มิติรักต่างเวลา

ตอนที่ 11 : "หนี"

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11,631
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 148 ครั้ง
    1 ส.ค. 61

           ทางฝ่ายไทย หลังจากที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก พระมหากษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงทราบว่า พม่ากำลังยกทัพมาทำสงครามหมายยึดสยามไว้ใต้อำนาจ พระองค์จึงได้ทรงให้เกณฑ์ไพร่พลเพื่อรับศึก ทว่ากำลังพลของฝ่ายสยามในเวลานั้นมีเพียงเจ็ดหมื่นเท่านั้น สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงเห็นว่า หากปล่อยให้ข้าศึกยกเข้ามาถึงพระนครจะไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายไทย จึงทรงโปรดฯให้จัดทัพไปตั้งรับศึกที่นอกเมือง แต่เนื่องจากฝ่ายไทยมีกำลังน้อยกว่า จึงทรงตัดสินพระทัยที่จะรับศึกในทางที่สำคัญก่อน โดยทรงมีพระบัญชาให้จัดกำลังพลดังนี้

             ทัพที่หนึ่ง มีสมเด็จพระอนุชาของพระองค์ คือ สมเด็จวังหน้า พระมหาอุปราชกรมพระราชบวรมหาสุรสิงหนาท เป็นแม่ทัพคุมไพร่พล 30,000 นาย ยกไปตั้งทัพยังทุ่งลาดหญ้า เมืองกาญจนบุรี เพื่อต้านทานข้าศึกที่เข้ามาทางด่านพระเจดีย์สามองค์ซึ่งเป็นด่านที่

              ทัพที่สอง สมเด็จวังหลัง พระเจ้าหลานเธอกรมหลวงอนุรักษ์เทเวศน์  ให้คุมกำลังพล 15,000 นาย ยกขึ้นทางเหนือไปตั้งรับข้าศึกที่มาจากเชียงแสนและทางด่านแม่ละเมา

               ทัพที่สาม มีกำลังพล 5,000 นาย และให้ เจ้าพระยาธรรมมาและพระยายมราชเป็นแม่ทัพยกไปตั้งมั่นยังเมืองราชบุรีเพื่อสกัดทัพข้าศึกที่จะเข้ามาทางด่านบองตี้ 

               ส่วนทัพที่สี่ ซึ่งมีไพร่พล 20,000 นาย สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงคุมทัพด้วยพระองค์เอง ให้ตั้งมั่นที่พระนครเพื่อคอยหนุนช่วยกองทัพอื่น ๆ

               ในการรบที่ทุ่งลาดหญ้าครั้งนี้  สมเด็จวังหน้าพระมหาอุปราชกรมพระราชบวรมหาสุรสิงหนาททรงให้ ออกญามหาโยธารามัญคุมกองทหารมอญจำนวน 3,000 นาย เป็นกองหน้าไปตั้งสกัดข้าศึกที่ด่านกรามช้าง ส่วนทัพใหญ่ให้เดินทางตามตั้งค่ายมั่นที่ทุ่งลาดหญ้าตรงช่องสะเดาใกล้กับเขาชนไก่



               เช้าวันรุ่งขึ้น หลวงฤทธิรงค์ออกไปเยี่ยมคนป่วยที่กระโจมแต่เช้า หลังเสร็จจากเดินตรวจตราความเรียบร้อยภายในค่าย ซึ่งเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำทุกๆวัน ตั้งแต่ไก่ยังไม่ทันได้โก่งคอขันรับวันใหม่เลยด้วยซ้ำ

               "ข้าขอบใจเอ็งมากนะเว้ย ที่เอ็งต้องลำบากทำงานแทนข้าตั้งหลายอย่าง" คนเจ็บเอ่ยขอบใจผู้เป็นน้องชายที่นั่งอยู่ข้างเตียง นอกจากจะต้องทำหน้าที่ต่างๆแทนเขาแล้ว หนุ่มรุ่นน้องยังอุตส่าห์หมั่นคอยมาเยี่ยมเยือนทุกครั้งที่มีเวลาว่าง เพราะเกรงว่าเขาจะเบื่อที่ต้องนอนเจ็บอยู่บนเตียงคนเดียว

               "มิเป็นกระไรดอกพี่ หาได้หนักหนากระไรเท่าใดไม่สำหรับฉัน ฉันพอทำได้" ชายหนุ่มบอกคนเจ็บเพื่อไม่ให้เขารู้สึกเกรงใจตนเองมากนัก เพราะเขาเต็มใจที่จะทำมันอยู่แล้ว "แต่ก็อย่าให้นานนักนะพี่" แต่ก็ไม่วายหยอกคนฟังทิ้งท้ายเล็กน้อย 

              "เออ รู้แล้วโว่ย" คนเจ็บบอกก่อนทั้งสองจะหัวเราะขึ้นพร้อมกัน

              "ฉันล้อเล่นดอก แล้วอาการเจ็บเป็นเยี่ยงไรบ้างเล่า" ชายหนุ่มถามต่อ

              "ดีขึ้นมากแล้ว อีกมินาน ข้าก็คงจักลุกขึ้นมาซ้อมดาบได้เช่นเคยแล้ว เอ็งมิต้องห่วง" คนเจ็บตอบพร้อมกับแสดงความแข็งแรงให้คนฟังได้เห็น

              "ดีขึ้นมากก็ดีแล้ว หากพี่หายโดยไวได้ก็จักดี จักได้มาช่วยกันต่อกรกับข้าศึก" หลวงรุ่นน้องเอ่ยด้วยสีหน้ากังวล ส่วนคนฟังก็ได้แต่พยักหน้ารับ เขาเข้าใจถึงความกังวลของอีกฝ่ายดี เพราะตัวเขาเองก็กังวลในเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

              ขณะที่ทั้งคู่กำลังคุยกันอย่างออกรสอยู่นั้น ประตูกระโจมที่พักก็ถูกเปิดออก เรียกความสนใจของคนทั้งคู่ให้หันไปมองผู้มาเยือนที่เดินผ่านประตูเข้ามา

              "ว่าอย่างไรหัวหมื่น" เจ้าของกระโจมเอ่ยทัก

              "กระผมยกสำรับมาให้ขอรับ" หมื่นพิทักษ์ตอบก่อนจะพยักหน้าให้ทหารที่ยกสำรับมาเอาสำรับไปวางไว้ข้างตัวคนเจ็บ

              "นี่เอ็งมีหน้าที่ดูแลเรื่องสำรับอาหารตั้งแต่เมื่อใดกัน อ้ายหัวหมื่น"

หลวงฤทธิรงค์ทักขึ้น

              "เปล่าดอกขอรับ กระผมไปที่โรงครัวมา เห็นเขากำลังเตรียมสำรับให้คุณหลวง กระผมเลยอาสายกมาให้น่ะขอรับ"

              "เออ ขอบใจ"

              "มิเป็นกระไรขอรับ" เขาตอบพร้อมกับยิ้มหน้าบาน

              "แล้วเอ็งไปทำกระไรที่โรงครัว มันใช่หน้าที่เอ็งรึ" หลวงฤทธิ์รงค์ถามต่อ

              "ก็ทหารมารายงานว่าหมอหญิงมิยอมกินสำรับที่ยกไปให้ คิดว่าอาหารอาจจักมิถูกปากนาง กระผมจึงไปดูที่โรงครัวว่ามีอย่างอื่นที่นางพอจักกินได้หรือไม่น่ะขอรับ" หัวหมื่นตอบ

              "ว่ากระไรนะ นี่นางยังมิยอมกินข้าวอีกรึ"หลวงฤทธิรงค์เอ่ยถามด้วยแปลกใจเพราะเมื่อเย็นวานที่เขาไปที่กระโจมที่พักของเธอ เธอก็ไม่ยอมกินอาหารที่ทหารยกไปให้เช่นกัน จะว่าไม่หิว ก็คงไม่มีใครที่ไม่หิวถึงสองสามมื้อติดกันเช่นนี้

              "ขอรับ เห็นทหารบอกว่านางไม่ยอมกินกระไรเลยตั้งแต่เมื่อวานแล้วขอรับ กระผมไปดู แลถามเหตุผลนาง นางก็บอกแต่เพียงว่ามิหิว แลเอาแต่นั่งซึม มิยอมพูดยอมจา........ อ้าว! คุณหลวง" คนเล่ายังพูดไม่ทันจะจบประโยค คนฟังกลับพุ่งออกจากกระโจมไปเสียแล้ว จนคนพูดต้องร้องเรียกตามหลัง

           "จักรีบไปที่ใดกันขอรับ" คนที่อยู่ในกระโจมทั้งสองต่างมองหน้ากันด้วยความไม่เข้าใจ

 

 

           "หลวงฤทธิรงค์ตรงมาที่กระโจมของวาดดาวทันทีที่ได้ฟังจากหมื่นพิทักษ์เล่าว่าหญิงสาวไม่ยอมแตะอาหารตั้งแต่เมื่อวาน เขาไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเธอจึงไม่ยอมกินอะไร หรือเกิดไม่พอใจอะไรขึ้นมาอีก ปกติเธอมักจะโวยวายเรียกร้องสิทธิของตัวเองตลอดเวลา แต่มาตอนนี้กลับเอาแต่เงียบไปเสียอย่างนั้น 

           ทหารที่เฝ้าหน้ากระโจมรีบทำความเคารพนายทหารหนุ่มทันทีที่เขาไปถึง ชายหนุ่มพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยขออนุญาตคนข้างใน

           "ฉันหลวงฤทธิรงค์ ให้ฉันเข้าไปได้หรือไม่" ไม่มีเสียงตอบรับจากคนข้างใน ชายหนุ่มจึงถือวิสาสะเดินเข้าไปโดยไม่ต้องรอคำอนุญาต เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบหญิงสาวเจ้าของกระโจมที่นั่งกอดเข่าก้มหน้าอยู่ที่ข้างเตียง

           "ไปนั่งทำกระไรตรงนั้นรึ" ชายหนุ่มถาม แต่ตัวยังยืนอยู่ที่หน้าประตูกระโจม แต่ไร้ซึ่งคำตอบใดๆจากคนถูกถาม เขาจึงเดินเข้าไปอีกหนึ่งก้าวแล้วหยุด

           "มิสบายรึ" เขาถามด้วยความเป็นห่วง

           "เปล่า" คนถูกถามเงยหน้าขึ้นมาตอบ "ไม่มีอะไร คุณมาที่นี่ทำไม" เธอถามเขากลับบ้าง แต่ยังหันหลังให้เขาอยู่

           "เหตุใดจึงมิยอมกินข้าว" ชายหนุ่มบอกจุดประสงค์ที่เขามาถึงนี่ด้วยคำถาม

           "ไม่หิว" เธอตอบเพียงแค่นั้น

           "แต่แม่มิได้กินกระไรเลยตั้งแต่เมื่อวานมิใช่รึ แล้วเหตุใดจึงบอกว่ามิหิว" คราวนี้คนถามขยับเข้ามาใกล้อีกหนึ่งก้าวแล้วหยุด เพื่อรักษาระยะห่าง ก่อนจะถามต่อ แต่กลับไร้คำตอบใดๆจากอีกฝ่าย เธอเงียบไปอีกแล้ว

           "มิกินกระไรเลยเยี่ยงนี้ หากเป็นลมเป็นแล้งไป จักโทษว่าพวกฉันใจร้ายใจดำกับแม่มิได้นะ"

           "ไม่ต้องห่วงหรอก ฉันไม่โทษพวกคุณหรอก ฉันไม่กินเองนี่" เธอตอบด้วยน้ำเสียงที่เริ่มไม่พอที่อีกฝ่ายเซ้าซี้

           "แล้วเหตุใดจึงมิกิน" แต่เขาก็ยังถามต่อ คราวนี้คนถูกถามชักเริ่มโมโห เธอลุกขึ้นยืนและหันหลังกลับมาหาเขาทันที

           "ไม่หิว ไม่อยากกิน เลิกถามสักที ฉันอยากอยู่คนเดียว" เธอตะโกนเสียงดังใสหน้าเขา พร้อมกับเก้าเท้าเข้าไปใกล้จนเกือบประชิดตัวชายหนุ่ม จนเขาต้องรีบถอยหลังหนีดัวยความตกใจ เขาไม้ได้ตกใจที่เธอตะโกนใส่หน้าเขา แต่ตกใจที่สาวเจ้าเข้าประชิดตัวเขากะทันหัน

           "ก็ได้ เมื่อมิอยากกินก็มิต้องกิน แลอย่ามาหาว่าฉันใจร้ายใจดำทีหลังเชียว" เขาพูดหลังจากตั้งหลักได้ ก่อนจะเดินออกจากกระโจมไป

           "ต่อไปนี้มิต้องเอากระไรให้นางกินอีกจนกว่านางจักร้องขอ เข้าใจหรือไม่" เขาสั่งทหารที่เฝ้าอยู่หน้าประตูกระโจมด้วยความโมโหที่เธอตะคอกใส่เขาทั้งที่เขาถามเธอดีๆ "คนอุตส่าห์เป็นห่วง ปล่อยให้อดตายเสียให้เข็ด" เขาบ่นกับตัวเองก่อนจะเดินจากไปด้วยอาการไม่พอใจ

           หลังจากที่ชายหนุ่มออกจากกระโจมไปแล้ว วาดดาวก็ทรุดลงนั่งด้วยความอ่อนใจ ใช่ว่าเธอไม่หิว เธอแทบไม่ได้กินอะไรเลยตั้งแต่มาถึงที่นี่ แต่เพราะยังรับกับเหตุการณ์ที่น่าพิศวงที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้ เธอจึงไม่สามารถจะกินอะไรได้ลงจริงๆ 

           น้ำตาแห่งความสับสนเอ่อล้นดวงตาทั้งสองข้าง ก่อนจะไหลออกมาอาบแก้วนวลสองแก้ม หญิงสาวรีบยกมือปาดน้ำตาทิ้งทันที เธอไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่จะเสียน้ำตาให้กับอะไรง่ายๆ แม้ชีวิตยี่สิบกว่าปีที่ผ่านมาของเธอจะโหดร้ายแค่ไหน แต่น้อยครั้งนักที่เธอจะปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาเช่นนี้ เธอไม่เคยโทษโชคชะตาเลยสักครั้งที่เธอต้องเจอกับชีวิตที่ยากลำบากมาตลอด แต่ครั้งนี้เธอเริ่มรู้สึกว่าโชคชะตาใจร้ายกับเธอมากเกินไปแล้ว

           เธอพยายามคิดหาเหตุผลตลอดทั้งคืนว่าเพราะเหตุใดเธอจึงมาอยู่ที่นี่  เธอมาที่นี่ได้อย่างไร แต่คิดเท่าไรก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้ โชคชะตาต้องการอะไรจากเธอกันแน่ เธอจะอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอควรจะอยู่ "ใช่แล้ววาดดาว เธอต้องไปจากที่นี่ เธอต้องกลับบ้าน " หญิงสาวบอกกับตัวเอง พร้อมกับใช้สองมือเช็ดน้ำตาที่ไหลออกจากแก้ม

 

 

           บ่ายวันนั้นหลวงฤทธิรงค์และหมื่นพิทักษ์ได้นำทหารจำนวนหนึ่งออกลาดตระเวรภายนอกค่าย โดยออกไปไกลจากค่ายมากพอจนเห็นทหารข้าศึกจำนวนหนึ่งเดินเพ่นพ่านอยู่

          "พวกมันออกมาไกลมากทีเดียวนะขอรับ" หมื่นพิทักษ์เอ่ยขณะที่ซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้ มองดูความเป็นไปของอีกฝ่ายห่างๆ

           "คงเป็นพวกหาเสบียงเลี้ยงค่าย คิดว่าตัวเองมีกำลังมาก จึงได้กล้าเข้าใกล้ค่ายพวกเรามากถึงเพียงนี้" หลวงฤทธิรงค์แสดงความเห็น

          "เอาอย่างไรดีขอรับคุณหลวง จัดการพวกมันเลยดีหรือไม่" หมื่นพิทักษ์ออกความคิดเห็น แต่ถูกผู้เป็นนายห้ามไว้เสียก่อน

          "อย่าเพิ่งเลยจะดีกว่า พวกมันมีจำนวนมากกว่าเรามากนัก ถ้าสู้กันอาจจักได้ไม่คุ้มเสีย แลอีกอย่างเรามาเพียงเพื่อลาดตระเวร มิได้เตรียมออกมาพุ่งกับผู้ใด" หลวงหนุ่มอธิบาย "ตอนนี้กลับค่ายก่อนดีกว่า เดี๋ยวค่อยนำกำลังออกมาปราบพวกมันทีหลังก็มิสาย" คนฟังพยักหน้ารับคำสั่ง ก่อนจะพยักหน้าเป็นสัญญาณให้เหล่าทหารผู้ติดตามมาด้วยถอยออกไปเงียบๆ โดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว

         

 

           หลวงฤทธิรงค์กลับมาถึงค่ายในเวลาใกล้ค่ำ พระอาทิตย์กำลังจะตกดินแล้วเวลานี้ เหล่าทหารยามที่กำลังเดินตรวจตราค่ายต่างหยุดเพื่อทำความเคารพหลวงหนุ่มและหัวหมื่นที่กำลังเดินสนทนากันเข้ามา  แต่ขณะที่ทั้งคู่เดินคุยกันอยู่นั้น ทั้งสองสังเกตเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นในค่ายเข้า มีทหารบางกลุ่มกำลังวิ่งวุ่นไปตามจุดต่างๆของค่ายคล้ายกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่างอยู่ ทั้งสองหันมองหน้ากันด้วยความสงสัย

           "เร็วเข้า รีบหาให้เจอ" เสียงร้องตะโกนสั่งจากทหารนายหนึ่งดังขึ้น เร่งให้คนรับคำสั่งวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อทำตาม

          "มีกระไรกันรึ เกิดกระไรขึ้น" หมื่นพิทักษ์เข้าไปถามบุคคลที่ตะโกนออกคำสั่งเสียงดังเมื่อครู่ คนถูกถามหันกลับมาทำความเคารพคนทั้งสองก่อนจะตอบคำถามของหมื่นพิทักษ์

           "หมอหญิงหายตัวไปขอรับ"

           "ว่ากระไรนะ หมอหญิงหายตัวไปรึ หายไปได้เยี่ยงไร" คนทั้งคู่มองหน้าด้วยความตกใจ

 

           

           หลวงฤทธิรงค์และหมื่นพิทักษ์รีบไปที่กระโจมที่พักของหมอหญิงทันที่เพื่อตรวจสอบเรื่องราว

           "นางบอกว่าจักไปดูอาการของหลวงภักดี กระผมจึงปล่อยให้ไปขอรับ" ทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าประตูกระโจมรายงาน

            "สัมภาระของนางก็หายไปด้วย หรือนางจักหนีไปแล้วขอรับ" หมื่นพิทักษ์แสดงความคิดเห็น ในขณะที่หลวงฤทธิรงค์กลับนิ่งเงียบเพื่อใช้ความคิด แล้วทหารที่ออกตามหาหญิงสาวก็กลับมารายงานความคืบหน้า

             "เป็นเยี่ยงไรบ้าง เจอหรือไม่" หมื่นพิทักษ์ถาม

             "มิเจอขอรับ หาจนทั่วค่ายแล้วก็มิเห็นแม้แต่เงาเลยขอรับ"

             "หรือว่านางอาจจักหนีออกนอกค่ายไปแล้วขอรับ" เขาคิดแบบเดียวกันกับหมื่นพิทักษ์ว่าเธออาจจะออกจากค่ายไปแล้วก็ได้ ใจก็นึกเป็นห่วงอยู่เหมือนกัน แต่คิดว่าเธอคงจะอยากไปจากที่นี่ จึงหนีออกไปเช่นนี้ หากเป็นเช่นนั้นคงไม่มีเหตุผลอะไรที่เขาจะต้องไปตามเธอกลับมา



             ด้านวาดดาวนั้นหลังจากที่หนีออกมาจากค่ายได้ ก็เดินไปตามแนวชายป่าเพียงลำพัง เวลานี้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปแล้ว เธอจึงมองเห็นเส้นทางได้ไม่ถนัดตานัก ที่นี่ไม่มีเสาไฟให้แสงสว่างยามค่ำคืนเลยแม้สักดวง ก็แน่ล่ะเพราะยุคนี้คงยังไม่มีแม้แต่เครื่องปั่นไฟเลยด้วยซ้ำ

            วาดดาวคิดได้ว่าเธอต้องกลับไปยังโลกของเธอ เธอจะไม่ยอมอยู่ที่นี่แน่ นั่นเป็นเหตุผลที่เธอตัดสินใจหนีออกมา ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เธอควรจะอยู่ เธอคิดว่าถ้าเธอกลับไปยังที่ที่เธอมาครั้งแรก เธออาจจะสามารถกลับไปยังปัจจุบันได้ แต่ดูเหมือนเธอจะคิดผิดที่ออกมาตอนกลางคืนแบบนี้ เพราะนอกจากจะมองไม่เห็นอะไรแล้ว บรรยากาศยามค่ำคืนที่นี่ก็ดูไม่น่าพิสมัยเอาเสียเลย แต่เธอก็ไม่มีทางเลือก ในเมื่อออกมาแล้วก็ต้องไปให้ถึงจุดหมายปลายทางให้ได้

           หญิงสาวยังคงเดินต่อไปเรื่อยๆ แม้จะรู้สึกกลัว เมื่อมองไม่เห็นอะไรเลยนอกจากเงาของต้นไม้ใบไม้ มาตอนกลางวันสว่างจ้าก็ว่าแย่แล้ว เพราะจำได้ว่าตอนมาข้างทางก็มีแต่ต้นไม้กับต้นไม้เต็มไปหมด ไม่มีอะไรให้เป็นที่สังเกตได้เลยสักอย่าง นี่มาตอนกลางคืนยิ่งแล้วใหญ่ แล้วเธอจะไปถูกได้ยังไงกัน

          "มืดแบบนี้จะมองเห็นอะไร รอบๆก็มีแต่ป่ากับต้นไม้ " เธอถอนหายใจก่อนจะหยุดยืนพิงต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆตัว หลังจากพยายามเดินมาหลายชั่วโมง แต่ก็ไม่เจออะไรนอกจากต้นไม้ "ไม่ได้  หยุดตอนนี้ไม่ได้ เกิดพวกนั้นตามมาจะทำยังไง" เธอบอกกับตัวเอง ก่อนจะปาดเหงื่อที่ผุดขึ้นบนใบหน้าและก้าวเท้าเดินต่อไป ขณะที่เดินอยู่นั้น เธอก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนกลุ่มหนึ่ง คล้ายว่ากำลังเดินตรงมายังที่ที่เธออยู่  เธอจึงหยุดเพื่อเงี่ยหูฟังเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้หูฝาด และเมื่อได้ยินเสียงชัดขึ้น เธอจึงแน่ใจว่าเสียงนั้น กำลังเดินตรงมาที่เธออย่างแน่นอน

           วาดดาวรีบเข้าไปหลบที่พุ่มไม้ข้างๆทันที เพื่อดูว่าใครกันที่มาเดินในยามวิกาลเช่นนี้ และสิ่งที่เธอเห็นคือชายฉกรรจ์ราวสิบคนพร้อมอาวุธในมือ กำลังถือคบเพลิงเดินผ่านเธอไป ดูจากการแต่งกายของคนกลุ่มนั้น เธอจำได้ว่าเป็นเครื่องแต่งกายที่คล้ายกับเชลยที่ถูกจับไปพร้อมกับเธอเมื่อคราวก่อนไม่มีผิด เมื่อรู้แบบนั้นเธอจึงเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมาจับใจ หากเธอถูกพวกนั้นจับได้ขึ้นมา คงไม่รอดแน่ ต้องรีบหนีออกจากที่นี่ก่อน

            เมื่อคิดได้แบบนั้น วาดดาวจึงค่อยๆ ก้าวเท้าถอยหลัง เพื่อออกจากตรงนั้น แต่ในขณะที่ก้าวถอยหลังนั้นเอง เธอดันไปเหยียบเข้ากับกิ่งไม้ข้างหลังจนหัก ด้วยความตกใจเธอกำลังจะอ้าปากร้องออกมา แต่ว่าตอนนั้นเองได้มีมือปริศนามาปิดปากเธอไว้ได้ทันก่อนที่เสียงจะได้เล็ดลอดออกมา วาดดาวตกใจสุดขีดเธอพยายามจะดิ้นให้หลุดจากมือนั้น แต่มือปริศนานั้นบีบเธอไว้แน่นจนเธอไม่สามารถขยับดิ้นได้ และก็ต้องตกใจตาแทบถลนเมื่อหันไปมองหน้าเจ้าของมือนั้น .......


ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 148 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1,150 ความคิดเห็น

  1. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  2. #1113 น้ำใส ใจจริง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 / 19:09
    นางเอกจะซื่อยื้อไปหนายยยย
    #1,113
    0
  3. #1106 MR_Amiss (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 พฤศจิกายน 2561 / 15:43
    กินข้าวก่อนค่อยหนีดีไหมแม่นาง หนีมาแบบนี้ข้าวยังไม่ตกถึงท้องหากเป็นกระไรไปจักลงโลงก่อนกลับโลกหนาเจ้า วางแผนก่อนหนีเถอะ นี่จริงจังนะ
    #1,106
    0
  4. #1076 ท่านกิ๊ฟ (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 เมษายน 2561 / 01:25
    เป็นเราก็หนีกลับบ้านนะ บอกเลย อยู่ๆหลงยุคไปน่ะ
    #1,076
    0
  5. #1052 คิดสิคิด (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 22 มีนาคม 2561 / 22:00
    ถ้าเป็นพวกเธออยู่ดีๆย้อนมาอดีต เธอจะไม่สติแตกหรอ แล้วหมอ หรือเรียนสูงแล้วแพนิคไม่ได้หรอ หืม คิดว่าคนทั้งโลกต้องเป็นแบบที่พวกเธอคิดงี้ ?

    เอาแต่ว่านางเอกโง่ คนที่นั่งอ่านอยู่เฉยๆแบบนี้ฉลาดนักหรอ

    แล้วเป็นแพทย์ก็ไม่ได้แปลว่าต้องรู้ประวัติศาสตร์มะ ถ้าไม่ได้ชอบอะ ไม่เชื่อก็ลองไปถามเรื่องประวัติศาสตร์กับเด็กวิทย์(ที่ไม่ได้คลั่งไคล้ประวัติศาสตร์)สิ ส่วนมากคืนครูไปตั้งแต่สอบ/แอดมิชชั่นเสร็จละ
    #1,052
    4
    • #1052-1 Wanwan19(จากตอนที่ 11)
      23 มีนาคม 2561 / 21:51
      ขอบคุณมากๆที่เข้าใจไรท์คร่าาา
      #1052-1
    • #1052-2 Wanwan19(จากตอนที่ 11)
      23 มีนาคม 2561 / 22:07
      ขอบคุณมากๆที่เข้าใจไรท์คร่าาา
      #1052-2
  6. #1032 Parkjimin19 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 / 16:22
    ไม่คใรตั้งแต่ไม่ยอมกินข้าวแล้ว ถ้าจะหนีออกมาต้องคิดให้รอบคอบก่อนนะลูก
    #1,032
    0
  7. ความเห็นนี้ถูกลบแล้ว :(
  8. #850 Milkhommy (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 8 พฤศจิกายน 2560 / 19:52
    นางเอกโง่
    #850
    0
  9. #824 น้ำใส ใจจริง (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 29 ตุลาคม 2560 / 21:52
    นางเอกดูแสดงออกไม่เหมาะกับคนที่เรียนมาสูงหรือวุฒิภาวะเลย
    #824
    0
  10. #812 RaNBoWRabBit (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 28 ตุลาคม 2560 / 02:58
    อย่าโชว์โง่ดิลูก เก็บไว้ในสมองดีแล้ว
    #812
    0
  11. #327 minggg- (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 19 กรกฎาคม 2560 / 00:13
    อยากจะบอกว่าแต่การหนีออกมาก็ไม่ได้แปลว่าจะกลับไปได้นะคะ
    ท่าจะเป็นพี่พระเอกหรือเปล่าเนี่ยยย
    #327
    0
  12. #309 Babybirht (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 16 กรกฎาคม 2560 / 03:15
    ปกติจะให้คำชมนะคะ แต่รู้สึกว่านางเอกโง่มาก ถึงจะบอกว่าอยู่กับวิทยาศาสตร์ แต่ก็น่าจะเอะใจตั้งแต่มารักษาท่านหมื่นนั่นแล้ว เหมือนกับว่า นางฉลาดแต่ไม่เฉลียว ไม่ค่อยรู้ประวัติศาสตร์ แต่ยังไงก็เป็นกำลังใจให้ แต่จะดีมากถ้ารีไรท์ใหม่ แล้วก็คำผิดด้วย การใส่เครื่องหมายคำพูด
    #309
    0
  13. #278 Grazoiso (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 10 กรกฎาคม 2560 / 02:17
    ดูนางเอกโง่ๆไงไม่รู้อ่ะ
    #278
    0
  14. #195 Kozys88 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 23 มิถุนายน 2560 / 17:54
    เป็นหมอแต่ดูจะสติแตกง่ายมากเลยนะวาดดาวเนี่ย ตรรกะความคิดไม่สุขุมรอบคอบเลย
    #195
    0
  15. #78 Ainaemoroe (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 5 มิถุนายน 2560 / 22:46
    เหมือนสติจะแตกอ่ะตอนรู้ว่าโผล่มาไกล ทำไมไม่ตรองเลยตั้งแต่มาเจอการปะทะกันตอนนั้น น่าจะรู้ว่าไม่ปลอดภัย นี่คิดว่าตัวเองเก่งมากเหรอ
    #78
    0
  16. #50 Looney00 (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 22:20
    ค้างๆๆๆๆๆๆมาต่อเถอะไรท์
    #50
    0
  17. #49 Nutchlawan (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 22:14
    โอ้ยยยยเกรี่ยวกร้าด555
    #49
    0
  18. #47 Oungzaza (จากตอนที่ 11)
    วันที่ 30 พฤษภาคม 2560 / 21:36
    ค้างอ่ะ มาต่อเร็วๆๆๆ
    #47
    0