มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 29 : "เข้าเฝ้า"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 9,269
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 135 ครั้ง
    10 ส.ค. 61





                     "เฮ้ออออออ!!!! อิสรภาพ มันช่างสวยงามอะไรเช่นนี้" วาดดาวเงยหน้ารับแสงแดดยามบ่ายที่แม้จะรู้สึกร้อน แต่กลับทำให้เธอรู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก "ไม่คิดเลยว่าจะได้สัมผัสมันอีกครั้ง" เธอสูดหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะหายใจออกมาด้วยความรู้สึกโล่งใจที่ทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

            "ต้องอยู่ในคุกทั้งคืน คงลำบากแม่แย่สินะ" ขุนเวชโอสถที่กำลังจัดยาอยู่ข้างๆ ถามขึ้น

            "ไม่เชิงลำบากค่ะ แต่กังวลมากกว่า" เธอตอบเรื่องถูกขังใช่เรื่องใหม่สำหรับเธอเสียที่ไหน

            "กังวลเรื่องกระไร กลัวถูกบั่นคอรึ" ขุนหมอแกล้งเย้าหมอสาว

            "นี่หัวคนนะคะ ไม่ใช้หัวผักกาด มีคนขู่จะตัดหัว จะให้สบายใจได้ยังไงคะ" เธอว่าพร้อมกับเอามือชี้ที่หัวตัวเอง

            "จริงรึ แต่ฉันเห็นแม่ดูท่าทางมั่นอกมั่นใจในการถวายการผ่าตัดสมเด็จท่านออกมิใช่รึ"

            "เหรอคะ?" เธอไม่ได้สังเกตความมั่นใจของตัวเองมาก่อนเหมือนอย่างที่อีกฝ่ายบอก จึงไม่ค่อยแน่ใจเท่าไรว่าได้แสดงอาการแบบนั้นออกไป

            "ใช่ ดูมั่นใจกว่าตอนผ่าตัดให้หลวงภักดีแลหลวงฤทธิรงค์เสียอีก" วาดดาวพยักหน้ารับรู้

            "คงเป็นเพราะ.....ฉันรู้ว่าดวงพระชะตายังไม่ถึงคาด ยังไงก็ไม่มีทางทรงเป็นอะไรไปตอนนี้อย่างแน่นอน อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่นี่ เวลานี้" วาดดาวพูดรอยๆ แบบไม่ได้ใส่ในคำพูดของตัวเอง แต่กลับยังความประหลาดใจให้กับคนฟัง

           "แม่รู้ได้เยี่ยงไร แม่ทำนายอนาคตได้รึ" ขุนเวชฯถามด้วยความสงสัยใคร่รู้

            "ก็........ไม่เชิง" เธอลังเลก่อนหยุดคิด แต่เมื่อเห็นสีหน้าสงสัยใคร่รู้ของอีกฝ่าย จึงทำให้เธอรู้สึกอยากแกล้งขุนหมอตรงหน้าที่ทำท่ารู้ทันเธอไปเสียทุกเรื่องขึ้นมา "ไม่ใช่สิ ฉันรู้ต่างหากว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น "เธอตอบด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เธอรู้สึกสนุกที่ตอนนี้เธอดูจะเป็นต่อขุนหมอผู้นี้อยู่

            "เช่นนั้นแม่ก็รู้สิ ว่าผลของศึกครั้งนี้จักเป็นเยี่ยงไร" ขุนเวชฯถามด้วยท่าทีตื่นเต้น

            "แน่นอน" เธอตอบเพียงแค่นั้น และทิ้งระยะให้คนอยากรู้ถามต่อ

            "จริงรึ แล้ว........ผลเป็นเช่นไร" ขุนเวชฯลองหยั่งเชิงถามดูว่าหมอสาวจะตอบว่าเช่นไร คนถูกถามทำท่าจุ๊ปาก หันซ้ายหันขวา แสดงท่าทางมีลับลมคมใน ก่อนจะยื่นหน้าเข้าไปใกล้คนถาม ขุนเวชฯ ขยับเข้าไปใกล้ด้วยสัญชาตญาณอยากรู้อยากเห็น

           "บอกไม่ได้ค่ะ ความลับสวรรค์" วาดดาวพูดเพียงแค่นั้น พร้อมกับยิ้มยิงฟันอย่างพออกพอใจที่ได้แกล้งอีกฝ่าย ก่อนจะหันหลังเดินจากไป ทิ้งให้อีกคนยืนสับสนกับคำพูดของเจ้าหล่อนว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จกันแน่ แต่ถ้าเรื่องที่นางพูดไม่ใช่เรื่องโกหก ก็แสดงว่านางไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป หรือนางจะเป็นเทวดา นางฟ้าอย่างที่หมื่นพิทักษ์เคยบอกจริงๆ...

 

 

           วาดดาวกำลังเอาอุปกรณ์การแพทย์ของเธอมาต้มเพื่อฆ่าเชื้อโรค เพราะยุคสมัยนี้ไม่มีเครื่องอบหรือเครื่องนึ่งฆ่าเชื้อเหมือนในยุคปัจจุบัน สิ่งที่เธอพอจะทำได้ก็คือการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านเอา อุปกรณ์ต่างๆที่เธอพกติดตัวมาด้วยถูกใช้ไปจนเริ่มจะร่อยหรอลงทุกที โดยเฉพาะพวกยาต่างๆที่ดูเหมือนจะเหลือเพียงน้อยนิด เธอจึงเลือกที่จะใช้ยาสมุนไพรที่มีอยู่ที่นี่กับอาการคนเจ็บที่ดูจะไม่ร้ายแรงเท่าไรนัก เพื่อเป็นการเก็บยาที่มีอยู่ไว้ใช้ในคราวจำเป็นจริง เช่นการถวายการผ่าตัดเมื่อครั้งที่ผ่านมา แต่ดูท่าแล้วยาพวกนี้คงจะใช้ได้อีกไม่กี่ครั้ง จะมีที่พอใช้ได้ตลอดก็เห็นจะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้แล้วไม่หมดไป เช่นอุปกรณ์ผ่าตัดที่เธอกำลังต้มฆ่าเชื้ออยู่นี่เท่านั้น เธอหวังว่ายาพวกนี้จะมีพอจนถึงเวลาที่เธอได้หลับไป ถ้าเธอมีโอกาสได้กลับไปนะ

           สองสามวันมานี้ที่ค่ายเริ่มสงบลงแล้ว หลังจากที่ฝ่ายไทยยิงหอรบของฝ่ายพม่าพังลงจนเกือบหมด ฝ่ายนั้นจึงยังดูเก็บตัวเงียบอยู่แต่เพียงในค่าย เห็นพวกทหารคุยกันว่าฝ่ายนั้นกำลังสร้างหอรบขึ้นมาใหม่ และรอกำลังเสริมจากทัพหลังมาสมทบอยู่ จึงยังไร้ท่าทีใดๆในตอนนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องดีที่ทำให้ฝ่ายทางนี้ได้หยุดพักหายใจบ้างสักหน่อย โดยเฉพาะวาดดาวหมอสาวหลงยุคที่ตอนนี้จับพลัดจับผลูมาเป็นหมอสนามในค่ายรบแห่งนี้ ซ้ำตอนนี้ชื่อเสียงหมอเทวดาของเธอยังดูจะเลื่องชื่อลือชาไปไกลกว่าเดิมหลายเท่าจากตอนแรก และที่ร้ายกว่านั้นคือดันมีข่าวว่าเธอสามารถหยั่งรู้ฟ้าดิน เพิ่มเข้ามาในคุณสมบัติหมอเทวดาของเธอด้วยอีกข้อ แต่จะโทษใครได้เพราะเป็นเธอเองที่ดันไปล้อเล่นกับท่านขุนเวชโอสถไว้ แต่ใครจะคิดว่าท่านขุนตัวดีจะช่างเม้าท์กับเขาด้วย จนทำให้ตอนนี้เธอดูจะแปลกประหลาดมากขึ้นทุกวัน ไม่แน่ว่าบางทีเธออาจจะหายตัวได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ หรือดำดินได้ในสักวัน

           "ทำกระไรรึแม่" เสียงเอ่ยทักจากบุรุษผู้มาเยือน ทำให้คนถูกทักสะดุ้งตื่นจากความคิด จนเธอต้องหันไปมองตามเสียงทักนั้นทันที

            "ฆ่าเชื้อโรคอุปกรณ์พวกนี้อยู่" เธอตอบเมื่อหันไปมองว่าเป็นใครกันที่มาทักเธอในตอนนี้

            "เช่นนั้นรึ" เขาว่าก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งข้างๆเธอ 

            "ไม่เจอกันหลายวันเลยนะคะ งานคงยุ่งมากล่ะสิ คุณหลวง"

            "ก็เพิ่งจักได้พักหายใจบ้างก็ตอนนี้แล วุ่นวายเสียหลายวัน มิเป็นอันกินอันนอนกันทั้งกองทัพ" หลวงภักดีตอบ ขณะที่สายตาจับจ้องไปที่หมอต้มอุปกรณ์ของวาดดาว " แต่ก็ใช่ว่าจักไว้ใจได้เสียทีเดียว ยังต้องเตรียมการรับมือตลอดเพลา มิทราบว่าเพลาใดฝ่ายนั้นจักนึกคึกออกมาท้ารบเอาอีก ไว้ใจมิได้ดอก"

             "นั่นสินะ" เธอพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาขณะที่จ้องมองไปที่เปลวไฟของหมอต้ม

             "ว่าแต่แม่เถิด เป็นเยี่ยงไรบ้าง ฉันยังมิเคยได้ถามสารทุกข์สุขดิบเลยสักครั้ง ตั้งแต่มาถึงนี่" อีกฝ่ายถามขึ้นบ้าง

             "ก็.......อย่างที่เห็น เหมือนๆกับคนอื่นแหละค่ะ" เธอหันมาตอบเขา

             "ทนเอาหน่อยนะแม่ เยี่ยงที่เห็นกัน นี่เป็นค่ายรบจักหาความสุขสบายได้ที่ใด"

              "ไม่ว่าที่ไหนของที่นี่ ก็ไม่สบายสำหรับฉันอยู่แล้ว" เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง

              "ว่ากระไรนะ" จนอีกฝ่ายต้องถามซ้ำเพราะฟังไม่ถนัด 

              "เปล่าค่ะ" เธอบอกปัดไป เพราะไม่ได้ตั้งให้เขาได้ยินอยู่แล้ว

            "แล้วที่ที่แม่อยู่มีสงครามเช่นนี้หรือไม่ " เขาเปลี่ยนเรื่องถาม เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายไม่อยากพูดต่อ  วาดดาวทอดสายตามองไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ก่อนจะถอนหายใจยาวด้วยความรู้สึกปลง 

            "ที่ไหนๆ ก็มีสงครามทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นที่นี่ หรือที่ที่ฉันอยู่ จะอีกร้อยปี หรือสองร้อยปีจากนี้ สงครามก็ยังไม่เคยหมดไปจากโลกใบนี้ มันก็แค่เปลี่ยนวิธีการไปก็เท่านั้น ในอนาคตเราไม่ต้องถือดาบออกมาฟาดฟันกันให้เหนื่อย เพียงแค่ขยับนิ้วมือ ทุกอย่างก็พังราบเป็นหน้ากอง" 

             "ร้ายกาจเพียงนั้นเชียวรึ" หลวงภักดีตกใจเมื่อได้ฟัง "เมื่อครู่แม่พูดว่าอนาคต เช่นนั้นเรื่องที่ฉันได้ยินมาว่าแม่สามารถล่วงรู้อนาคตได้นั้น ก็เป็นความจริงรึ" เขาถามต่อ แต่หญิงสาวกลับฉีกยิ้มเจือนให้ เรื่องนี้ท่าจะโด่งดังใช่ย่อย แล้วนี่ดังไปถึงไหนกันแล้วเล่านั่น

             "ก็.......นิดหน่อย" เธอตอบแบบเลี่ยงๆ เพราะที่เธอรู้เป็นเพียงแค่นิดหน่อยจริงๆ เธอไม่ได้เก่งเรื่องประวัติศาสตร์ เลยสักนิด แถมยังไม่เคยสนใจใคร่รู้เรื่องพวกนี้เสียด้วย ที่รู้มาก็เพียงแค่จากหน้าหนังสือที่เธอเพิ่งจะหยิบมาอ่านได้สองสามวันมานี้เท่านั้น "ฉันรู้แค่บางเรื่องเท่านั้น ไม่ได้รู้ไปหมดทุกอย่างหรอก แต่พวกคุณอย่ารู้เลยดีกว่า" เธอว่า

             "เหตุใดบอกมิได้รึ หรือเพราะเป็นความลับสวรรค์" คนถามถามเองตอบเองเอาซะอย่างนั้น

              "คือว่า........." เธอกำลังจะหาคำอธิบายให้อีกฝ่าย แต่ถูกใครบางคนขัดขึ้นเสียก่อน

            "ท่านหมอ" หมื่นพิทักษ์เรียกวาดดาวขณะที่เร่งฝีเท้าเข้ามาใกล้ จนคนทั้งสองต้องหันไปมอง "คุณหลวงอยู่ที่นี่ด้วยรึขอรับ" หัวหมื่นทำความเคารพหลวงภักดี 

             "มีกระไรรึ ตามหานางด้วยเหตุอันใด มีผู้ใดเป็นกระไรไปอีกรึ" หลวงภักดีถามแทนหญิงสาวข้างกายเสร็จสรรพ 

             "หาได้มีผู้ใดเป็นกระไรไม่ขอรับ" หมื่นพิทักษ์ตอบก่อนจะหันไปหาหมอสาวที่เขาตามหาเพื่อแจ้งข่าว "มีพระกระแสรับรับสั่งให้ท่านหมอเข้าเฝ้าบัดเดี๋ยวนี้"

            "ฉันเหรอ?" วาดดาวตกใจกับข่าวที่ได้รับทราบ เหตุผลอะไรที่ทรงเรียกเธอเข้าเฝ้า หรือว่าทรงนึกขึ้นได้ว่าต้องพิโรธที่เธอถวายการรักษาโดยไม่ได้รับพระราชทานอนุญาต

    

 

 

              วาดดาวนั่งตัวแข็งทื่อเป็นท่อนไม้ ไม่กล้าขยับตัวแม้แต่น้อย แม้จะหายใจยังกลัวจะเป็นที่ระคายเคียงต่อบุคคลสำคัญทั้งหลาย ที่กำลังนั่งจ้องมองมาที่เธอเป็นตาเดียวในตอนนี้

             จะไม่ให้เกร็งได้ยังไง ในเมื่อตอนนี้เธอกำลังนั่งอยู่ท่ามกลาง เสนาอำมาตย์ชั้นผู้ใหญ่นับสิบที่ต่างพากันมาเข้าเฝ้าสมเด็จพระราชวังบวรฯที่ทรงประชวนอยู่  แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงของการมาประชุมกันโดยมิได้นัดหมายของท่านๆ ทั้งหลายในครั้งนี้ เห็นจะเป็นเพราะต้องการจะพบหน้าหมอเทวดาผู้เลื่องชื่อตรงหน้านี้เสียมากกว่า

              "บาดแผลดีขึ้นมากแล้ว แลมิทรงมีพระอาการแทรกซ้อนแต่อย่างใด อีกมิช้าคงจักหายดีพระพุทธเจ้าข้า" ขุนเวชฯถวายรายงานหลังจากตรวจดูพระอาการเรียบร้อย

            "เช่นนั้นเราคงออกไปวิ่งได้แล้วสิท่านขุน อยู่แต่ในนี้มาสามสี่วัน เราชักเบื่อเสียแล้ว"ทรงตรัสหยอกขุนหมอเล่น

           "เอ่อ.........." แต่คนถูกหยอกกลับนิ่งอึ้งไม่กล้าถวายคำตอบ

             "เราเย้าเล่นดอกท่าน ไยต้องทำหน้าตกใจเช่นนั้น" ทรงรับสั่งเมื่อทอดเนตรเห็นท่าทีลำบากใจของขุนหมอ แต่เสียงกลั้นหัวเราะกลับดังขึ้นจากหญิงสาวคนเดียวในที่นั้น จนทุกคนต้องหันไปมอง เพราะต่างประหลาดใจในความกล้าของเจ้าหล่อน จนคนหัวเราะต้องรีบยกมือขึ้นตะครุบปากตัวเอง ให้กลืนเสียงหัวเราะลงคอกลับไป

             "แล้วนี่พวกท่านมาทำกระไรกันมากมายที่นี่รึ" ตรัสถามเมื่อทอดเนตรเห็นเหล่าเสนาอำมาตย์พากันมานั่งหน้าสลอนในกระโจมที่ประทับส่วนพระองค์

            "เกล้ากระหม่อมมาเพราะห่วงพระอาการประชวน พระพุทธเจ้าข้า" เจ้าคุณกลาโหมถวายบังคมทูล

            "ต้องยกโขยงกันมามากมายถึงเพียงนี้เชียวรึ งานการมิต้องทำกันแล้วกระมัง" รับสั่งด้วยความไม่พอพระทัย จนเหล่าคนฟังต่างก้มหน้าหลาบพระพักตร์กันเป็นแถว "หากข้าศึกบุกเข้าประชิดเพลานี้ คงจักได้ไปเยี่ยมเยือนกันบนสวรรค์เสียกระมัง แต่คงยากเสียหน่อยหากเราหรือท่านเจ้าคุณท่านใดในที่นี้ต้องไปนรก มิได้ไปสวรรค์" เท่านั้นเอง ก็มีเสียงหลุดหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นจากใครไปไม่ได้นอกจากสาวเจ้าคนเดิม จนทุกคนในที่นั้นต่างหันไปมองเธอเป็นตาเดียว ทำให้ชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามต้องรีบส่งสายตาดุปรามเข้าให้ สาวเจ้าจึงรีบยกมือขึ้นปิดปากเพื่อเก็บเสียงหัวเราะอีกครั้ง

            "เราได้ยินว่าเจ้าเป็นผู้ที่ช่วยชีวิตเราไว้ เช่นนั้นรึ" ทรงหันมาตรัสถามหญิงสาวคนเดียวในที่นั้น หลังจากที่เธอนั่งหัวเราะกับมุขของพระองค์มาสองครั้งแล้ว

            "เพคะ" วาดดาวหยุดหายใจไปชั่วขณะด้วยความตื่นเต้น เกิดมาเพิ่งจะเคยได้เข้าเฝ้าเชื้อพระวงศ์กับเขา แต่ตอนนี้ทรงกำลังรับสั่งกับเธอเสียด้วย

            "เจ้าคุณพวกนี้คงทำให้แม่ลำบากมากสินะ" วาดดาวทำเพียงยิ้มถวายแทนคำตอบ จะให้เธอกล้าทูลอะไรออกไป ในเมื่อตอนนี้เธอกำลังถูกสายตาของท่านเจ้าคุณทั้งหลายพุ่งเข้าทิ่มแทงจากทุกทิศทุกทาง โดยเฉพาะเจ้าคุณกลาโหมที่หากสายตานั้นฆ่าคนได้ เธอตายไปแล้วหลายสิบรอบ

            "เจ้าคุณพวกนี้บางครั้งก็เรื่องเยอะเสียเหลือเกิน ชอบพูดจาวกไปวนมา กฎโน่น นี่ นั่น มากมายไปหมด เช่นนี้ก็มิได้ เช่นนั้นก็มิได้ เห็นด้วยหรือไม่" รับสั่งชวนหมอสาวสนทนาเพื่อลดอาการเกร็งของเจ้าหล่อนลง

            "ทหารของฝ่าบาทนี่เป็นแบบนี้ทุกคนหรือเปล่าเพคะ" เธอเริ่มถวายความติดเห็นบ้างเมื่อเห็นว่าคู่สนทนาเปิดโอกาส "พูดจาเข้าใจยาก ต้องให้อธิบายซ้ำๆ ตลอดเวลา แถมยังชอบขู่ตัดมือตัดหัวคนอื่นตลอดเลย" คราวนี้เธอร่ายยาวพร้อมกับใส่อารมณ์ลงไปในคำพูดด้วย เหล่าคนที่ถูกพาดพิงต่างพากันถลึงตาใส่เธอกันยกใหญ่ "หม่อมฉันพยายามอธิบายเหตุผลให้ฟังครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ดูเหมือนพวกเขาจะไม่เข้าใจเอาซะเลยเพคะ" แต่คนพูดกลับไม่ย้อมรู้สึกตัว เธอยังคงแถลงการณ์ความคับข้องใจยาวเป็นหางว่าว จนชายหนุ่มที่นั่งตรงข้ามต้องส่งสายตาดุๆมาปรามให้อีกรอบ และกระแอมเบาๆเพื่อให้อีกฝ่ายรู้ตัว

             วาดดาวรีบหุบปากทันทีที่หันมาเจอกับสายตาของหลวงฤทธิรงค์เข้า เธอจึงรู้ตัวว่าพูดมากเกินไปแล้ว เพราะตอนนี้ทุกสายตาในที่ประชุมกำลัง ถลึงมองมาที่เธอ โดยเฉพาะเจ้าคุณกลาโหมโจทย์คนสำคัญของเธอในคดีนี้ แต่ที่ดูจะน่ากลัวที่สุดคือ สมเด็จพระราชวังบวรฯ ที่ทรงนิ่งไปตั้งแต่ที่วาดดาวเริ่มพูด จนตอนนี้เธอหยุดพูดไปแล้ว แต่ยังคงไร้รับสั่งใดๆ จากพระองค์ วาดดาวหัวใจแทบหยุดเต้นด้วยความกลัว หรือเธอจะพูดมากเกินไป หรือจะกริ้วที่เธอไปว่าทหารของพระองค์ ถ้าทรงรับสั่งตัดหัวเธอขึ้นมาจะทำยังไง อุตส่าห์รอดมาได้ แต่ต้องมาตายเพราะปากตัวเอง มันใช่ไหมวาดดาว 

               แต่ขณะที่วาดดาวกำลังจิตใจฟุ้งซ่านไปทั่วด้วยความกลัว  เสียงพระสรวลจากสมเด็จพระราชวังบวรฯ ก็ดังขึ้นลั่นทั้งกระโจมที่ประทับ จนทุกคนในที่นั้นต่างหันมองหน้ากันด้วยความประหลาดใจกับพระอาการที่ทรงตอบสนองกับหญิงสาวแปลกหน้านางนี้ รวมถึงตัววาดดาวเองด้วย

               "เจ้านี่แปลกคนดีแท้ เอาเป็นว่าเราขอบใจที่ช่วยรักษาเรา แลหากท่านเจ้าคุณเหล่านี้กระทำการอันใดให้เจ้าได้ขุ่นเคือง เราก็ขอโทษแทนพวกเขาเหล่านี้ด้วย พวกเขาทำไปเพราะเป็นห่วงเราก็เท่านั่น"

             "ไม่ใช่แบบนั้นนะเพคะ หม่อมฉันไม่ได้หมายความว่าแบบนั้น หม่อมฉันก็แค่บ่นไปตามเรื่องเท่านั้นเองเพคะ ไม่มีเจตนาจะว่าท่านเจ้าคุณคนไหนเลยเพคะ" วาดดาวรีบกราบทูลเพื่อแก้ที่ทรงเข้าพระทัยผิด  "เป็นพระมหากรุณาธิคุณแล้วที่ทรงไว้ชีวิตหม่อมฉัน ไปเอาหม่อมฉันไปตัดหัวก็ดีมากแล้วเพคะ"

          "เราจักไปตัดหัวเจ้าด้วยเหตุอันใด ในเมื่อเจ้าเพิ่งจักช่วยชีวิตเราไว้" ทรงตรัส แต่วาดดาวเพียงแต่ถวายรอยยิ้มเจือนๆกลับไป "เอาเถิด เช่นนั้นก็เชิญเจ้ากลับไปพักผ่อนเสีย เรามิรบกวนแล้ว แลหากขาดเหลือประการใดก็จงบอกท่านเจ้าคุณเหล่านี้ได้ ท่านยินดีจัดหาให้ในฐานะที่เจ้าช่วยชีวิตเรา"

          ทรงรับสั่งให้เหล่าเจ้าคุณในกระโจมได้ยินโดยทั่วกัน เป็นเชิงบอกกับทุกคนว่าวาดดาวมีอภิสิทธิ์พิเศษมากกว่าคนธรรมดาทั่วไปในค่ายแห่งนี้ไปแล้ว เอาแล้วไงวาดดาวนอกจากจะเป็นหมอเทวดาที่หยั่งรู้ฟ้าดินแล้ว ตอนนี้ยังพ่วงตำแหน่งหมอเทวดากิตติมศักดิ์เพิ่มเข้าไปอีก คราวนี้ตัวเธอคงใหญ่คับค่ายเป็นแน่

 

 

          "แม่นี่กล้ามากนะ ที่ไปนินทาทหารของพระองค์ต่อหน้าพระพักตร์เยี่ยงนั้น" ขุนเวชฯเอ่ยเย้าหมอสาวหลังจากแยกย้ายกันออกจากกระโจม เพื่อต้องการให้สมเด็จพระราชวังบวรฯทรงได้พักผ่อน

          "ฉันเปล่านะ ทรงเริ่มก่อนนี่คะ" เธอยกมือบอกปัด พัลวัน ใครจะคิดว่าทรงตรัสเล่นเท่านั้น ดีที่ทรงมีพระอารมณ์ขัน มิเช่นนั้นเธอคงโดนหิ้วไปตัดหัวแล้ว

          "ฉันเห็นท่านเจ้าคุณกลาโหมจ้องแม่ปานจะกินเลือดกินเนื้อ แม่มิกลัวรึ"

           "เจ้าคุณกลาโหมนี่ใช่คุมทหารเกือบครึ่งของทั้งหมดหรือเปล่าคะ " วาดดาวถามเมื่อเห็นชื่อเจ้าคุณกลาโหมจะโผล่มาบ่อยเสียเหลือเกิน

           "ใช่" ขุนเวชฯตอบ

           วาดดาวยกมือขึ้นปิดปากทำท่าตกใจจนตาโตเท่าไข่ห่าน "จริงเหรอคะ" แต่ครู่เดียวก็เธอก็ทำหน้ากลับมาเป็นปกติแบบไม่ได้ใส่ใจกับสิ่งที่รับรู้เท่าไรนัก "ช่างเถอะค่ะ ฉันไม่รู้จักเขาสักหน่อย" เธอแค่แกล้งตกใจเล่นเท่านั้นเอง 

           "นั่นสิ เพลานี้ แม่มีผู้ที่ใหญ่กว่าเจ้าคุณกลาโหมคอยหนุนหลังแล้วนี่" ขุนเวชฯ แกล้งเย้าหญิงสาวเล่น เมื่อเห็นว่าเธอไม่คอยใส่ใจกับชื่อเจ้าคุณกลาโหมเท่าใดนัก แต่วาดดาวกลับยิ้มเจือนๆให้คนพูด เธอรู้ว่าขุนหมอแกล้งเธอเล่นอีกแล้ว จนคนพูดต้องยิ้มออกมาด้วยความขบขันเมื่อเห็นสีหน้าลำบากใจของเจ้าหล่อน เมื่อได้ทีจึงแกล้งว่าอีกสักหน่อย " แม่นี่ก้าวหน้าเร็วเสียจริง ใช้เวลาเพียงมินานเท่าใด ก็ได้เป็นที่โปรดปรานจองสมเด็จท่านแล้ว อนาคตราชการของแม่คงจักรุ่งโรจน์เป็นแน่  อย่างไรเสีย ฉันขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยแล้วกันนะ ได้ดิบได้ดีแล้ว อย่าลืมฉันล่ะ"

              "หยุดแกล้งฉันเถอะค่ะ ท่านหมอ" หญิงสาวบอกอย่างจนใจกับความขี้แกล้งของขุนหมอตรงหน้าที่ทำอย่างไรเธอก็ไม่เคยเอาชนะหมออาวุโสผู้นี้ได้เลยสักครั้ง แต่คนแกล้งกลับขยับรอยยิ้มขำขันให้เธอแทน

             "ฝีมือการรักษาของแม่เยี่ยมยอดนัก น่าแปลกจริงๆ ฉันยังมิเคยเห็นวิธีการรักษาเช่นนี้จากชาวตะวันออกมาก่อนเลยสักครั้ง แม่เป็นคนแรกที่ฉันพบ ไปเรียนมาจากที่ใดกันรึ" หมอไมเคิล หมอชาววิลาสถามวาดดาวด้วยความสงสัย ซึ่งหมอวิลาสท่านนี้ได้ตามวาดดาวกับขุนเวชฯมาหลังจากออกจากกระโจมที่ประทับ

           "ฉันก็เรียนมาจากพวกคุณนั่นแหละ " แต่ในอีกสองร้อยปีข้างหน้านะ เธอตอบเขา แต่อย่างหลังเพียงแต่คิดในใจไม่ได้พูดออกไป

           "ผู้ใดสอนกัน เคยไปฝั่งโน้นรึ" เขาถามต่อ ฝั่งโน้นที่ว่าหมายถึงฝั่งตะวันตกบ้านเกิดของเขา

           "ก็......" วาดดาวลังเลว่าจะพูดความจริงดีไหม ก่อนจะตัดสินใจบอกความจริงกับเขา "เคย" คำตอบที่ได้ยังความประหลาดใจให้คนถามเป็นอย่างมาก ชาวตะวันออกน้อยคนนักจะได้ไปถึงฝั่งตะวันตก ยิ่งเป็นหญิงด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง

           "จริงรึ เคยไปจริงรึ ไปได้เช่นไร" หมอไมเคิลถามด้วยความตื่นเต้น

            "บินไปค่ะ" วาดดาวตอบเป็นเรื่องธรรมดา เธอหมายถึงขึ้นเครื่องบินไป แต่คนฟังไม่เข้าใจ เพราะตอนนั้นฝั่งตะวันตกคงยังมีแต่เรือ ยังไม่มีเครื่องบิน หมอไมเคิลนิ่งไปชั่วครู่กับคำตอบที่ได้

            "แม่นี่มีอารมณ์ขันดีเนาะ" เขาว่าพร้อมกับหัวเราะออกมา เพราะคิดว่าเธอแกล้งพูดเล่น จนขุนเวชฯที่ยืนอยู่ข้างๆต้องหัวเราะตาม และสุดท้ายวาดดาวก็เลยผสมโรงหัวเราะไปด้วยอีกคน....



......./////.......
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 135 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. #184 Oungzaza (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 22:28
    ชอบมากมาย
    #184
    0
  2. #183 Looney00 (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 14:45
    คนนะไม่ใช่นกพี่ไมเคิล5555555
    #183
    0
  3. #180 Tababuya (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 13:35
    ฝรั่งคงนึกภาพนางมีปีกบินไป คนละยุคสมัยบางทีก็ขำได้ในความเข้าใจต่างกัน
    #180
    0
  4. #179 prowza (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 13:35
    รอออออออออ
    #179
    0
  5. #178 Phasuk Nyffenegger (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 13:13
    สนุกกกกมากกกกกๆๆๆๆๆค่ะ รอต่อนะค่ะ
    #178
    0
  6. #177 ป้าหัวฟู (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 12:56
    รอลุ้นต่อค่ะ
    #177
    0
  7. #176 หมาป่าในคืนเหงา (จากตอนที่ 29)
    วันที่ 18 มิถุนายน 2560 / 12:43
    เม้นนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนนน
    #176
    0