มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 44 : "สงคราม(ผัก)"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,439
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 91 ครั้ง
    2 ม.ค. 62

        


             วาดดาวนั่งมองดูเด็กๆลูกบ่าวไพร่ในเรือนกระโดดน้ำเล่นกันอย่างสนุกสนานอยู่ที่ศาลาริมน้ำ ทุกๆวันเธอก็ทำได้แค่นี้ ถ้าไม่ถูกคุณหญิงจันทร์จับไปฝึกมารยาท สอนร้อยมาลัย  เย็บผ้า แกละสลัก หรือจัดดอกไม้ เธอก็จะเดินเตร็ดเตร่ไปมาอยู่แบบนี้  แต่ความจริงแล้วเวลาว่างให้เดินเล่นหรือนั่งเล่นแบบนี้ก็ไม่ค่อยจะมีเท่าไรนัก นอกจากว่าคุณหญิงจันทร์จะไม่ว่างมานั่งสอนเธอ เธอคงไม่มีโอกาสออกมานั่งเล่นสบายอารมณ์แบบนี้ จะว่าไปแล้วอยู่แบบนี้ก็เหมือนได้ลาพักร้อนอยู่เหมือนกัน พักจากงานที่โรงพยาบาล จากที่เคยเดินเข้าเดินออกห้องผ่าตัดเป็นงานประจำ เป็นมานั่งเย็บผ้า ร้อยมาลัย แกะสลัก และจัดดอกไม้แทน ซึ่งเธอลงความเห็นแล้วว่าให้จับมีดผ่าตัด ยังง่ายกว่างานพวกนี้หลายเท่า

           หญิงสาวนั่งเหม่อมองน้ำในคลองหลังเรือนที่กำลังกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงกระโดดของเด็กๆ ด้วยสายตาล่องลอยไร้จุดหมาย จนใครบางคนเอ่ยทักขึ้นจากด้านหลัง

            “มานั่งทำกระไรตรงนี้เจ้าคะ” แม่หวนเอ่ยทักขณะเดินเข้ามาในศาลาที่เธอนั่งอยู่

            “เปล่าหรอก แค่เบื่อน่ะ เลยออกมานั่งเล่นเท่านั้น”

           “เบื่อรึเจ้าคะ เช่นนั้นไปตลาดกันดีหรือไม่เจ้าคะ ป้าม้วนใช้ให้บ่าวไปซื้อผักในตลาดมาทำกับข้าวอยู่พอดี ถ้าท่านหมอจะไปด้วย.......”

           “ไปสิ จะช้าอยู่ทำไมรีบไปกัน”คนชวนยังพูดไม่ทันจะจบ คนถูกชวนก็เด้งตัวลุกขึ้นทันที แถมยังเดินนำหน้าคนชวนไปก่อนอีก

           “บ่าวยังพูดไม่ทันจะจบเลยเจ้าค่ะ ท่านหมอรอด้วยเจ้าค่ะ” กลายเป็นคนชวนที่ต้องรีบวิ่งตามไปเสียอย่างนั้น

         

 

             วาดดาวเองอยากจะมาเดินตลาดอยู่แล้วหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่มาก็ไม่เคยมีโอกาสได้เดินดูของเลยสักครั้ง ครั้งนี้เธอจึงกระตือรือร้นเป็นพิเศษ ตลาดยุคโบราณถึงแม้จะไม่มีอะไรที่ของหรูหราเหมือนกับที่ขายตามห้างใหญ่ในยุคปัจจุบัน แต่ที่นี่มีของหลายอย่างที่หาซื้อไม่ได้บนห้างหรู ของบางอย่างที่เธอคิดว่าชาตินี้คงไม่มีโอกาสได้เห็น เพราะไม่มีให้ได้เห็นกันแล้วในยุคปัจจุบัน เช่น เครื่องประดับ แก้ว แหวน กำไลต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะทำจากลูกแก้วลูกปัด หรือ ทองเหลือธรรมดา แต่เพราะเป็นของโบราณ จึงดูแปลกตาสำหรับเธอ   รวมถึงเครื่องเรือนเครื่องถ้วยในสมัยนี้ ซึ่งนิยมเครื่องถ้วยเบญจรงค์ ซึ่งมีลวดลายหลากหลาย สีสันสวยงาม ลายที่พบบ่อยเห็นจะเป็นลายคอกไม้  ก้านต่อดอก และพุ่มข้าวบิณฑ์ ของเหล่านี้ ในยุคสมัยนี้อาจจะดูราคาไม่แพงนัก แต่ถ้าเป็นในยุคของเธอของเหล่านี้จะกลายเป็นของมีค่าที่ราคาสูงจนแตะไม่ได้แน่นอน

            “ถ้าแบกกลับไปด้วย คงจะขายได้หลายตัง” วาดดาวยิ้มให้กับความคิดของตัวเองคนเดียวอย่างพอใจ เมื่อนึกถึงกำไรที่จะได้จากการลงทุนในครั้งนี้ หากหอบของพวกนี้กลับไปด้วย

             “ว่ากระไรนะเจ้าคะ” แม่หวนที่ยืนอยู่ข้างกันถามขึ้นเมื่อได้ยินไม่ชัดนัก

            “เปล่า ฉันบอกว่าของพวกนี้สวยดี ว่าไหม” เธอตอบเลี่ยงเป็นอย่างอื่นไป

            “ไปซื้อผักกันเถอะเจ้าค่ะ ออกมานานแล้ว ประเดี๋ยวป้าม้วนจะแหกอกบ่าวเอา” แม่หวนเอ่ยชวนเมื่อเห็นว่าเดินกันมานานพอแล้ว ควรได้เวลากลับเรือนเสียที

              “ไปสิ” วาดดาววางของในมือ และพากันเดินไปเลือกซื้อผักจากแผงขายผักข้างทาง

 

              “คุณหนูพิกุลเจ้าคะ ดูนั่นสิเจ้าคะ” บ่าวคนสนิทเรียกให้ผู้เป็นนายหันไปมองบุคคลที่เพิ่งสังเกตเห็น

             “กระไรของเอ็งวะ” คนถูกเรียกถามต่ออย่างหงุดหงิด แต่เมื่อหันมาเห็นบุคคลที่ผู้เป็นบ่าวสะกิดให้ดูก็เข้าใจ เจ้าหล่อนยืนมองศัตรูคนสำคัญของตัวเองอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้จึงกระซิบที่หูของนังชื่นบ่าวคนสนิท อีกฝ่ายพยักหน้ารับและยิ้มกริ่มอย่างพอใจ  ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินตรงไปยังเป้าหมายที่ยืนเลือกผักกันอยู่

             “โอ้ย!!!!!” แม่หวนล้มลงไปยังกองผักตรงหน้า ขณะที่กำลังเลือกผักอยู่ เมื่อถูกใครบางคนชนจากด้านหลังเข้าอย่างจัง ”ผู้ใดวะ” เจ้าตัวโวยวายทันทีที่ลุกขึ้นได้

             “ตายจริง ขอโทษที มิทันได้มอง” อีกฝ่ายจีบปากจีบคอขอโทษเป็นการใหญ่  ทั้งที่ความจริงแล้วก็ตั้งใจทำ วาดดาวหันไปมองคนก่อเรื่องก็รู้ทันที่ว่าอีกฝ่ายตั้งใจทำแน่นอน

               “เป็นอะไรไหม แม่หวน” วาดดาวเอ่ยถาม

              “มิเป็นกระไรเจ้าค่ะ “

               “มิเป็นกระไรก็ดีแล้ว เช่นนั้นฉันขอตัวก็แล้วกันนะ” คุณหนูพิกุลยิ้มให้คนทั้งคู่ก่อนจะหันหลังเดินจากไป “ไปเถอะนังชื่น”

               “หืมมม คิดรึว่าคนอย่างนังหวนจักยอมง่ายๆ” แม่หวนหยิบเอาแตงกวาจากแผงผักขึ้นมาก่อนขว้างไปยังบุคคลก่อเรื่องทั้งสองที่ทำท่าจะเดินจากไป และตกลงโดนหัวของนังชื่นเขาอย่างจัง จนคนโดนขว้างต้องรีบหันกลับมา

               “อุ้ย!!!!ตายจริง ขอโทษที มิทราบว่ามีคนยื่นอยู่ตรงนั้น” แม่หวนเอาคืนกลับบ้าง

               “หืมมมมม นังหวน แก” อีกฝ่ายจึงคว้าเอาผักที่อยู่ในแผงข้างกายขว้างกลับไปทันทีด้วยความโมโห ด้านแม่หวนเองก็ไม่ยองเช่นกัน ต่างฝ่ายต่างหยิบผักขว้างใส่กันไปมาอย่างดุเดือด

              “ว้าย!!!!!” คุณหนูพิกุลที่ยืนอยู่ข้างกันร้องกรี๊ดขึ้นมาทันทีเมื่อแม่หวนขยำผลมะเขือเทศขว้างไปโดนชุดสวยๆที่เจ้าตัวใส่อยู่อย่างเข้าจนเป็นรอยเปื้อน

              “พอเถอะแม่หวน หยุดเถอะ” วาดดาวพยายามร้องห้ามทั้งสองฝ่ายแต่ดูจะไม่เป็นผล  เพราะไม่มีใครฟังอะไรทั้งนั้น และทันใดนั้นเองผลมะเขือเทศสีส้มก็ถูกขว้างมาโดนเธอเข้าอย่างจัง จนผ้าเลอะไปด้วยสีของมะเขือเทศ วาดดาวหันไปมองที่มาของมะเขือเทศลูกดังกล่าว ก็พบคุณหนุพิกุลยืนอยู่พร้อมกับหลักฐานในมือ

              “ขว้างฉันทำไม” เธอท้วงขึ้น  แต่อีกฝ่ายยังไม่ยอมหยุด ยังคงหยิบผักสารพัดอย่างขว้างมาอยู่เรื่อยๆ”นี่หยุดนะ คุณพิกุล ฉันบอกให้หยุดยังไงเล่า” เธอยกมือขึ้นปัดป้องบรรดาผักที่ลอยมาพัลวัน  สงครามผักขนาดย่อมจึงบังเกิดขึ้นท่ามกลางสายตาผู้ชมทั้งตลาดที่กำลังเดินจับจ่ายซื้อของกันอยู่ และต่างก็พากันหยุดดูสงครามดังกล่าวที่กำลังปะทุอย่างดุเดือด

             

              “เกิดกระไรขึ้นกันนั่นเจ้าคะ”คุณหนูนิ่มที่มาเดินตลอดด้วยพอดี เอ่ยถามผู้เป็นพี่ชายที่เดินมาด้วยกัน

               “นั่นสิ  เสียงเอะอะโวยวาย เหมือนจักมีเรื่องกัน”

            “รีบเข้าไปดูกันดีหรือไม่เจ้าคะคุณพี่ไว เผื่อมีผู้ใดต้องการความช่วยเหลือ” ผู้เป็นพี่ชายจึงเดินนำออกไปก่อนทันทีเพื่อไปดูเหตุการณ์ และเมื่อมาถึงทั้งคู่ต่างก็ต้องอ้าปากค้าง เมื่อพบคุณหนูจากเรือนหลวงวิเศษโอสถที่กำลังสร้างสงครามกับคุณหนูเรือนคุณหญิงจันทร์

               “นี่มันเกิดกระไรขึ้นกันเจ้าคะ” คุณนิ่มเอ่ยถามท่ามกลางความโกลาหล

              “พี่ว่ารีบห้ามทัพก่อนจักดีกว่าแม่นิ่ม ขืนปล่อยไว้ตลาดได้แตกกันพอดี” พูดเสร็จหมื่นพิชัยก็รีบเข้าไปขวางด้านคุณหนูพิกุลไว้ทันที “หยุดบัดเดี๋ยวนี้ หากมิหยุดฉันจักมิเกรงใจแล้วนะ”หมื่นพิชัยตะโกนขึ้นอย่างเหลืออดหลังจากที่พยายามห้ามแล้วแต่ไม่เป็นผล  ทั้งสองฝ่ายจึงยอมหยุดลงในที่สุด

               “หยุดก็ได้ แต่ฉันจักมิยอมให้เรื่องนี้จบลงง่ายๆเป็นแน่” คุณหนุพิกุลบอกขณะปัดใบผักบุ่งออกจากบ่า ทั้งสองฝ่ายต่างจ้องหน้ากันอย่างเอาเรื่อง

             

               คุณหนูพิกุลตามวาดดาวมาถึงเรือนเพื่อฟ้องคุณหญิงจันทร์ในเรื่องที่เกิดขึ้น โดยมีหมื่นพิชัยและคุณหนูนิ่มตามมาด้วย คุณหญิงจันทร์จ้องมองคนก่อเรื่องทั้งสี่ที่นั่งอยู่คนละฝั่ง สภาพต่างก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนดูไม่ได้กันทั้งสองฝ่าย

               “ความจริงอิฉันก็มิอยากเอาความกระไรดอกนะเจ้าคะ กะจะปล่อยผ่านเลยไป แต่กลัวชาวบ้านเขาจักเอาไปนินทาว่าหลานสาวคุณหญิงรังแกผู้อื่นแล้วคุณหญิงมิได้จัดการกระไร” ฝ่ายนั้นเอ่ยฟ้องหลังจากที่ต่างฝ่ายต่างเงียบอยู่นาน

              “ใครรังแกใครกันแน่” วาดดาวสวนขึ้นทันที

             “แม่วาด” คุณหญิงจันทร์ปรามหลานสาวให้ คนถูกกว่าจึงต้องหุบปากลงทันที

             “ชาวบ้านเขาก็เห็นกันทั่ว ว่านังหวนปาแตงกวาใส่หัวอิฉันก่อน”

             “เอ็งมาชนข้าก่อนนะนังชื่น”

             “ข้ามิได้ตั้งใจ ข้าก็ขอโทษเอ็งไปแล้วนี่”

              “เอ็งแน่ใจรึว่าเอ็งมิได้ตั้งใจ”

            “หยุดบัดเดี๋ยวนี้ นี่ขนาดต่อหน้าข้าแท้ๆ มิเห็นหัวข้าเลยรึ” คุณหญิงจันทร์ตวาดอย่างเหลืออด ทั้งหมดจึงต้องรีบหุบปากก้มหน้าหงุดด้วยความกลัว

             “คุณหญิงจักทำเช่นไรกับหลานสาวและบ่าวของคุณหญิงเจ้าคะ” แม่พิกุลเอ่ยถามขึ้น

             “คนทำผิดก็ต้องถูกลงโทษอยู่แล้ว”

             “หากจักลงโทษก็ลงโทษบ่าวแต่เพียงผู้เดียวเถิดเจ้าค่ะ บ่าวเป็นคนก่อเรื่องเอง ท่านหมอมิได้ทำกระไรผิด”

             “ถึงจักมิได้เป็นคนก่อเรื่อง แต่แทนที่จักห้ามปรามกัน นี่กระไรกลับผสมโรงกันไปด้วยเช่นนี้ เป็นถึงลูกชาติลูกตระกูล แต่กลับทำตัวเยี่ยงไพร่ที่ไร้การอบรมสั่งสอน พ่อแม่เจ้ามิได้สอนมารึ ว่าที่ทำอยู่น่ะมันมิควร” คุณหญิงจันทร์ตวาดเสียงดัง จนคนถูกต่อว่าต้องเงยหน้าขึ้นมามองอย่างงงๆ ว่าตกลงที่คุณหญิงจันทร์พูดนั้นหมายถึงใครกัน  เพราะคำที่พูดมานั้นเหมือนจะไม่ได้หมายความถึงเธอ เพราะเธอไม่ใช่ลูกชาติลูกตระกูล และไม่เคยมีพ่อแม่คอยอบรมสั่งสอน เรื่องนี้คุณหญิงเองก็รู้เรื่องดี แต่ทำไมกลับพูดแบบนั้น

              “คุณหนูเจ้าคะ เหมือนว่าคุณหญิงกำลังด่าเราอย่างไรมิทราบนะเจ้าคะ”นังชื่นกระซิบกับผู้เป็นนาย
              “หุบปากน่ะนังชื่น” ผู้เป็นนายตวาดเข้าให้ ความจริงเธอก็พอจะฟังเข้าใจอยู่ว่าคุณหญิงจันทร์จงใจว่าเธอไม่ใช่วาดดาว

             “แม่ต้องการให้ฉันทำกระก็ว่ามา” คุณหญิงจันทร์หันไปถามอีกฝ่ายที่นั่งหน้าเจือนอยู่

             “อิฉันก็มิได้เจ็บมากมายกระไร เพียงคำขอโทษก็คงพอแล้วเจ้าค่ะ”

             “แค่ขอโทษ เพียงเท่านั้นรึ”

             “เจ้าค่ะ”

             “เช่นนั้นก็ แม่วาด นังหวน ขอโทษคุณเขาเสีย” แม่หวนกับวาดดาวหันมามองหน้ากันก่อนที่แม่หวนจะเอ่ยปากขอโทษตามคำสั่ง

             “ขออภัยเจ้าค่ะ”

              “มาวาด”คุณหญิงจันทร์เรียกอีกคนที่ยังปิดปากเงียบ วาดดาวมองหน้าคุณหญิงจันทร์ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ

             “ขอโทษ” เธอตัดสินใจพูดขอโทษออกไปแบบไม่เต็มใจนัก

             “เช่นนั้นฉันก็ขอให้เลิกแล้วต่อกันไปก็แล้วกันนะ เชิญแม่พิกุลกับบ่าวกลับเรือนไปก่อนเถิดนะ”

            “เช่นนั้นอิฉันขอตัวลานะเจ้าคะ” เธอรีบยกมือไหว้คุณหญิงจันทร์และหันมามองวาดดาวอย่างอาฆาตก่อนจะรีบลุกขึ้นเดินลงจากเรือนไปทันทีด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยพอใจนักที่ถูกต่อว่าทางอ้อม แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ 

          “ขอบใจพ่อหมื่นกับแม่นิ่มนะที่ช่วยห้ามทับไว้” คุณหญิงเอ่ยขอบคุณชายหญิงสองพี่น้องที่ผ่านไปช่วยไว้พอดี

         “มิเป็นกระไรขอรับ” หมื่นพิชัยยิ้มรับคำขอบคุณ

          “เช่นนั้นหลานขอตัวลากลับเลยนะเจ้าคะ ไปเถอะเจ้าค่ะ คุณพี่ไว” ทั้งสองยกมือไหว้และลุกลงจากเรือนไป เพราะคิดว่าคุณหญิงคงมีเรื่องต้องสะสางกับคนของเธอ

          “เป็นเยี่ยงไร เหมาผักเขาทั้งตลาด จักทำกระไรกินดีเล่าครานี้จึงจักหมด” คุณหญิงจันทร์ประชดคนเหมาผักทั้งสองที่นั่งก้มหน้าหลบสายตาอยู่

           “แกงเปอะก็ได้เจ้าค่ะผักเยอะดีนัก” คำตอบถูกส่งจากแม่หวนทันควัน

           “นังหวน!” คุณหญิงจันทร์ตวาดเสียงดังจนคนถูกตวาดสะดุ้งสุดตัว รีบคลานเข้าไปกอดขาผู้เป็นนายทันที

           “บ่าวขอประทานอภัยเจ้าค่ะคุณท่าน บ่าวผิดไปแล้ว”

            “ทำกระไรมิรู้จักคิด อับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเขาเสียจริง”

           “แต่ฝ่ายนั้นหาเรื่องบ่าวก่อนนี่เจ้าคะ”

           “ข้ามิรู้ดอกว่าผู้ใดหาเรื่องผู้ใดก่อน  แต่เอ็งควรจักรู้จักสงบสติอารมณ์เสียบ้าง มิใช่ใช้แต่กำลังเยี่ยงนี้ เขาจักหาว่าข้ามิสั่งมิสอนบ่าวในเรือน” คุณหญิงจันทร์ต่อว่าชุดใหญ่ก่อนจะหันมาหาวาดดาวที่นั่งอยู่ข้าวกัน “แม่เองก็เช่นกัน เพลานี้แม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหลานฉัน อยู่ในความดูแลของฉัน มิใช่ลูกตาสีตาสาที่ไหน จักทำกระไรให้นึกถึงหน้าฉันบ้าง”

           “คุณหญิงเจ้าคะ คือว่า....” แม่หวนกำลังจะอธิบายให้คุณหญิงจันทร์ฟังว่าวาดดาวไม่ได้ทำอะไรผิดเลย แต่ถูกวาดดาวหันมาส่งสายตาปรามไว้เสียก่อน เพราะกลัวเรื่องจะยาว และคุณหญิงจะหาว่าเธอแก้ตัวอีก

            “กระไร”

            “เปล่าเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่พูด เธอจึงหันมาพูดกับอีกคนต่อ

            “แม่อาจจักคิดว่าแม่มิใช่คนผิด เหตุใดต้องยอม แต่ดูสิผลมันเป็นเช่นไร มันเละเทะเพียงใดแม่ว่า แม่ต้องหัดควบคุมสติอารมณ์ให้มาก อย่าปล่อยอารมณ์อยู่เหนือสติ  มิเช่นนั้นแม่จักเดือดร้อนเข้าใจหรือไม่”

            “เข้าใจเจ้าค่ะ” วาดดาวก้มหน้ารับฟังนิ่ง จนคนต่อว่าส่ายหน้าให้อย่างจนใจ

           “ไปอาบน้ำอาบท่า ล้างเนื้อล้างตัวเสีย”

           “เจ้าค่ะ”

          “แม่หวน หายามาทาให้นายเอ็งเสียด้วยเล่า”

          “เจ้าค่ะ” แม่หวนเร่งให้วาดดาวลุกออกไปทันที คุณหญิงจันทร์ถอนหายใจให้กับหลานสาวจำเป็นของตัวเองที่เห็นทีคงต้องอบรมสั่งสอนกันชุดใหญ่เสียแล้ว

 

          “ดูสิแม่หวน หน้าฉันช้ำไปหมด ดูสิ” วาดดาวชี้ให้แม่หวนดูหางคิ้วที่เป็นรอยแดงเนื่องจากโดนมะนาวหรือไม่ก็มะเขือจากสงครามผักเมื่อตอนกลางวัน

          “จริงด้วยเจ้าค่ะ จักเสียโฉมหรือไม่เจ้าค่ะ” แม่หวนแกล้งตื่นเต้นกับรอยแผลที่เห็นไปด้วย

          “แม่หวน” เธอต่อว่าอีกฝ่าย แต่คนถูกว่ากลับยิ้มกลับมาให้อย่างนึกขำ

           “ขอประทานอภัยนะเจ้าคะ ท่านหมอเลยต้องมาโดนคุณหญิงท่านดุด่าเพราะบ่าวแท้ๆ เหตุใดมิบอกคุณหญิงไปเล่าเจ้าคะ ว่าท่านหมอมิได้เป็นคนทำ”

           “ช่างเถอะแม่หวน ไปด้วยกันก็ต้องรับด้วยกันสิ คุณหญิงท่านพูดถูกฉันไม่ได้ห้ามแม่หวน และฉันก็แอบหยิบมะเขือปากลับไปด้วย”วาดดาวยิ้มให้เพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจขึ้น “และอีกอย่าง คุณหญิงของแม่หวนก็ไม่ได้ดุด่าอะไรฉันสักหน่อย”

           “หมายความว่ากระไรเจ้าคะ”

           “ก็ที่คุณหญิงท่านพูดมาน่ะ มันไม่ใช่ฉันเลยสักนิด” แม่หวนนึกทวนคำพูดของคุณหญิงจันทร์เมื่อตอนเย็น ก็เห็นว่าจริงอย่างที่อีกฝ่ายพูด

           “จริงด้วยเจ้าค่ะ แล้วคุณหญิงว่าผู้ใดกันเจ้าคะ” วาดดาวเลิกคิ้วสูง เบะปากส่งให้อีกฝ่ายเป็นคำตอบ

 

            “ไหนอยู่ที่ใดมา ถึงได้กลับเสียเย็นค่ำป่านนี้ แม่พิกุล” หลวงวิเศษโอสถเอ่ยทักเมื่อเห็นบุตรสาวเดินปึงปังขึ้นเรือนมา “แล้วนั่นไปทำกระไรมา เหตุใดเนื้อตัวจึงได้สกปรกเปรอะเปื้อนเช่นนั้น มิใช่ว่าไปก่อเรื่องกระไรเข้าอีกนะ” คนเป็นพ่อสันนิษฐานเมื่อบุตรสาวเงียบไม่ยอมตอบ

            “ลูกเปล่านะเจ้าคะ เหตุใดพ่อท่านต้องมองลูกในแง่ร้ายเยี่ยงนั้นตลอดเลยเล่าเจ้าคะ”

           “ก็แต่ไหนแต่ไรมา พ่อก็เห็นเจ้ามักจักก่อเรื่องอยู่เป็นนิตย์มิใช่รึ”

           “พ่อท่าน ลูกมิคุยด้วยแล้ว” พูดเสร็จเจ้าหล่อนก็สะบัดหน้าหนีเข้าห้องไปทันที

          “พิกุล กลับมาคุยก่อนให้รู้เรื่อง ไยเดินหนีพ่อเยี่ยงนี้” ผู้เป็นพ่อส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับความเอาแต่ใจตัวของบุตรสาวที่ไม่รู้จักโตเสียที เพราะเป็นบุตรสาวคนเดียวของบ้าน และยังไร้มารดาคอยอบรมสั่งสอนตั้งแต่ยังเล็ก และตัวเขาเองยังเป็นผู้ชายที่เลี้ยงลูกสาวไม่เป็น เขายอมรับว่าเลี้ยงลูกได้ไม่ดีเอาเสียเลย จนเจ้าหล่อนโตมามีนิสัยเอาแต่ใจจนเคยตัวแบบนี้ นี่สังหรณ์ใจนักว่าลูกสาวคนนี้อาจจะก่อเรื่องเดือดร้อนเข้าสักวัน

 

            

             หลวงฤทธิรงค์และหลวงภักดี ได้รับพระกระแสรับสั่งจากสมเด็จพระราชวังบวรฯให้ตามมาดูออกญาท้ายน้ำ ออกญาสีหราชเดโช และออกญาเพชรบุรีที่ออกมาตั้งกองโจรคอยดักปล้นเสบียงของข้าศึกไม่ให้ลำเลียงถึงกันได้ แต่เนื่องจากหลังจากรับพระกระแสรับสั่งไป ผลที่ได้ดูจะไม่เป็นที่น่าพอพระหทัยเท่าใดนัก เพราะสิ่งของที่ส่งกลับไปที่ค่ายนั้นมีเพียงน้อยนิด ไม่สมกับที่เป็นเสบียงที่ปล้นจากทัพใหญ่แบบนี้ และนานครั้งถึงจะส่งกลับไปที่ค่ายที และเมื่อหลายวันก่อนออกญาทั้งสามก็หายหน้าไปในที่สุด โดยไม่ได้ส่งข่าวคราวกับมาอีกเลย สมเด็จพระราชวังบวรฯทรงกังวลพระหทัยในเรื่องนี้ เกรงว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น จึงรับสั่งให้คุณหลวงทั้งสองตามาดูเพื่อหาสาเหตุของการหายเงียบไปของบุคคลทั้งสาม

              “ดูจากร่องรอยแล้ว คิดว่าคงย้ายไปจากที่นี่ไปได้สองหรือไม่ก็สามวันแล้ว” หลวงภักดีสันนิษฐานเมื่อตามพบร่องรอยการตั้งค่ายกองโจรของพระยาทั้งสามเข้าที่ถูกทิ้งไว้เหลือเพียงร่องรอยเท่านั้น ไม่พบพระยาทั้งสามหรือแม้แต่ทหารสักคน

              “แปลกนัก เหตุใดหายเงียบไปมิบอกกล่าวกันเช่นนี้ จักว่าถูกจับได้ก็คงมิใช่ ในกองมีพระยาถึงสามคน หากฝ่ายนั้นจับได้ก็ต้องอวดอ้างกันบ้าง แต่ฝ่ายโน้นเองก็เงียบกริบเช่นกัน”

               “บางทีอาจจักกำลังซุ่มอยู่รอเวลาบุกโจมตีก็เป็นได้นะ เป็นกองโจรอาจจักอยู่ที่ใดที่หนึ่งนานมิได้เท่าใดนัก เจ้าคุณทั้งสามอาจจักกำลังวางแผนกระไรอยู่” หลวงฤทธิรงค์แสดงสีหน้าครุ่นคิดออกมาเมื่อได้ฟังคำจากผู้เป็นพี่ “ข้าว่าคืนนี้เราพักกันเสียที่นี่ก่อนก็แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยว่ากัน ว่าจักทำเช่นไรต่อไปกันดี” หลวงผู้น้องพยักหน้ารับก่อนที่อีกฝ่ายจะตะโกนสั่งให้ทหารจัดเตรียมที่พัก

 

             ความเงียบสงัดของป่าในยามค่ำคืน ช่างดูวังเวงน่ากลัวเสียจริง เสียงสัตว์ป่าส่งเสียงร้องท่ามกลางความเงียบ เสียงสายลมหวีดหวิว และเสียงใบไม้กิ่งไม้ที่ไหวกระทบกันตามแรงลม ช่างเป็นบทเพลงธรรมชาติที่ออกจะไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าใดนัก เวลานี้ทั่วทั้งผืนป่าถูกปกคลุมไปด้วยความมืด มีเพียงแสงจากกองไฟเล็กๆ ที่ยังให้ความสว่างได้ในคืนเดือนมืดเช่นนี้

          ชายหนุ่มในชุดทหารโบราณพร้อมรบนั่งอยู่หน้ากองไฟ สายตาจับจ้องไปยังเปลวไฟเบื้อหน้านิ่ง ราวกับกำลังสะกดเปลวไฟนั่นให้ลุกโชนขึ้นตลอดเวลา  แต่ความจริงแล้วเขาไม่ได้ให้ความสนใจกับเปลวไฟดังกล่าวเลยแม้แต่น้อย เพราะเวลานี้นายทหารหนุ่มกำลังทิ้งตัวเองให้จมดิ่งไปในความรู้สึกบางอย่างในหัวใจ

         “คิดกระไรอยู่วะ” เสียงทักจากอีกคนเรียกให้ชายหนุ่มหลุดจากภวังค์ในที่สุด และหันมามองผู้ส่งเสียงทักที่ยืนอยู่ตรงหน้า “กังวลใจเรื่องหมอหญิงอยู่รึ เป็นห่วงนางรึ” เขาบอกขณะที่ทิ้งตัวลงนั่งข้างกัน

          “รู้ดีเสียจริงนะพี่”

         “วะ!! ข้าอาบน้ำร้อนมาก่อนเอ็งนะ เหตุใดข้าจักดูมิออก  แลอีกอย่าง ข้าอยู่กับเอ็งมากกว่าอยู่กับเมียข้าเสียอีก เอ็งคิดกระไรอยู่ ข้ามองทะลุไปถึงลำไส้เอ็งแล้วอ้ายหนุ่มน้อย”

          “พี่อย่ามาทำรู้ดีกว่าตัวฉันหน่อยเลย มันมิใช่อย่างที่พี่คิดเสียหน่อย ฉันก็แค่เป็นห่วงนางตามประสาคนเคยอยู่ร่วมกันก็เท่านั้น” คนเป็นพี่พยักหน้ารับรู้อย่างไม่ค่อยจะเชื่อคนพูดนัก

           “หมอหญิงนางก็ดูฉลาดเอาตัวรอดจะตายไป ดูอย่างคราวที่แล้ว หลุดไปจนเข้าปากข้าศึกเสียอย่างนั้น นางยังอุตสาห์รักษาชีวิตตัวเองจนรอดออกมาได้ ซ้ำยังช่วยเอ็งออกมาด้วยเสียอีก หากว่าไม่ติดตรงที่ดื้อดึงอยู่สักนิด อย่างอื่นข้าก็เห็นว่านางเอาตัวรอดได้ดีนี่”

           “ก็เพราะความดื้อดึงของนางนั้นแล ที่ฉันเป็นห่วง ทุกคราที่เกิดเรื่องขึ้นก็ล้วนแล้วเกิดจากความดื้อดึงของนางทั้งนั้น”

           “เฮ้ย!!! อย่ากังวลไปให้มากนักเลยอ้ายอินทร์ เพลานี้นางก็อยู่ถึงในพระนครแล้ว คงจักมิมีอันตรายใดๆเกิดขึ้นกับนางดอก” หลวงภักดีตบลงบนบ่าของหลวงผู้น้องเพื่อให้กำลังใจ “ข้าว่าแทนที่เอ็งจักมัวเป็นกังวลเรื่องของหมอหญิง เอ็งลองมาห่วงตัวเอ็งกับตัวข้าเสียก่อนจักดีกว่าหรือไม่ อยู่ในสนามรบเช่นนี้ จักตายวันตายพรุ่งยังมิรู้เลย เอ็งมาช่วยภาวนาให้ข้าได้กลับไปหาเมียกับลูกข้าจักดีกว่า”

             “โถ่ พี่” คนเป็นน้องยิ้มให้กับความอารมณ์ดีตลอดเวลาของผู้เป็นพี่ชายเมื่อถูกเย้าเข้า

            “คุณหลวงขอรับ” จู่ๆทหารนายหนึ่งก็เข้ามาทำความเคารพอย่างเร่งรีบ

             “มีกระไรรึ” หลวงภักดีเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ

             “มีทหารจำนวนหนึ่งมาขอพบคุณหลวงทั้งสองขอรับ

             “ทหารรึ ทหารที่ใดกัน”หลวงฤทธิรงค์ถามขึ้นบ้าง

              “ทหารผู้นั้นบอกว่ามาจากกองโจรของคุณพระทั้งสามขอรับ” ทั้งสองหันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจ เหตุใดทหารของพระยาทั้งสามจึงมาอยู่ที่นี่ได้กัน “มีเรื่องต้องการเรียนกับคุณหลวงทั้งสองขอรับ

           “กระผมพันจบขอรับ ทหารที่เข้าร่วมกองโจรปล้นเสบียงของออกญาท้ายน้ำ ออกญาสีหราชเดโช และออกญาเพชรบุรีขอรับ” ตัวแทนทหารนายหนึ่งกล่าวรายงานตัวกับหลวงภักดีและหลวงฤทธิรงค์หลังจาได้รับอนุญาตให้เข้าพบ

            “มีเรื่องกระไรจักคุยกับพวกฉันรึ” หลวงภักดีเอ่ยถาม

           “กระผมมีเรื่องของคุณพระทั้งสามจักมาบอกกล่าวขอรับ”

           “เกิดกระไรขึ้นกับคุณพระทั้งสามรึ ฉันเองก็อยากรู้เช่นกัน”

           “ตามที่ได้รับพระบัญชาจากสมเด็จวังหน้าที่ได้ให้คุณพระทั้งสามออกมาตั้งกองโจรคอยดักปล้นเสบียงของข้าศึกนั้น แต่คุณพระทั้งสามได้เกิดความขลาดกลัวต่อข้าศึก จึงได้แอบหนีออกไปตั้งค่ายอยู่ที่อื่น มิได้ทำตามพระกระแสรับสั่งของสมเด็จท่านแต่อย่างใดขอรับ”

           “เป็นความจริงรึ” หลวงฤทธิรงค์ตกใจกับสิ่งที่เพิ่งได้รับรู้ ไม่คิดว่าพระยาทั้งสามจะกล้าขัดพระบัญชา

           “เป็นความจริงขอรับ  พวกกระผมมิอาจทนต่อไปได้ จึงพากันหนีออกมา คิกว่าจักกลับไปถวายรายงานแด่สมเด็จท่านให้ทรงทราบ จึงได้มาพบคุณหลวงทั้งสองที่นี่แลขอรับ”

           “เป็นเช่นนี้ไปได้เยี่ยงไร มิน่าเล่า จึงได้พากันหายเงียบไปเช่นนี้” หลวงฤทธิรงค์ประติดประต่อเรื่องราวจนได้ความ

            “บังอาจนัก กล้าขัดพระบัญชาได้ถึงเพียงนี้เชียวรึ ขลาดเขลานัก” หลวงภักดีกำดาบในมือแน่นด้วยความโกรธ

           “แล้วจักเอาเยี่ยงไรกันต่อไปดีพี่ ให้จับตัวพระยาทั้งสามกลับไปลงโทษดีหรือไม่

          “อย่าเพิ่งจักดีกว่า  ข้าว่ากลับไปทูลรายงานแด่สมเด็จท่านก่อนจักเป็นการดีกว่า” หลวงภักดีเอ่ยห้าม ก่อนจะหันมาทางบุคคลที่นำข่าวมาแจ้ง “เดี๋ยวพันท่านกลับไปกับพวกฉัน ทูลเรื่องที่พันท่านรู้มาแด่สมเด็จพระราชอนุชา แล้วสมเด็จท่านมีรับสั่งประการใดต่อไปค่อยว่ากันอีกที”

          “ขอรับ” คุณหลวงทั้งสองต่างหันมามองหน้ากัน ทำความใจกับสิ่งที่ได้รับรู้ไปเมื่อครู่

 ..............



“ศึกรบก็กำลังวุ่นวาย ศึกหัวใจก็กำลังปั่นป่วน คุณหลวงจะทำยังไงต่อไปล่ะทีนี้”

ปล. อยากจะอัพให้อ่านทุกวันแต่งานรุมเร้า ค่อยเป็นค่อยไปนะคะทุกคน แต่ไม่หายไปไหนแน่นอนค่ะรับรอง

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 91 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. #1083 Sukanya Paileeklee (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2561 / 01:02
    ฟังทหารแล้วเชื่อเลยเหรอ ไม่ต้องตามไปดูข้อมูล
    #1,083
    0
  2. #449 nae_tae (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 20 สิงหาคม 2560 / 17:09
    ชอบมาก สนุกมากกกค่า ติดตามนะคะ
    #449
    1
    • #449-1 Wanwan19(จากตอนที่ 44)
      21 สิงหาคม 2560 / 01:30
      ดีใจที่ชอบคร่า
      #449-1
  3. #428 หญ้า7668 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 10 สิงหาคม 2560 / 20:21
    ใน 1 สัปดาห์ ลงนิยายวันไหนคะ
    #428
    1
    • #428-1 Wanwan19(จากตอนที่ 44)
      11 สิงหาคม 2560 / 08:45
      ปกติจะลงวันพุธกับวันเสาร์ค่ะ
      #428-1
  4. #427 Jamilah (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 13:13
    รอไรต์เสมอค่าา
    #427
    0
  5. #426 Lufael_XIII (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 5 สิงหาคม 2560 / 10:59
    รอได้เสมอจร้าาาา  สู้ๆนะค่ะไรท์เตอร์ ขอบคุณสำหรับสงครามผัก ฮามากค่ะ😂😂
    #426
    0
  6. #423 Phasuk Nyffenegger (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 20:18
    รอได้ค่าาาา ขอบคุณมากๆค่
    #423
    0
  7. #422 ป้าหัวฟู (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 13:32
    รอได้ค่ะ
    #422
    0
  8. #421 P-pang-N- (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 13:26
    คิดถึงมากกกก

    #421
    0
  9. #420 Oungzaza (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 06:40
    ต่อยาวๆเลย
    #420
    0
  10. #419 Looney00 (จากตอนที่ 44)
    วันที่ 4 สิงหาคม 2560 / 03:31
    เมื่อไหร่คุณหลวงจะได้กลับไปหาวาดดาวเหนอ
    #419
    0