มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 7 : "คนใจดำ"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 12,158
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 161 ครั้ง
    1 ส.ค. 61

                



       ขบวนเดินทางออกเดินทางออกเดินทางตามแนวชายป่ามาเป็นเวลาสองชั่วโมงแล้วแต่ยังเดินได้ไม่ถึงไหน เนื่องจากต้องคอยหยุดขบวนให้คนเจ็บได้พัก คาดว่าจะถึงที่หมายในเวลาเที่ยงวัน ตามที่เหล่าทหารในขบวนคุยกัน 

            วาดดาว หมอสาวโชคร้ายที่จับพลัดจับผลูถูกจับเป็นเชลยโดยที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว หญิงสาวแยกมานั่งคนเดียวที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เพื่อหวังได้ร่มเงาจากต้นไม้ได้บังแดดยามสาย ที่แม้จะเป็นแดดอ่อนๆ แต่ก็ให้ความรู้สึกร้อนไม่น้อย เมื่อต้องเดินตากแดด เป็นเวลานานแบบนี้ เธอถูกมัดเพียงแค่มือทั้งสองข้างไว้ด้วยกัน แต่ไม่ได้ถูกมันรวมกันเชลยคนอื่นๆ ด้วยเหตุผลที่ว่าเธอได้ช่วยชีวิตคนหนึ่งในคนพวกนั้นไว้ จึงไม่ต้องถูกมัดรวม

            หญิงสาวนั่งชันเข่า หลังพิงต้นไม้ด้วยความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง ใช่ว่าเธอเป็นสาวสำอางเท้าไม่เคยแตะพื้นดินเสียเมื่อไร แต่ด้วยยุคสมัยนี้ที่การเดินทางด้วยเท้านั้นไม่จำเป็นเสียแล้ว แต่ตอนนี้เธอกลับต้องมาเดินด้วยสองขาของตัวเองเป็นเวลานานแบบนี้ ก็ต้องเหนื่อยเป็นเรื่องธรรมดา หญิงสาวทอดสายตามองผู้คนรอบข้างที่ขณะนี้กำลังหยุดพักเอาแรงเช่นกัน คำถามมากมายผุดขึ้นมาในสมอง เหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นกับเธอตั้งแต่เมื่อวานมานี้ได้สร้างความสับสนระคนแปลกใจให้กันเธอเป็นอย่างมาก เหตุการณ์ที่เธอพยายามคิดหาคำตอบให้กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมาตลอด ที่นี่คือที่ไหน คนพวกนี้เป็นใคร จะว่าเป็นกองถ่ายหนังถ่ายละครก็ไม่ใช่ เพราะเห็นผู้กำกับหรือทีมงานคนอื่นๆเลย จะว่าเป็นคนบ้าก็ว่าจะมีคนบ้ามากมายเป็นกองทัพขนาดนี้เชียวหรือ แล้วชีวิตเธอจะเป็นอย่างไรต่อกัน ใช่ว่าจะถูกฆ่าตายในป่านี้ก่อน หรือถูกขังลืมหรอกนะ ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้สักที

            "ดื่มน้ำเสียหน่อยสิ" เสียงของผู้มาเยือนเรียกให้หญิงสาวตื่นจากความคิด เธอหันไปตามเสียงนั้นจึงพบชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้างพร้อมกับกระบอกน้ำในมือที่ส่งให้เธอ เธอจำได้ว่าเขาคือคนที่หาว่าเธอเป็นหมอตำแยเมื่อเย็นวาน วาดดาวไม่ได้รับกระบอกน้ำนั้น เพียงแต่มองหน้าเขาสลับกับกระบอกน้ำเท่านั้น

           "มิกินรึ เช่นนั้นก็ได้" เมื่อเห็นว่าสาวเจ้าไม่รับ ทหารหนุ่มจึงทำท่าชักกระบอกน้ำกลับคืน แต่ถูกหญิงสาวเอื้อมมือมาคว้าไปเสียก่อน 

           วาดดาวดึงกระบอกน้ำจากมือเขาไปดื่มอย่างกระหายเนื่องจากเดินมานาน และตั้งแต่เมื่อวานยังไม่มีอะไรตกถึงท้องเธอเลย

           "ขอบใจนะ" เธอพูดขณะที่ส่งกระบอกน้ำคืนให้เขา

           "แม่เป็นผู้ใด มาจากที่ใดกันรึ เหตุใดจึงมาอยู่ที่นี่ อพยพหนีสงครามมารึ" นายทหารหนุ่มถามขึ้นขณะที่นั่งลงข้างๆเธอ

           "ฉันบอกไปหลายครั้งแล้วว่าฉันเป็นหมอ มาจากกรุงเทพ ตั้งใจจะมาออกค่ายอาสา รักษาชาวบ้านตามชนบท " เธอพยายามอธิบายให้เขาฟังอีกครั้ง แต่พอหันไปมองหน้าคนฟังที่ดูจะไม่เข้าใจที่เธอพูดไปเมื่อครู่ เธอจึงหยุดไว้แค่นั้น "ไม่เข้าใจที่ฉันพูดใช่ไหม" หญิงสาวถามหลังจากเห็นสีหน้าของเขา             

           "ก็พอจะเข้าใจอยู่บ้างที่แม่บอกว่าแม่เป็นหมอ" เขาตอบด้วยท่าทางงุนงงจนเธอต้องถอนหายใจในที่สุด

           "นั่นสินะ"

           "ภาษาที่แม่ใช้แปลกนัก แต่จริงๆแล้วก็มีส่วนคล้ายกับภาษาของพวกฉันอยู่บ้าง แม่เป็นคนที่ใดกันรึ ใช่คนสยามหรือไม่" เขาถามต่อ

           "คนสยาม?" วาดดาวหยุดคิดครู่หนึ่งก่อนตอบกลับไป "คนสยาม หมายถึงคนไทยใช่ไหม ใช่สิฉันเป็นคนไทย ไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นเลยแหละ" เธอตอบด้วยความมั่งอกมั่นใจ ก่อนจะถามกลับบ้าง "ว่าแต่.....พวกคุณนั่นแหละเป็นใคร ทำไมแต่งตัวกันแบบนี้ อย่างกับทหารโบราณ"

           คนถูกถามหันมามองชุดตัวเองที่สวมอยู่ ก่อนจะตอบ "ใช่ พวกฉันเป็นทหาร กำลังอยู่ระหว่างทำศึกกับพม่า"

           "ไม่ใช่!  ทหารเดี๋ยวนี้เขาไม่ใส่ชุดแบบนี้กันแล้ว" เธอเถียงเพราะทหารที่เธอเคยเห็นปัจจุบันไม่ได้แต่งตัวแบบนี้แน่นอน นี่ชุดทหารโบราณชัดๆ

           "ทหารก็ต้องแต่งกายเช่นนี้สิ อยู่ระหว่างศึกสงคราม จักให้แต่งกายเยี่ยงไรกัน" เจ้าของชุดเถียงกลับบ้าง  เขายืนยันว่านี่ชุดทหาร

           "ลิเกหลงโรงหรือไง" วาดดาวกระซิบกับตัวเองเบาๆ กลัวว่าเข้าจะได้ยิน

           "ว่ากระไรนะ" เขาถามเพราะได้ยินที่เธอพูดไม่ถนัด

           "เปล่า" เธอปฏิเสธก่อนจะถามต่อ " ว่าแต่แน่ใจนะว่านี่ไม่ได้ถ่ายรายการอะไรกันอยู่ แล้วมาเฉลยทีหลังว่าฉันโดนแกล้งอยู่นะ"

          "ผู้ใดแกล้ง แกล้งผู้ใดกัน?" เขาไม่เข้าใจที่เธอพูด แต่เธอไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่ถอนหายใจอย่างปลงอนิจจังเท่านั้น

          "คุยกันมาตั้งนาน ยังไม่รู้จักชื่อคุณเลย คุณชื่ออะไรเหรอ" เธอถามหลังจาถึงได้ว่าควรถามชื่อเป็นมารยาท

           "ฉัน หมื่นพิทักษ์" เขาตอบ

           "หมื่นพิทักษ์" เธอทวนชื่อของเขาก่อนจะบอกชื่อตัวเองบ้าง "ฉันชื่อ วาดวาด"

           "วาดดาวรึ ชื่อแปลกพิกลนัก" เขาวิจารณ์ชื่อเธอ

           "ชื่อคุณต่างหากที่แปลก" เธอว่าให้เมื่อเห็นเขาวิจารณ์ชื่อเธอ ก่อนจะชวนอีกฝ่ายคุยต่อ "คุณนี่อัธยาศัยดีนะไม่เหมือนกับอีกคน" คราวนี้เธอพาดพิงถึงชายอีกคนที่มักจะโต้เถียงกับเธอตลอดเวลา

           "ผู้ใดกันรึ?" 

           "ก็คนที่ชอบทำหน้ายักษ์ตลอดเวลา แถมยังชอบตะคอกเสียงดังใส่คนอื่นอีก นิสัยไม่ดีเอาเสียเลย" คราวนี้อธิบายลักษณะเสียยาวเหยียดและส่วนใหญ่จะเป็นด้านไม่ดีเสียมากกว่า

           "อ๋อ แม่คงหมายถึงหลวง......." 

           "หัวหมื่น" ยังไม่ทันได้เอ่ยชื่อ คนถูกพาดพิงถึงก็ตะโกนแทรกขึ้นมาเสียก่อน คนถูกเรียกจึงรีบลุกขึ้นยืนรับหน้าผู้เรียกทันที

           "ขอรับคุณหลวง" เขาขานรับทันทีที่ยืนประจันหน้ากับเจ้าของเสียง

           "มาทำกระไรที่นี่" หลวงหนุ่มเอ่ยถาม

           "กระผมเอาน้ำมาให้แม่หญิงผู้นี้ขอรับ" เขาตอบด้วยท่าทางนอบน้อม

           "ให้แล้วก็ไปเสียสิ ใช่เรื่องหรือไม่ ที่มานั่งคุยกับเชลยเยี่ยงนี้" คนถูกพาดพิงถึงว่าเป็นเชลยเพียงแต่มองค้อนด้วยหางตา แต่ไม่ได้พูดจาตอบโต้แต่อย่างใด

            "ขอรับ" หัวหมื่นตอบรับก่อนจะรีบเดินหลบออกไป ทิ้งให้โจทย์ทั้งเผชิญหน้ากันด้วยความเงียบ

                 

 

            แสงแดดยามสายเริ่มร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ขบวนเดินทางยังคงเดินลัดเลาะไปตามแนวป่าทึบ ไร้เสียงพูดคุยใดๆ จากผู้คนในขบวน ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าที่ต่างคนต่างตั้งหน้าตั้งตาเดิน เพื่อให้ถึงจุดหมายโดยเร็ว อากาศที่ร้อนขึ้นเรื่อยๆ ประกอบกับที่ต้องเดินเท้าเป็นเวลานาน ทำให้หญิงสาวคนเดียวในขบวนเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังหน้ามืดเพราะความเหนื่อย

            วาดดาวหันมองรอบๆตัว เพื่อสังเกตว่าใครมีอาการเช่นเดียวกับเธอบ้างหรือไม่ แต่คนเหล่านั้นไม่ได้มีทีท่าว่าเหนื่อยเลยสักนิด จะมีก็แต่เชลยที่ถูกจับมัดเหล่านั้นที่ดูจะมีอาการเดียวกันกับเธอ เมื่อเห็นเชลยเหล่านั้นเธอจึงนึกขึ้นได้ว่าตั้งแต่เมื่อวานเชลยเหล่านั้นยังไม่ได้กินอะไรแม้แต่น้ำสักหยด คงไม่แปลกที่จะมีอาการอ่อนแรงเช่นนี้ คาดว่าอีกไม่นานคงมีคนเป็นลมหมดสติแน่

 

             และก็เป็นอย่างที่เธอคาดไว้จริง หลังจากนั้นอีกราวครึ่งชั่วโมง หนึ่งในเชลยเหล่านั้นก็เป็นลมล้มพับไปขณะกำลังเดินอยู่ วาดดาวรีบวิ่งเข้าไปดูอาการตามสัญชาตญาณทันที เชลยคนดังกล่าวมีอาการหน้าซีด หายใจเร็ว เหงื่อออกมาก และมีอาการเพ้อ พูดบางอย่างออกมาแต่เธอฟังไม่เข้าใจ จึงหันไปถามทหารคนที่ยืนอยู่ข้างๆ

             "เขาพูดว่าอะไร"

             "มันพูดว่าน้ำ" ทหารคนนั้นตอบ

            "ร่างกายเขากำลังขาดน้ำ ขอน้ำให้เขาหน่อย" หญิงสาวร้องขอน้ำให้คนป่วย แต่ไม่มีปฏิกิริยาตอบใดๆจากผู้คนที่ยืนดูอยู่ "ไม่ได้ยินหรือไง ขอน้ำให้เขาหน่อย" เธอร้องขออีกครั้งด้วยเสียงที่ดังขึ้นเมื่อเห็นว่าทุกคนยังยืนมองหน้ากันเฉยๆ

            "มีเรื่องกระไรกัน" หลวงหนุ่มเดินเข้ามาดูหลังจากได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านหลังขบวน

            "เชลยเป็นลมหมดสติขอรับ" นายทหารผู้คุมเชลยรับรายงานทันที

            "ร่างกายเขาขาดน้ำ ให้เขากินน้ำหน่อยได้ไหม" หญิงสาวเสริมจากคำบอกของนายทหารเมื่อครู่

            "นึกว่าเรื่องกระไร แค่เชลยหมดสติ ไยต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ด้วย" แต่คนฟังกลับไม่ได้ใส่ใจในคำพูดของเธอเลยแม้แต่น้อย กลับเมินหน้าหนีทำเหมือนไม่ได้ยินที่เธอพูดเสียอย่างนั้น ทำให้เธอต้องรับลุกขึ้นเดินไปหาเขาทันที

            "นี่คุณไม่ได้ฟังที่ฉันพูดเลยหรือไง ฉันบอกว่าร่างกายเขากำลังขาดน้ำ ถ้าเขาไม่ได้กินน้ำ เขาจะช็อกตายได้นะ" เธอโวยวายเสียงดังใส่หน้าเขาทันทีที่เผชิญหน้ากัน

            "ตายก็ช่างหัวมันปะไร แค่เชลยศึกคนเดียว หากมันจักตายก็ปล่อยให้มันตายไปเสีย เหตุใดต้องทำให้เป็นเรื่อง" เขาตอบกลับด้วยความรำคาญ แต่นั่นยิ่งทำให้คนฟังโมโหกับคำพูดที่ได้ยินเข้าไปอีก

            "ถึงเขาจะเป็นเชลย แต่เขาก็เป็นคนเหมือนกันนะ คุณจะทำกับเขาแบบนี้ไม่ได้ นี่ชีวิตคนทั้งคนนะ ไม่ใช่หมูหมา กา ไก่ ที่ไหน"

             "แล้วจักให้ทำเยี่ยงไร ให้ข้าแบกพวกมันไปเลยหรือไม่เล่า จักได้มิต้องให้พวกมันเดินให้เหนื่อยจนเป็นลมเยี่ยงนี้" หลวงหนุ่มประชดประชันเข้าให้ ถึงตอนนี้รอบข้างมีเพียงความเงียบดูผู้ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาถกเถียงกับเชลยสาวเสียงดังอย่างออกรส

             "ฉันไม่ได้ขอให้คุณทำแบบนั้น แค่ขอให้พวกเขาได้กินน้ำก็เท่านั้น" เธอยังเถียงไม่ยอมลดละ

             "ไม่ให้" ชายหนุ่มยืนยันเสียงหนักแน่นต่อหน้าหญิงสาว "แลอย่าให้ข้ารู้ว่ามีผู้ใดเอาน้ำให้เชลยคนใดกินเป็นอันขาด มิเช่นนั้นข้าจักจับมันผู้นั้นโบยเสียให้หลังลาย" เขาสั่งเสียงดังฟังชัดเพื่อให้ทหารทุกคนในขบวนได้ยิน

             "นี่คุณ......." วาดดาวกำลังจะอ้าปากเถียง แต่ไม่ทันได้พูดต่อ อีกฝ่ายก็แย่งพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

             "แลมัดปากเชลยนางนี้ไว้เสีย จักได้มิต้องมาเรียกร้องสิทธิ์ของเชลยให้ข้าได้ยินอีก" คราวนี้หันไปออกคำสั่งกับคนข้างๆ 

             "เอ่อ...คือ...คุณหลวงขอรับ" คนถูกสั่งทำท่าจะเอ่ยปากท้วง แต่พอได้ยินคำขู่ต่อมาของคุณหลวงเท่านั่น คำพูดทั้งหมดก็ถูกกลืนลงคอไปเสียหมด

             "หากเอ็งมิทำ ข้าจักจับเอ็งมัดแทนมัดนางเสีย อ้ายหัวหมื่น"

             "ขอรับ" หมื่นพิทักษ์รีบรับคำเสียงดังฟังชัดทันที เพราะรู้ว่าคนพูดไม่ได้แค่ขู่แน่นอน

             "แลหากผู้ใด อดรนทนมิไหวตายไปเสียก่อน ก็ให้ทิ้งศพมันไว้เสียที่นี่ ปล่อยให้เป็นอาหารของแร้งกามันไป" คราวนี้คนพูดหันมาพูดใส่หน้าหญิงสาวคู่กรณี ก่อนจะกันหลังเดินจากไป

             "ใจดำ อำมหิต ป่าเถื่อนที่สุด" เธอต่อว่าเบาๆขณะที่เขาหันหลังเดินจากไปแล้ว ทิ้งให้เธอยืนกำมือแน่นด้วยความโมโห

          





ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 161 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. #1104 MR_Amiss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 15:16
    ก็น่าจะรู้ได้แล้วนะว่าหลงยุคมา เห็นคนตายต่อหน้ามาแล้วนี่ เรื่องแบบนี้ใครจะล้อเล่นกัน แล้วถ้าเป็นการแสดงจริงๆล่ะก็ ต้องเห็นก้องเห็นฉากและคนถ่ายทำไหม หรือถ่ายจากกล้องวงจรปิดที่ซ่อนไว้ จะใช้ได้เร้อ
    #1,104
    0
  2. #1028 Parkjimin19 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 14:15
    โคตรใจดำเลยอีตาพระเอกนี่
    ปล.สมัยก่อนถ้าชนชั้นล่างก็เหมือนผักเหมือนปลาจริงๆแหละ เฮ้อ
    #1,028
    0
  3. #689 nooparnkiss (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 7 ตุลาคม 2560 / 21:25
    ถึงจะเชื่อยากแต่หมอก็น่าจะเอะใจได้แล้วนะ เป็นถึงหมอมือดี น่าจะเอะใจว่าตัวเองหลงยุคได้ตั้งแต่โผล่กลางสงคราม มีคนตายจริงแล้วด้วย มันเลยดูไม่สมเหตสมผลเท่าไหร่เมื่อเทียบกับความฉลาดของคนอาชีพหมออะนะ
    #689
    0
  4. #657 เทพบุตรแห่งแสง (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 6 ตุลาคม 2560 / 17:15
    นางเอก โง่จัง...
    #657
    0
  5. #323 minggg- (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 00:01
    สมัยก่อนชีวิตมันมีค่าน้อยกว่าสมัยนี้เนาะ
    โดยเฉพาะถ้าเป้นเชลย/ คนชั้นล่างกว่า
    โถ
    #323
    0
  6. #244 G HAMAJI (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 / 23:31
    เพลียกับนางเอกจริงๆ ยังไม่รู้ตัวอีก เลิกโวยวายแล้วคิดดีๆ เขาก็บอกอยู่ว่าสยามๆ น่าจะเอะใจมั้ยว่าสมัยนี้คนไทยไม่เรียกประเทศตัวเองว่าสยามแล้ว ทั้งภาษาทั้งชุดมาเต็มขนาดนั้น ยังยึดว่าตัวเองถูกอีก #อินจัด5555 เดี๋ยวลองอ่านไปอีกซักสองตอน ถ้านางยังไม่รู้ตัวอีกก็คงพอแล้วค่ะ
    ปล.สู้ๆเน้อ
    #244
    0
  7. #35 Looney00 (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 29 พฤษภาคม 2560 / 23:13
    สงสารหมอดาว
    #35
    0
  8. #10 Ainaemoroe (จากตอนที่ 7)
    วันที่ 28 พฤษภาคม 2560 / 12:35
    รู้ตัวช้าเกินไปป่ะอ่ะว่าตัวเองย้อนเวลามา เฮ้อ
    #10
    0