มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 24 : "ทุ่งลาดหญ้า"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 8,763
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 120 ครั้ง
    10 ส.ค. 61

          กองทัพพม่ายกเข้ามาถึงเมืองเมาะตะมะ นำโดยเมียนหวุ่นแมงยี มหาทิมข่อง ผ่านด่านกรามช้าง ได้เข้าตีค่ายมอญของพระยามหาโยธารามัญจนแตกพ่ายในที่สุด และเดินทัพตามเข้ามาถึงตำบลลาดหญ้า โดยมีทัพที่ 5 ของแม่ทัพเมี่ยนเมหวุ่นตามมาสมทบด้วยอีกแรง

  

         ขบวนของพระยามหาโยธาเร่งควบม้าร่วมหนึ่งคืนโดยมิได้พัก  โดยมีทัพอังวะไล่ตามมาติดๆ จนล่วงเข้าถึงทุ่งลาดหญ้าที่ตั้งค่ายทัพหลวงของสมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทในที่สุด

         ภาพที่เห็นเบื้องหน้าคือกำแพงค่ายที่ตั้งสูงตระหง่านมั่นคง นำความใจชื้นให้กับคนในขบวนเมื่อได้มองเห็นว่าในที่สุดก็เห็นจุดหมายปลายเสียที หลังจากรอนแรมในป่ามาตลอดหนึ่งคืนโดยมิได้หยุดพัก เพราะศัตรูไล่หลังตามมาอย่างกระชั้นชิด  พระยามหาโยธาและขุนพลทหารในขบวนต่างรีบเร่งฝีเท้าม้าให้เร็วขึ้น เพื่อไปให้ถึงประตูค่ายเบื้องหน้าโดยเร็วที่สุด เพราะดูเหมือนศัตรูเบื้องหลังจะใกล้เข้ามาเต็มที หากยิ่งถึงประตูค่ายเร็วเท่าไร พวกเขาก็จะปลอดภัยเร็วขึ้นเท่านั้น

        วาดดาวรู้สึกเหมือนตัวแทบจะปลิวไปตามแรงกระชาก จากการวิ่งด้วยความเร็วของม้า หากเธอไม่ได้กอดเอวชายหนุ่มตรงหน้าไว้แน่นพอ คงได้ลงไปนอนกลิ้งอยู่กับพื้นแล้ว วาดดาวดีใจมากที่ได้เห็นกำแพงค่ายเบื้องหน้า นั่นหมายความว่าอีกไม่กี่อึดใจ เธอก็จะรอดพ้นจากการตามล่าที่สุดแสนหฤโหดนี้แล้ว

         "เปิดประตู" เสียงร้องสั่งดังขึ้น เมื่อขบวนผู้มาเยือนมาถึงหน้าประตูค่าย ประตูใหญ่เบื้องหน้าก็เปิดออกรับทันที โดยไม่ต้องร้องขอ เหตุเพราะพระยามหาโยธาได้ส่งม้าเร็วมาแจ้งข่าวก่อนหน้าที่พวกเขาจะมาถึงแล้ว

         ประตูค่ายปิดลงแทบจะทันทีหลังจากขบวนได้ผ่านพ้นเข้ามาในตัวค่ายแล้ว เสียงปืนใหญ่ ปืนไฟ นับร้อยที่ถูกเตรียมพร้อมรอรับศึกอยู่ก่อนแล้ว ต่างพากันระดมยิงเข้าใส่ข้าศึกเป็นการใหญ่ พระยามหาโยธาและเหล่าทหารในขบวนเดินทางต่างรีบกระโดดลงจากหลังมาทันทีที่ผ่านประตูเข้ามาได้

         "แม่หลบไปก่อน" หลวงฤทธิรงค์สั่งวาดดาวทันทีที่รับหญิงสาวลงจากหลังม้า ก่อนจะรีบวิ่งตามหลวงภักดี และทหารคนอื่นๆไปสมทบช่วยกันระดมยิงปืนและธนูเข้าใส่ศัตรู

           "พระยามหาโยธารีบตรงไปยังพลับเพลาที่ประทับแห่งสมเด็จวังหน้า พระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท และเหล่าเสนาอำมาตย์ทันทีที่มาถึง เพื่อรายงานตัวแก่สมเด็จท่าน

            "มาแล้วรึ  ลำบากท่านแล้วออกญามหาโยธา" สมเด็จพระราชวังบวรฯ เสด็จมารับพระยารามัญทันทีที่มาถึงและทำความเคารพ

             "หาได้ลำบากด้วยประการใดไม่พระพุทธเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าเองนั้นไร้ความสามารถนัก จึงมิอาจทานกำลังอริศัตรูไว้ให้นานกว่านี้ได้"

             "อย่ากล่าวเช่นนั้นเลยท่าน ข้าศึกมีจำนวนมากมายนัก ต้านได้นานถึงเพียงนี้ ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว"

             "เป็นพระมหากรุณาธิคุณพระพุทธเจ้าข้า"

             "ระดมยิงมันเข้าไป ทำลายพวกมันเสียให้สิ้น" เจ้าพระยารัตนาพิพิธที่สมุหนายก ร้องสั่งเหล่าขุนพลทหารกล้าทั้งหลายที่บัดนี้กำลังช่วยกันระดมยิงปืนใหญ่ ปืนไฟ และธนู เสียงดังอึกทึกคึกโครมไปทั่วทั้งท้องทุ่งลาดหญ้า โดยมีสมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเป็นจอมทัพ พร้อมด้วยเหล่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ยืนสั่งการอยู่ด้านหลัง 

              การสู้รบดำเนินไปจนใกล้รุ่งสางของวันใหม่ ฝ่ายพม่าเห็นท่าไม่ดี ด้วยทัพสยามมีกำลังมากกว่า จึงสั่งถอยทัพกลับไปในที่สุด เสียงตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดีดังจากเหล่าทหารฝ่ายสยาม

              "พวกพม่าถอยทัพกลับไปแล้ว จักให้จัดกำลังตามไปหรือไม่ สมเด็จพี่" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฏา พระอนุชาทูลถามขึ้น

              "มิต้องตาม หากเป็นกลลวงเข้าเราจักเสียกำลังไปโดยใช่เหตุ หากพวกมันคิดหักหาญเอาสยามเราแล้วละก็ อย่างไรเสียพวกมันต้องกลับมาอีกเป็นแน่" สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทรับสั่งแกพระอนุชาและเหล่าเสนาอำมาตย์

 

              กองทัพพม่าไล่ตามกองมอญของพระยามหาโยธามาจนถึงค่ายสมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทที่ทุ่งลาดหญ้า ทัพของเมียนหวุ่นแมงยี ได้เข้าสู้รบกับทัพของสมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท เมื่อแม่ทัพพม่าเห็นว่าฝ่ายไทยมีกำลังมากกว่า เกรงจะเสียที จึงถอยทัพไปตั้งค่ายมั่นลงที่เชิงเขาบรรทัด เพื่อหวังสู้รบกับฝ่ายไทยต่อไป

 

           หลังจากฝ่ายพม่าถอยทัพกลับไป  สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ทรงรับสั่งเรียกประชุมเหล่าท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลายเพื่อหารือการรบ

           ที่ประชุมต่างพร้อมไปด้วยเหล่าท่านพระยา เสนาอำมาตย์พร้อมหน้า ที่นั่งฝั่งซ้ายของที่ประทับเป็นของพระยากลาโหมราชเสนา ถัดไปข้างๆ คือพระยาจ่าแสนยากรและพระยามหาโยธารามัญ ส่วนฝั่งขวาของที่ประทับ คือ เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฏายกกระบัตรทัพ ถัดไปเป็นเจ้าพระยารัตนาพิพิธที่สมุหนายก และพระยามณเทียรบาล ต่อจากนั้นจึงเป็นขุนพลต่างๆ รวมถึงทหารคู่พระทัยอย่างหลวงฤทธิรงค์และหลวงภักดีที่รวมอยู่ ณ ที่นี้ด้วย

           "เพลานี้ พม่าได้ถอยทัพไปปักหลังลงค่ายอยู่ที่บริเวณเชิงเขา เป็นไปตามที่ได้คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้พระพุทธเจ้าข้า" พระยากลาโหมราชเสนากราบบังคมทูลความแก่สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท

           "กำลังพลพวกมันมีมากเท่าใดกัน" ทรงตรัสถามต่อ

           "ทัพของเมียนหวุ่น รวมกับทัพของเมียนเมหวุ่น สองทัพรวมแล้วได้ราวหมื่นห้าพันเศษ พระพุทธเจ้าข้า" ออกญามหาโยธาถวายคำตอบ สมเด็จพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงพยักพระพักตรรับรู้

           "เจ้าคุณมหาโยธาช่างเก่งกล้าสามารถนัก แม้นกำลังเพียงหยิบมือ แต่กลับต้านทานศัตรูที่มีกำลังมากกว่าได้เช่นนี้ คงลำบากท่านแย่" เจ้าพระยารัตนาพิพิธที่สมุหนายก กล่าวชม ทุกคนในที่นั้นต่างพยักหน้าเห็นด้วย

           "ขอบพระคุณท่านเจ้าคุณที่กล่าวชม คงต้องยกความดีความชอบนี้แก่หลวงฤทธิรงค์แลหลวงภักดี เพราะหากมิได้คุณหลวงทั้งสองช่วย กระผมคงลำบากกว่านี้มากทีเดียว"

           "ข้าขอบใจ เอ็งทั้งสองจริงๆ มิเสียแรงที่ข้าวางใจ"สมเด็จพระราชวังบวรฯทรงตรัสชมหลวงหนุ่มทั้งสอง

          "เป็นพระมหากรุณาธิคุณ พระพุทธเจ้าข้า" ทั้งสองต่างยกมือขึ้นเหนือหัวถวายบังคมด้วยความรู้ศึกปลาบปลื้มยินดี

          "ครานี้จักทำประการใดกันต่อเล่าสมเด็จพี่" เจ้าฟ้ากรมหลวงจักรเจษฏาตรัสถามพระเชษฐา

           "ที่มาประชุมก็เพื่อหารือการนี้ ทุกท่านมีความคิดเห็นประการใด" ทรงรับสั่งถามความคิดเห็นเหล่าอำมาตย์ขุนนางในที่ประชุม

            "เกล้ากระหม่อมเห็นสมควรว่าเราควรบุกตีค่ายทหารอังวะให้แตกพ่ายไปเสียโดยเร็ว ก่อนที่พวกมันจักทันได้ตั้งตัว พระพุทธเจ้าข้า" พระยากลาโหมกล่าวแสดงความคิดเห็น

             "เกล้ากระหม่อมเอง เห็นชอบด้วยกับท่านเจ้าคุณกลาโหม เราควรชิงเข้าโจมตีพวกมันก่อนในขณะที่กำลังของพวกมันยังด้อยกว่าพวกเราอยู่ เพราะหากทัพหลังตามมาสมทบได้ทัน จักยากแก่การที่เราจักต่อกร พระพุทธเจ้าข้า" พระยาจ่าแสนยากรกล่าวเสริม

          "เราก็คิดเห็นเช่นนั้น" ทรงรับสั่งเห็นชอบด้วยก่อนจะขยับพระวรกายประทับมั่น จากนั้นจึงรับสั่งแก่เหล่าขุนนางทั้งหลายด้วยพระสุรเสียงที่ดังขึ้น "จัดเตรียมอาวุธแลไพร่พลให้พร้อม ตะวันเหยียบเรียบพื้นดินเมื่อใด เราจักบุกโจมตีทัพอังวะเสียให้สิ้น" สิ้นเสียงรับสั่งเหล่าขุนนางแม่ทัพนายกองทั้งหลายต่างเอ่ยรับพระบัญชาโดยพร้อมเพรียงกันทั้งที่ประชุม

 

 

            ทีนทีที่เสร็จจากการประชุม ชายหนุ่มก็รีบรุดไปหาหญิงสาวที่เขาพามาด้วยทันทีด้วยความเป็นห่วง เขารู้สึกไม่ดีหากเธอได้รับบาดเจ็บ นั่นหมายความว่าเขาดูแลเธอได้ไม่ดี

            หลังจากที่เดินตามหาอยู่พักใหญ่ เขาก็พบหญิงสาวอยู่ท่ามกลางเหล่าทหารที่บาดเจ็บ เธอกำลังช่วยหมอหลวงและหมอราษฎ์รักษาทหารที่บาดเจ็บเหล่านั้นอยู่ด้วยความตั้งอกตั้งใจ

           "เป็นเช่นไรบ้าง" ชายหนุ่มเอ่ยถามขุนเวชโอสถที่กำลังง่วนอยู่กับการทำแผลให้คนเจ็บตรงหน้า

           "คนเจ็บคนตายเยอะทีเดียว คืนนี้คงมิได้หลับได้นอนกันเป็นแน่" ขุนหมอตอบพร้อมกับถอนหายใจกับภาพที่เห็น

           "ลำบากท่านขุนแล้ว"

           "มิเป็นกระไรดอก มันหน้าที่ฉันอยู่แล้ว" ขุนหมอตอบก่อนจะถามต่อ "แล้วข้างใน ได้ความประการใดบ้าง"

            "สมเด็จทรงมีรับสั่งให้โจมตีทัพพม่าในวันพรุ่ง เพราะหากเว้นระยะไว้นานกาล เกรงว่าทัพหลังจักตามสมทบเข้าอีก หากเป็นเช่นนั้น คงเป็นการยากสำหรับเรา"ขุนเวชฯพยักหน้ารับรู้ และเห็นด้วยกับสิ่งได้ยิน

            "เช่นนั้นฉันคงต้องเตรียมหยูกยาให้พร้อม" 

            "ฝากท่านขุนด้วย" พูดจบหมออาวุโสก็รีบแยกออกไปทันที ชายหนุ่มจึงเดินตรงไปหาหญิงสาวอีกคนที่กำลังช่วยทำแผลถูกฟันที่แขนให้ทหารนายหนึ่งอยู่

            "เสร็จแล้ว อย่าให้โดนน้ำล่ะ ใส่ยาแล้วก็กินยาให้ตรงเวลาด้วย จะได้หายเร็ว" เธอบอกเขาหลังจากทำแผลเสร็จ เมื่ออีกฝ่ายพยักหน้ารับคำ เธอจึงยิ้มให้คนเจ็บอย่างอ่อนโยน

           "ทีกับฉันมิเห็นเคยยิ้มเช่นนั้นให้บ้าง"วาดดาวรีบหันไปตามเสียงที่ได้ยินทันที เมื่อเห็นว่าเป็นเสียงของใครเธอจึงหันหน้ากลับมาและลุกขึ้นยืน

            "คุณเคยฟังฉันพูดซะที่ไหน เห็นเถียงฉันฉอดๆทุกคำ คนไข้หัวดื้ออย่างคุณ ไม่สมควรได้รับรอยยิ้มนั้นหรอก" เธอว่าเข้าให้ แต่คนถูกว่ากลับขยับรอยยิ้มเล็กน้อยเมื่อได้ฟัง

             "แม่มิได้บาดเจ็บที่ใด ใช่หรือไม่" เขาเปลี่ยนคำถามเสียอย่างนั้น ทำเอาคนถูกถามปรับอารมณ์ตามแทบไม่ทัน

            "ฉันเหรอ ฉันไม่ได้เป็นอะไรหรอก" เธอด้วยน้ำเสียงอ่อนลง เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายถามด้วยจริงใจ ก่อนจะถามเขากลับบ้าง "แล้วคุณล่ะ บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า"

            "มิเป็นกระไรดอก จักมีก็แต่บาดแผลเล็กๆน้อยๆเท่านั้น มิมากมายกระไร" หมอสาวสอดส่ายสายตามองคนตรงหน้าโดยละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้โกหก "มิเป็นกระไรก็ดีแล้ว ต่อไปสถานการณ์คงอันตรายมากขึ้น แม่เองก็ต้องระวังตัวให้มากขึ้นเช่นกัน" เขาบอกก่อนจะหันหลังเตรียมจะเดินจากไป แต่ถูกอีกฝ่ายเรียกไว้เสียก่อน

              "คุณหลวง" คนถูกเรียกหันกลับมามองเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย "ขอบคุณนะ ที่ไม่ทิ้งฉัน" เธอกล่าวขอบคุณเขาด้วยท่าทีขัดเขิน หลายครั้งที่เขาช่วยเธอไว้ แต่เธอยังไม่เคยมีโอกาสได้พูดขอบคุณเขาเลยสักครั้ง เพราะรู้สึกว่าเจอหน้ากันทีไรก็มีแต่หาเรื่องให้ปะทะกันตลอดเวลา ถึงแม้คนๆนี้จะดูท่าทางไม่เป็นมิตรเท่าไรในตอนแรก แต่เมื่อได้รู้จักเข้าจริงๆ ลึกๆแล้วข้างในก็เป็นคนใจดีมากทีเดียว เธอจึงรู้สึกขอบคุณเขาจากใจจริง

               แต่อีกฝ่ายเมื่อได้ฟังกลับไม่พูดอะไรตอบกลับมาเลย เขาเพียงแต่มองหน้าเธอด้วยสีหน้าเรียบเฉย ก่อนจะหันหลังเดินจากไปเท่านั้น

             
ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 120 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. #125 Looney00 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 22:24
    เขินนนนแทนวาดดาว
    #125
    0
  2. #122 Oungzaza (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 14:51
    มาต่อเร็วๆๆนะ
    #122
    0
  3. #121 poosurat (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 14:12
    ขอบคุณค่ะแอบฟินอิอิอิ
    #121
    0
  4. #120 -GigGiw- (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 12:13
    แอบมีโมเม้นหวานๆตอนท้ายด้วย อิอิ
    #120
    0
  5. #119 tanyaluck1976 (จากตอนที่ 24)
    วันที่ 11 มิถุนายน 2560 / 11:12
    รับทราบค่าาาาา รอตอนต่อไป
    #119
    0