบฝั่งตรงข้ามให้สาสมกับความแค้น!!


 

เสียง ‘เพี๊ยะ’ ดังลั่นไปทั่วอาณาบริเวณ แต่ทว่าสิ่งที่ตบโดนนั้นหาใช่สตรีที่ถูกด่า


 

คนทั้งหมดต่างตกอยู่ในความเงียบงัน...ตะลึงลาน อึ้งเป็นการใหญ่ เพราะผู้โชคดีที่เข้ามาแทรกกลางรับลูกตบไปเต็มๆ นั้นก็คือ...


 

อวี้เหวินเฉิง!


 

ใบหน้าของชายหนุ่มหันค้าง ด้วยเพราะแรงเงื้อมรุนแรงมากเสียจนเลือดซิบที่มุมปาก ขันทีบางคนที่เห็นภาพนี้ถึงกับห่อปากด้วยความเสียดาย หน้าสวยๆ ได้แดงเป็นรอยนิ้วไปเสียแล้ว


 

"อาเฉิง! " ต้วนมู่ชิงร้องออกมาด้วยความตกใจรีบรุดวิ่งตรงเข้าไปกั้นกลางระหว่างสงคราม


 

“พวกเจ้า รีบแยกพวกนางออกจากกันเดี๋ยวนี้!” ต้วนมู่ชิงหันไปสั่งขันที เมื่อเห็นคนพวกนั้นไม่ไหวติงจากอารามตกใจ จึงได้สั่งไปอีกครั้ง กระแทกเสียงดังเพื่อกระตุ้นว่า


 

“ข้าบอกให้แยกอย่างไรล่ะ!! เร็ว!!”


 

การแทรกของอวี้เหวินเฉิงทำให้การทะเลาะวิวาทยุติได้อย่างชะงัก แถมเมื่อมีคนเปิดย่อมมีคนกล้า ทันทีที่ต้วนมู่ชิง ซึ่งเป็นคนที่มียศสูงสุดในสถานการณ์นี้สั่งการ สนมชายและขันทีจึงได้กระวีกระวาดจับสนมทั้งสองนางแยกกันอย่างรวดเร็ว


 

หนึ่งคือเพราะรอจังหวะเปิดนี้มานานแล้ว กับอีกอย่าง นั่นคือ…พวกเขาเพิ่งเคยเห็นเหม่ยเหรินผู้นุ่มนิ่มออกปากสั่งคนเสียงแข็งเช่นนี้


 

มันเลยทำให้รู้สึกว่าไม่ควรขัดคำสั่ง...จริงๆ นะ


 

“เป็นอย่างไรบ้างอาเฉิง” ต้วนมู่ชิงเลิ่กลั่ก เขายกมือแตะๆ ใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเลือดที่มุมปากนั้น เป็นห่วงแต่ก็ไม่กล้าจับแรง


 

“ข้าไม่เป็นอะไรขอรับ ท่านพี่” อวี้เหวินเฉิงตอบด้วยรอยยิ้ม ร่างสูงยืนนิ่งให้คนตรงหน้าซับเลือดให้ เขาทำตัวเป็นเด็กดีเพื่อไม่ให้ต้วนมู่ชิงเป็นห่วง ทว่าชั่วขณะหนึ่งกลับมีประกายบางอย่างระริกในดวงตา


 

ถ้อยคำที่สตรีผู้นั้นเอ่ยก่อนตบตนนั้นมันสะกิดต่อมความอยากรู้อยากเห็นของนักสืบขึ้นมา


 

อวี้เหวินเฉิงละตัวออกจากต้วนมู่ชิงเพื่อเดินไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ยกมือเล็กน้อยคล้ายคำสั่งไม่ให้ขันทีลากเธอผู้นั้นไปห่างมากเกินไป


 

หญิงสาวถูกกดตัวลงให้นั่งคุกเข่าป้องกันการดิ้นอาละวาด นั่นจึงทำให้อวี้เหวินเฉิงต้องย่อตัวลงไป จับจ้องด้วยกิริยาคล้ายเจ้าหน้าที่สอบปากคำ


 

“เมื่อครู่...คำว่าฆาตกรที่เจ้าว่า หมายถึงสิ่งใดงั้นหรือ?”


 

และด้วยคำนั้นเองที่ทำให้ทั้งหมดต่างตกอยู่ในความเงียบ


 

อวี้เหวินเฉิงสงบท่ามกลางความเงียบนั้น เพ่งพิจารณาถึงสถานะของคนทั้งสอง คนหนึ่งแต่งกายดีแต่ไร้เครื่องประดับศีรษะบ่งบอกว่าเป็นสนมระดับไม่สูงมาก ส่วนอีกคนการแต่งกายง่ายๆ ไม่ได้ดูดีหรูหราคาดว่านางไม่มียศและมีหน้าที่คล้ายนางกำนัล


 

“นางชั่วนั่น...มันฆ่าพระโอรสอย่างไรล่ะ...”


 

เสียงเอ่ยอย่างแผ่วเบา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาคู่สวยนั้นเอ่อนองด้วยน้ำตา


 

“มันเป็นคนฆ่าพระโอรสของเต๋อเฟย [1] !!” เมื่อได้จังหวะระบาย นางสนมคนนั้นจึงแผดเสียงร้องโกรธเกรี้ยวทั้งน้ำตา ร่างบางพยายามดิ้นรนสลัดตัวให้หลุดจากการขันที ใจที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้นอยากเข้าไปทำร้ายคู่กรณีจนแทบควบคุมสติตัวเองเองไม่ได้


 

“แกฆ่าพระโอรสแล้ว...แล้วนี่ยังใช้มนต์ชั่วจะสาปแช่งพระธิดาอีก นางคนชั่ว!!”


 

“ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าเรื่องเด็กคนนั้น มันไม่ใช่ข้า!!” เมื่อความถูกใส่มาไม่ยั้ง ผู้ถูกปรักปรำก็ขอยื่นอุทธรณ์


 

“และเรื่องเมื่อห้าปีก่อน...ข้าก็...ไม่ได้ตั้งให้เกิดเรื่องเช่นนั้น...” นางพึมพำเสียงแผ่ว น้ำตาและลูกสะอื้นตีทะลักในลำคอจนไม่อาจพูดได้อย่างชัดเจน หญิงสาวพยายามกลั้นไม่ให้ร้องไห้ออกมา


 


 

"สนมลี่เรื่องนั้นมันผ่านมานานแล้วอย่าได้เค้นความมาใส่ร้ายใครอีกเลยบตากับพระสนมหลิวงต้วนมมเะทันที ขันทีจึสอบปากคำ”ขันทีเอ่ยห้ามเมื่อเห็นว่าปรามความบ้าคลั่งของสนมลี่หรือลี่ย่าเสียนไม่ได้และหากนางหลุดไปอาจเสียหายได้เรื่องมากกว่าเดิมชายหนุ่มจึงจำเป็นตัดสินใจกระทำการบางอย่างเขารวบตัวให้นางอยู่นิ่งๆ ก่อนจะ...


 

“ขออภัย” พูดจบก็ใช้วิชาสะกดจุดใส่ลี่ย่าเสียน นางฟุบตัว หลับไปในแทบจะทันที


 

เมื่อสถานการณ์เข้าที่แล้วขันทีผู้นั้นก็ลุกขึ้น สั่งการคนให้พาตัวผู้ก่อเรื่องทั้งสองไปกักบริเวณยังเรือนสำนึกผิด...หรือก็คือห้องสำหรับลงโทษสนมนั่นเอง


 

“ต้องขออภัยเหม่ยเหรินยิ่งนัก” ขันทีกล่าว คำนับขออภัยอย่างมีมารยาทก่อนเดินไป ซึ่งในจังหวะควบคุมตัวนั้นเอง ต้วนมู่ชิงและอวี้เหวินเฉิงได้เผลอสบตากับหญิงสาวอีกคนคนเข้า เธอคนนั้นคือหลิวเซี่ยผู้ถูกลี่ย่าเสียนตบจนหน้าสวยๆ บวมปูดนั่นเอง


 

...และนั่นทำให้คนทั้งสองรู้สึกสะกิดใจบางอย่าง หากแต่ต่างฝ่ายต่างไม่สามารถเอ่ยออกไปได้


 

เมื่อหญิงสาวทั้งสองถูกนำตัวไปสำนึกผิดแล้ว แทนที่เรื่องจะจบกลับกลายเป็นว่าไม่จบ แม้ ‘เรื่องนั้น’ ที่ลี่ย่าเสียนพูด คือเรื่องเก่าเก็บเมื่อครั้นอดีตกาลก็จริง แต่พอมีใครสักคนเปิดประเด็นชี้เป้าก็ย่อมมีคนถือจอบถือเสียมวิ่งไปขุดทันที เสียงพูดคุยเริ่มเซ็งแซ่ บางคนถึงกับยืนจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรสชาติ


 

อา...ฟังไม่รู้เรื่องเลย!!


 

แต่ในจังหวะที่ต้วนมู่ชิงกำลังจะลี้จากตรงนั้น ก็มีบางอย่างรั้งไว้เสียก่อน


 

“อาชิง! รุ่นน้องของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!”


 

สนมหญิงนางหนึ่งกำลังวิ่งตรงมาหา เธอมีใบหน้าสวยงามจิ้มลิ้ม รูปร่างอรชรผอมเพรียวแม้จะมีบางส่วนที่ไม่อ้อนแอ้นสักเท่าไรนัก หน้าอกหน้าใจเด้งกระเพื่อมพรึ่บๆ ตามจังหวะการก้าว น่าหวาดเสียวจะหกจนต้วนมู่ชิงต้องยกมือไปปิดตาอวี้เหวินเฉิง


 

“อา...อา...ไม่เป็นไรขอรับ...พระสนมเจิ้ง...” ต้วนมู่ชิงตอบอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง รอให้เจิ้งจิ้งอีวิ่งมาถึงและอะไรต่อมิอะไรหยุดกระเพื่อมจึงปล่อยมือออกจากตาของอวี้เหวินเฉิง


 

“ไม่เป็นอะไรก็ดีแล้ว แล้วเจ้าล่ะอาชิง?”


 

“ข้ายืนวงนอก สบายดี ไม่ได้รับลูกหลงอะไรขอรับ”


 

เมื่อเป็นอิสระอวี้เหวินเฉิงก็หรี่ตาลงมองสตรีที่เข้ามาใหม่ ปั้นสีหน้ายิ้มรับความห่วงใย แม้ภายในใจจะข้องขุ่นจนเหมือนน้ำเสียอยู่สิบจุด ดูจากเครื่องประดับผมแล้ว ยศของเจิ้งจิ้งอีต่ำกว่าต้วนมู่ชิงหลายระดับนักแต่ท่าทางดูสนิทสนมกันดีแม้ว่ายศจะต่างกัน...หรือจะเป็นเพื่อนรุ่นเดียวกัน?


 

“ยัยนั่นยังเชื่ออีกหรือว่าเรื่องพระโอรสเป็นฝีมือของอาเซี่ย” เมื่อเห็นว่าคนทั้งสองปลอดภัยแล้ว เจิ้งจิ้งอีจึงเปิดบทสนทนาขึ้นทันที ทว่าพอเห็นว่าต้วนมู่ชิงส่ายหน้าคล้ายไม่อยากให้พูด นางก็เผลอห่อปากทำเสียงสูงเหมือนต้องการจะกระแซะแซว


 

“โธ่...ไม่เห็นเป็นไรเลย แหมเหม่ยเหรินคนงามเจ้าขา...พอได้เป็นรุ่นพี่ก็ทำตัวเคร่งขรึมเชียว” พูดหยอกด้วยน้ำเสียงคนสนิทก่อนหญิงสาวจะส่ายหน้า “ให้เขารู้เถอะอาชิง ไม่รู้ตอนนี้ ครั้งหน้าก็รู้ เรื่องฉาวขนาดนี้อีกประเดี๋ยวก็กระฉ่อนไปทั่ววัง ให้รู้จากปากคนไว้ใจได้ดีกว่า การสิ้นพระชนม์ของพระโอรสน่ะไปฟังจากปากคนอื่นก็ไม่รู้จะใส่สีตีไข่อะไรบ้าง”


 

อวี้เหวินเฉิงฟังสิ่งที่เจิ้งจิ้งอีพูด แม้จะไม่ค่อยชอบกิริยาสนิทสนมนั้นแต่ก็เห็นด้วยกับนาง ยิ่งมีคำว่า ‘พระโอรส’ เป็นส่วนประกอบด้วยแล้ว เขายิ่งสงสัยและอยากรู้เป็นพิเศษ


 

“อีกทั้งข้าก็ห่วงแต่พระธิดาองค์เล็ก ข่าววงในเองก็บอกว่าป่วยกระเสาะกระแสะ” เจิ้งจิ้งอีกล่าว


 

“จริงอยู่ที่เรื่องครั้งนั้นฉาวไปทั่ว แต่เรื่องของพระธิดาคนล่าสุด พระสนมลี่ก็มิควรปรักปรำแม่นางหลิวเช่นนั้น การลอบปลงพระชนม์รัชทายาทมีความผิดแค่ไหนใครก็รู้” ต้วนมู่ชิงแย้ง เขาเหลียวหลังมองอวี้เหวินเฉิงเล็กน้อย เลยตามเลย ปล่อยให้ฟังอย่างเสียไม่ได้ เพราะเขาเองก็เห็นด้วยกับเจิ้งจิ้งอี ว่าให้รู้จากเขาย่อมดีกว่าฟังการใส่สี


 

“ลอบปลงพระชนม์รัชทายาท?” อวี้เหวินเฉิงได้ยินมาถึงตรงนี้ก็เลิกคิ้ว “ฮ่องเต้พระองค์นี้มีรัชทายาทแล้วหรือขอรับ?”


 

“เคยมีน่ะ” เจิ้งจิ้งอีตอบ “วงในกล่าวมาว่าฮ่องเต้พระชนม์มายุยังไม่มาก ทำให้เขาเน้นทำกิจกรรมมากกว่าการให้กำเนิดรัชทายาท สนมหญิงที่ถูกเรียกตัวเลยต้องคุมกำเนิดทุกครั้ง ทำให้ระยะเวลาแปดปีที่ครองราชย์มา พระธิดาคนนี้เป็นคนที่สอง ส่วนคนแรกก็...อย่างที่เจ้าได้ยิน โดนลอบปลงพระชนม์ตั้งแต่เพิ่งลืมตาดูโลก”


 

“เป็นเรื่องน่าฉงนใจนัก เหตุใดข้าจึงไม่รู้เรื่องเลยสักนิด” อวี้เหวินเฉิงพึมพำ


 

“คนนอกวังไม่รู้ก็ไม่แปลกหรอกอาเฉิง เรื่องการลอบปลงพระชนม์พระโอรส พระพันปีหลวง [2] รับสั่งให้ปิดข่าวเพื่อปกป้องชื่อเสียงราชวงศ์” ต้วนมู่ชิงได้ยินจึงตอบข้อสงสัยนั้นให้


 

“อีกอย่างขั้นตอนการสืบสวนก็ไม่มีหลักฐานใดๆ เลยที่จะระบุว่าใครเป็นร้าย แม้กระทั่งแม่นางหลิวที่เป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่งเองก็ตาม” ต้วนมู่ชิงพ่นลมหายใจออกมายาวๆ ดวงตาเหลือบมองเจิ้งจิ้งอีเล็กน้อย คล้ายจะบอกว่าเรื่องของฝั่งหญิงก็คงต้องให้ฝั่งหญิงเล่าแล้วล่ะ


 

“เพราะไม่มีหลักฐานอะไรเลยนี่แหละ ลี่ย่าเสียนจึงปักใจเชื่อว่าอาเซี่ยเป็นคนลอบปลงพระชนม์ เพราะคนอยู่ดูแลคนพระโอรสเป็นคนสุดท้ายก็คือนาง” เจิ้งจิ้งอีกอดอกพยักหน้ากับตัวเองสองสามครั้ง “ส่วนพระธิดา พอประสูติไม่นานร่างกายก็ดูกระเสาะกระแสะ อาการเดียวกับพระโอรส ลี่ย่าเสียนจะระแวงก็ไม่แปลกไม่ใช่หรือ?”


 

“เอ่อ...” ต้วนมู่ชิงลากเสียงเล็กน้อย เขาไม่ได้สนใจเรื่องฝั่งหญิงเท่าไรนัก “เต๋อเฟยนั่นน่ะ ไปท้องตอนไหนนะ...”


 

“เอ่อ...” เจิ้งจิ้งอีลากเสียงแล้วทำหน้าปลงกับคนที่ไม่เคยจะสนใจนั่นนี้อย่างเหลือเกิน


 

“อะไรเล่า...”


 

“เอาจริงข้าก็ไม่แปลกใจนักหรอก เพราะเจ้าก็เป็นคนแบบนี้นั่นแหละนะ ยัยเด็กนั่น...เอ๊ย เต๋อเฟยน่ะคลอดเมื่อสัปดาห์กว่าๆ นี้เอง แต่ข้าจำได้นะว่ากำหนดฤกษ์เป็นต้นฤดูกาลหน้า...แสดงว่าน่าจะคลอดก่อนกำหนด” เจิ้งจิ้งอีพูดพร้อมกับทำหน้าเหม็นเบื่อ แถมยังไม่ใช้คำราชาศัพท์กับเต๋อเฟยราวกับหมั่นไส้เสียเต็มประดา


 

ต้วนมู่ชิงพยักหน้า เมื่อสองคืนก่อนฮ่องเต้เสด็จประทับที่ตำหนักจูเชวี่ยและรุ่งเช้าก็ออกไปประพาสกับกุ้ยเฟย นั่นจึงทำกับว่าเต๋อเฟยเพิ่งคลอดเมื่อวันสองวันนี่เอง


 

ไปนอนกับเมียคนหนึ่งถึงตำหนัก แล้วพอเช้าก็ออกไปกับเมียอีกคน...นี่ไม่คิดจะดูดำดูดีเมียที่มีลูกอ่อนหน่อยเหรอพระองค์ แล้วนี่เมียคลอดก่อนกำหนดด้วยนะ ไม่เกรงใจตำแหน่งตัวเองก็ช่วยเกรงใจตำแหน่งเต๋อเฟยหน่อยเถอะ จะตั้งเขามาเป็นชายาทำไมเนี่ย!


 

“อา...”


 

แต่แล้วในจังหวะที่เจิ้งจิ้งอีและต้วนมู่ชิงกำลังคุยกันอย่างออกอรรถรสนั้นเองอวี้เหวินเฉิงผู้ซึ่งเงียบมานานก็เริ่มออกเสียง เขากุมมือต้วนมู่ชิงมาวางบนแก้มบวมแดงของตัวเองเล็กน้อยคล้ายเรียกร้องความสนใจ


 

ส่งผลให้ต้วนมู่ชิงรีบกระวีกระวาดบอกลาเพื่อนสาวคนสนิทแล้วลากอวี้เหวินเฉิงกลับไปประคบน้ำแข็งที่ตำหนักสุ่ยเซียนให้ไวเลยทีเดียว


 

[1] ตำแหน่งของพระชายาลำดับที่ 3

[2] พระบรมราชชนนีพันปีหลวง หรือ ไทเฮา เป็นตำแหน่งที่ใช้เรียกมารดาของฮ่องเต้

[รีไรท์ครั้งที่ 1 : 27/3/20]


 


 


 

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 718 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #638 sakura17 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 21:53
    โอ้ย มารยาร้อยเล่มเกวียน5555
    #638
    0
  2. #529 อดีตรีดเงา (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2563 / 06:32

    เด็กมันอย่างร้าย!

    #529
    0
  3. #481 HoneynLime (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 ธันวาคม 2562 / 08:06
    เจ้าเด็กกกกร้ายนักนะ
    #481
    0
  4. #281 PuiPui--r (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 14:21
    มารยา 5 ล้านเล่มเกวียน
    #281
    0
  5. #264 N เอ็น (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 02:18
    เด็กมันรว้ายยยยย
    #264
    0
  6. #237 wuddyy (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 12:50
    โอ้โห แผนการช่างลึกล้ำ
    #237
    0
  7. #158 Secr3t-Key (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 / 22:15

    พระเอกนี่มันมารยาจริงๆ ถถถถ

    #158
    0
  8. #150 มินมิ๊นนนน(nAdaLyn) (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 กรกฎาคม 2562 / 21:31
    แผนสูงจริงๆพระเอก 55
    #150
    0
  9. #107 TheDarkShadow (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 22:05
    อาเฉิง......น่าตบอีกสักรอบจริงๆ
    #107
    0
  10. #106 Pissuda627 (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 15 มิถุนายน 2562 / 19:05
    พี่เฉิงร้ายกาจ ร้ายกาจที่สุด><
    #106
    0
  11. #105 ppterakk (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 21:19

    ต้วนมู่ชิง หนีไปปปปป

    #105
    0
  12. #104 Xialyu (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 21:17
    ช่างร้ายจริงเชียว
    #104
    0
  13. #103 MashiroJP (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 19:49
    น้องมันร้ายยยย
    #103
    0
  14. #102 SuwimonJihun (จากตอนที่ 13)
    วันที่ 14 มิถุนายน 2562 / 18:24

    ไไมค่อยจะลงทุนเลยนะ5555556

    #102
    0