[END] ยอดนายสนมกับวิถีชีวิตเยี่ยงคนเกียจคร้าน

ตอนที่ 10 : ตอนที่ 3 เรื่องส่วนตัวไม่ควรปะปนกับเรื่องงาน (1)

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 7,655
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 946 ครั้ง
    17 มี.ค. 63

ลมพัดหวิว เปลวเทียนเคลื่อนไหว ม่านไม้ไผ่ปลิวสั่นไปตามคลื่นระดับและกระทบกันจนส่งเสียงกึกกัก


 

ราวกับทุกอย่างเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่เรียกว่าความสงบ


 

แต่ทว่า...


 

เปรี๊ยะ!


 

ภายในห้องกลับเกิดเสียงแตกร้าวของผลึกแก้วดังก้องขึ้นมา!


 

แสงสลัวของเทียนบนเชิงเลือนรางจนมองอะไรในห้องไม่ชัดเจนนัก แต่ก็ยังโชคดีที่แสงจันทร์พอเป็นตัวช่วยได้บ้าง เบื้องหลังฉากกั้นไม้ไผ่ปรากฏร่างของคนในเครื่องแต่งกายแสนหรูหรา ผ้าปักสีขาวทองนั้นบ่งบอกถึงสถานะอันแสนสำคัญในวังหลวงเป็นอย่างยิ่ง


 

ไม่ไกลจากสายตาคนผู้นั้นมีถาดทรายขีดเขียนเป็นอักขระอักษรโบราณโดยที่เหนือขึ้นไปเล็กน้อยมีลูกแก้วขนาดเท่ามือแตกร้าวไม่มีชิ้นดีกองเกยกันอยู่อย่างน่าอดสู มันพังสลายไปราวกับถูกบางสิ่งที่แข็งแกร่งกระแทกให้แตก


 

‘คนคนนั้น’ เดาะลิ้น ความรู้สึกไม่พึงพอใจจุกแน่นอยู่ในอก เมื่อวิชาตามตัวที่ใช้เมื่อครู่ถูกตอบโต้กลับมาอย่างรุนแรงจนค่ายมนต์แตกกระจายเช่นนี้...มันทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายน่าจะมีวิชาที่กล้าแข็งมากกว่า


 

มือเรียวกำจอกชาในมือแน่นจนสั่นระริก วันนี้ทั้งวันตนเอาแต่วุ่นวายจนแทบไม่ได้ทำอะไร เพียงเพราะไม่อาจตรวจสอบได้ว่าเจ้าของกระแสพลังเมื่อตอนกลางวันนั้นมันคือใครและส่งมาจากไหน


 

ทีแรกสุดก็คิดว่าเป็นแค่ขันทีหรือขุนนางใหม่ในวังสักคนนึกอยากลองวิชาเลยปล่อยผ่านไม่ได้ตามหา หากแต่นานไปมวลปราณนั่นก็ยิ่งแข็งแกร่งกระทบแทรกแซงพลังของตนอยู่เนื่องๆ จนเริ่มรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี พยายามสืบหาก็หาไม่เจอราวกับเจ้าของพลังนั้นกำลังปกปิดกลิ่นอายไม่ให้ใครรู้ตัว และสิ่งที่ทำก็แค่สานส์ท้าสนุกๆ เท่านั้น


 

...คล้ายผีเสื้อสลัดปีกหยอกล้อแล้วโผบินหนีอย่างเย้ยหยัน


 

พอคิดได้ดังนั้นก็อดเคี้ยวฟันอย่างโมโหโทโสไม่ได้ จอกชาถูกคว้าปาแตกคาผนังเป็นเศษเล็กเศษน้อย


 

“อวดดีนัก!”


 

เสียงพูดกระชากห้วน ด้วยเพราะคนผู้นี้มีนิสัยหยิ่งทระนงเอาแต่ใจอยู่แล้ว การหยอกเย้าราวแมวหยอกหนูจึงสร้างความคับแค้นใจดังไฟสุมทรวงได้ไม่ยากเย็น ซ้ำหยามใดเลยเล่าจะเท่าการถูกหยามทั้งที่อยู่ในถิ่น ไม่ว่ามันผู้นั้นจะเป็นใคร ขันที ขุนนาง หรือจะอะไรก็จะไม่ปล่อยเอาไว้ จะต้องเล่นงานให้อย่างสาสมกับที่โดนหมิ่นประมาทนี้


 

“...!”


 

แต่พอได้ยินเสียงก้าวเดินนอกห้อง เจ้าตัวก็ต้องรีบลุก เก็บซ่อนเครื่องพิธีกรรมให้มิดชิด พร้อมกับทำสีหน้า ทำใจให้เย็นลง


 

“...อยากรู้นักว่าจะซ่อนตัวได้เก่งขนาดไหน”


 

ในครานี้อาจจะหาตัวไม่เจอ แต่คราหน้าจะบีบให้ตายคามือเป็นแน่!


 

แต่ทว่าสิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ก็มีเพียงเคืองแค้นอยู่ในใจเช่นนั้น ตนต้องวางตัวสูงสมดังสถานะที่มี จะมากระโตกกระตากให้เสียหน้าเพราะเรื่องเล็กไม่ได้


 

พอนึกได้เช่นนั้นก็ข่มอารมณ์ร้อนลงได้เสียที และเดินออกไปเพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญผู้นั้น


 

สายลมไหวอีกหนึ่งครั้ง ม่านไม้ไผ่โบกสะบัด เปลวเทียนหรี่หด และสุดท้ายก็หายจากกลายเป็นเพียงควันลอย


 

ห้องอันแสนโอ่โถงแห่งนี้ก็มืดลงอีกครา

 

*********

 

อวี้เหวินเฉิงนอนไม่หลับ


 

แต่ไหนแต่ไรชีวิตการทำงานก็หล่อหลอมให้เขากลายเป็นคนที่ไม่สามารถเข้านอนได้ก่อนจันทร์ขึ้นสูง ต้องข้ามวันไปเสียก่อนจึงได้เวลาเอนหลังลงเตียง


 

ทว่า...


 

ตำหนักแห่งนี้พอฟ้าเปลี่ยนสีไม่นานก็เริ่มทยอยลดแสงไฟลงแล้ว แม้อวี้เหวินเฉิงจะรู้อยู่เต็มอกว่าต้วนมู่ชิงเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทอยู่ติดฟูกก็เถอะ แต่การมุดเข้ามุ้งไวยิ่งกว่าเด็กสี่ขวบเช่นนี้ มันก็ออกจะเกินความคาดหมายไปเสียหน่อย


 

“นึกไม่ถึงเลย...ว่าโตมาจะกลายเป็นคนเอื่อยเฉื่อยไปได้” ชายหนุ่มลอบส่ายหน้า รู้ดีแก่ใจว่าไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายรสนิยมส่วนตัวใคร แต่พอมาเจอความ ‘สุดโต่ง’ เช่นนี้เข้าไป สติดีแค่ไหนก็ไปไม่เป็นเหมือนกัน


 

ใจหนึ่งอวี้เหวินเฉิงก็คิดว่าต้วนมู่ชิงเติบโตมาเป็นคนนุ่มนิ่มแบบนี้ดี ชายคนนั้นไม่มีความทะเยอทะยานไปตบตีกับใคร ไม่สนใจนะแย่งตำแหน่งเมียฮ่องเต้ แต่ก็นั่นแหละมันสุดโต่งเกินไป... เขาล่ะอยากรู้นักเชียวว่าไปรับธรรมเนียมตัวไหนมา ต้วนมู่ชิงถึงได้กลายสภาพเป็นสัตว์กินไผ่ นอนตัวย้วยไปวันๆ ได้ขนาดนี้


 

ก็ไม่ใช่ว่าต้าสงมาวไม่น่ารัก แต่แบบนี้ก็ไม่ไหว


 

อีกทั้งเขาก็รู้สึกว่ามัน...


 

พอนึกได้ถึงตรงนี้ อวี้เหวินเฉิงก็ส่ายหน้า ความคิดหนึ่งมันปรากฏขึ้นอยู่ในหัว และเป็นความคิดที่ไม่ค่อยจะดีนักจนต้องพยายามหาทางหยุดคิด


 

เลยเลือกที่จะออกไปเดินข้างนอกสักหน่อย น่าจะดีกว่า...


 


 

โบราณว่าเจ้านายเป็นเช่นไร มักดึงดูดบ่าวไพร่เช่นนั้น เพราะฉะนั้น หากต้วนมู่ชิงเป็นใจดีเกินไปอย่างไร คนรับใช้ที่นี่ก็ใจดีเกินไปเช่นกัน


 

ทันทีที่อวี้เหวินเฉิงคว้าโคมตะเกียงออกมาจากห้อง เขาก็เจอคนรับใช้เดินเวรยามพอดี ต้วนมู่ชิงคงบอกคนพวกนั้นแล้วกระมังว่าตนมาค้างเพื่อ ‘สำรวจเรื่องผี’ ชายผู้นั้นจึงไม่ได้มีทีท่าตกใจหรือห้ามปรามอะไรเลยสักอย่าง มากสุดก็แค่บอกอย่างเป็นห่วงว่าให้ระวังตัวเพราะที่นี่มันมืด


 

บรรยากาศเป็นมิตรมันก็ดีแต่นี่มันก็เป็นมิตรเกินไป ไม่ใช่ว่าเขาไม่ชอบหรือเป็นพวกไว้ใจคนยาก...


 

เอาล่ะ! ถึงมันจะจริงที่เขาไว้ใจคนยากแต่คนที่อยู่ในตำหนักแห่งนี้มันก็ไม่ระวังตัวจนเกินไป อย่าไว้ใจระบบรักษาความปลอดภัยในวังหลวงมากนักได้ไหม เอื่อยเฉื่อยกันแบบนี้น่าเป็นห่วงเกินไปแล้ว


 

อวี้เหวินเฉิงส่ายหน้า เริ่มรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะกลายเป็นมารดา หรืออะไรสักอย่างที่ขี้บ่น ผิดวิสัยจนหัวเริ่มปวดหนุบๆ


 

สายลมพัดหวิว กิ่งไผ่เสียดสี ดอกไม้ยามราตรีส่งกลิ่น เมื่อได้อยู่ในบรรยากาศเช่นนี้มันทำให้อวี้เหวินเฉิงได้จมอยู่กับตัวเอง


 

นอกจากจะมาเจอต้วนมู่ชิงที่กลายพันธุ์เป็นตัวขี้เกียจแล้ว การทำงานครั้งนี้ทำให้เขาพบกับเรื่องเหนือความคาดหมายมากมายไปหมด ทั้งที่ตั้งใจว่าจะหาข้อมูลฝ่ายในให้เสร็จ ครบกำหนดหนึ่งฤดูกาลก็ถอนตัวออกมาจากตำแหน่งสนมเพื่อทำตามแผนขั้นต่อไปทันที


 

แต่หลักฐานที่ได้มาเมื่อตอนกลางวันนั้นก็ทำให้อวี้เหวินเฉิงคิดว่าตนเจองานหินเข้าให้แล้ว


 

อาคมในห้องนั้นมันค่อนข้างรุนแรง อีกทั้งยังจงใจสร้างบนทิศไม่มงคลราวกับจะให้ดูดกลืนพลังขั้วลบ ยิ่งเขาลองวนเส้นการโคจรพลังในทิศทางต่างๆ แล้วก็ยิ่งเข้าใจว่าผู้สร้างได้วางแผนซ่อนสิ่งที่ผนึกเอาไว้อย่างดิบดี


 

เขาได้ลองสอบถามต้วนมู่ชิงว่าเคยต่อเติมตำหนักบ้างหรือไม่ ก็พบว่าอีกฝ่ายไม่เคยต่อเติมเลยสักครั้ง ได้มาแบบไหนก็อยู่แบบนั้นไม่เพิ่มไม่ลด เท่ากับว่าห้องนั้นมีมาตั้งนานอย่างน้อยก็ก่อนต้วนมู่ชิงย้ายเข้ามาอยู่...หรือก็คือมากกว่าแปดปี


 

“จะว่าไปแล้ว...แปดปีสินะ...” อวี้เหวินเฉิงพึมพำเบาๆ


 

รอยต่อเปลี่ยนตำหนักจากคนเก่าไปสู่คนใหม่ เทียบเท่าระยะการครองราชย์ของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน


 

ฮ่องเต้คนก่อน...เฮ่อเหลียนเทียนหลงครองราชสมบัติราวยี่สิบกว่าปีก่อนสิ้นพระชนม์อย่างเป็นปริศนา ซึ่งคนที่ขึ้นเป็นฮ่องเต้ต่อจากเฮ่อเหลียนเทียนหลงเป็นบุตรชายคนโต รัชทายาทสายตรงที่กำเนิดจากฮองเฮาคู่บัลลังก์นาม ‘เฮ่อเหลียนเว่ยหลง’


 

อวี้เหวินเฉิงหลับตาลง พ่นลมหายใจออกมา


 

หากการสวรรคตของเฮ่อเหลียนเทียนหลงนั้นเป็นการนองเลือดเพื่อแย่งชิงบัลลังก์ปกติมันคงไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไรนัก คนศึกษาตำราประวัติศาสตร์ย่อมรู้ดี ไม่มีราชวงศ์ใดไม่เคยมีสงครามสายเลือด การล่าสังหารเชื้อพระวงศ์เพื่อขึ้นครองบัลลังก์ถือเป็นเรื่องปกติ


 

แต่ทว่า...การสิ้นสุดรัชศกที่แล้ว แม้แต่คนศึกษาประวัติศาสตร์กลับไม่สามารถนำบันทึกมาวิเคราะห์ได้ เพราะทุกอย่างที่เกิดขึ้น ทั้งความชัดเจนของเวลา ทั้งวิธีสังหาร เฮ่อเหลียนเทียนหลงสิ้นพระชนม์ที่ใด สิ้นพระชนม์อย่างไร ใครเป็นผู้ลอบสังหาร แทบไม่มีการจดบันทึกเลยแม้แต่เสี้ยว


 

คนที่อยู่ในเหตุการณ์หากไม่โดนฆ่าตายในตอนนั้น ก็ไม่ปริปากเล่า มันถูกปิดเงียบราวกับอยู่ใต้อำนาจที่แสนยิ่งใหญ่...ใหญ่มากขนาดที่คนในราชวงศ์บางคนเองก็ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำ


 

อวี้เหวินเฉิงหลับตาลง เอามือแตะที่หยกรัดข้อมือตนอีกครั้ง


 

เพราะว่านี่คือ ‘งานสำคัญ’ ที่อวี้เหวินเฉิงตั้งใจกระโดดเข้ามารับผิดชอบทันทีที่ร่ำเรียนวิชาสำเร็จ แม้จะถูกอาจารย์คัดค้านเท่าไรเขาก็ยังคงดื้อแพ่งที่จะสืบเรื่องนี้ ไร้หลักฐานก็จะหา ทำทุกทางเพื่อให้ได้ซึ่งที่มาของทุกอย่างเกี่ยวกับคดีการนองเลือดลับๆ นั่น


 

...เขาต้องการคำตอบของมัน เพื่อที่เขาจะได้รู้ว่าตัวเองควรจะทำเช่นไรต่อจากนี้...


 

แต่แล้วก็ต้องชะงักเมื่อเห็นเงาตะคุ่มกำลังเดินสวนมา อวี้เหวินเฉิงจึงรีบปั้นหน้ายิ้มแย้ม สวมบทเฉิงจื่อเหยียนทักทายอีกฝ่ายทันที


 

“ว่าที่พระสนมเฉิง” พูดจบก็วาดมือคำนับหนึ่งครั้ง


 

“ยังมินอนหรือขอรับ...ท่านซื่อเป่า?”


 

เมื่อได้ยินคำทักซื่อเป่าก็รีบเงยหน้าขึ้นมาจากการคำนับ เลิ่กลั่กอยู่ในทีจนข้าวของในมือเกือบร่วงหล่น


 

“ได้โปรดอย่าเรียกเช่นเลยขอรับ ซื่อเป่าน่ะเป็นเพียงบ่าวไพร่ระดับล่าง ศักดิ์ด้อยกว่าท่านนัก” เขาตอบ “เอ่อ...ท่านเรียกว่าอาเป่าเช่นเดียวกับเหม่ยเหรินก็ได้ขอรับ...หาก...กรุณา”


 

ท่อนหลังซื่อเป่าพูดอย่างเบาหวิว


 

เมื่อได้ยินอวี้เหวินเฉิงก็เลิกคิ้ว จ้องหน้าซื่อเป่า พิจารณาใบหน้าของอีกฝ่ายที่ดูจะซื่อบื้อไม่ต่างจากคนเป็นเจ้านายก็ได้แต่คิดบางอย่าง


 

แม้จะไม่รู้ว่าจ้องไปนานเท่าไร แต่มันก็นานพอที่จะทำให้คนโดนมองห่อไหล่หดตัวมีสีหน้าหวาดระแวง อวี้เหวินเฉิงเห็นแบบนั้นเลยเก็บซ่อนอารมณ์ของตนให้มิด ปั้นหน้ายิ้มแย้มตามเดิม


 

“เห็นว่าเหม่ยเหรินเรียกท่านอย่างสนิทสนม...แสดงว่าทำงานรับใช้พระสนมอยู่ทีนี่มานานแล้วใช่หรือไม่ขอรับ”


 

“ข...ขอรับ...ก็ราว...เอ่อ...เกือบๆ สี่ถึงห้าปีขอรับ” ซื่อเป่าตอบ เขายังคงรู้สึกได้ถึงความ ‘ไม่ปลอดภัย’ บางอย่างเลยดูเกร็งไม่ใช่น้อย


 

“...อา...ข้าก็นึกว่าท่านรับใช้แต่แรกเสียอีก” อวี้เหวินเฉิงกล่าว เพราะเท่าที่สังเกตมา ซื่อเป่าเป็นคนจัดการทุกอย่างในตำหนัก คอยคุมบ่าวคนอื่นอีกทอด ซึ่งการที่เด็กอายุแค่นี้สามารถทำหน้าที่ได้ขนาดนี้ ก็หมายความว่าอยู่กับต้วนมู่ชิงมานานจนได้รับความไว้ใจมากพอตัว


 

จริงๆ สี่ถึงห้าปีมันก็นานนะ เพียงแต่ความทุ่มเทและความคล่องแคล่วของอีกฝ่ายทำให้คิดว่าได้ยินคำแนวๆ แบบ ‘อยู่มาตั้งแต่แรก’ อะไรแบบนี้มากกว่า พอได้ยินว่าระยะเวลาน้อยกว่าระยะเวลาที่ต้วนมู่ชิงถวายตัว ต่อมขี้สงสัยของเขาก็เลยทำงานขึ้นมาดื้อ ๆ


 

“ขอรับ....อ่า...” พอคิดได้ถึงตรงนี้ซื่อเป่าก็เงียบลงเล็กน้อย คล้ายไม่มั่นใจว่าตนควรพูดดีหรือไม่


 

“อะไรหรือขอรับ” อวี้เหวินเฉิงสังเกตได้จึงถาม


 

หากแต่ซื่อเป่ายังลังเล ไม่ใช่ว่าเด็กหนุ่มขี้ระแวงหรือหวาดวิตกเกินเหตุหรอกนะ หากคู่สนทนาเป็นคนนอกที่เพิ่งเข้ามาใหม่ต้องคิดหลายตลบหลายชั้นให้รอบคอบ...


 

ท่าทางลุกลี้ลุกลนเช่นนั้นอวี้เหวินเฉิงย่อมดูออกพร้อมกับแอบชื่นชมซื่อเป่าอยู่ในใจ ในฐานะความหวังหมู่บ้าน อย่างน้อยๆ ตำหนักนี้ก็ยังมีคนระวังตัวกับคนแปลกหน้าอยู่บ้าง


 

“บอกข้าเถิดขอรับ จื่อเหยียนสัญญาว่าจะไม่บอกใคร” อวี้เหวินเฉิงทำเสียงสอง ด้วยชูสามนิ้วสาบานและตบท้ายด้วยรอยยิ้มสุดน่ารัก หมายให้ซื่อเป่าไว้วางใจ


 

ซื่อเป่าเงียบลงเล็กน้อย ตัดสินใจพูดต่อว่า “ปีแรกๆ เหม่ยเหรินไม่มีประสงค์รับบ่าวเข้าตำหนักเลยขอรับ ท่านพึงใจที่จะ...เอ่อ...อยู่คนเดียว” เขาพยายามคัดเลือกคำจากคลังศัพท์อันน้อยนิดในสมองมาอธิบายความหมายของการ ‘ชอบอยู่คนเดียว’ ให้ดูเสียหายให้น้อยเท่าที่สุด


 

“ปิดกั้นตัวเองหรือขอรับ หรือว่ายังช่วงแรกๆ เหม่ยเหรินยังปรับตัวกับรั้ววังไม่ได้?” อวี้เหวินเฉิงเลียบถามอย่างเป็นธรรมชาติคล้ายเดินเล่น เดินชวนคุยไปเรื่อย


 

เขาอยากรู้ว่าอะไรทำให้ต้วนมู่ชิงเปลี่ยนไปได้ถึงขนาดนี้


 

แต่กระนั้นซื่อเป่าก็ส่ายหน้า


 

“มิใช่ดังนั้นขอรับ อา...ข้าพูดมากกว่านี้มิได้แล้ว ว่าที่พระสนมโปรดเมตตา” ด้วยกลัวว่าสิงที่ทำจะเป็นการนินทาเจ้านาย ซื่อเป่าก็รีบตัดบทเสีย


 

“ไม่เป็นไรขอรับ โปรดอย่ากล่าวโทษตนเองเลย” เห็นท่าไม่ดี อวี้เหวินเฉิงเลยรีบปรับท่าทีเลิกเซ้าซี้ การเร่งรัดถามรังแต่จะทำให้ซื่อเป่าระแวง อย่างไรเสียเขาก็เป็นแค่คนใหม่ การเปิดเผยข้อมูลส่อเค้าจะนำภัยมาให้แก่เจ้านายย่อมเป็นสิ่งที่บ่าวที่ดีไม่สมควรทำ


 

เขาคิดว่าซื่อเป่านั้นน่าไว้ใจและซื่อสัตย์กับต้วนมู่ชิงมากพอดู นับว่าสอบผ่าน


 

“สิ่งที่ข้าถามเป็นสิ่งที่ไม่สมควรถามเลยจริงๆ ขอรับ...ทว่าตัวข้าไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงแค่อยากสนิทสนมกับท่านพี่ ข้าจึงอยากรู้อะไรหลายๆ อย่างเพื่อจะได้วางตนให้เป็นที่ถูกใจเท่านั้นขอรับ ซื่อเป่าโปรดอย่าได้กังวลใจ” อวี้เหวินเฉิงว่า ปั้นรอยยิ้มไร้พิษภัยให้ซื่อเป่า


 

“เช่นนั้น...ข้าเปลี่ยนมาถามเรื่องราวของซื่อเป่าแทนได้ไหมครับ อย่างก่อนเข้าวังทำอะไร มาทำงานให้กับท่านพี่ได้อย่างไร ท่านพี่ดูแลบ่าวดีหรือไม่...ดีไหมขอรับ? แบบนั้นจะสะดวกใจเล่าให้ข้าฟังมากกว่าหรือไม่?”


 

พอเห็นว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนคำถาม และเป็นคำถามที่มีช่องให้อวยเจ้านายได้อย่างเต็มที่ ซื่อเป่าก็ยิ้มแย้ม แล้วเล่าอย่างกระตือรือร้นทันที


 

“ซื่อเป่า…เดิมทีเป็นผู้ไร้แซ่ในแดนใต้อยู่อย่างยากไร้ ก่อนจะมีคนใจดีรับข้าอุปการะขอรับ ทว่าน่าเศร้าที่ข้าไม่ค่อยมีโชคนัก ราวห้าปีก่อนจึงได้ถูกลักพาตัวโดยคณะพ่อค้า พวกเขานำขายมาเพื่อทำงานรับใช้ในวังแลกกับค่าตัวจำนวนหนึ่ง”


 

อวี้เหวินเฉิงรับฟังก่อนจะคิดตาม การลักพาตัวเด็กเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมมาเนิ่นนานนัก แม้สมัยนี้การค้าแรงงานจะเป็นเป็นเรื่องถูกกฎหมาย มีสัญญาซื้อขายและจ่ายค่าแรงกันอย่างยุติธรรม ทว่าก็จะมีพวกพ่อค้าหัวใสอยากลดต้นทุนตรงนี้ตระเวนลักพาตัวคนอยู่เหมือนกัน


 

และเด็กเหล่านั้นจะกลายเป็นแรงงานทาสบ้าง มาขอทานบ้าง โดยไม่มีค่าแรงให้สักทองแดงเดียว และหากมีใครที่หน้าตาดูดีสักหน่อย พ่อค้าชั่วพวกนั้นก็จะสวมบทคนค้าแรงงานถูกกฎหมายขายให้กับพวกขุนนางหรือกรมวัง แล้วอย่างซื่อเป่านี่ จากหน้าตาและหน่วยก้านค่าตัวคงสูงลิบ


 

...บางทีอนาคตข้างหน้าควรจัดการระบบซื้อขายทาสให้เด็ดขาดเสียที -- อวี้เหวินเฉิงได้แต่คิดไปเช่นนี้ระหว่างฟังซื่อเป่าพูดไปด้วย

 

“...แรกเข้ามาในวังข้าก็มีหน้าที่ทำงานทั่วไป จำพวกงานจิปาถะโดยไม่ได้สังกัดตำหนักใด แต่ทว่าด้วยเพราะตัวข้านั้นเป็นผู้ไม่ได้ความ งานต่างๆ จึงไม่ได้เลิศเลอนัก เลยมักจะได้รับการอบรมสั่งสอนจากพระสนมบางท่านอยู่บ่อยๆ ...อ่า...” แล้วซื่อเป่าก็เงียบลง พอบรรยากาศเริ่มผ่อนคลายก็เผลอพูดมากออกไป ริมฝีปากบางเม้มแน่น ชายหนุ่มละมือจากของที่ถือดึงปกเสื้อตนเล็กน้อยราวกับฝังใจบางอย่าง


 

แต่อวี้เหวินเฉิงคนตาไวก็เห็นทัน ทั้งเมื่อได้ลองสังเกตร่างกายของซื่อเป่าอย่างจริงจัง เขาก็เห็นบางสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ไรผมตลอดจนโผล่พ้นเล็กๆ น้อยๆ บนผิวหนังที่ไม่ได้ถูกเสื้อผ้าปกปิด


 

...มันคือรอยแผลเป็น

 

[รีไรท์ครั้งที่ 1 : 17/3/20]

ช่วงนี้กำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ค่ะ ตามใจปากมาเยอะแล้วก็คิดว่าตัวเองควรลดน้ำหนักได้แล้วสักที ฮือออออ ให้กำลังใจเราด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 946 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

705 ความคิดเห็น

  1. #697 Alisona Janes Curse (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 30 กันยายน 2563 / 11:21
    คนตำแหน่งใหญ่ที่น่าจะเป็นเฟย
    #697
    0
  2. #635 sakura17 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 6 สิงหาคม 2563 / 21:37
    ดีนะอาเฉิงเก่งกว่าฝ่ายนู้นอะ
    #635
    0
  3. #565 DaoooooDa้oo (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 18 มีนาคม 2563 / 13:59

    ดูมีปมยิ่งใหญ่เลย555555555555
    ส่วนนี่เดาว่าเป็นฮ่องเต้ กะคือเอาง่ายๆงี้แหละ

    #565
    1
    • #565-1 White-Crystal(จากตอนที่ 10)
      19 มีนาคม 2563 / 09:21
      ความจริงแล้วนะคะ มันก็****และ****และ******** ล่ะค่ะ /เอ๊ะ
      #565-1
  4. #555 hrkforyou28 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 1 มีนาคม 2563 / 01:05
    นี่ก็คิดว่าเป็นเสียนเฟยเหมือนกัน
    #555
    0
  5. #453 HoneynLime (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 27 ตุลาคม 2562 / 14:29
    ไม่รู้จะเดาอะไรเพราะเดาอะไรไม่ค่อยได้เลย 5555555555555 แต่ปมน้องขกแอบคิดเล็กๆ ละการที่น้องไม่มีปรานเกี่ยวไรมั้ยนะ ทำไมถึงกลายเป็นคนแบบนี้ แสดงว่าเมื่อก่อนไม่ได้นุ่มนิ่มเท่าไหร่สินะ
    #453
    0
  6. #435 Ppillow_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 23:26
    เดี๋ยวเราลดเป็นเพื่อนเองค่ะคูมไรท์
    #435
    0
  7. #434 Ppillow_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 ตุลาคม 2562 / 23:26
    เดี๋ยวเราลดเป็นเพื่อนเองค่ะคูมไรท์!
    #434
    0
  8. #382 Minutedao (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 16 กันยายน 2562 / 12:39
    ทำไมคนอื่นวิเคราะห์ได้เป๋นตุเป็นตะ ช่างน่านับถือ แค่เราแอบคิดว่าฮ้องเต้รึป่าวที่มีพลังอำนาจแบบนั้น
    #382
    0
  9. #278 PuiPui--r (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 26 สิงหาคม 2562 / 13:52
    ที่ประลองพลังกับพระเอกคือเสียนเฟยรึเปล่า
    #278
    0
  10. #232 MitsukiCarto (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 25 สิงหาคม 2562 / 04:01
    โถ่ อาเป่าน้อยเอ้ย โดนพวกสนมรังแกมาล่ะสิ
    #232
    0
  11. #196 Min92629262 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 05:36
    ตัวดารคือสนมพี่เลี้ยงนายเอกป่าวววว

    ที่นายเอกง่วงตลอดเพราะโดนดูดพลังหรือป่าวนะ
    #196
    0
  12. #195 Juudy_ (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 00:58
    โห..ปมนี่ไม่เกรงใจสมองอันน้อยนิดงุบงิบจิ๊ดๆเลย ปล.สู้ๆค่ะ ยอมกินอะไรที่ไม่ชอบกินอย่างผักงี้ เพื่อรูปร่างละก็สุขภาพที่ดีในอนาคตก็รู้สึกว่าคุ้มนะคะ 5555
    #195
    0
  13. #194 หลิวเหว่ย (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 24 สิงหาคม 2562 / 00:55
    ทำไมยิ่งอ่านเนื้อเรื่องก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ธรรมดา ปมที่เคยคิดว่าเล็กน้อยกลับดูใหญ่หลวงขึ้นมาในทันที นี่มันไม่ใช่แค่การใช้ชีวิตเอื่อยๆในวังเสียแล้ว และตำนานก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพียงแต่มันมีเป้าหมายเพื่อซ่อนบางสิ่ง นี่หนังวายจีนหรือโคนัน ฮ่าๆๆๆ
    #194
    0
  14. #146 chocolato.p (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2562 / 17:41
    หรือจริงๆแล้วนิสัยขี้เกียจของน้องมันมีที่มาที่ไปที่ลึกซึ้งกว่านี้
    #146
    0
  15. #93 ppterakk (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 8 มิถุนายน 2562 / 08:25

    อะไรอ่ะ

    #93
    0
  16. #92 Xialyu (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 20:13
    ทำไมฉันลุ้นตลอดเลย555
    #92
    0
  17. #91 Pissuda627 (จากตอนที่ 10)
    วันที่ 7 มิถุนายน 2562 / 19:29
    คือน้องเฉิงเคยรู้จักน้องชิงมาก่อนสินะ รอลุ้นต่อไป
    #91
    0