มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 45 : "กุดหัวพระยาทั้งสาม"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,325
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 97 ครั้ง
    2 ม.ค. 62




             "เอ็งว่ากระไรนะ เจ้าคุณทั้งสามน่ะรึ หนีหน้าที่" ทรงผลุดลุกจากแท่นพระที่นั่งทันทีที่ได้ฟังถวายรายงานเรื่องจากนายทหารที่กล่าวอ้างว่าแอบลักลอบมาส่งข่าวเรื่องของพระยาทั้งสาม
             "ขอเดชะพระอาญามิพ้นเกล้า ทั้งหมดที่เกล้ากระหม่อมเล่ามาล้วนแล้วแต่เป็นความจริงทั้งสิ้นพระพุทธเจ้าข้า" นายทหารผู้นั้นรีบกราบบังคมทูลย้ำเรื่องที่เล่าถวายไปก่อนหน้า
             "บังอาจนัก กล้ากระทำงานชั่วช้าเช่นนี้ได้เยี่ยงไร บ้านเมืองกำลังตกอยู่ในความวุ่นวาย แต่กลับขลาดเขลา กลัวตายจนคิดหนีเอาตัวรอด" ทรงกำพระหัตถ์แน่นด้วยทรงกริ้ว
             "สมควรถูกกุดหัวเสียให้สิ้นทั้งสามคน" เจ้าคุณกลาโหมแววตาวาวโรธด้วยความโกรธเช่นเดียวกับทุกคนในที่ประชุมที่ต่างมีความรู้สึกคล้ายกัน บางคนนั้นแปลกใจนักถึงความใจกล้าขัดพระบัญชาสมเด็จวังหน้าที่สุดแสนจะหน้าเกรงขามของบุคคลทั้งสาม
             "จักทรงมีรับสั่งเช่นไรต่อไปพระพุทธเจ้าข้า" เจ้าคุณสมุหนายกกราบบังคมทูลถาม
             "พระยาจ่าแสนยากร จงนำกำลังไปตรวจสอบเรื่องนี้ดูให้แน่ชัด หากเป็นความจริงดังว่า ก็ให้กุดหัวเจ้าคุณทั้งสามกลับมา เสียบประจานให้ทุกคนได้เห็น ผู้อื่นจักได้มิกล้าเอาเป็นเยี่ยงอย่างต่อไป" รับสั่ง
             "รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า"

ทหารในกองพระยาทั้งสามมารายงายว่า ออกญาสีหราชเดโช ออกญาท้ายน้ำ และออกญาเพชรบุรี ทั้งสามเกิดความหวาดกลัวข้าศึกและหลีกหนีหน้าที่ สมเด็จวังหน้าจึงทรงรับสั่งให้ไปสืบสาวราวเรื่องให้ได้ความ หากเป็นความจริงดังว่า ก็ให้ตัดศีรษะพระยาทั้งสามเสีย และเมื่อไปดูแล้วได้ความว่าเป็นความจริงดังที่ทหารคนดังกล่าวอ้าง พระยาทั้งสามจึงถูกตัดศีรษะและเสียบประจานให้ทหารคนอื่นๆได้ดูเป็นเยี่ยงอย่าง 
ทหารทั้งหลายจึงกลัวพระองค์ยิ่งกว่ากลัวข้าศึก และมีวินัย ทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด มิกล้าแสดงความขลาดออกมาอีก

            "การศึกครานี้ใหญ่หลวงนัก ข้าศึกเข้าประชิดกำแพงเมืองอยู่เบื้องหน้า หากมัวขลาดเขลา เราอาจจักเสียแผ่นดินของเราไป ซึ่งเรายอมมิได้ ความขลาดจักนำพาความวิบัติชิบหายแก่บ้านเมือง หากมันผู้ใดกล้ากระทำการเยี่ยงคนขลาดเช่นนี้อีก มันผู้นั้นต้องถูกกุดหัวเสียบประจาน" ทรงประกาศพระสุรเสียงดังก้องด้วยความพิโรธต่อหน้าทหารในค่ายที่มาชุมนุมมองดูภาพศีรษะของพระยาท้ายน้ำ พระยาสีหราชเดโช และพระยาเพชรบุรี ที่ถูกตัดเสียบประจานอย่างน่าสยดสยอง สิ้นเสียงรับสั่ง ทุกคนต่างตกอยู่ในความเงียบ เงียบเพราะความกลัว กลัวจนแทบไม่กล้าจะหายใจเสียงดังเพราะเกรงจะไประคายเคืองเบื้องพระยุคคลบาทเข้าจนอาจจะถูกตัดหัวเสียบประจานเหมือนพระยาขลาดทั้งสาม 
            "อ้ายหลวงฤทธิรงค์" ทรงรับสั่งกับทหารคู่พระทัยหลังจากที่เสด็จเขากระโจมที่ประชุมเรียบร้อยพร้อมกับเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ทั้งหลาย
            "พระพุทธเจ้าข้า" หลวงหนุ่มรีบคลานออกมาข้างหน้าทันทีที่รับสั่งเรียก
            "เอ็งจงนำกำลังทหารพันแปดร้อยเดินทางไปพบพระองค์เจ้าขุนเณร และนำความจากข้าไปทูลถวาย ว่าให้พระองค์จัดตั้งกองโจรไปดักคอยปล้นเสบียงข้าศึกที่พุตะไคร่" 
            "จักให้พระองค์ขุนเณรทำแทนรึพระเจ้าค่ะ" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฎาทรงตรัสถามผู้เป็นพระเชษฐา
            "ขุนเณรชำนาญเรื่องการแฝงตัวแลลักรอบประชิดข้าศึก พี่เห็นว่าควรจักให้เขารับหน้าที่นี้ไปน่าจักได้ความกว่าผู้อื่น แลอีกอย่างขุนเณรเองก็แฝงตัวอยู่แถบนั้นอยู่แล้ว" คนฟังต่างพากันพยักหน้าเห็นด้วยกับพระดำริของสมเด็จวังหน้า "จงเร่งไปจัดการเสียอ้ายคุณหลวง" หันกลับมารับสั่งกับทหารคู่พระทัยอีกครั้ง
           "รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า" หลวงหนุ่มรับพระบัญชาก่อนจะรีบลุกออกไป

           
           แสงแดดอ่อนๆยามเช้าสาดส่องทุกชีวิตปลุกให้ตื่นจากการหลับใหล บวกกับเสียงไก่ที่โก่งคอขันตามหน้าที่ของมันอย่างขยันขันแข็งตั้งแต่เช้ามืด นกน้อยนาๆชนิดต่างกระพือปีกพึบพับพร้อมกับส่งเสียงทักทายพระอาทิตย์ที่กำลังจะโผล่พ้นของฟ้า และพากันเตรียมบินออกจากรังเพื่อไปหาอาหารเป็นงานประจำ บทเพลงจากธรรมชาติที่บรรเลงให้ได้ฟังทุกเช้า เพื่อเป็นสัญญาณให้ทุกชีวิตได้รับรู้ว่าเวลาแห่งการพักผ่อนหมดลงแล้ว
          หญิงสาวดวงหน้ารูปไข่ ปลายผมสีน้ำตาลอ่อนยาวสลวยคลอเคลียกับผิวเนื้อนวล เนียนละเอียด ที่โคนผมเริ่มจะมีสีดำยาวออกมาพอสมควรเนื่องจากไม่ได้ทำสีเพิ่มมาเป็นเวลานาน สีผมจริงจึงเริ่มปรากฎให้เห็น ดวงตากลมโตกำลังสนอกสนใจการกระทำของแม่ครัวคนสำคัญที่กำลังปรุงอาหารขึ้นสำรับในตอนเช้าของวันใหม่ วาดดาวต้องตื่นมาเรียนรู้วิธีการทำอาหารทุกเช้าตามคำสั่ง โดยคุณจันทร์จะลงมาสอนเธอเองทุกเช้า ช่วงแรกเธอไม่ชินเลยกับการตื่นตั้งแต่ไก่ยังไม่โห่ แต่ตอนนี้ทำจนกลายเป็นกิจวัตรไปเสียแล้ว
         "เวลาทำกับข้าว ไม่ใช่สักแต่ว่าจับอะไรก็ได้โยนๆลงไป เสร็จออกมาก็กินได้แล้ว เช่นนั้นผู้ใดก็ทำได้ รู้หรือไม่ เพราะเหตุใดอาหารถึงจักอร่อย" คุณหญิงจันทร์เอ่ยถามลูกศิษย์ตนสำคัญขณะมือยังเคี่ยวขี้เหล็กในหม้อ
         "เคล็ดลับของคนทำหรือเปล่าเจ้าคะ คนทำเป็นก็ต้องทำอร่อยกว่าคนทำไม่เป็นอยู่แล้ว" แต่คนถามกลับส่ายหน้าเป็นคำตอบ
         "หรือว่าจะเป็นวัตถุดิบใช่ไหมเจ้าคะ" คนฟังถอนหายส่งเข้าให้ ก่อนจะเอ่ยเฉลยคำตอบ
         "เรื่องของคนทำกับวัตถุดิบก็มีส่วน แต่ที่สำคัญเลยคือความตั้งใจของคนทำต่างหาก หากคนทำตั้งใจทำจริงๆเขาจะใส่ใจรายละเอียดทุกอย่างอย่างดี ต่อให้ใช้วัตถุดิบธรรมดาๆ ก็กลายเป็นอาหารรสเริศได้เช่นกัน" วาดดาวพยักหน้ารับรู้ ตอนนี้เธอเริ่มเป็นมิตรกับคุณหญิงจันทร์มากขึ้นแล้ว เพราะเริ่มรู้ว่าคุณหญิงนั้นแม้อาจดูเข้มงวดไปบ้าง แต่จริงๆแล้วเป็นคนมีเหตุผลและใจดีอย่างที่คุณหลวงเคยบอกไว้จริงๆ
          "ทำอาหารก็ไม่เป็นสักอย่าง อยู่มาได้เยี่ยงไรฉันแปลกใจนัก แม่แต่แกงง่ายๆ ยังทำมิเป็น ที่ผ่านแม่ทำกระไรกินกัน แม่วาด ขุดมันขุดเผือกกินรึ" คุณหญิงจันทร์ว่าเหน็บหญิงสาวให้
           "ไม่ได้ขุดเผือก ขุดมันกินเจ้าค่ะ แต่ซื้อกินเอา สมัยนี้ แค่เดินเข้าร้านอาหารก็ได้กินทุกอย่างที่ได้กินแล้วเจ้าค่ะ ไม่ต้องมานั่งเตรียมของทำให้เสียเวลาหรอกเจ้าค่ะ" วาดดาวพูดไปเรื่อยโดยไม่ได้มองหน้าคนฟังที่กำลังมีสีหน้าแปลกใจกับคำพูดของเธอ จนนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดอะไรออกไปเธอจึงรีบแก้ทันที "หมายถึง ที่ที่อิฉันอยู่น่ะเจ้าค่ะ" 
           "ที่ที่แม่อยู่ขายทุกอย่างเลยรึ"
           "เจ้าค่ะ แค่ไข่เจียวธรรมดาๆ ยังมีขายเลยเจ้าค่ะ"
          "แค่ไข่เจียวก็ยังต้องซื้อกินรึ มิต้องทำกระไรเองเลย เป็นง่อยกันพอดีสิ" 
          "พวกเขาไม่มีเวลามานั่งทำกับข้าวหรอกเจ้าค่ะ วันๆทำแต่งานกัน แค่เวลาจะกินข้าวยังไม่ค่อยจะมี"       
           "ข้ออ้างของคนล่ะสิมิว่า คนเราถ้าคิดจักทำกระไรก็ทำได้ทั้งนั้นแล พอขี้เกียจเข้า มิอยากทำ ก็อ้างว่ามิมีเวลา ฉันว่าคนบ้านแม่คงสบายจนเคยตัว พอสบายมากเข้าคนติดเป็นนิสัย ก็จักมิยอมทำกระไรเลย กลายเป็นคนขี้เกียจไปโดยปริยาย"
            "มันก็จริงค่ะ" เธอเองก็เห็นด้วยกับคำพูดของคุณหญิงจันทร์ คนยุคเธอสบายเกินไปจนติดเป็นนิสัย คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยรับรู้ถึงความพยายามให้ได้มาเพราะทุกอย่างมันดูง่ายดายไปเสียหมด ไม่เหมือนคนสมัยนี้ จะทำกับข้าวแต่ล่ะทีนี่ทุ่มเทเสียทุกอย่าง อร่อยไม่อร่อยไม่รู้ แต่ขอเยอะไว้ก่อน เยอะทั้งวัตถุดิบ ทั้งวิธีปรุง ทั้งของแต่งจาน คือถ้าต้องทำขนาดนี้ในยุคของเธอ วันๆหนึ่งคงไม่ต้องทำอะไรอย่างอื่นกันพอดี
           หลังจากเรียนทำอาหารในตอนเช้าเสร็จ วาดดาวก็ต้องมาเรียนแกะสลักต่อในตอนสายหลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อย แต่วันนี้คุณหญิงจันทร์ไม่อยู่เรือน ต้องออกไปทำธุระข้างนอก จึงทิ้งให้หมอสาวนั่งเป็นกุลสตรีแกะสลักอยู่คนเดียว พอนั่งนานเข้าก็เริ่งจะเบื่อตามนิสัยคนอยู่ไม่สุขของเธอ เจ้าตัวจึงตัดสินใจลุกขึ้นเดินลงจากเรือนในที่สุด วาดดาวเดินไปหาแม่หวนที่พรวนดินเตรียมลงไม้ดอกอยู่ในสวนตามคำสั่งคุณหญิงจันทร์
          "แม่หวน" วาดดาวทักขึ้นจากด้านหลัง
          "อ้าว! ท่านหมอ" คนถูกเรียกเอ่ยทักเมื่อหันมาเจอคนเรียกที่ยืนอยู่ด้านหลัง
          "ยุ่งเหรอ" เธอเลียบเคียงถามบ่าวคนสนิท
          "เตรียมดินลงไม้ดอกให้คุณหญิงอยู่เจ้าค่ะ ท่านหมอมีกระไรจักใช้บ่าวเจ้าคะ"
          "ไปหาอะไรทำแก้เบื่อกัน"
           "ทำกระไรเจ้าคะ" แม่หวนวางเสียมในมือแล้วหันมาถาม
          "ไม่รู้สิ ไปเดินตลาดกันไหม คราวที่แล้วยังเดินไม่ทั่วเลย"
          "โอ้ย!!! มิเอาแล้วเจ้าค่ะ เข็ดนักแลกับตลาด ไปทีไรเกิดเรื่องทุกคราไปสิน่า หากเกิดเรื่องอีกครานี้คุณหญิงเอาท่านกับบ่าวตายแน่เลยเจ้าค่ะ" แม่หวนทำท่าขนลุกขนชันอย่างน่าสยดสยองเมื่อนึกถึงชะตากรรมที่น่ากลัวของตัวเอง
          "แล้วจะทำอะไรดีล่ะ นั่งแกะสลักทั้งวันน่าเบื่อจะตาย" วาดดาวหน้ามุ่ยขึ้นมาทันที แม่หวนมองดูผู้เป็นนายอย่างนึกเห็นใจ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นได้
          "อ้อ!!ไปหาอย่างอื่นทำกันเจ้าค่ะ"
          "ทำอะไรเหรอ" คนฟังตื่นเต้นขึ้นมาทันที คนชวนกลับยิ้มอย่างมีเลศนัยส่งให้

           แม่หวนพาวาดดาวมาดูการแข็งว่าวที่ทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน และลากนายมิ่งออกมาด้วยพร้อมกับว่าวหนึ่งตัว ที่นั่นมีคนจำนวนมากกำลังประชันขันแข่งว่าวกันอย่างสนุกสนาน 
          "แม่หวนชวนฉันมาดูเขาเล่นว่าวกันนี่นะ" วาดดาวแปลกใจเมื่อได้เห็นภาพตรงหน้า
          "น่าสนุกออกนะเจ้าคะ" วาดดาวขมวดคิ้วถึงคำว่าสนุกของอีกฝ่าย พร้อมกับหันไปมองผู้คนหลากหลายวัยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ที่กำลังสนุกสนานกับการเล่นว่าว
           "เขาทำอะไรกัน" เธอถามขึ้นเมื่อเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังส่งเสียงเชียร์บ้างอย่างกันเสียงดังลั่นทุ่ง
           "พนันว่าวเจ้าค่ะ หากผู้ใดแข่งชนะจักได้เงินพนันไป" วาดดาวเลิกคิ้วสูงด้วยความสงสัย " กีฬายามว่างของพวกชาวบ้านน่ะเจ้าค่ะ หลังจากการทำนา เก็บเกี่ยวข้าวแล้วก็จะมาแข่งว่าวกัน ไปดูกันหรือไม่เจ้าค่ะ" ยังไม่ทันได้คำตอบจากคนถูกชวน คนชวนก็ลากแขนเธอวิ่งไปดูใกล้ทันที 
            แม่หวนพาวาดดาวฝ่าวงล้อมเข้าไปดูด้านในจนเห็นชายหนุ่มชาวบ้านสองคนที่กำลังดึงสายว่าวแข่งกันอยู่อย่างจริงจัง มองไปสุดปลายสายด้านบน ก็เห็นเป็นว่าวสองตัวกำลังแย่งชิงเพื่อครอบครองพื้นที่บนท้องฟ้าอยู่ ตัวหนึ่งเป็นว่างจุฬาขนาดมหึมา อีกตัวเป็นว่าวปักเป้ารูปร่างต่างกันลิบลับ เธอมองไม่เห็นทางเลยว่าเจ้าว่าวปักเป้าจิ๋วจะเอาชนะว่าวจุฬายักษ์ได้ยังไง แต่นายมิ่งก็อธิบายกติกาถึงการแพ้ชนะระหว่างว่าวสองขนาดนี้ให้ฟังแล้ว ถึงจะไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร แต่ก็สนุกดีที่ได้ดู คนที่สนุกกับการแข่งจริงๆก็เห็นจะเป็นคนดูทั้งสองฝ่ายที่ต่างส่งเสียงเชียร์กันสุดชีวิต เพราะวางเงินพนันไว้เยอะนั่นเอง
          วาดดาวหันไปเห็นเด็กผู้ชายคนหนึ่งยืนร้องไห้อยู่นอกวงล้อม ท่ามกลางเสียงเชียร์ที่อึกทึกครึกโครม เธอจึงเดินเข้าไปหาโดยไม่ได้บอกแม่หวนและนายมิ่งที่กำลังสนุกอยู่กับรายการแข่งว่าว
         "เป็นอะไรจ๊ะหนู ร้องไห้ทำไม" เธอถามขึ้นเมื่อเดินถึงตัวเด็กน้อย
         "ว่าว" เด็กน้อยสะอื้นพร้อมกับชี้ไปที่ที่หนึ่ง เธอจึงเดาว่าว่าวของเด็กอาจจะหาย จึงมายืนร้องไห้อยู่ตรงนี้
         "มากับใคร พ่อแม่ล่ะ" เธอถามต่อ แต่เด็กคนนั้นกลับส่ายหัวและร้องไห้ วาดดาวมองซ้ายมองขวาอย่างลังเล ก่อนจะตัดสินใจบอกให้เด็กพาไปหาว่าว "ปะ พี่จะพาไปเอา แต่หยุดร้องไห้ก่อน ไม่อย่างนั้นเราจะคุยกันไม่รู้เรื่อง" เด็กน้อยเช็ดน้ำตาทันทีด้วยความดีใจ "เอาล่ะ คราวนี้เราพาพี่ไปดูซิว่าว่าวเราอยู่ไหน" เด็กน้อยเดินนำเธอออกไปทันที
          วาดดาวเดินตามเด็กคนนั่นมาจนถึงใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง เด็กชายหยุดเดินและจากนั้นจึงชี้ไม้ชี้มือขึ้นไปบนต้นไม้ต้นนั้น วาดดาวมองตามมือของเด็กชายขึ้นไป พบว่าวปักเป้าตัวหนึ่งติดอยู่บนกิ่งไม้ต้นดังกล่าว
         "ว่าวค้างกิ่งไม้นี่เอง" หญิงสาวพยายามหากิ่งไม้แถวนั้นมาสอยเอาลงแต่ไม่มีกิ่งไม้ที่ยาวพอจะถึงตัวว่าว เธอยืนลังเลอยู่ใต้ต้นไม้ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจปืนขึ้นไป หลังจากคำนวณความสูงและลักษณะของลำต้นเพื่อหาลู่ทางในการปีน 
         "ท่านหมอ ตายแล้ว ทำกระไรนั่นเจ้าคะ ปีนขึ้นไปทำไม" แม่หวนที่เดินตามหาวาดดาวมาท้วงขึ้นอย่างตกอกตกใจเมื่อพบว่าคุณหนูของเธอกลายเป็นลิงปีนต้นไม้ไปเสียแล้ว
          "ยังไม่ตายแม่หวน แค่ขึ้นมาเอาว่าวให้เจ้าหนูนั่นเอง" วาดดาวที่ยืนอยู่บนต้นไม้ ตะโกนบอกลงมา
          "เหตุใดมิบอกบ่าวเล่าขอรับท่านหมอ หากตกลงมาจักทำเช่นไร" นายมิ่งท้วงขึ้นอีกคน
          "ฉันขี้เกียจเดินกลับไปตาม ไม่มีอะไรหรอก รออยู่ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวได้ว่าวแล้วจะลงไป" วาดดาวพยายามเอื้อมมือไปคว้าว่าวที่อยู่ห่างออกไปไม่เท่าไร  แต่สุดมือคว้าจริงๆ ไม่สามารถขยับไปใกล้กว่านี้ได้แล้ว จึงพยายามยื่นมือไปแทน
          "ระวังนะเจ้าคะ" คนดูที่ลุ้นอยู่ด้านล่างหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะด้วยความหวาดเสียว 
          "ได้แล้ว" หญิงสาวร้องขึ้นด้วยความดีใจเมื่อคว้าว่าวได้สำเร็จจนได้ แต่ทันใดนั้นเอง เท้าของเธอก็พลาดลื่นหลุดจากกิ่งไม้ที่ยืนอยู่ จนล่วงล่นลงมาจากต้นไม้ "ว้าย!!!!!!" ทั้งคนหล่นและคนดูต่างร้องขึ้นเสียงหลงด้วยความตกใจ วาดดาวหลับตาปี๋ คิดว่าคงไม่รอดแล้วงานนี้ ไม่ตายแต่คงเจ็บหนักแน่นอน แต่ทว่าก่อนที่เธอจะได้เป็นอย่างที่จินตนาการไว้นั้นกลับมีอ้อมแขนปริศนามารับร่างของเธอไว้ทันก่อนที่เธอจะตกถึงพื้น 
            วาดดาวลืมตาขึ้นมองเจ้าของสองมือที่มารับเธอได้ทันเวลาอย่างพอดิบพอดี และก็ต้องตกใจตาโตเมื่อพบว่าเป็นชายคนเดิมที่มาช่วยเธอไว้ด้วยความบังเอิญถึงสามครั้ง
            "เป็นกระไรหรือไม่" ชายหนุ่มถามขึ้นเมื่อวางหญิงสาวลงให้เธอยืนด้วยตนเอง คนถูกถามส่ายหน้าให้งงๆ
            "ท่านหมอ เป็นกระรึไม่เจ้าคะ เจ็บที่ใดหรือไม่ บ่าวหัวใจหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่มแล้วเจ้าค่ะ" แม่หวนวิ่งเข้ามาสำรวจตามเนื้อตัวของเธอทันทีด้วยความเป็นห่วง
            "ฉันไม่ได้เป็นอะไรแม่หวน" วาดดาวหันมาบอกคนเป็นบ่าวให้ใจเย็นลง ก่อนจะเดินไปหาเด็กชายเจ้าของว่าวต้นเหตุโดยไม่ได้ใส่ใจห่วงตัวเองเลยสักนิด "ว่าวของเรา ต่อไปเล่นระวังๆหน่อยนะ กลับบ้านไปหาพ่อกับแม่ไป" เธอบอกหลังจากยื่นว่าวให้เด็กชาย
            "ขอบพระคุณขอรับ" เด็กชายรับว่าวไปก่อนจะวิ่งจากไปด้วยความดีใจ วาดดาวหันมายิ้มให้บุคคลทั้งสามที่ยืนมองเธอการกระทำของเธออยู่อย่างแปลกใจ โดยเฉพาะชายที่เพิ่งจะช่วยชีวิตไว้หยก แต่ดูสาวเจ้าจะไม่ได้ไยกับอุบัติเหตุเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย กลับห่วงว่าวของเด็กมากกว่า ความแปลกใจระคนชื่นชมเกิดขึ้นภายในใจของชายหนุ่ม หญิงนางนี้ไม่ได้มีดีแค่สวยเหมือนหญิงทั่วไป


          "ขอบคุณอีกครั้งนะเจ้าคะ ที่มาช่วย ถ้าไม่ได้หมื่นท่านฉันคงเจ็บหนัก สามครั้งแล้วที่หมื่นท่านมาช่วยไว้" วาดดาวกล่าวขอบคุณคนที่มาช่วยเธอไว้โดยบังเอิญระหว่างทางที่คู่เดินกลับด้วยกัน แต่ตอนนี้เธอชักไม่แน่ใจแล้วว่าเป็นความบังเอิญจริงหรือชายหนุ่มแอบตามเธอมากันแน่ 
         "มิเป็นกระไรดอก ฉันยินดีช่วยแม่เสมอ ฉันดีใจนักที่ได้พบแม่อีกครั้ง แต่มิคิดว่าจักพบด้วยเหตุการณ์เช่นนี้ทุกครั้งไป"
        "หมื่นท่านจะหาว่าฉันขยันก่อเรื่องก็ว่ามาเถอะ"
        "ฉันมิได้หมายความเช่นนั้น" อีกฝ่ายรีบแย้งทันทีด้วยกลัวสาวเจ้าจะเข้าใจผิด แต่หญิงสาวกลับยิ้มขำกับท่าทีของฝ่ายชาย ชายหนุ่มมองสาวเจ้าอย่านึกหลงใหลในรอยยิ้มนั้น "ยามยิ้ม ช่างหวานนัก" เขาเอ่ยปากชมขณะที่มองใบหน้าของเธอไม่วางตา จนคนถูกชมซึ่งหน้าชักดวงหน้าขึ้นสีทำตัวไม่ถูกขึ้นมา
         "แล้วหมื่นท่านมาทำอะไรแถวนี้เจ้าคะ" เธอรีบเปลี่ยนเรื่องคุยแก้เขิน
         "ฉันก็มาดูเขาแข่งว่าวนี่แหละ ได้ยินว่าท้ายหมู่บ้านมีการแข่งว่าวจึงลองมาดู มิคิดเลยว่าจักบังเอิญได้พบแม่ที่นี่"
         "อ๋อ" วาดดาวยกมือขึ้นจับผมตัวเองแก้เขินเพราะไม่รู้จะหาอะไรคุยต่อดี ก็อีกฝ่ายเอาแต่จ้องมองเธอไม่หยุดหย่อน
         "ช่วยด้วย!!!ช่วยลูกฉันด้วย" จู่ๆก็มีเสียงคนร้องขอความช่วยเหลือดังมาจากข้างหน้าไม่ไกลนัก 
         "เสียงใครเป็นอะไร" วาดดาวเพ่งมองด้วยความสงสัย แต่ชายอีกคนข้างกายกลับเดินเข้าไปดูทันที
         ทั้งหมดรีบเดินเข้าไปใกล้เพื่อดูเหตุการณ์ พบหญิงชาวบ้านคนหนึ่งที่กำลังร้องตะโกนขอให้ช่วยลูกชายที่กำลังจะจมน้ำอยู่ในคลอง
         "ตายแล้วเด็กจมน้ำเจ้าค่ะ" แม่หวนเอ่ยขึ้น วาดดาวหันมองเด็กที่กำลังชูมือตีน้ำเพื่อเอาตัวรอด
         "เด็กคนนั้นนี่" วาดดาวจำได้ว่าเป็นเด็กที่เธอเก็บว่าวให้ก่อนหน้านี้ เธอกำลังเตรียมจะวิ่งไปช่วยแต่ถูกแม่หวนดึงตัวไว้ก่อน
         "จักทำกระไรเจ้าคะ"
         "จะไปช่วยเขาไง เด็กกำลังตะจมน้ำไม่เห็นเหรอ" วาดดาวแกะมือแม่หวนแล้วออกวิ่งทันทีโดยไม่ฟังเสียงคนที่พยายามร้องห้าม
         " แม่จักทำกระไรนั่น" หมื่นพิชัยร้องท้วง แต่ไม่ทัน วาดดาวกระโจนลงน้ำไปเสียแล้ว ก่อนที่ชายหนุ่มจะรีบกระโดดลงน้ำตามไปทันที แต่ทว่าเด็กน้อยกลับทนไม่ไหวจมหายไปในน้ำเสียก่อนแล้ว คนลงไปช่วยรีบดำน้ำตามลงไปทันที และมีชาวบ้านอีกสองสามคนกระโดดตามลงไปช่วยอีกแรง ท่ามกลางผู้คนที่ยืนรอดูด้วยความลุ้นระทึกแม่หวนเข้าไปปลอบแม่ของเด็กที่ยืนร้องไห้ปานจะขาดใจ คนช่วยดำผุดดำว่ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่หมื่นพิชัยจะโผล่ขึ้นมาพร้อมกับเด็กในที่สุด  วาดดาวรีบเข้าไปช่วยพาเด็กขึ้นจากน้ำทันที
         เธอรีบฟังเสียงหายใจทันทีที่วางเด็กลง และเริ่มปั้มหัวใจทำ CPR ตามสัญชาตญาณ เพื่อช่วยชีวิตเด็กท่ามกลางสายตาชาวบ้านที่มามุงดู ทุกคนต่างตกใจกับการกระทำของเธอ เธอพยายามปั้มหัวใจและผายปอดสลับกันไปมาจนเด็กหายใจได้เองแล้ว จึงจับนอนตะแคงให้น้ำไหลออกมาจนฟื้นขึ้นในที่สุด 
        "อ้ายแดงลูกแม่ ฟื้นแล้ว" แม่เด็กรีบโผเข้าไปกอดลูกชายทันที วาดดาวทรุดตัวลงนั่งพับเพียบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก เสียงฮือฮารอบข้างดังขึ้นเมื่อเด็กที่หยุดหายใจไปแล้วกลับฟื้นขึ้นมาได้อย่างหน้าอัศจรรย์  


        "ฉันได้ยินคำเล่าลือถึงความสามารถของแม่มาแล้วบ้าง เพิ่งได้เห็นกับตาก็ครานี้ เด็กหยุดหายใจไปแล้วชัดๆ แม่กลับทำให้ฟื้นขึ้นมาได้ ทำได้เยี่ยงไรกัน" หมื่นพิชัยเอ่ยขึ้นขณะที่กำลังเดินกลับเรือนกันหลังจากเหตุการณ์เป็นปกติแล้ว
        "ก็แค่วิธีช่วยชีวิตพื้นฐานเจ้าค่ะ เด็กหยุดหายใจไปไม่นาน สามารถทำให้กลับมาได้" 
        "แค่นี้ยังไม่เท่าไรเจ้าค่ะ ต้องเห็นตอนผ่าท้องแล้วเย็บกลับเข้าเช่นเดิม นั่นน่าอัศจรรย์กว่าเจ้าค่ะ" แม่หวนเสริมเข้ามา 
        "พูดอย่างกับตัวเองเคยเห็นนะแม่หวน" วาดดาวว่าคนปากดีเข้าให้
        "ไม่เคยเจ้าค่ะ" แม่หวนยิ้มแหยๆให้ พร้อมกับถอยหลังกลับไปเดินในตำแหน่งเดิม
        "ฉันคงต้องหาโอกาสดูสักครั้งแล้ว เพื่อเป็นบุญตา" วาดดาวยิ้มเจือนส่งให้ นี่เธอไม่ใช่ผู้มีเวทมนต์หรืออิทธิฤทธิ์นะ ที่จะต้องมีคนมาคอยชมการรักษาเพื่อให้เห็นเป็นบุญตา
        "หัวหมื่นมิลองเจ็บป่วยดูเล่าเจ้าคะ ท่านหมอจักได้รักษาให้สักครา อิฉันก็อยากเห็นเช่นกัน" แม่หวนเย้าฝ่ายชายหนุ่มเข้าให้
        "แม่หวน" วาดดาวเอ่ยปรามผู้เป็นบ่าวที่ชอบพูดเล่นไปทั่ว
        "ยังดอกแม่หวน แต่หากฉันเจ็บป่วยขึ้นมาจริงๆ ฉันก็จักอุตส่าห์มาให้ท่านหมอของแม่หวนรักษาให้จงได้ดอก มิต้องห่วง" ชายหนุ่มพูดยิ้มๆ ขณะที่สายตาจับจ้องอยู่ที่หญิงสาวข้างกาย นี่ก็ขยันหยอดจริงๆ จนคนฟังทำหน้าไม่ถูกขึ้นมาอีกรอบ
        "เรื่องนั้นเอาไว้ก่อนดีกว่า ฉันว่าตอนนี้น่าจะมีเรื่องใหญ่กว่าที่ต้องจัดการนะ ใช่ไหมแม่หวน" วาดดาวเปลี่ยนเรื่องทันทีโดยหันไปพูดกับบ่าวคนสนิท ใช่แล้วเรื่องที่ต้องจัดการในตอนนี้คือเรื่องที่เธอกับแม่หวนหนีไปก่อเรื่องกันอีกแล้ว 


         วาดดาวเดินกลับเรือนด้วยสภาพเปียกปอนไปทั้งตัว เธอหยุดยืนที่หน้าบันไดเรือนเพื่อทำใจก่อนขึ้นเรือนไปเจอคุณหญิงจันทร์ ความผิดที่หนีเที่ยวยังหาข้อแก้ตัวไม่ได้นี่ถ้าคุณหญิงจันทร์เห็นสภาพของเธอตอนนี้เธอคงได้โดนแหกอกแน่
         "เอายังไงดีแม่หวน"
        "อยู่หลังบ่าวไว้เจ้าค่ะ" วาดดาวหลบอยู่หลังแม่หวนขณะที่ทั้งคู่พยายามย่องเข้าห้องไปเงียบๆ เพื่อเปลี่ยนชุด 
         "ทำกระไรนั่นแม่หวน" คุณหญิงจันทร์ที่นั่งหันหลังคุยกับบ่าวคนอื่นๆอยู่ทักขึ้นเมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของบ่าวคนสำคัญ คนถูกทักหยุดยืนตัวแข็งทื่อด้วยความหวาดหวั่น "แล้วนั่นแม่วาดไปหลบอยู่ข้างหลังด้วยเหตุใดกัน" คนถูกทักสะดุ้งสุดตัว ไม่รู้จะตอบว่าอะไร
         "ท่านหมอรู้สึกมิสบายเจ้าค่ะ " แม่หวนตอบแทน
         "มิสบายรึ กินยารึยัง"
         "แค่ปวดหัวเจ้าค่ะ พักสักนิดก็คงดีขึ้นเจ้าค่ะ" วาดดาวตอบขณะที่ยังหลบอยู่ข้างหลังแม่หวน
         "เช่นนั้นก็รีบไปพักเสีย"
         "เจ้าค่ะ" ทั้งคู่กำลังจะเดินเข้าห้องไป แต่คุณหญิงจันทร์สังเกตเห็นหยดน้ำที่หยดอยู่เป็นทางตามรอยเท้าของคนทั้งคู่ จึงรู้ว่าทั้งคู่คงไปก่อนเรื่องอะไรมาอีกแน่
         "เดี๋ยว!!!!" คนถูกท้วงชะงักฝีเท้าลงทันทีตามคำสั่ง 
         "เจ้าคะ" แม่หวนหันกลับมารับหน้า
         "หลบไปนังหวน" คุณหญิงจันทร์ออกคำสั่งพร้อมกับส่งสายตาดุๆให้ คนถูกมองจำต้องถอยลงไปนั่งข้างๆตามคำสั่ง "แม่วาด หันมาซิ" เธอกันไปออกคำสั่งให้อีกคนที่ยืนหันหลังให้อยู่ "หันกลับมา" คำสั่งซ้ำเมื่ออีกฝ่ายยังนิ่ง จนคนถูกสั่งจำต้องหันกลับมาในที่สุด
         "แม่วาด เหตุใดสภาพเปียกปอนเช่นนี้ ไปก่อเรื่องกระไรกันมาอีกเล่าครานี้" คุณหญิงจันทร์แทบลมจับเมื่อเห็นสภาพของหลานสาวตัวดี "ตายๆ ฉันจักบ้าตาย ให้อยู่เรือนแกะสลักดีๆ แต่กลับหนีไปทำเรื่องวุ่นวายเสียนี่ ฉันจักทำเช่นไรกับแม่ดี"
         "คุณหญิงเจ้าคะ ฟังบ่าวพูดก่อนเจ้าค่ะ คือว่า...."
         "หุบปากไปเลยนังหวน เอ็งน่ะตัวดีเลย ชอบพากันไปก่อเรื่องอยู่เรื่อย"
         "แต่ครั้งนี้มิได้ก่อเรื่องนะเจ้าคะ ท่านหมอไปช่วยคนมาต่างหากเจ้าค่ะ"
         "ช่วยคนรึ ช่วยกระไร ช่วยผู้ใด"
         "คือว่า........" แม่หวนกำลังจะอ้าปากเล่า แต่กลับมีเสียงเอะอะดังขึ้นจากด้านล่างเสียก่อน
         "ท่านหมอเจ้าคะ ท่านหมอ"
         "เสียงผู้ใดมาเอะอะหน้าบ้านฉัน" คุณหญิงจันทร์รีบเดินไปดูที่หน้าบันได ก็เห็นชาวบ้านมากมายมายืนอยู่หน้าเรือน "มีกระไรกันรึ" เธอร้องถาม
          "พวกอิฉันมาพบท่านหมอเจ้าค่ะ ท่านหมออยู่หรือไม่เจ้าคะคุณหญิง"
          "มีธุระกระไรกันกับหลานสาวฉันรึ" คุณหญิงจันทร์เอ่ยถามด้วยสงสัย ว่าวาดดาวไปก่อเรื่องอะไรมาอีก
          "ฉันจักมาขอบคุณท่านหมอที่ช่วยลูกชายฉันไว้เมื่อครู่ แลชาวบ้านพวกนี้ก็อยากเห็นท่านหมอเทวดาผู้ที่สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้เจ้าค่ะ"
          "หมอเทวดารึ ชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นรึ" คุณหญิงจันทร์หันมามองตัวต้นเรื่องที่นั่งทำหน้าประหลาดใจส่งมาให้เช่นกัน  ดูท่าเธอคงจะหนีฉายานี้ไม่พ้นจริงๆ แล้วต่อไปจะเกิดอะไรขึ้นตามมาบ้างเล่านี่ .......

         

         
        


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 97 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. #440 Phasuk Nyffenegger (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 15 สิงหาคม 2560 / 06:20
    สนุกมากค่ะ...รอต่อนะค่ะ
    #440
    0
  2. #439 Jamilah (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 14 สิงหาคม 2560 / 13:00
    รอไรต์ค่าา
    #439
    0
  3. #438 0990087839 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 23:28
    มาต่อเร็วๆนะคะ อยากอ่านแล้ว
    #438
    0
  4. #437 Oungzaza (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 21:54
    มาต่อแล้ววว
    #437
    0
  5. #436 Looney00 (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 20:06
    พี่อินทร์มีคู่แข่งแล้วกลับมาเร็วๆๆๆ
    #436
    0
  6. #435 S_suika (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 20:05
    นั้นได้เรื่องแระ กลายเป็นผู้ชุบชีวิตไปละ แม่หมอเทวดาคนสวย เสน่ห์แรงไม่เบา อิอิ
    #435
    0
  7. #434 Lufael_XIII (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 13:42
    55555+ ฉายาท่านหมอดังทั้งกรุงแล้ว 😁😁😁
    #434
    0
  8. #433 เจ้าหญิงเกล็ดน้ำแข็ง (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 11:03
    คุณหมื่นอยู่กรุงเงียบๆ ไม่ต้องมายุ่งกับแม่วาด
    #433
    0
  9. #431 AumJantabat (จากตอนที่ 45)
    วันที่ 13 สิงหาคม 2560 / 10:07
    เอาอีกแล้ววววว วาดดาว
    #431
    0