มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 15 : "จุมพิต"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,716
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 165 ครั้ง
    1 ส.ค. 61

            

           หลังจากหลวงฤทธิรงค์ฟื้น ผู้คนในค่ายต่างก็ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันมาเยี่ยมเยือนเรื่อยๆไม่ขาดสาย จนหมอผู้ดูแลต้องเอ่ยปากบอกว่าให้เว้นระยะให้คนเจ็บได้พักเสียบ้าง จึงค่อยมีเวลาให้คนเจ็บอย่างหลวงฤทธิรงค์ได้อยู่ลำพังเงียบๆบ้างเล็กน้อย แต่เวลาพักผ่อนอันแสนสั้นของเขาก็ได้จบลง เมื่อมีผู้มาเยือนสองคนสำคัญเข้ามาที่กระโจม

            เสียงพูดคุยดังลั่นจนลอดออกมานอกกระโจม จากหลวงภักดีที่อุตส่าห์พาตัวเองที่บาดเจ็บอยู่ออกจากกระโจมตัวเองเพื่อมาเยี่ยมเยือนหลวงผู้น้อง โดยมีหมื่นพิทักษ์ที่อุตส่าห์เป็นผู้ช่วยพยุงคนเจ็บมาเยี่ยมดูใจคนเจ็บอีกคนด้วยความทุลักทุเล แต่เสียงดังเอะอะโวยวายของทั้งสองก็ทำให้คนเจ็บเจ้าของกระโจมคลายความเบื่อหน่ายลงไปไม่น้อย หลังจากที่ต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่ในนี้หลายวัน

            "จริงๆนะขอรับ กระผมเห็นกับตาของกระผมเอง ว่าหลวงฤทธิรงค์หยุดหายใจไปแล้วในตอนนั้น" หมื่นพิทักษ์กำลังเล่าถึงเกตุการณ์ในวันที่หลวงฤทธิรงค์บาดเจ็บให้คุณหลวงทั้งสองฟังอย่างออกรสออกชาติ แต่ก็ดูจะเล่าเกินความจริงไปหน่อยในบางเรื่อง จนคนที่อยู่ในเหตุการณ์อีกคนในกระโจมต้องขัดขึ้นเป็นระยะ เหตุเพราะเกรงว่าคุณหลวงทั้งสองจะปักใจเชื่อเสียทุกอย่างที่คนเล่าพูด

            "แต่หมอหญิงก็ทำให้คุณหลวงกลับมาหายใจอีกครั้ง น่าอัศจรรย์ใจนัก กระผมเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต แต่เกิดจากท้องพ่อท้องแม่มาก็เพิ่งได้รู้ ว่าเพียงแค่การจุมพิตจักสามารถชุบชีวิตคนที่ตายไปแล้วให้กลับมามีชีวิตขึ้นมาได้"

            "เอ็งว่ากระไรนะ จุมพิตรึ?" หลวงฤทธิรงค์ที่ฟังอยู่ถึงกับตกใจกับสิ่งที่ได้ยินจนต้องรีบทวนความซ้ำเพื่อความแน่ใจว่าไม่ได้ฟังผิด

            "ใช่ขอรับ" คนเล่ายืนยันคำตอบด้วยความมั่นใจ ก่อนจะเล่าต่อ "พอคุณหลวงชีพจรหายไป หมอหญิงก็ก้มลงไปจุมพิตคุณหลวง ครู่เดียวชีพจรคุณหลวงก็กลับมาเต้นเช่นเดิม หากมิเรียกว่าจุมพิตชุบชีวิต แล้วจักให้เรียกว่ากระไรเล่าขอรับ"

             "จุมพิตรึ เอ็งจักบ้ารึ แค่เพียงจุมพิต จักทำให้คนตายฟื้นขึ้นมาได้เยี่ยงไร เพ้อเจ้อแล้วเอ็ง อ้ายหัวหมื่น" หลวงภักดีว่าเข้าให้ เมื่อเห็นว่าคนเล่า เริ่มใส่สีตีไข่จนเกินความเป็นจริงไปมาก แต่ตอนนี้คนที่ดูจะกระอักกระอ่วนใจจนหน้าขึ้นสี เห็นจะเป็นคนที่ถูกกล่าวถึงว่าโดนสาวจุมพิตนั่นเอง

             "เรื่องจริงนะขอรับ หากมิเชื่อก็ถามท่านขุนดูได้เลยขอรับ ท่านขุนเองก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย ใช่หรือไม่ขอรับท่านขุน" หัวหมื่นยังคงยืนยันในคำพูดของตัวเอง แถมยังอ้างเอาพยานอีกคนที่กำลังจัดยาอยู่อีกด้านของกระโจมเข้าด้วย

             "เป็นความจริงรึ ท่านขุน" หลวงหนุ่มหันไปถามเอาความจากคนที่ถูกอ้างว่าเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะดูจะมีความน่าเชื่อถือกว่าคนเล่ามาก จนคนถูกถามต้องวางมือจากงานที่ทำและหันมาเพื่อให้คำตอบ

             "จริง ที่ว่านางจุมพิตท่าน แต่ฉันว่านางคงมิได้ทำแค่เพียงจุมพิตดอก เพราะเพียงเท่านั้น ฉันว่าคงมิทำให้คุณหลวงฟื้นคืนสติกลับมาได้แน่ นางคงทำอย่างอื่นด้วย" หมออาวุโสยืนยันคำเล่าของหมื่นพิทักษ์ พร้อมกับแสดงความคิดเห็นร่วมด้วย

            "จักด้วยวิธีการเช่นไรนั้นมิสำคัญดอก สำคัญแต่เพียงว่าสิ่งที่นางทำนั้นช่วยเราได้มากทีเดียว หากมีนางอยู่ด้วยเห็นจักเป็นประโยชน์กับฝ่ายเราได้มากอยู่" หมื่นพิทักษ์แสดงความคิดเห็นร่วม "หรือว่าบางที นางอาจจักเป็นหมอเทวดาที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ส่งลงช่วยเราก็เป็นได้นะขอรับ" แต่อย่างหลังชักจะเพ้อเจ้อจนคนฟังต้องส่ายหน้าเข้าให้

            "เพ้อเจ้ออีกแล้วนะอ้ายนี่ ก็เห็นกันอยู่ว่านางเป็นคนธรรมดา จักเป็น เทวดา นางฟ้าไปได้เยี่ยงไร เทวดากระไรจักมาอยู่ปะปนกับคนธรรมดาเช่นนี้"หลวงภักดีว่าเข้าให้

            "ก็มิแน่นะขอรับ เทวดาฟ้าดินอาจจักเป็นผู้ส่งนางมาก็เป็นได้ เพราะทั้งท่าทาง การแต่งกาย แลคำพูดคำจาก็แปลกอย่างที่มิเคยพบเห็นที่ใดมาก่อน รึนางอาจจักมาจากอีกโลกหนึ่งก็เป็นได้" คำพูดของหมื่นพิทักษ์ทำให้คนฟังชักเริ่มลังเล แต่ก็ไม่ได้ปักใจเชื่อในคำพูดของเขาเท่าใด

            "เอาเถิด เรื่องที่ว่านางเป็นผู้ใดแลมาจากที่ใดกันนั้นไว้ค่อยสืบสาวราวเรื่องกันเอา ประเดี๋ยวคงได้รู้เองดอก แต่เรื่องที่ว่าวิชาแพทย์ของนางนั้นเห็นจักเป็นประโยชน์กับเราจริงอย่างที่หัวหมื่นว่า หากได้นางมาอยู่ด้วยกับเราจริงๆ คงช่วยเราได้มากโขทีเดียว" คราวนี้คนฟังต่างพยักหน้าเห็นตามกับคำพูดของหมออาวุโส ที่ดูจะมีเนื้อหาสาระมากกว่าหมื่นพิทักษ์พูดอยู่มากทีเดียว

           "เออ แล้วนี่นางไปไหนเสียแล้วเล่า มิเห็นหน้าเลยพักนี้" หลวงภักดีถามถึงสาวต้นเรื่องที่เป็นหัวข้อสนทนาของพวกเขา

           "เรื่องนี้คงต้องถามเอาจากท่านขุน เพราะฉันเองก็มิเห็นนางมาหลายเพลาแล้วเช่นกัน" หลวงผู้น้องตอบด้วยน้ำเสียงประชดประชันเล็กน้อยเมื่อพูดถึงหญิงสาว ด้วยเหตุว่าสาวเจ้าหายหน้าหายตาไปเลยหลังจากวันที่เขาฟื้น นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่เขาเห็นเธอ หลังจากวันนั้นมาเขาก็ไม่เห็นเธอโผล่หน้ามาให้เห็นอีกเลย ดูเอาเถิด ทั้งที่เขาเสี่ยงชีวิตเข้าช่วยเธอจนต้องบาดเจ็บปางตายถึงเพียงนี้ แต่สาวเจ้าก็ไม่คิดจะมาดูดำดูดีเขาเลยสักนิด คิดขึ้นได้ก็น่าน้อยใจนัก เหตุใดจึงไร้น้ำใจเช่นนี้ หรือเธอจะโกรธที่เขาไปพาตัวกลับมา แต่ถ้าโกรธแล้วเหตุใดจึงต้องช่วยชีวิตเขาไว้จากความตายกัน นั่นคือสิ่งที่ชายหนุ่มครุ่นคิดมาตลอดหลายวันที่หญิงสาวหายหน้าไป

 

             อีกด้าน วาดดาวหมอสาวหลงยุคที่กำลังถูกกล่าวขานไปทั่วทั้งค่ายว่าเป็นหมอเทวดา สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นได้นั้น กำลังเดินเตร็ดเตร่สำรวจภายในค่ายทหาร ซึ่งกลายเป็นที่พักพิงชั่วคราวในยามนี้สำหรับเธอไปแล้ว

            หญิงสาวได้ยินถึงฉายาหมอเทวดานี้อยู่บ้างเช่นกัน และรับรู้ถึงที่มาของฉายานี้ด้วย เธออยากจะอธิบายว่าที่จริงเธอไม่ใช่หมอเทวดาที่สามารถชุบชีวิตคนตายได้เสียหน่อย สิ่งที่เธอทำเป็นเพียงวิธีการรักษาทางการแพทย์เท่านั้น เธอไม่ได้มีอิทธิฤทธิ์อะไรแต่อย่างใดเลยสักนิด แต่คิดว่าให้อธิบายไปคงเสียเวลาเปล่า เพราะคนยุคนี้สมัยนี้ยังไม่รู้วิธีการทางการแพทย์สมัยใหม่เลยแม่แต่น้อย

             วาดดาวเดินสำรวจไปทั่วค่าย ทั้งโรงช้าง โรงม้า โรงครัว รวมถึงโรงเก็บอาวุธ ซึ่งตอนนี้เธอสามารถจะเดินไปที่ใดก็ได้ในค่ายแห่งนี้ เพราะความดีความชอบที่เธอได้ทำไว้หลายครั้งหลายครา จึงได้รับอภิสิทธิ์ให้เปรียบเสมือนคนสำคัญในค่ายคนหนึ่ง ในฐานะหมอ(เทวดา)

             วาดดาวเดินมาหยุดลงที่โรงหมอของค่าย ซึ่งใช้เป็นที่เก็บยาสมุนไพรและปรุงยาสมุนไพรต่างๆ เพื่อรักษาคนเจ็บป่วยภายในค่าย เธอลงความเห็นว่าสถานที่นี้ คงเป็นสถานที่ที่เหมาะกับเธอที่สุดแล้วในค่ายแห่งนี้  หญิงชายหลายคนกำลังขะมักเขม้นกับการทำหน้าที่ที่ตนเองได้รับผิดชอบ บ้างกำลังบดยา บ้างปรุงยา บ้างก็กำลังจัดเรียงยาเข้าตำรับเพื่อให้ง่ายต่อการนำมาปรุงเมื่อเร่งรีบ เธอเดินดูทุกการกระทำของคนในโรงหมออย่างสนอกสนใจ ซึ่งถือเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับเธอ การที่จะได้เห็นการปรุงยาสมุนไพรแบบโบราณขนานแท้แบบนี้ คงเป็นประสบการณ์ที่หาได้ยากสำหรับหมอแผนปัจจุบันเช่นเธอ ซึ่งคนที่ชอบหาความรู้ใหม่ๆใส่ตัวอยู่เสมอเช่นเธอ จะให้ปล่อยผ่านให้เสียเปล่าได้อย่างไร

           "อยู่นี่เองรึ" เสียงทักจากด้านหลังเรียกให้วาดดาวละจากสิ่งที่น่าสนใจตรงหน้า เพื่อหันไปมอง

           "ท่านหมอ"เธอเอ่ยทักเจ้าของเสียง

           "มาทำกระไรที่นี่รึ" หมออาวุโสถามขึ้น หลังจากวางถาดยาสมุนไพรในมือลง

            "คือ.......ฉันเบื่อๆค่ะ ไม่มีอะไรทำ ก็เลยออกมาเดินดูรอบๆ บังเอิญผ่านมาที่นี่ก็เลยเข้ามาดู ว่าแต่คุณไม่ว่าอะไรนะ ที่ฉันเข้ามาในที่ของคุณ"

           "ฉันจักไปว่ากระไรเล่า เป็นหมอก็ต้องอยู่ในโรงหมอใช่หรือไม่ แม่เองก็เป็นหมอมิใช่รึ" วาดดาวยิ้มหน้าบานกับคำตอบที่ได้รับ จริงๆแล้วหมออาวุโสท่านนี้ก็มีอารมณ์ขันอยู่ไม่น้อย

             "ว่าแต่ คุณใช้ยาสมุนไพรพวกนี้รักษาคนเจ็บป่วยหรือคะ"เธอถามต่อ

            "ใช่แล้ว"ขุนเวชฯตอบพร้อมกับจัดแจงหยิบยาเข้าตำรับ

           "ตำรับยาเยอะแยะมากมายขนาดนี้ จำหมดได้ยังไงกันคะ" หมออาวุโสยิ้มให้กับคำถามของหญิงสาวก่อนจะตอบ

           "จำได้เพราะทำบ่อย ใช่บ่อยอย่างไรเล่า วันๆก็อยู่กับตำรายาพวกนี้ หากจำมิได้สิแปลก ว่าแต่แม่มิเคยเรียนตำรับตำรายาพวกนี้ดอกรึ"

            เธอส่ายหน้าก่อนจะตอบ"ไม่เคยหรอกค่ะ ฉันเรียนแพทย์แผนปัจจุบัน ใช้แต่ยาสมัยใหม่ เรื่องสมุนไพรก็พอจะรู้อยู่บ้าง แต่ไม่เคยได้เอามาใช้เป็นกิจจะลักษณะหรอกค่ะ ไม่ถึงกับเชียวชาญอะไรมากมาย"

           "เช่นนั้นดอกรึ" หมออาวุโสพยักหน้ารับก่อนจะถามต่อ "แสดงว่า วิชาหมอที่แม่เรียน สอนแต่เพียงวิธีการ มิได้สอนวิธีปรุงยาดอกรึ" 

          "ก็........ไม่เชิงนะคะ เรารู้ว่ายาที่ใช้มีส่วนผสมของอะไร และใช้รักษาโรคอะไร ใช้ยังไง เพียงแต่ยาพวกนั้นถูกปรุงไว้แล้วเรียบร้อย หมออย่างเราเลยไม่จำเป็นต้องมานั่งปรุงยาเอง มีคนทำให้ หมอทำแค่สั่งจ่ายยาเท่านั้นเอง เรามีอีกอาชีพที่เรียกว่าเภสัชกรที่คอยทำหน้านี้ค่ะ"

           "หมอมิต้องปรุงเอง แต่มีคนปรุงให้ แปลกดีแท้" 

           "จริงๆฉันก็กำลังศึกษาอยู่นะคะ เรื่องยาสมุนไพรพวกนี้ แต่เวลาไม่ค่อยจะมี เลยไปได้ไม่ถึงไหน"

            "อยากเรียนหรือไม่เล่า ฉันสอนให้ได้"

            "จริงเหรอคะ"

            "ถ้าแม่อยากเรียน ฉันยินดีจักสอนให้ ถือว่าแลกเปลี่ยนวิชาหมอกัน แม้ก็สอนวิชาหมอของแม่ให้ฉัน ฉันจะสอนวิชาของฉันให้แม่เช่นกัน ดีหรือไม่"

            "ดีค่ะ ฉันโอเค" วาดดาวตอบตกลงด้วยความดีใจ

           "โอเค คือ......? " หมออาวุโสถามขึ้นด้วยความสงสัย

           " โอเค แปลว่าตกลง" เธอตอบพร้อมกับยกมือขึ้นทำท่าโอเค

            "อ้อ   โอเค" หมออาวุโสยกมือขึ้นทำท่าโอเคตามเธอ เรียกรอยยิ้มให้กับคนทั้งคู่ที่กำลังสนทนากันอยู่ในโรงหมอ

            "ว่าแต่......... เขาเป็นยังไงบ้างคะ"  วาดดาวถามขึ้นเมื่อหันไปเห็นยาและอุปกรณ์ทำแผลที่ขุนเวชฯถือเข้ามาวางไว้บนโต๊ะ 

            "เขา........หมายถึงผู้ใดกันรึ" หมออาวุโสถามกลับเมื่อเห็นว่าหญิงสาว ถามไม่ชัดเจน

            "ก็.......คุณหลวง....ยังไงคะ" เธอตอบด้วยท่าทีอึกอักคล้ายอยากรู้แต่ไม่กล้าถาม

            "คุณหลวง..... หมายถึงหลวงใดเล่า หลวงภักดี รือหลวงฤทธิรงค์" เมื่อเห็นว่าคนถามทำท่าทีอึกอัก คนถูกถามจึงได้ทีแกล้งเข้าให้ ที่จริงเขารู้อยู่แล้วว่าสาวเจ้าหมายถึงใคร

             "ก็ทั้งสองคุณหลวงนั่นแหละค่ะ อาการเป็นยังไงบ้าง" เมื่อถูกต้อนหนักเข้า เธอจึงเหมารวมถามอาการเอาทั้งสองคนเสียเลย จนคนต้อนอดยิ้มกับกิริยาของสาวน้อยตรงหน้าไม่ได้ ก่อนจะแกล้งตอบกลับไปให้อีกฝ่ายอึดอัดใจเล่น

              "หลวงภักดีก็อาการดีขึ้นมากแล้ว เห็นเดินได้สบาย แล้วก็หาได้มีอาการอื่นๆกระไรแทรกซ้อนไม่ มิต้องเป็นห่วงดอก" ขุนเวชฯตอบพร้อมกับลอบมองปฏิกิริยาของคนฟัง ก่อนจะกล่าวถึงอาการของคนเจ็บอีกคนที่สาวเจ้าต้องการอยากจะรู้ "ส่วนหลวงฤทธิรงค์ก็.........ดี" ขุนหมอตอบเพียงเท่านั้นเพียงเพราะอยากแกล้งคนปากแข็งตรงหน้าเหลือเกิน

              "ก็ดี?  แค่นี้เหรอคะ?" วาดดาวทวนคำตอบที่ได้ด้วยความประหลาดใจ

              "ดีก็คือดี จักให้บอกว่าเยี่ยงไรเล่า หรือแม่อยากรู้กระไรมากว่านี้รึ" ขุนหมอแกล้งถามอีก

              "ดีก็ดีค่ะ" เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายเริ่มจับผิด เธอจึงหยุดไว้แค่นั้น พร้อมกับทำสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย แต่เห็นได้ชัดสำหรับคนที่กำลังจ้องจับพิรุธอยู่

              "อยากรู้ว่าเขาเป็นเยี่ยงไร เหตุใดจึงมิไปดูเล่า มาถามเอาจากผู้อื่นด้วยเหตุใด" หมออาวุโสถามขึ้นเมื่อเห็นว่าคนตรงหน้าทำหน้าผิดหวัง

              "คนอื่นที่ไหนกันคะ คุณก็เป็นหมอเหมือนกันนี่ แล้วทำไมจะถามเอาจากคุณไม่ได้"

              "มันก็จริงที่ฉันเป็นหมอ แต่แม่ก็เป็นหมอเช่นกันมิใช่รึ ไปตรวจอาการดูเอาเองมิดีกว่ารึ ดีกว่ามาถามเอาจากฉันดอก แล้วแม่เองก็เป็นผู้ที่รักษาคุณหลวงท่านเองด้วย"

               "ฉันไม่กล้าไปหรอกค่ะ กลัวว่าถ้าเขาเห็นหน้าฉัน อาการเขาจะทรุดลงไปอีกล่ะสิ"

               "เหตุใดกล่าวเช่นนั้น"

               "ก็ฉันเป็นคนทำให้เขาต้องบาดเจ็บแบบนั้น เขาอาจจะกำลังแค้นฉันอยู่ก็ได้"

               "เหตุใดคิดเช่นนั้นเล่า ที่คุณหลวงลอดชีวิตมาได้ก็เพราะแม่ช่วยไว้มิใช่รึ หากมิได้แม่ คุณหลวงคงจักตายไปแล้ว แล้วไยคุณหลวงท่านต้องถือโทษโกรธแม่ด้วยเล่า แลอีกอย่างคุณหลวงท่านมิใช่คนไร้เหตุผลเช่นนั้นดอก อย่ากังวลไปเลย" ขุนหมอกล่าวปลอบใจหญิงสาวตรงหน้า

                "ถึงอย่างนั้นก็เถอะ แต่ฉันก็ไม่มีหน้าไปเจอเขาหรอกค่ะ เห็นหน้าเขาแล้วฉันรู้สึกผิด ที่ผ่านมาเคยแต่ช่วยชีวิตคน ไม่เคยทำให้ใครต้องเจ็บตัวเพราะตัวเองเลย ฉันรู้สึกผิดที่เป็นตันเหตุของเรื่องวุ่นวายนี่" หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิดอย่างจริงใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น  จนคนฟังอดเห็นใจไม่ได้ แต่ก็พูดอะไรมากไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของคนสองคนที่ต้องพูดจาทำความเข้าใจกันเอาเอง

                 "ว่าแต่......ที่พูดมาทั้งหมดนี่ แม่หมายถึงผู้ใดกันรึ หลวงภักดี รือ หลวงฤทธิรงค์" แต่ก็มิวายแกล้งเย้าหญิงสาวเล่นในตอนท้าย

                 " ท่านหมอ!" เธอว่าเข้าให้อย่างหมดคำจะพูดกับความขี้เล่นของหมออาวุโสตรงหน้า ที่ตอนนี้ชักจะเริ่มจับจุดเธอได้เสียแล้ว

 

 

 




ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 165 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. #1141 friendsty (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2563 / 19:21
    อ่านตรงหมอเทวดาเเล้วร้องไห้น้ำตาไหลอะไรของฉันเนี้ย555555
    #1,141
    0
  2. #331 minggg- (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 00:20
    ท่านหมอชิลเกินไปแล้ววววว
    #331
    0
  3. #69 cantus1011 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 07:54
    คนสมัยก่อนก้อารมขนดีเนอะ 5555
    #69
    0
  4. #68 Looney00 (จากตอนที่ 15)
    วันที่ 4 มิถุนายน 2560 / 07:36
    55555ท่านหมอน่ารัก
    #68
    0