มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 35 : "ส่งตัวหมอหญิงกลับพระนคร"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,199
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 105 ครั้ง
    9 ก.ย. 61

                           จริงอย่างที่หลวงฤทธิรงค์บอก ว่าหากเขากับเธอกลับมาไม่ทันรุ่งสาง ศึกระหว่างสยามและอังวะคงได้ปะทุขึ้นอีกระลอกใหญ่ เพราะเมื่อทันทีที่เขาและเธอควบม้าเข้าเขตแดนของค่ายเมื่อพระอาทิตย์กำลังจะขึ้นนั้น เธอก็พบกับภาพกองทัพขนาดใหญ่พร้อมอาวุธครบมือที่เตรียมจะเข้าปะทะทันทีที่ได้รับคำสั่ง และคำสั่งนั้นจะเกิดขึ้นทันทีที่พระอาทิตย์ขึ้นจากขอบฟ้า หากว่าหลวงฤทธิรงค์ยังกลับมาไม่ถึงค่าย ยังดีที่เธอและเขากลับมาทันก่อนที่จะเกิดศึก"ชิงตัวหมอเทวดา"ขึ้น ตามที่ท่านขุนเวชโอสถเล่าให้ฟัง ไม่อย่างนั้นเธอคงได้ถูกจารึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไปแล้ว และชื่อของศึกนี้ก็ยังฟังดูน่าอายมากกว่าหน้ายกย่อง

             "เจ็บมากไหมคะ" วาดดาวถามหมื่นพิทักษ์ที่กำลังทำแผลอยู่โดยขุนเวชฯ "ขอโทษนะ เพราะฉันแท้ๆ พวกคุณถึงต้องมาเจ็บตัวแบบนี้"

             "มิเป็นกระไรดอก ฉันเห็นแม่ปลอดภัยกลับมาฉันก็ดีใจแล้ว แผลเพียงเท่านี้เอง ประเดี๋ยวก็หาย ยิ่งมีหมอเทวดาเป็นผู้รักษาให้ด้วยแล้ว มินานเท่าใดดอก" หมื่นพิทักษ์พูดเพื่อให้หญิงสาวรู้สึกสบายใจขึ้น แค่เพียงแต่เธอไปบุกรังศัตรูเมื่อคืนมาก็คงตกใจมากพอแล้ว ไม่อยากให้มารู้สึกไม่สบายใจเพราะเขาอีก

             "ว่าแต่แม่เถิด ไปเดินเล่นในค่ายโน้นมา เป็นเยี่ยงไรบ้าง" ขุนหมออาวุโสยังพูดเล่นกับเธอเช่นเคย จนวาดดาวรู้สึกสบายใจขึ้นจนมีอารมณ์พูดเล่นตอบกลับไปบ้าง

             "ตื่นเต้นเป็นบ้าเลยท่าน คนพวกนั้นน่ากลัวมากเลย คิดว่าจะไม่มีโอกาสได้กลับมาซะแล้ว" เธอว่าก่อนจะถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ตั้งแต่อยู่ที่นี่มารู้สึกว่าอะดรีนาลีนในตัวจะพลุกพล่านอยู่ตลอดเวลา"

          "อะดรี.......กระไรนะ?" หมื่นพิทักษ์ถามซ้ำเพราะไม่เคยได้ยินศัพท์ที่เธอใช้

           "สารบางอย่างในร่างกายน่ะ มันจะหลั่งออกมาเวลาที่เราตื่นเต้นมากๆ ทำให้เราวิ่งได้เป็นกิโลๆ ปืนต้นไม้สูงๆได้ ยกของหนักได้โดยที่ไม่รู้ตัวเลย" เธออธิบาย

          "อ้อ........." คนฟังพยักหน้ารับรู้ "อา......?"

          "อะดรีนาลีน" เธอย้ำให้อีกรอบ

          "อะดรีนาลีน" คนทั้งสามต่างพูดคุยหัวเราะเสียงดังลั่น เหมือนกับเมื่อวานไม่ได้มีอะไรเกิดขี้น เพราะเรื่องเมื่อวานไม่ใช่เรื่องที่น่าจดจำสักเท่าใดนัก

 

 

          สมเด็จพระราชวังบวรฯ มีรับสั่งให้หลวงฤทธิรงค์ และหลวงภักดีเข้าเฝ้าตั้งแต่เช้าเป็นการด่วน หรือเรียกได้ว่าทั้งคู่นั้นกลับมายังไม่ทันจะได้นั่ง ก็รับสั่งให้หาแล้ว จึงมีเวลาเพียงอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเพียงครู่เดียวเท่านั้น

          "ข้าจักให้เอ็งนำสาลน์ฉบับนี้กลับไปพระนคร เพื่อถวายแด่องค์สมเด็จพ่ออยู่หัว ข้าได้เขียนเล่าเรื่องราวทั้งหมดไว้ในนี้เรียบร้อยแล้ว" รับสั่งกับหลวงฤทธิรงค์ที่นั่งอยู่หน้าพระแท่นที่ประทับ"

          "รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า"

         "แลอีกเรื่อง ข้าเห็นควรจักให้เอ็งพาหมอหญิงกลับพระนครไปด้วย" หลวงหนุ่มเงยหน้ามองพระพักตร์ทันทีที่ได้ฟังรับสั่ง "เพลานี้ฝ่ายข้าศึกรับรู้ถึงความสามารถของนางเข้าแล้ว ข้าเกรงว่าจักเป็นการมิปลอดภัยหากนางยังอยู่ที่นี่ เอ็งพานางกลับไปอยู่ที่พระนครก่อนเถิด ข้าเห็นว่าจักปลอดภัยกว่า"

         "รับด้วยเกล้าพระพุทธเจ้าข้า" หลวงหนุ่มรับพระบัญชาด้วยน้ำเสียงที่เบาลงมาจากเดิม 

 

         

          "กังวลเรื่องหมอหญิงอยู่รึ" หลวงภักดีเอ่ยถามเมื่อเห็นสีหน้ากังวลของผู้เป็นน้องชายหลังจากที่ทั้งออกจากกระโจมที่ประทับแล้ว "เอ็งมิเห็นด้วยกับสมเด็จท่านรึ เรื่องพาหมอหญิงกลับพระนคร"

           "หาใช่เช่นนั้นดอกพี่ ฉันเพียงเห็นว่านางอาจมิคุ้นเคยกับพระนครก็เท่านั้น"

           "หมายความว่าเยี่ยงไรที่ว่ามิคุ้นเคยกับพระนคร ก็นางเป็นคนพระนครมิใช่ดอกรึ" คนฟังถามด้วยความสงสัย

           "ช่างเถิด ฉันคงนึกกังวลไปเอง" เขาตัดบทเพราะไม่อยากอธิบายให้มากความ

           "แล้วนี่เอ็งจักบอกนางเยี่ยงไรว่านางต้องกลับพระนคร"

           "นั่นล่ะที่ฉันกังวล นางต้องมิยอมเป็นแน่"

            เพล้ง!!!!!!  เสียงบางอย่างตกลงที่พื้นเสียงดัง ทำให้คนทั้งคู่หยุดการสนทนาทันทีและหันไปมองตามที่มาของเสียง แล้วก็ต้องตกใจเมื่อเห็นหญิงสาวที่อยู่ในบทสนทนาเมื่อครู่กำลังยืนหน้าเครียดอยู่ตรงหน้า

           "คงมิต้องบอกเสียแล้วล่ะ อ้ายอินทร์" คนเป็นพี่ตบไหล่น้องชายเป็นเชิงให้กำลังใจ วาดดาวจ้องหน้าชายหนุ่มตรงหน้าเขม็ง ก่อนจะสะบัดหน้าเดินหนีไป จนอีกคนต้องรีบเดินตาม

 

             "ท่านหมอ ฟังฉันก่อน"เขาพยายามเรียกให้เธอหยุด แต่หญิงสาวกลับไม่ยอมหยุด เธอยังคงเดินต่อไปอย่างเร่งรีบ "หมอหญิง" เขาหยุดเดินตามเธอในที่สุด และเรียกเธอด้วยน้ำเสียงที่ดังขึ้น แต่หญิงสาวก็ยังคงไม่ยอมหยุด "วาดดาว" เขาตัดสินใจเรียกชื่อของเธอเป็นครั้งแรก และก็ได้ผล เจ้าของชื่อหยุดเดินในที่สุด ชายหนุ่มจึงก้าวเท้าเดินเข้าไปหา โดยยืนทิ้งระยะห่างจากเธอไปไม่กี่ก้าว "ฟังฉันก่อนจักได้หรือไม่" เขาพูดขณะที่ยืนอยู่ข้างหลังเธอ

            "คุณก็รู้ว่าฉันไปไหนไม่ได้ ถ้าฉันไปจากที่นี่ แล้วฉันจะกลับบ้านได้ยังไง" เธอก้มหน้าพูดทั้งที่ยังหันหลังให้เขา

            "ฉันรู้" ชายหนุ่มขยับเข้ามาชิดตัวเธอ

            "คุณสัญญาแล้วว่าจะไปส่งฉัน คุณลืมแล้วเหรอ แล้วนี่คุณจะส่งฉันไปไหนอีก" เธอพูดด้วยน้ำเสียงเรียบต่ำ กลับไม่ได้โวยวายเหมือนอย่างเคย

             "ฉันมิเคยลืม แลหาได้มีวันลืมด้วย" หลวงหนุ่มจับไหล่เล็กที่ยืนหันหลังให้หันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา "แต่เพลานี้ ที่นี่อันตรายนัก ฉันเกรงว่าแม่จักมิปลอดภัย" เขาพยายามมองสบตาหญิงสาวตรงหน้า แต่สาวเจ้ายังก้มหน้าหลบสายตาเขานิ่ง "ขอร้อง เชื่อฉันสักครั้งจักได้หรือไม่ กลับไปรอที่พระนครก่อน เสร็จศึกคราใด ฉันจักไปรับแม่กลับไปส่งเอง ฉันให้สัญญา" หญิงสาวยังคงก้มหน้าเงียบโดยไร้คำพูดใดๆจากปากเธอหลังจากนั้น

        

              หลวงฤทธิรงค์จูงม้ามาไว้ที่ปากทางออกประตูค่าย เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางแต่เช้า เพราะกลัวว่าถ้าหากสายไปอากาศจะร้อนขึ้น ชายหนุ่มยืนลูบตัวม้าเพื่อรอเวลาออกเดินทาง สายตากลับจ้องมองไปยังหญิงสาวผู้ร่วมเดินทางอีกคนที่ตอนนี้นั่งยองๆกอดเข่าอยู่ใต้ตันไม้ด้วยท่าทีเศร้าสร้อย จนอีกคนวางมือบนไหล่ของเขาเพื่อเรียกความสนใจ

             "เป็นเช่นไร อ้ายอินทร์" หลวงผู้พี่ถามขึ้นเมื่อสังเกตเห็นบรรยากาศที่ตึงเครียดขึ้นของผู้เป็นน้องชายกับหมอสาว แต่คนถูกถามกลับส่ายหน้ากลับมาให้แทนเป็นคำตอบ

            "นางมิได้โวยวายกระไรดังเช่นเคยๆที่ผ่านมา แต่กลับเงียบไปเสียอย่างนั้น" ชายหนุ่มตอบ

            "ก็ดีแล้วมิใช่รึ"

            "มันเงียบเกินไป นางมิพูดกระไรเลยตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้ หากเป็นเช่นนี้ ฉันว่าให้นางโวยวายตีโพยตีพายเสียยังดีกว่า" เขาตอบด้วยความรู้สึกเป็นกังวล จนคนฟังต้องบีบลงที่บ่าเบาๆเพื่อให้กำลังใจ

    

 

             "มานั่งทำกระไรตรงนี้" วาดดาวเงยหน้าขึ้นมองบุรุษผู้มายืนตรงหน้าเธอครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มหน้าลงไปมองใบไม้ตามเดิม และถอนหายใจส่งให้เป็นคำตอบ "มิดีใจรึ แม่จักได้กลับบ้านแล้วนะ มิอยากกลับรึ" ขุนหมอถามต่อเมื่อเห็นว่าเธอไม่ตอบ

             "อยากสิคะ. ทำไมฉันจะไม่อยากกลับบ้านล่ะ" เธอตอบขณะที่สายตายังจับจ้องที่กองใบไม้ที่เธอกวาดมากองรวมกันไว้เพื่อฆ่าเวลา

             "แล้วเหตุใดทำหน้าเยี่ยงนั้น" ขุนหมอถามด้วนความสงสัย เมื่อเห็นท่าทีเหงาหงอยของคนที่บอกตลอดเวลาว่าอยากกลับบ้าน แต่ทำท่าไม่เต็มใจเมื่อกำลังจะได้กลับ

             "ที่นั่นไม่ใช่บ้านของฉัน ตอนนี้มันไม่ใช่" เธอเอ่ยเสียงเบาคล้ายกับคุยกับตัวเอง

            "ว่ากระไรนะ" ขุนหมอถามขึ้นเมื่อได้ยินที่เธอพูดไม่ชัด

            "เปล่าค่ะ ไม่มีอะไร" เธอตอบขณะที่ยืดตัวลุกขึ้นยืน

            "รับไปกันเถิด ประเดี๋ยวจักสาย" หลวงหนุ่มตะโกนเรียกหญิงสาวที่อยู่ห่างออกไปให้รับรู้

 

             "ฉันฝากทางนี้ด้วยนะพี่ ฉันไปมิกี่วันดอก แล้วจักรีบกลับมา" ชายหนุ่มเอ่ยปากบอกผู้เป็นพี่ชาย

             "มิต้องกังวลไป ทางนี้ยังหาได้มีกระไรน่าห่วงดอก ฝากไปดูลูกกับเมียข้าให้ด้วยนะ"หลวงภักดีฝากผู้เป็นน้องชาย 

             "ฝากจดหมายนี่ไปมอบให้หลวงวิเศษโอสถที่กรมหมอหลวงด้วย อยู่ที่พระนคร นางควรมีคนที่ไว้ใจได้คอยช่วยเหลือ" ขุนเวชฯส่งจดหมายให้หลวงหนุ่ม ก่อนจะหันมาหาหมอสาวที่ยืนอยู่ข้างกาย "โชคดีนะแม่ อยู่ในพระนครคงปลอดภัยกว่า แลอย่าเที่ยวไปเพ่นพ่านให้ผู้ใดจับอีกล่ะ" ขุนหมออาวุโสไม่วายหยอกหญิงสาวเช่นที่เคยทำเรื่อยมา จนวาดดาวต้องยิ้มออกมากับคำหยอกของขุนหมอขี้เล่น

             "ขอบคุณสำหรับทุกอย่างนะคะ คุณเป็นเพื่อนที่ดีมากๆของฉันที่นี่จริงๆค่ะ" วาดดาวจับมือขุนหมอเพื่อแสดงถึงความขอบคุณ ที่เขาคอยอยู่เป็นเพื่อนเธอมาโดยตลอด

             "ไว้พบกันที่พระนครก็แล้วกันนะ" ขุนหมอบอกพร้อมกับยิ้มให้เธอ เธอเองก็ไม่รู้จะได้มีโอกาสได้พบคนเหล่านี้อีกหรือไม่ นี่อาจจะเป็นการจากลาครั้งสุดท้ายสำหรับเธอกับพวกเขาก็เป็นได้

             หลวงฤทธิรงค์กระโดดขึ้นหลังม้าหลังจากที่ส่งวาดดาวขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอีกตัวเรียบร้อยแล้ว ชายหนุ่มกระตุกบังเหียนม้าเบาๆเพื่อให้ม้าออกเดินไปข้างหน้า วาดดาวรีบทำตามทันที ก่อนที่ม้าทั้งสองตัวจะควบออกจากค่ายไป ทิ้งคนที่มารอส่งให้ยืนมองตามอยู่ด้านหลัง

            วาดดาวหันหลังกลับไปมองค่ายรบที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลังอย่างรู้สึกใจหาย เมื่อคิดว่าอาจจะไม่ได้กลับมาที่นี่อีกแล้ว หลายสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ทำให้เธอรู้สึกผูกพัน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ล้วนคือสิ่งที่ชาตินี้เธอคงไม่มีวันลืม

       

 

           หลวงฤทธิรงค์และวาดดาวหยุดพักม้าที่ริมลำธารหลังจากวิ่งมาได้ราวสองชั่วยาม วาดดาวเลือกจะนั่งลงที่โคนต้นไม้ริมลำธาร วิดน้ำขึ้นมาล้างหน้าล้างตา เพื่อคลายความเหนื่อยล้าจากการเดินทาง แสงแดดอ่อนๆ ในตอนเช้าเริ่มทวีความระอุขึ้นเมื่อเข้าสู่ช่วงสายของวัน หลวงหนุ่มยื่นกระบอกน้ำดื่มส่งให้หญิงสาวที่นั่งล้างหน้าอยู่ หญิงสาวมองกระบอกน้ำในมือเขาก่อนจะรับไปดื่มอย่างเงียบๆ ไร้ซึ่งคำพูดใดๆตอบกลับมา

           "แม่ยังโกรธฉันอยู่รึ" ชายหนุ่มถามขึ้นหลังจากที่เห็นหญิงสาวยกน้ำขึ้นดื่ม แต่ยังไม่ยอมเอ่ยคำพูดใดๆกับเขา วาดดาวมองหน้าชายหนุ่มตรงหน้าก่อนจะตอบออกไป

           "ทำไมฉันต้องโกรธคุณด้วย " เธอถามกลับ

           "ก็ที่ฉันพาแม่กลับพระนครอย่างไรเล่า" ชายหนุ่มเริ่มอธิบาย "ที่ฉันทำไป ก็เพื่อความปลอดภัยของแม่ดอกนะ........"

           "ฉันเข้าใจ” เธอขัดขึ้นก่อนที่เขาจะพูดจบเสียด้วยซ้ำ “นี่ฉันดูเป็นคนไร้เหตุผลขนาดนั้นเลยเหรอ"

           "ก็ฉันเห็นแม่เงียบไป มิยอมพูดกระไรเลยตั้งแต่เมื่อวาน"

           "ฉันแค่กำลังคิดว่า จะกลับไปที่ที่ฉันจากมาได้ยังไงกัน นับวันหนทางมันยิ่งเลือนรางลงไปทุกที ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าฉันมาที่นี่ได้ยังไง แล้วฉันจะกลับไปได้ยังไง" เธอตอบขณะทอดสายตามองไปยังลำธารเบื้องหน้า

            "แม่มิเคยคิดที่จักอยู่ที่นี่บ้างรึ" วาดดาวหันมองหน้าคนถามทันทีด้วยความแปลกใจกับคำถามของเขา เธอนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าต้องตอบ

           "ที่นี่ไม่ใช่ที่ของฉัน ฉันจะอยู่ที่นี่ได้ยังไง"

           "แม่เอาแต่คิดว่าที่นี่มิใช่ที่ของแม่ ทั้งที่ที่นี่ก็คือที่เดียวกันกับที่แม่จากมา เพียงแต่ต่างเวลากันก็เท่านั้น" วาดดาวก้มหน้าหลบสายตาคนตรงหน้าก่อนจะเอ่ยคำพูด

          "ฉันไม่รู้จักใครที่นี่"

          "แล้วฉันเล่า" ชายหนุ่มแย้งขึ้นมาทันที "เรามิได้เป็นคนรู้จักกันดอกรึ สำหรับแม่ ฉันยังคงเป็นเพียงคนแปลกหน้าอยู่อีกรึ" ทั้งคู่สบตากันนิ่งไร้คำพูดใดๆ วาดดาวมองหน้าเขาอย่างนึกประหลาดใจกับคำพูดของชายตรงหน้า

           "คือ....... "หญิงสาวกำลังนึกหาคำจะพูด แต่อีกฝ่ายกลับหันหน้าหนีไปก่อนที่เธอจะได้เอ่ยคำพูดใดๆออกมา

          "ช่างเถิด เอาเป็นว่าฉันให้สัญญาแล้ว ว่าหากการศึกครานี้จบลงเมื่อใด ฉันจักเป็นคนไปส่งแม่ด้วยตัวของฉันเอง" เขาบอกก่อนจะหันหลังเดินจากไปด้วยความรู้สึกน้อยใจ ที่หญิงสาวยังเอาแต่บอกว่าอยากจะกลับบ้าน โดยที่ไม่ได้มีใจคิดผูกพันกับที่นี่หรือกับตัวเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งที่เขาอุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อเธอหลายครั้งหลายครา แต่เธอก็ยังคงมองว่าเขาคือคนแปลกหน้าอยู่ เขาเข้าใจดีว่าที่นี่ไม่ใช่บ้านของเธอ เธอย่อมอยากจะกลับไปยังที่ที่เธอจากมา แต่เขาแค่หวังว่าเธออาจจะนึกมีใจผูกพันกับที่นี่บ้าง สักนิดก็ยังดี

          "คุณก็กำลังจะเอาฉันไปอยู่ที่อื่นอยู่นี่ ทั้งที่รู้ว่าฉันมีคุณอยู่แค่คนเดียว แต่คุณก็ยังจะทิ้งฉันไป" วาดดาวพูดกับตัวเอง หลังจากที่ชายหนุ่มเดินห่างออกไปแล้ว ไกลพอที่จะไม่ได้ยินที่เธอพูด..........





****  คุณหมอจะเข้าเมืองแล้วนะคะ จะไปป่วนในเมืองต่อ อิอิ
          
        
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 105 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. #238 Looney00 (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 5 กรกฎาคม 2560 / 03:54
    พี่อินทร์จะเอาคุณหมอเข้าบ้านแม้นบ่
    #238
    0
  2. #227 Plut-o (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 / 13:59
    อัพบ่อยๆน่ะ อยากอ่านฉากหวานบ้างอ่าไรท์ ขอร้องล่ะ (คุกเข่า)
    #227
    1
    • #227-1 Wanwan19(จากตอนที่ 35)
      4 กรกฎาคม 2560 / 16:12
      มีแน่นอนค่ะ รอแพร๊บ
      #227-1
  3. #226 Lord of Cinder (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 4 กรกฎาคม 2560 / 08:26
    หมอไปเปิดคลีนิกในพระนครแน่เลย 
    #226
    1
    • #226-1 Wanwan19(จากตอนที่ 35)
      4 กรกฎาคม 2560 / 09:43
      โอะ เปนความคิดที่ดี
      #226-1
  4. #224 Chick_ka (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 3 กรกฎาคม 2560 / 12:15
    เดาทางต่อไม่ถูกเลย รอนะคะ 
    สนุกมากกกก
    #224
    0
  5. #219 Phasuk Nyffenegger (จากตอนที่ 35)
    วันที่ 2 กรกฎาคม 2560 / 15:44
    สนุกคร้าาาา นางเอกจะไปอยู่กับใครในพระนครละ??รอต่อนะค่ะ
    #219
    1
    • #219-1 Wanwan19(จากตอนที่ 35)
      2 กรกฎาคม 2560 / 16:04
      คอยติดตามค่ะ อิอิ คนพิเศษ
      #219-1