Varea หญิงสาวแห่งโชคชะตา

ตอนที่ 1 : Chapter 1 เมื่อกงล้อแห่งโชคชะตาไม่เคยหยุดหมุน

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 117
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 0 ครั้ง
    10 ก.ย. 59

Varea

หญิงสาวแห่งโชคชะตา

Chapter 1 เมื่อกงล้อแห่งโชคชะตาไม่เคยหยุดหมุน


                ช่วงนี้มีแต่เรื่องประหลาดเกิดขึ้นกับฉัน


                เป็นเรื่องราวที่ฉันพยายามจะหาคำตอบให้ตัวเองเป็นล้านๆรอบ แต่ทุกครั้งสิ่งที่ได้กลับมาเป็นเพียงความว่างเปล่าในหัว คล้ายส่วนลึกในจิตรใจของฉันเฝ้ากระซิบเบาๆว่า เรื่องราวทุกอย่างบนโลกใบนี้จะดำเนินไปยังวิถีทางที่มันควรเป็น ทุกสิ่งทุกอย่างมักจะมีจุดจบในตัวของมันเองอยู่แล้วไม่ต้องพยายามหาคำตอบ ไม่ต้องพยายามค้นหาอะไรทั้งสิ้น เพราะเมื่อถึงเวลามันจะฝ่ายก้าวมาหาฉันเอง และฉันจะเข้าใจได้ในสักวันหนึ่ง


                สักวันหนึ่งเมื่อการร่ายรำแห่งโชคชะตาที่เคยหยุดนิ่ง จะต้องกลับไปกรีดกรายบรรเลงบทเพลงอีกครั้ง เรื่องราวบทใหม่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น...ต่อจากนี้


ฉันรู้ว่าในชีวิตคนเรามักจะมีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นเสมอ ในเรื่องปกติทั่วไปก็อาจเช่น วันนี้คุณแต่งตัวจัดเต็มเพราะกำลังจะไปเดทกับผู้ชายในฝัน แต่บังเอิญฟ้าฝนไม่เป็นใจสาดเทหยดน้ำลงบนใบหน้าที่กรีดมาสคาร่าอย่างจัดเต็มทั้งๆที่เมื่อคืนผู้ประกาศข่าวคนสวยได้พยากรณ์ไว้ว่าอากาศจะแจ่มใส พระอาทิตย์จะสว่างเจิดจ้า 


โอ้..พอจะนึกภาพหมีแพนด้าในชุดเดรสได้เลยว่าไหม? 


หรืออัพเลเวลขึ้นมาอีกสักนิดก็คงประมาณว่า ในคืนวันอาทิตย์คุณมั่นใจเกินร้อยเปอร์เซ็นว่าได้ใส่การบ้านวิชาคณิตที่ยากปานสร้างขึ้นมาเพื่อ เซอร์ ไอแซค นิวตัน ไว้ในกระเป๋าแล้ว แต่พอเช้าวันจันทร์สมุดเล่มนั้นกลับอันตรธานหายไปอย่างไร้ตัวตน เดาว่านี้คงทำให้คุณซวยอย่างมากเลยทีเดียว


                บางทีฉันก็อยากให้เรื่องประหลาดอย่างเบสิคนี้ เกิดขึ้นกับฉันเหมือนกัน 


                เพราะอะไรนะหรอ?  


            สาบานเลย ถ้าคุณเจอเหมือนที่ฉันเจออยู่ตอนนี้เรื่องพวกนั้นจะกลายเป็นที่คุณปารถนาแน่นอน 


            เพราะมันย่อมดีกว่าการที่คุณเห็นคุณป้าร้านข้างแกงเจ้าประจำกำลังบังคับตะหลิวให้ผัดข้าวผัดอยู่ในกระทะ ในขณะที่ตัวเองยืนหั่นพริกอยู่อีกฝากหนึ่งของร้าน 

            หรือการเห็นพนักงานขายของในห้างสรรพสินค้ากำลังสะกดจิตลูกค้าด้วยแสงสีน้ำเงินบางอย่างในตาของเธอให้ซื้อแชนแนลใบล่าสุด 

            และเดอะเบสของสิ่งที่ฉันเจอทั้งหมดก็คงเป็นการเห็นอาจารย์ประจำชั้นกำลังคุยกับหนูทดลองในห้องแล็บ พีคสุดก็คงจะเป็นการที่ไอ้หนูตัวนั้นมันดันคุยตอบด้วยนะสิ!


                เหตุการณ์ประหลาดมากมายเกิดขึ้นกับฉัน...รวมถึงตอนนี้ด้วย


                “ว้าว! ปรายแกดูพี่สาวคนนั้นดิโคตรเจ๋งอ่ะ” 


            เสียงชื่นชมของเพื่อนฉันกำลังปรบมืออย่างตื่นเต้น ขณะมองดูการต่อสู้อันดุเดือดระหว่างหญิงหนึ่งชายสอง แต่ความรู้สึกตอนนี้ของฉันกับเธอแตกต่างกันลิบลับ


                ว้าว! รู้สึกเหมือนหลุดมาอยู่ในโลกแฮร์รี่ พอตเตอร์ นี้เสียงความคิดฉันเอง


อันที่จริงการต่อข้างหน้าพูดให้ถูกคือผู้ชายสองคนพยายามช่วยกันรุมผู้หญิงคนเดียวน่าจะสมเหตุสมผลกว่า


แหม..แมนอะไรเบอร์นี้


แต่ตอนนี้ฉันเลยจุดที่ต้องมานั่งโลกสวยกรีดร้องโวยวายหาความยุติธรรมให้พี่สาวคนนั้นหรือชื่นชมการต่อสู้แสนเก่งกาจของเธอที่ตอนนี้กำลังชนะผู้ชายตัวโตๆสองคนได้อย่างสบายๆ ปกติรีแอคชั่นของผู้ชมอย่างฉันควรจะเป็นแบบสองอย่างข้างต้น ถ้าไม่ติดว่าการต่อสู้ข้างหน้าและดูเหมือนการต่อสู้ในโลกของ เจเค โรวลิ่ง ขนาดนี้!


ฉันจ้องเขม็งไปยังพี่สาวผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกเหวี่ยงลงกระแทกพื้นอย่างแรง หลังจากพลาดท่าให้ผู้ชายกล้ามปูคนหนึ่งท่ามกลางเสียงกรีดร้องของไทยมุง ที่เอาแต่มุงจริงๆไม่ยื่นมือไปช่วยอะไรเลย ชั่วพริบตาที่ผู้คนกรีดร้องฉันสังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติ


ดวงตาสีดำสนิทตามฉบับไทยแท้ของพี่สาวเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิงได้ชั่วพริบตาได้อย่างน่าอัศจรรย์! มันเปลี่ยนไปหลังจากที่พี่เขากระพริบตาแค่ครั้งเดียว เมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้งของตาสีดำสนิทก็เปลี่ยนไปเป็นสีแดงเพลิง รอยเหยียดยิ้มมุมปากของพี่เขา คล้ายกับว่าการกระทำของผู้ชายคนเมื่อกี้ได้ทำให้เส้นอารมณ์ความอดทนบางอย่างของพี่เขาขาดผึงลง


พี่สาวดีดตัวลุกขึ้นอย่างรวดเร็วก่อนจะวิ่งมุ่งตรงไปยังจุดที่ชายสองคนนั้นยืนอยู่ ในเสี้ยววินาทีที่ราวกับกาลเวลาได้หยุดนิ่ง ทุกอย่างรอบตัวฉันหยุดเคลื่อนไหว พี่เขากระโดดถีบตัวเองก่อนจะบิน! 


ใช่ บิน! บินจริงๆ มันไม่ใช่คำเปรียบเปรยใดทั้งสิ้นฉันหมายความตามนั้นเลย พี่เขาบิน! ปีกสีแดงส้มคล้ายเปลวเพลิงเช่นเดียวกับสีดวงตาที่เปลี่ยนไปสยายกว้างอยู่เบื้องหลังราวกับประกาศถึงศักดาแห่งท้องนภา ศักดาแห่งหมูนกทั้งปวง


“ฟินิกส์!” ฉันมันใจว่าตัวเองอยากตะโกนมากเพียงใด แต่เสียงที่หลุดรอดผ่านลำคอมาได้กลับกลายเป็นเสียงครางแผ่วเบาอย่างตื่นตะลึง ปีกสีส้มแดงเพลิงนำพาเจ้าของมันไปยังศัตรูเป้าหมาย พอดีกับปลายเท้าของพี่สาวตวัดฟาดใบหน้าของผู้ชายสองคนนั้นสลบไปตามๆกันได้อย่างพอเหมาะ


โอเค เรื่องอาจารย์คุยกับหนูตกอันดับเดอะเบสไปแล้ว สำหรับฉันนี้คงเป็นเรื่องแปลกประหลาดที่สุดในบรรดาเหตุการณ์ประหลาดที่ฉันพานพบมา 


ให้ตายเถอะ! เรื่องอะไรกันเนี่ย! ฉันหันมองผู้คนรอบพากันปรบมือเกรียวกราวราวกับได้ข่าวว่าลูกชายจะแต่งงาน ทำไมกัน! เมื่อกี้มันคนบินได้เลยนะทำไมดูกันได้อย่างปกติขนาดนั้นละ! ตามหลักปกติปานนี้จะต้องมีคนโทรไปแจ้งตำรวจ ไม่ก็ต่อสายตรงหาสำนักข่าวกันให้วุ่นแล้วไม่ใช่หรอ ฉันหันซ้ายหันขวาอย่างไม่เข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


มันไม่ใช่แค่เหตุการณ์นี้ แต่ทุกเรื่องประหลาดที่เธอเจอไม่ใช่แค่คนเดียวที่เห็นมีคนหลายคนอยู่ที่เดียวกันกับเธอ มีเด็กหลายคนต่อแถวรอซื้ออาหารข้างหลังเธอ มีคนมากมายเดินผ่านร้านขายแชนแนล และมีนักเรียนกลุ่มหนึ่งเดินไปส่งรายงานพร้อมกับเธอ แต่คนอื่นทำเหมือนว่าเป็นเรื่องปกติทั่วไป เป็นเรื่องพื้นฐานทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทั้งๆที่มันไม่อะไรปกติเลยสักนิด!


“แกเห็นเมื่อกี้ป่ะปราย เป็นลูกกระโดดถีบที่โคตรสุดยอด”


“กระโดดถีบ?” 


กระโดถีบ แค่กระโดดถีบเนี่ยนะ! พี่เขาไปเรียนสำนักไหนมากัน แค่กระโดดถีบถึงกับมีปีกสยายเต็มแผ่นหลังขนาดนั้น สำนักไหนจะไปเรียนบ้าง ฉันค่อนขอดอยู่ในใจ ก่อนประโยคของเพื่อนสนิทฉันมันจะทำให้ฉันชุกคิดบางอย่างได้...


หรือว่า พวกเขาไม่ได้ทำตัวปกติทั้งที่มันประหลาด ทุกคนไม่ได้ประหลาด บางทีอาจจะเป็นฉันเองที่เห็นสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น บางที่อาจจะเป็นฉันเองที่ แปลก 


ฉันกำลังก้มหน้าดำดิ่งสู่ความคิดตัวเอง จนกระทั่งรู้สึกได้ถึงแรงกดดันมหาศาลจากบางอย่างกำลังจับจ้องมาที่ฉัน มันทำให้ฉันอดสะดุ้งและเงยหน้าขึ้นไปมองหาแหล่องที่มาไม่ได้ ทันทีเงยหน้าขึ้นมาดวงตาของฉันก็สบเข้าแววตาสีแดงเพลิงอีกคู่เข้าอย่างจัง ราวกลับมันจับจ้องละรอคอยที่จะสบตามาก่อนหน้าอยู่แล้ว 


ฉับพลันราวกับกาลเวลาหยุดนิ่งอีกครั้งความรู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงไปยังอีกอีกโลกผู้คล้ายตัวฉันถูกมือใหญ่ๆที่มองไม่เห็นกระชากอย่างรุนแรง ดวงตาของฉันมองเห็นผู้คนรอบข้างดูไกลตัวออกไปเรื่อย อากาศพัดผ่านหน้าจนบาดผิวผิวไปหมด สิ่งงที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัวทำฉันอดหลับตาด้วยความหวาดกลัวไม่ได้


เมื่อรู้สึกว่าทุกอย่างเริ่มสงบลงฉันก็ค่อยๆลืมตาขึ้นอีกครั้ง หนาว...คือความรู้สึกแรกที่ฉันสัมผัสได้ 


สถานที่แปลกใหม่ น่ากลัว และไม่คุ้นเคยปรากฏสู่สายตาฉัน หากแต่ถ้าย้อนเวลาได้ฉันนึกอยากกลับไปหลับตาดังเดิม ทัศนียภาพเบื้องหน้าย่ำแย่จนอยากจะเบือนหน้าหนีและหลบออกจากความทรงจำ ซากปรักหักพังของบ้านเรือนมากมายที่เหลือแต่เถ้าถ่าน เสียงกรีดร้องโหยหวนของของคนนับร้อยดังขึ้นบ่งบอกความรู้สึกเจ็บปวดทรมานของพวกเขาว่ามันช่างมากมายขนาดไหน ฉันพยายามเบือนหน้าหนีจากเด็กชายคนหนึ่งที่ครึ่งซีกขวาของร่างกายถูกเปลวเพลิงเผาไหม้เสียงคำรามร้องอย่างน่าสังเวชแววตาสีเท่าหม่นพยายามมองฉันอย่างอ้อนวอน บรรยากาศรออบตัวคละคลุ้งไปด้วยความโศกเศร้า เครียดแค้น และสิ้นหวัง คล้ายความรู้สึกเหล่านั้นขมวดตัวรวมกันกลายเป็นเข็มแหลมคอยทิ่มแทงฉันให้จมลึกลงไป


ที่นี้มันที่ไหนกัน! น่ากลัวจนอยากร้องไห้ ทุกทรมานจนอยากจะฆ่าตัวตาย นี่มันนรกชัดๆ! ฉันมาที่นี้ได้อย่างไร เมื่อกี้ฉันยังยืนดูการต่อสู้ของ...พี่สาว! ใช่ ทันทีที่ฉันสบตากับผู้หญิงก็รู้สึกเหมือนทุกอย่างหยุดนิ่ง รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเหวี่ยงฉันออกมา เมื่อลืมตาขึ้นก็พบสถานที่อันหน้าหดหู่นี้แล้ว


อยากกลับบ้าน ฉันเอาแต่คิดซ้ำไปซ้ำมา หากถามว่าช่วงเวลาไหนรู้สึกอ่อนแอที่สุดในชีวิตฉันขอตอบเลยว่าคือตอนนี้ ราวกับสถานที่นี้ได้ดึงทุกความรู้สึกที่ฝั่งอยู่ทุกซอกหลีบในจิตใจออกมาจนหมด ขาสองข้างของฉันคล้ายจะหมดแรงล้มลงได้ทุกเมื่อ


น่ากลัว นับจากเรื่องราวประหลาดทั้งหมดที่ฉันเคยพานพบครั้งนี้มันแย่เกินกว่าฉันจะรับไหว


“อ่อนแอเกินไป”


ราวกลับความกลัวที่มีทั้งหมดถูกบั่นทอนลงไป เสียงทุ้มดังกังวานทั่วท่ามกลางความเลวร้ายตรงหน้าอย่างไร้ที่มา เสียงนั้นเย็นชา แข็งกระด้าง คล้ายชิงชังคนทั้งโลก แต่สำหรับฉันตอนนี้มันคล้ายกับเสียงสวรรค์มาโปรดก็ไม่ปาน มันทำให้ฉันรู้สึกว่ายังมีสิ่งมีชีวิตอื่นนอกจากเสียงครวญคราง แหมคำพูดที่ได้ฟังจะไม่ใช่คำสวยเลิศเลอแสนวิเศษเลยก็ตาม


“ใครนะ” 


เสียงที่เปล่งถามช่างแผ่วเบา ฉันพยายามสอดส่ายสายตาหาต้นเสียงให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้แต่มันช่างยากพอๆกับการหลบหลีกหลีกสายตาให้พ้นจากภาพอันน่าเวทนาเหล่านี้ อยากยื่นมือเข้าไปช่วยแต่แรงจะก้าวขาออกไปยังแทบจะไม่มี...


“ทำไมถึงเป็นอย่างนี้ไปได้” 


เสียงนั้นแลดูเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะสนใจสนทนากับฉัน แต่แค่นั้นก็โอเคสำหรับฉันมากๆแล้วตอนนี้ หัวใจฉันรู้สึกอุ่นวาบขึ้นมา ความกลัวคล้ายถูกปัดเป่าให้หายไปจนหมดสิ้น


“ช่างเถอะ กลับไปได้แล้ว” 


เสียงขับไล่เอยอย่างไร้ความรู้สึกดังขึ้นเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันได้ยินในสถานที่แห่งนี้ ก่อนสติของฉันจะรู้สึกเหมือนถูกเหวี่ยงอีกครั้ง ภาพแผ่นหลังของผู้ชายคนหนึ่งก็ปรากฏสู่สายตาฉัน ผู้ชายภายในชุดอัศวินที่สามารถพบเจอได้ในโลกแห่งเทพนิยาย หากเพียงแค่ชุดอัศวินนั้นไม่ใช่สีขาวดั่งในการ์ตูนดิสนีย์ มันกลับเป็นสีดำสนิท เช่นเดียวกับสีผมและสีตาของเขา ฉันอาจจะคิดไปเอง 


ไม่ว่าจะด้วยอะไรก็ตามแต่ทันทีที่ฉันได้สบตากับดวงตาสีรัตติกาลคู่นั้น ฉันก็รู้สึกได้ทันทีว่า สายใยบางอย่างที่ฉันยังคงหาคำตอบไม่ได้ในเร็ววันนี้กำลังถือกำเนิดขึ้น รู้สึกได้อีกว่าหลังจากฉันคงไม่สามารถใช่ชีวิตธรรมดาเหมือนเด็กสาวอายุ 15 อย่างที่เคยเป็นอีกต่อไปแล้ว


แต่ที่แปลกยิ่งกว่าคือ เพียงแค่เสี้ยววิที่ได้สบดวงตาคู่นั้นส่วนสึกจากที่ใดที่หนึ่งในตัวฉันคล้ายกระซิบเบาๆว่า ไม่เป็นไร มันไม่มีอะไรน่ากลัว แค่มีเขาทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดี ส่วนลึกในหัวใจของฉันเชื่ออย่างนั้น

 

“ใครใช้ให้นายไปในที่แห่งนั้นกันฮะ!” แสงตวาดแวดไม่พอใจดังขึ้นจากเด็กสาวร่างสูงระหงเจ้าของผมสีน้ำตาลเข้มดังขึ้นอย่างไม่พอใจ ดวงตาสีแดงเพลิงตวัดมองคนตรงหน้าราวกลับจะฆ่าแกงก็ไม่ปาน 


แต่ดูเหมือนว่าคู่สนทนาหาได้ใส่ใจกับมันสักเท่าไร เขายังคงทำเพียงปรายตาสีรัตติกาลไปทางผู้พูดอย่างไร้อารมณ์ และนั้นไม่ต่างอะไรกับการสาดเชื้อเพลงความโกรธใส่คู่สนทนาเลยสักนิด


“ขอร้องละ ดาร์คไนท์ไอ้นิสัยน้ำแข็งขั้วโลกนี้ ขอซื้อเถอะ” 


ดูเหมือนหญิงสาวคนนี้คงต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการสะกดกลั้นอารมณ์ของตัวเองไม่ให้เสกเปลวเพลิงเผาคนตรงหน้าซะก่อนอย่างเต็มที่

“ฉันไม่ได้อยากไป แต่นั้นเป็นความกลัวที่อยู่ในส่วนลึกที่สุดของเธอต่างหาก” 


ร่างสูงของคู่เพียงตอบอย่างเหนื่อยหน่ายเช่นที่เคยเป็น แต่นั้นกลับทำให้อีกฝ่ายเดือดขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ ถ้าไม่ติดว่าเป็นคำสั่งของท่านเสนาละก็ปานนี้เธอได้พ่นไฟใส่คนตรงหน้าให้ตายๆไปซะเดี๋ยวนี้


“ฉันและเกลียดผู้ใช้ศาสตร์มืดอย่างนายจริงๆ!” 


ก็นะ ดูเหมือนสิ่งที่เธอทำตามได้ก็คงมีแค่การกระแทกเสียงใส่คนข้างหน้าอย่างหงุดหงิด ก่อนจะบ่นต่ออย่างหัวเสียไม่เลิก


“แค่มีนายคนเดียวก็แย่พออยู่แล้ว นี้คู่หูดูโอ้ของนายพลังยังตื่นก่อนกำหนดตั้ง 2 ปี” 


ให้ตายเถอะ ทำไมแค่คิดเธอก็รู้สึกว่าความสงบสุขในชีวิตกำลังจะหายไปกัน ก็คิดดูสิแค่ในอาณาจักรมีผู้ใช้ศาสตร์มืดเพียงคนเดียว คือผู้ชายเย็นชาคู่สนทนาของเธอ หมอนี้ยังเที่ยวดึงความกลัวในจิตใจของคนอื่นมาเป็นว่าเล่น ยังมีอีกคนที่พลังเพิ่งตื่นขึ้นมาแถมก่อนกำหนดตั้ง 2 ปีและไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองมีพลังที่อันตรายขนาดไหน คงเข้าไปในความคิดคนอื่นกันสนุกละ


“ห่วงแต่เรื่องของตัวเองก็พออลิซ อย่ามาก้าวก่ายคนของฉัน” 


ทันทีที่พูดจบ เจ้าของน้ำเสียงเฉยชานั้นก็หายตัวไปซะดื้อๆ ทิ้งให้หญิงสาวได้แต่ทึ่งผมตนเองอย่างไม่สามารถทำอะไรได้


อลิซขอสาบานกลับตัวเอง ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปีดูเหมือนสิ่งที่เธอเกลียดเพราะไม่สามารถรับมือได้ก็คงมีแค่สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้ใช้ศาสตร์มืด สิ่งมีชีวิตที่กวนประสาทจนไม่น่าปล่อยให้มีชีวิตเลยจริงๆ ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายที่เกิดมาแค่ศตวรรษละ 2 คนเพื่อมาต่อสู้ร่วมกัน แต่เกิดมาทีเนี่ย... โอ้ย! ให้ตายเถอะ

 

to be continued

 



talk : ฮัลโหลนักอ่านที่น่ารักทุกคน หรับนิยายเรื่องเราตั้งใจจะดำเนินเนื้อเรื่องเร็วเพราะเนื้อเรื่องค่อนข้างยาวและเยอะปานหางว่าว แต่เรากำหนดจะนวนตอนไว้แล้วว่าจะไม่ให้เกิน 70 ตอน เวลาการอัพของเราคือ อาทิตย์ละ 3 ตอน คือวันจันทร์ พุธ และเสาร์ เพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งกันไปไหนนะคะ

ปล.ติชมได้ตลอด อย่าทำตัวเป็นนักอ่านเงานะ เพราะทุกคอมเม้นต์ถือเป็นกำลังใจของเรา บ้ายบ๊าย เจอกันวันจันทร์นะคะ



 

 

1 ความคิดเห็น