The other side of Hogwarts อีกด้านหนึ่งของฮอกวอตส์

ตอนที่ 9 : Writing on the wall

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 13
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    26 มิ.ย. 63

  

sds


 

วันหยุดยาวสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว เหมือนผ่านไปเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น ทุกคนเดินทางกลับมาฮอกวอตส์ในต้นเดือนมกราคม คาโลแทบจะพุ่งเข้าใส่ฟินิกซ์ทันทีที่เห็นหน้า และถามไถ่ยกใหญ่ถึงวันหยุดที่ผ่านมา

 

คาโลบ่นตลอดเวลาว่าวันหยุดที่บ้านของเขานั้นน่าเบื่อมาก และเขาไม่ชอบมันเลย ทว่าเขาก็ต้องกลับบ้านตามคำสั่งพ่อแม่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ฟอกซ์ไม่ได้บ่นหรือเล่าอย่างตื่นเต้นอะไรเกี่ยวกับวันหยุดของเขา เขากล่าวเพียงแค่ว่า มันก็ปกติดี...

 

ไม่อาจเดาได้เลยว่าไอ้ปกติดีนี่มันยังไงของเขากันแน่...โลกส่วนตัวสูงเหลือเกินพ่อคุณ...

 

ไวท์ส่งของขวัญไปหาเจมส์ด้วยในวันคริสต์มาส เจมส์เองก็เช่นกัน ไวท์ให้ความสนใจมากกับของขวัญจากแดนมักเกิ้ลของเจมส์ มันคือเครื่องฉายภาพสไลด์สามมิติอันเล็กๆ อันหนึ่ง เขาลองใส่แผ่นภาพทั้งหมดเข้าไป กดเล่นดูไปเรื่อย มีภาพหลากหลายแบบเลยทีเดียว ทั้งภาพวิวทิวทัศน์ธรรมชาติ ภาพเมือง โบสถ์ ภาพสัตว์ ไปจนถึงภาพวาดชื่อดังต่างๆ

 

เขานับถือมักเกิ้ลอยู่ไม่น้อยที่คิดวิทยาการแปลกๆ พวกนี้ได้

 

ส่วนตัวเขาเองนั้นส่งหนังสือนิทานบีเดิ้ลยอดกวีไปให้เจมส์ พร้อมกับเขียนนิทานทุกเรื่องเป็นอักษรรูนไปให้ด้วย เผื่อว่าจะช่วยเจมส์ได้บ้าง มันใช้เวลานานในการเขียนแปลก็จริง แต่ว่าสำหรับหนอนหนังสืออย่างเขาที่เคยชินกับหนังสือภาษารูนเก่าๆ ในห้องสมุดแล้ว มันก็ไม่ยากเกินไปนัก

 

เจมส์นึกขอบคุณเพื่อนของเขามากในตอนที่เซบาสเตียน นกฮูกของไวท์มาส่งหนังสือให้เขาที่บ้าน มันช่วยให้เขาได้ฝึกภาษาอังกฤษในวันหยุด และเนื้อหาในหนังสือก็สนุก ไม่ได้น่าเบื่อแบบหนังสือเรียน กระตุ้นให้เขาขยันอ่านขึ้นมานิดหน่อย

 

ถึงแม้ว่าเขาจะข้องใจนิดๆ ว่านิทานนี่มันมีไว้สำหรับเด็กจริงๆ รึเปล่า มันช่างต่างกับนิทานมักเกิ้ลมากนัก...ทุกเรื่องไม่ได้สวยงามอัศจรรย์ ออกจะน่ากลัวสักหน่อยด้วยซ้ำ แต่มันก็ดี เพราะเขาก็เบื่อนิทานเพ้อเจ้อก่อนนอนแบบมักเกิ้ลแล้ว

 

“ฉันยังไม่ได้ด่าเธอเลยนะคริสตัล! ส่งลูกอมรสแมลงสาบมากล่องเบ้อเร่อขนาดนั้น มันวิ่งพล่านไปหมด พ่อแม่ฉันเกือบหัวใจวายตายไปแล้วนะรู้มั้ย” แฟรงค์บ่น ขณะที่คริสตัลเพียงแค่หัวเราะลั่นอย่างพอใจ ไม่ได้รู้สึกผิดอะไรเลย

 

ทีมควิดดิชเริ่มกลับมาซ้อมเตรียมแข่งแมตซ์ต่อไปกันแล้ว อาน่าและเซนจะได้ลงแข่งด้วย พวกเขาจริงจังกับการซ้อมมาก และชื่นชมความเก่งกาจของน้องใหม่ปีหนึ่งอย่างแฮร์รี่ด้วย

“ฉันล่ะอยากเข้าทีมได้ตั้งแต่ปีหนึ่งแบบนายบ้างจัง พอตเตอร์! โคตรเจ๋ง” เด็กสาวว่าขณะนั่งอย่างมั่นคงอยู่บนไม้กวาดนิมบัสสองพันคู่ใจ ตอนนี้ในทีมมีแค่เธอกับแฮร์รี่ที่ใช้รุ่นล่าสุดอย่างนี้ เซนบ่นที่เธอชิงซื้อมันตัดหน้าไปก่อน แล้วเอามาอวดเขาไม่หยุด

“แมตซ์หน้าเราก็จะต้องชนะ” โอลิเวอร์เอ่ยอย่างหมายมาดที่สุด ภายในดวงตามีประกายไฟลุกโชนอยู่ในนั้น เขาบังคับให้ทีมฝึกหนักขึ้นกว่าเดิมอีก แม้ว่าสายฝนจะตกลงมายังไงก็ไม่อาจทำให้เขาท้อถอย ฝาแฝดวีสลี่ย์บ่นว่าเขาบ้าไปแล้ว ทว่าโอลิเวอร์ก็ไม่สนใจ และซ้อมต่อไปอย่างเอาจริงเอาจังจนฟ้ามืด

 

ระหว่างการซ้อมวันหนึ่ง โอลิเวอร์ก็บอกข่าวร้ายให้ทุกคนได้รู้ ขณะที่สองแฝดวีสลี่ย์ยังเอาแต่เล่นสนุก ชนกันเองบ้าง แกล้งตกจากไม่กวาดบ้าง เขาในฐานะกัปตันก็ตะโกนออกมาอย่างเหลืออดและกราดเกรี้ยว

“เลิกเล่นสักทีได้ไหม! ที่เล่นกันอย่างนี้แหละจะทำให้เราแพ้ สเนปเป็นกรรมการตัดสินนัดนี้”

 

อาน่าเผลอตีลูกบลัดเจอร์ผิดวิถี จนมันเกือบจะพุ่งเข้าจูบกลางหัวแฮร์รี่ไปแล้วตอนที่เธอหันขวับไปมองโอลิเวอร์เมื่อได้ยินเรื่องนั้น...

เซนสบถเบาๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อตอนที่รู้ว่ากรรมการคือสเนป ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสเนปไม่มีทางให้ความเป็นธรรมกับกริฟฟินดอร์แน่

 

จอร์จที่พลิกตกไม้กวาดไปแล้วตั้งแต่ได้ยินว่าสเนปเป็นกรรมการเงยขึ้นมาพร้อมโคลนเต็มปาก เอ่ยถามย้ำอีกครั้งอย่างตะกุกตะกัก

“เขาเคยเป็นกรรมการตัดสินควิดดิชเมื่อไหร่กัน เขาไม่ยุติธรรมแน่นอนถ้าเรามีสิทธิ์แซงหน้าสลิธีรินได้” ผู้เล่นทั้งหมดกลับลงมาสู่พื้นดิน ยืนบ่นอย่างไม่พอใจนักไม่ต่างกัน

“พนันกับกางเกงในเมอร์ลินได้เลย! เขาไม่มีวันตัดสินตามจริงแน่!” อาน่าบ่น เธอเองแม้จะเชี่ยวชาญและเก่งกาจในการปรุงยาขนาดไหน แต่เพราะอยู่บ้านกริฟฟินดอร์ การจะถูกสเนปชื่นชมนั้นเป็นเรื่องที่ฝันกลางวันเอาได้เลย แค่โชคดีที่เพราะความสามารถ สเนปถึงไม่เคยหักคะแนนบ้านไปจากเธอได้ แค่ก็ไม่เคยให้คะแนนเลยอยู่ดี

วู้ดได้แต่ยักไหล่ เพราะมันก็ไม่ใช่ความผิดเขา และเขาก็ทำอะไรกับมันไม่ได้ ทำยังไงล่ะ? ไปเดินประท้วงงั้นเหรอ? ก็ไม่ได้...สิ่งเดียวที่ทำได้ก็คือฝึกให้หนักขึ้น หนักขึ้น และหนักขึ้น แข่งให้ขาวสะอาดและผิดกติกาให้น้อยที่สุด ไม่ให้สเนปมาจัดการพวกเขาได้

 

...และแล้วก็ถึงวันแข่งขันระหว่างกริฟฟินดอร์และฮัฟเฟิลพัฟ ไวท์กับเจมส์มาดูแมตซ์นี้ด้วยเพราะไวท์ได้ยินว่าอาน่าจะลง...ไม่ได้อยากจะมาเชียร์พี่สาวอะไรแบบนั้นหรอกนะ แต่เขาคิดว่าถ้าอาน่าเห็นว่าเขามาก็คงดีใจ...ซึ่งเขามั่นใจว่าคิดไม่ผิดตอนที่เด็กสาวในชุดนักกีฬาสีแดงสดซึ่งดูเข้ากับเธอเอามากๆ กวาดตามองไปโดยรอบก่อนจะหยุดลงที่เขา ทันใดนั้นเธอก็ยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิมก่อนจะละสายตาจากไปเพื่อคุยกับจอร์จ วีสลี่ย์ ซึ่งเป็นบีตเตอร์คู่กับเธอแทน จอร์จแทบจะอยากกราบขอบคุณที่แม้แต่ดัมเบิ้ลดอร์ก็มาดูการแข่งขันด้วย ถ้าเป็นแบบนี้สเนปก็คงเล่นสกปรกได้ไม่มากนัก

 

ไวท์ยกยิ้มจางๆ ออกมา...เขาเองก็ยังไม่เคยเห็นอาน่าลงสนามจริงๆ แบบนี้เลยเหมือนกัน...

 

เจมส์มองเพื่อนพลางคิดในใจ

 

...ก็ไม่เห็นจะดูเกลียดพี่สาวแบบที่ชอบแสดงออกเลยนี่นา...

 

เซนกวาดตามองไปทั่วก่อนจะยกยิ้มที่ปั้นแต่งอย่างดีส่งไปให้สาวน้อยสาวใหญ่คนคุยจากทุกบ้าน

“จะแข่งอยู่แล้ว ยังมีหน้ามายืนหลีสาวอยู่อีก” อาน่ามองเซน

“นักกีฬามันก็หล่ออยู่แล้ว ยิ่งพอเป็นฉันมันก็เลยยิ่งหล่อเข้าไปใหญ่ ก็ต้องทำคะแนนนิดนึง” เซนยักไหล่พลางโบกมือไปทั่ว ทำตัวเหมือนนางงามจักรวาลไปได้ อาน่านึกอยากจะเอาไม้กวาดในมือฟาดหัวมันสักที

“ตอนนี้ที่นายต้องสนใจคือคะแนนจากควิดดิชโว้ย”

 

เมื่อการแข่งขันเริ่มขึ้น ไม้กวาดทั้งหมดลอยอยู่ในสนาม ทุกคนก็จับจ้องการแข่งอย่างตั้งใจ ผู้คนให้ความสนใจกับแฮร์รี่เป็นพิเศษเช่นเคย ตำนานเด็กปี1คนแรกที่ได้เข้าทีมคงไม่จบลงง่ายๆ

“สงสัยจังว่าคราวนี้พอตเตอร์จะอยู่บนไม้กวาดได้นานเท่าไหร่ ใครอยากพนันบ้าง ว่าไงวีสลี่ย์?” เสียงของเดรโก มัลฟอยดังขึ้นไม่ไกลจากบริเวณที่คาโลนั่งเท่าไหร่นัก โดยที่หนุ่มผมแดงไม่ได้ตอบเพราะกำลังเพ่งสมาธิจ้องมองเพื่อนตัวเอง ถ้าหากว่าแฮร์รี่ พอตเตอร์ไม่ได้เป็นซีกเกอร์ให้กับพี่ชายของคาโล เขาคงเห็นด้วยกับมัลฟอยไปแล้ว แต่ไม่ เขาจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่จะทำให้พี่เขาพ่ายแพ้เด็ดขาด...เซนต้องชนะ ถ้าเซนไม่ได้ลงแข่งเมื่อไหร่ค่อยว่ากัน เขาจะพูดถึงซีกเกอร์หรือใครในกริฟฟินดอร์ยังไงก็ได้

 

“ไอ้คนเอาแต่ใจเอ๊ย!” อาน่าสบถเบาๆ ลับหลังสเนป ที่แสดงความบริสุทธิ์ใจอย่างมากที่จะให้ลูกโทษกับฮัฟเฟิลพัฟ โดยไม่มีเหตุผลบ้าบอคอแตกอะไรที่ฟังขึ้นเลย ดูก็รู้ว่ามาจากความหมั่นไส้ส่วนตัวล้วนๆ ...ขึ้นชื่อว่าเป็นพวกสลิธีรินก็สองมาตรฐานกันหมดเลยหรือไงกันนะ

“ใจเย็นน่าคนสวย ถ้าเธอโมโหมากๆ ไว้ไปลองวางกับดักกันดีมั้ย ฉันได้ของน่าสนใจจากซองโกมาเยอะแยะเลย” จอร์จเอ่ยทีเล่นทีจริงซึ่งดูไปแล้วคงคิดเอาจริงมากกว่าเล่น ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมนัก ทำให้อาน่าหลุดหัวเราะออกมากับความไร้สติของเพื่อนร่วมทีม แต่มันก็ทำให้เธอหายเซ็งขึ้นมาหน่อย ก่อนที่เธอจะหยุดพูดคุยเพราะต้องตีลูกบลัดเจอร์ที่กำลังพุ่งเข้าหาตัวเองแทน

 

แวบหนึ่งเธอคิดอยากตีมันใส่สเนปด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากจอร์จทำแบบนั้นไปแล้วเมื่อไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ และมันทำให้กริฟฟินดอร์ต้องเสียลูกโทษให้ฮัฟเฟิลพัฟไปหนึ่งครั้ง ดังนั้นเธอจะยอมพลาดการเอาคืนความไร้เหตุผลของสเนปด้วยลูกบลัดเจอร์ไปก่อนก็ได้...

 

ขณะเดียวกันนั้น แฮร์รี่ก็พุ่งดิ่งลงมาอย่างรวดเร็วจนผู้ชมแทบจะนั่งกันไม่ติดเก้าอี้ พากันหวีดร้องอย่างหวาดเสียวบ้าง ส่งเสียงเชียร์บ้าง ดังสนั่นไปทั่วสนาม

 

“ไปเร็ว พอตเตอร์!!!” คริสตัลเองก็ส่งเสียงเชียร์อย่างลุ้นเต็มที่ เธอลุกขึ้นยืนบนเก้าอี้แล้วด้วยซ้ำ...แฟรงค์ รอซซี่ที่นั่งประกบอยู่ข้างๆ ได้แต่มองและส่ายหน้าอย่างละเหี่ยใจกับท่าทางที่ยิ่งกว่ามักเกิ้ลเชียร์บอลของยัยตัวปัญหากริฟฟินดอร์ที่เขาต้องดูแล

 

ฟอกซ์ละสายตาจากการแข่งมาสักพักแล้ว เพราะเขาเองไม่ได้สนใจไยดีเกมกีฬาไร้สาระแบบนี้นัก ดวงตาสีควันบุหรี่จ้องมองใต้เก้าอี้ของลูกมักเกิ้ลสาวคนสนิทของพอตเตอร์คนดัง

 

เฮอร์ไมโอนี่กระโดดขึ้นไปยืนบนเก้าอี้ไม่ต่างกับคริสตัล ในขณะที่มัลฟอยและรอนตะลุมบอนกันอยู่ใต้เก้าอี้ คาดว่าคงเพราะมัลฟอยไปพูดยั่วโมโหอะไรไม่เข้าท่ากับรอนอีกแล้ว เนวิลล์ แครบ และกอยล์เองก็ร่วมวงช่วยเพื่อนตัวเองสุดฤทธิ์ ทั้งห้าตะลุมบอนกันไปมาไม่สนใจการแข่งขันอีก

 

เสียงเฮดังสนั่นในไม่กี่วินาทีต่อมา แฮร์รี่กระดกไม้กวาดเชิดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และชะลอหยุดลง ลูกสนิชสีทองในมือบ่งบอกถึงชัยชนะ

 

...จบเกมแล้ว...ทุกอย่างจบภายในเพียงห้านาทีด้วยซ้ำ นับเป็นสถิติที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยก็ว่าได้

 

“เฮ!” เซนยกยิ้มกว้างพลางร่วมชูมือร้องเฮไปกับเพื่อนร่วมทีม อาน่ากดปลายไม้กวาดนิมบัสสองพันด้ามใหม่เอี่ยมที่เธอพึ่งขอให้แม่ซื้อให้ก่อนเปิดเทอมลงเล็กน้อย และบินเข้าใกล้เซน ทั้งสองแปะมือกันพร้อมรอยยิ้ม แม้พวกเขาจะไม่ได้เล่นในสนามมากเท่าที่ควร ทว่ามันก็เป็นความยินดีอยู่ดี กริฟฟินดอร์ชนะ!

เหล่านักกีฬาพากันร่อนกลับลงสู่พื้นข้างล่าง ทั้งหมดวิ่งไปรุมล้อมแฮร์รี่ และกอดคอกัน พากันบอกหนุ่มน้อยซีกเกอร์ซึ่งเป็นน้องเล็กของทีมว่าเก่งมากไม่หยุดปาก และพวกเขาก็หวังชัยชนะในแมตซ์ต่อๆ ไปอีก

 

ถ้วยควิดดิชปีนี้ต้องมีชื่อพวกเขาทั้งหมดจารึกอยู่แน่ๆ

 

ถึงแม้ว่าผลการแข่งควิดดิชจะออกมาตื่นตาตื่นใจน่าจดจำขนาดไหน ทว่าทุกคนก็ไม่อาจหลีกหนีความจริงว่า...พวกเขาเป็นนักเรียน

 

และนักเรียนก็มีหน้าที่เรียน เรียน เรียน แล้วก็นำความรู้ทั้งหมดนั้นมาสอบปลายภาค อีกเพียงแค่ไม่กี่อาทิตย์เท่านั้นการสอบก็จะมาถึงแล้ว

 

คาโลกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่กับฟอกซ์ในหอนาฬิกาชั้นบนสุด พวกเขาไม่เคยเข้ามาที่นี่มาก่อน แต่มันเงียบสงบและไร้ผู้คน พวกเขาที่เดินเตร่ดเตร่หาที่อ่านหนังสืออยู่นานก็มาลงเอยกันที่นี่ เพราะคาโลยื่นคำขาดว่าจะไม่ติวหนังสือในห้องสมุดเด็ดขาด เพราะไม่สามารถเอาของกินเข้าไปในห้องสมุดได้ แถมยังเสียงดังไม่ได้อีกต่างหาก

 

ผ่านไปครู่หนึ่งก็มีเสียงวิ่งดังมา พร้อมกับร่างของเด็กหนุ่มสลิธีรินอีกคน ฟินิกซ์มาช้า

“หวา โทษที สายจนได้” ฟินิกซ์เอ่ยขอโทษขอโพยใหญ่ พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งและกองหนังสือที่ต้องใช้อ่านวันนี้ลงกับพื้น

“ช้าชะมัด นายไปไหนมากันแน่น่ะ” คาโลบ่นถาม ฟินิกซ์เพียงแค่หัวเราะแห้งๆ พลางเอ่ยขอโทษอีกครา

“ฉันหลงทางน่ะ”

“ให้ตายสิ นายนี่มัน...” คาโลส่ายหน้าอย่างจนปัญญาจะพูด ขณะที่ฟอกซ์จ้องมองฟินิกซ์อย่างเงียบเชียบ ดวงตาคู่คมลอบสังเกตเพื่อน ก่อนจะละสายตากลับมามองหนังสือ

 

...โกหกนี่นา...

 

ฟอกซ์เป็นคนช่างสังเกต เขาไม่ช่างพูดและไม่ชอบแสดงออก แต่เขากลับมองคนอื่นได้แทบจะทะลุปรุโปร่ง...และเขาก็ดูออกเสมอเวลาที่เพื่อนทั้งสองมีเรื่องอะไรในใจ...เขารู้ตัวอยู่นานแล้วว่าฟินิกซ์ดูมีเรื่องปิดบังอะไรบางอย่าง แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ถามอะไร

 

“งั้นก็เริ่มใหม่แต่ต้นเถอะ”

ฟอกซ์นั่งบรรยายให้ทั้งสองฟังไปเรื่อยๆ น้อยนักที่ไฮเซนเบิร์กผู้แสนเย็นชาจะพูดอะไรยาวๆ แบบนี้ให้ได้ยิน แต่เมื่อมันเป็นการติวหนังสือให้กับเพื่อนๆ ทั้งสอง เขาก็จำเป็นต้องทำ ดวงตาสีควันบุหรี่จับจ้องเนื้อหาในหนังสือที่ตนเองกำลังพูด พร้อมกับอธิบายในแบบที่เข้าใจง่ายขึ้นไปด้วย เป็นเวลาเนิ่นนานที่เพื่อนๆ ทั้งสองเพียงแค่ฟัง แต่ไม่ได้ตอบโต้อะไรเขาเลย...อีกนัยหนึ่งก็อาจจะไม่ได้ฟังเสียด้วยซ้ำ เขาเหลือบขึ้นมามองก่อนจะใช้ม้วนกระดาษเคาะหัวฟินิกซ์เบาๆ

“ตั้งใจฟังหน่อย”

“มันยากนี่นา! ฉันไม่มีทางจำไอ้พวกนี้ได้หมดหรอก” ฟินิกซ์บ่นออกมา

“ถ้านายเอาแต่บอกว่าทำไม่ได้ ก็ทำไม่ได้นั่นแหละ ก็ดีเหมือนกัน ฉันจะได้ไม่ต้องเจอนายในคลาสปีหน้า แล้วนายก็เรียนกับรุ่นน้องไปซะ” ฟอกซ์เอ่ยตัดอย่างเย็นชา ฟินิกซ์ได้แต่งอแงอย่างขัดใจ

“ทีคาโลนายไม่เห็นว่ามั่งเลย” ฟินิกซ์ว่า ฟอกซ์เลื่อนสายตาไปมองคาโลที่สะดุ้งเมื่อถูกกล่าวถึง เขายิ้มแหยให้ฟอกซ์ก่อนจะละมือออกจากกำแพง บนกำแพงมีร่องรอยขีดเขียนว่า น่าเบื่อ ปรากฏเป็นหลักฐานเด่นชัด

 

“...” ฟอกซ์พ่นลมหายใจก่อนจะปิดหนังสือ

“ในเมื่อไม่มีใครอยากฟังเนื้อหา งั้นก็ลงไปฝึกภาคปฏิบัติกัน”

 

...ดูเหมือนคุณครูจำเป็นจะหงุดหงิดซะแล้ว...

 

ทั้งสองเก็บข้าวของ ลุกขึ้น แล้วเดินตามคนเงียบขรึมลงบันไดต้อยๆ ขณะที่เดิน คาโลก็เห็นไวท์เดินสวนขึ้นมาพร้อมกับเจมส์พอดิบพอดี

 

ไวท์สบตาคาโล...คาโลสบกลับไปเพียงเล็กน้อยก็เบะปากใส่ ก่อนจะละสายตาไปโฟกัสตรงอื่นแทน

 

ไวท์ได้แต่มองเจื่อน รู้ตัวตั้งแต่เห็นแล้วว่าคาโลต้องทำหน้าตึงภายในสามวินาทีหลังเห็นเขาแน่ บ้านสเตรนเจอร์ถูกฝังหัวให้ไม่ถูกกับลูซิเฟอร์มาแต่ไหนแต่ไร ไวท์เองก็ไม่แน่ใจนักว่าเพราะอะไร สเตรนเจอร์ถึงเกลียดลูซิเฟอร์นัก

 

โชคดีของอาน่าที่ถึงแม้จะเคยกัดกับเซนตลอดเวลาในวัยเด็ก แต่การทะเลาะกันนั้นก็สานสัมพันธ์ฉันมิตรได้สำเร็จ พวกเขาถึงได้มาคบหาสมาคมกันดังทุกวันนี้ แต่พวกพ่อแม่ของเขาคงไม่ได้ยินดีนักหรอกกับเรื่องนี้

 

หวังว่าเขากับคาโลจะเป็นแบบนั้นได้บ้างเหมือนกันนะ เพราะการถูกตีหน้าอารมณ์เสียใส่ตลอดเวลาที่เจอมันก็อดทำให้เขาคิดไม่ได้ว่าเขาทำอะไรให้อีกฝ่ายเกลียดกันแน่

 

สามหนุ่มสลิธีรินเดินลงไปแล้ว ไวท์กับเจมส์ก็เดินขึ้นไปจนถึงชั้นบนสุด และนั่งลงตรงริมกำแพง เจมส์บ่นงึมงำเบาๆ ขณะเปิดหนังสือเล่มหนา เพราะตัวเขานั้นอ่านภาษาอังกฤษไม่คล่องเสียที ไวท์เปิดหนังสือขณะที่หางตาเหลือบไปเห็นลายมือน่ารักที่ขีดเขียนอยู่บนกำแพง มันเป็นร่องรอยจางๆ เล็กๆ ที่หากไม่สังเกตมันก็คงกลมกลืนไปกับพื้นผนังทั่วๆ ไป

 

ดวงตาสีฟ้าอมเทาจ้องมันอย่างเงียบเชียบก่อนจะยกยิ้มจางๆ พลางไล้มือไปตามข้อความบนนั้น และเพ่งอ่าน

 

ใครกันนะที่มาเขียนอะไรแบบนี้เอาไว้

 

“นายทำอะไรอยู่เหรอไวท์?” เจมส์ถามเมื่อเงยหน้าขึ้นมาเห็นไวท์ที่พึ่งละมือลง มุมปากยังมีรอยยิ้มประดับอยู่ ไวท์ละสายตากลับมามองเจมส์พร้อมส่ายหน้า

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก เรามาติวกันเถอะ” เขาว่า และเจมส์ก็เลิกสนใจการกระทำเมื่อครู่ของเพื่อนไปเสียสนิท ดวงตาสีเขียวจับจ้องเพื่อนสลับกับหนังสือ ฟังเนื้อหาการเรียนอย่างตั้งใจ

 

จนเริ่มคล้อยสู่ช่วงเย็น เจมส์ก็เลิกจากการติวหนังสือ เพราะเขาต้องออกไปวิ่งออกกำลังกาย ลดน้ำหนักดังใจฝันต่อไป ไวท์เก็บของอย่างเชื่องช้า เหลือบมองข้อความที่เขียนบ่นและเขียนตอบกันบนกำแพงนั่นเล็กน้อย รู้สึกขำปนเอ็นดูขึ้นมานิดหน่อย และเขาก็เดินลงจากหอนาฬิกาไป

 

‘น่าเบื่อ’

 

‘แค่เฉพาะป้องกันตัวจากศาสตร์มืดเท่านั้นแหละ’

 

 

 

 

 

 

tbc

มาลงต่อแล้ว จริงๆเรื่องนี้เราลงที่รีดอะไรท์มาก่อนนะคะ พึ่งจะเอามาลงในเด็กดีบ้าง 5555 ฝากติดตามกันด้วยน้า ชอบกดใจ ใช่กดเข้าชั้น 1คอมเมนต์เท่ากับหนึ่งกำลังใจให้ปั่นตอนต่อๆไปออกมาเร็วๆขึ้นอีก!

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น