The other side of Hogwarts อีกด้านหนึ่งของฮอกวอตส์

ตอนที่ 2 : Hogwarts express

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 40
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 5 ครั้ง
    25 มิ.ย. 63

  

sds

 

วันเวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่สัปดาห์ก็ถึงวันเปิดเทอมแล้ว ตลอดเวลาที่พ้นผ่าน ไวท์ใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่านหนังสือเรียนทั้งหมดของเขา และลองใช้คาถาพื้นฐานต่างๆ ด้วยตัวเอง เขาคิดว่าเขาทำได้ไม่เลวทีเดียว วันที่หนึ่งกันยายน ตั๋วรถไฟฮอกวอตส์เอ็กซ์เพรสถูกเตรียมเอาไว้พร้อมกับข้าวของทั้งหมด ก่อนที่เหล่าลูซิเฟอร์จะพากันเดินทางไปยังสถานีคิงส์ครอส คุณลูซิเฟอร์มีงานต้องเข้าไปจัดก่ีที่กระทรวงเวทมนตร์ เขาจึงเอ่ยอวยพร และปล่อยให้ลูกๆ ไปโรงเรียนกับภรรยาของเขา

 

ราวๆ สิบโมงกว่า ทั้งสามก็มาถึงคิงส์ครอส ไวท์เข็นรถเข็นใส่ข้าวของของตนเองไปโดยมีคุณนายลูซิเฟอร์เดินขนาบข้าง เซบาสเตียน นกฮูกของเขาอยู่ในกรงที่ตั้งทับเอาไว้บนกระเป๋า มันกำลังใช้ดวงตากลมโตสีเหลืองมองไปโดยรอบ ก่อนที่มันจะซุกเข้าหาปีกของตนเพื่อหลับพักผ่อน

 

อาน่าเดินเข็นรถเข็นนำไปจนถึงป้ายชานชาลาทำด้วยพลาสติกที่แขวนอยู่ มีเลขเก้าตัวใหญ่อยู่บนนั้น ถัดไปหน่อยก็มีชานชาลาที่สิบ และมีเสาต้นหนึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างทั้งสองชานชาลา

บางครั้งเธอก็สงสัย ว่าทำไมต้องเป็นชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่ ทั้งๆ ที่เธอต้องวิ่งไปตรงกลาง ทำไมมันถึงไม่เป็นเก้าเศษสองส่วนสี่กันนะ เธอคิดพลางหัวเราะคนเดียวในใจ ก่อนจะเข็นรถวิ่งเข้าใส่เสาต้นนั้น และเธอก็หายเข้าไปในทันที มักเกิ้ลมากมายเดินสวนผ่านไป พวกเขามองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย ราวกับเมื่อครู่ไม่ได้มีเด็กสาววัยสิบสามวิ่งทะลุกำแพงหายไป

 

ไวท์จ้องมองเสาระหว่างชานชาลาที่เก้าและสิบเงียบๆ ครู่หนึ่ง ก่อนจะเข็นข้าวของพุ่งเข้าใส่เสาตรงกลางนั่นบ้าง

 

ภาพโดยรอบมืดมิดไปชั่วครู่ราวกับวิ่งอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า ก่อนจะกลับกลายมาเป็นชานชาลาอีกฝั่ง...ป้ายรถด่วนฮอกวอตส์ และชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่แขวนอยู่อย่างเด่นชัด

เขาเคยสงสัยมากๆ ตอนที่มาส่งอาน่าเข้าเรียนปีหนึ่งพร้อมพ่อแม่ ทั้งๆ ที่เป็นโรงเรียนพ่อมดแม่มดแท้ๆ ทำไมถึงเดินทางด้วยรถไฟแบบนี้ และเขาก็ได้คำตอบหลังคิดใคร่ครวญด้วยตนเอง

 

...เด็กๆ มากมายต้องเดินทางไปเรียน หากพ่อแม่ไปส่งพวกเขาที่โรงเรียนด้วยวิธีของพ่อมดแม่มด คาดว่าคงได้มีพาดหัวข่าวหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์มักเกิ้ลบ้างล่ะ หนึ่งกันยายน ช็อกหนัก! พบเห็นฝูงชนอัศจรรย์! ขี่ไม้กวาด ขี่มังกร และมีรถบินได้อยู่บนท้องฟ้า ประชาชนตระหนก รัฐบาลยังไม่อาจสรุป!

 

...อะไรทำนองนั้น...

 

เพราะงั้น ถ้าเป็นรถไฟ มันก็เรียบง่าย ไม่หวือหวา ดูกลมกลืนดี และเขาเองก็คิดว่าการนั่งรถไฟก็คงให้บรรยากาศดีอยู่เหมือนกัน

 

เขากวาดตามองไปรอบๆ เสียงพูดคุยจอแจของพวกรุ่นพี่ เสียงของเด็กปี1ที่คุยกับพ่อแม่อย่างตื่นเต้น ทุกเสียงดังอยู่โดยรอบ

อาน่าเดินแยกออกไปอย่างรวดเร็ว...เธอเดินตรงไปหาเพื่อนร่วมบ้านคนสนิทของเธอในทันที

 

เซน สเตรนเจอร์...เขารู้จักพี่ชายคนนี้ผ่านๆ เนื่องจากตระกูลเลือดบริสุทธิ์นั้นมีไม่มากนัก...เราจึงมักจะรู้จักกันหมด ถึงไม่เคยคุยก็ต้องผ่านหน้าค่าตากันบ้าง

คนคนนี้เป็นคนที่น่าสงสารมากในสายตาไวท์...นั่นเพราะดันมาสนิทกับอาน่าเนี่ยสิ...คนคนนี้มีนิสัยที่แตกต่างกับอาน่าพอสมควร ไม่รู้ว่าทำไมถึงมาสนิทกันได้…

 

เขากวาดตามองไปรอบๆ อีกครั้ง เหลือบสายตาเป็นเห็นน้องชายของเซนยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากเซนและอาน่ามากนัก ในมือของเขากำลังอุ้มเจ้าแมวเปอร์เซียท่าทางหยิ่งยโสตัวหนึ่งอยู่

 

คาโล สเตรนเจอร์

 

แม้จะไม่สนิทสนมเป็นการส่วนตัว...เรียกได้ว่าไม่เคยคุยเลยต่างหาก เพราะปกติแล้วเขาเคยพูดด้วยแค่กับเซน พี่น้องคู่นี้เรียกได้ว่าติดกันแจ เหมือนจะโอ๋น้องเอามาก...นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้คาโลเอาแต่ใจอยู่บ้าง…

 

ดูจากที่เขายิ้มตามมารยาทไปให้แล้วโดนทำหน้าบึ้งใส่ก่อนจะสะบัดหน้าหนีไปทางก็พอจะเข้าใจได้

 

เอาเถอะ ไม่อยากจะสานสัมพันธไมตรีเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร

 

“ไปแล้วนะครับ” ไวท์หันไปเอ่ยลาผู้เป็นแม่

“ส่งจดหมายมาด้วยนะลูก ปรามๆ พี่บ้างด้วย เดี๋ยวอาน่าจะไปก่อเรื่องอะไรอีก”

“จะพยายาม…..ถ้าเอาอยู่นะครับ”

 

ไม่มีทางเอาอยู่หรอก...ขนาดเขาเองยังโดนแกล้งเป็นว่าเล่นเลย พูดให้แม่สบายใจไปแบบนั้นแหละ พอถึงเวลาจริงๆ เขาคงเลือกที่จะวิ่งหนี เอาตัวเองออกไปให้ไกลห่างพี่เสียสติคนนี้มากกว่า

 

คุณนายลูซิเฟอร์กอดลูกชายคนเล็กเบาๆ และปล่อยให้เขาขึ้นรถไฟหัวจักรไอน้ำสีแดงสดที่จอดคอยท่าอยู่

อาน่าพากันขึ้นก้าวขึ้นรถไฟไปพร้อมกับเซนนานแล้ว คุณนายลูซิเฟอร์จึงมองไม่เห็นเธออีกต่อไป...ลูกๆ ของเธอดูแลตัวเองได้ เธอจึงไม่ห่วงมากนัก เธอมองดูรถไฟอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจากไป

 

อา...ไม่มีเด็กๆ บ้านคงเงียบน่าดู…

 

ไวท์เข็นรถเดินไปหาที่นั่งในหมู่เด็กปีหนึ่งด้วยกัน เขากวาดตามองไปเรื่อยเพื่อหาตู้ว่าง ก่อนจะเดินผ่านตู้หนึ่ง

 

เจมส์นั่งอยู่ในนั้น

 

นั่นทำให้เขาตัดสินใจเคาะประตูตู้เบาๆ แม้ว่ามันจะเปิดอยู่แล้วก็ตาม

 

“หวัดดี ขอนั่งด้วยได้มั้ย?”

“อ้อ ได้สิแน่นอน” เจมส์เงยหน้าขึ้นมาก่อนจะเอ่ยตอบ ไวท์จึงอุ้มกรงเซบาสเตียนเข้าไปตั้งเอาไว้ริมสุดของห้อง และนั่งลงฝั่งตรงข้ามเมื่อได้รับคำอนุญาต

 

เด็กหนุ่มร่างท้วมไม่ได้นั่งอยู่คนเดียว...ดูเหมือนเจมส์จะได้เพื่อนใหม่อีกหนึ่งคน และเขาคนนั้นก็กำลังนั่งอยู่ข้างๆ กัน และกำลังให้ความสนใจกับขนม เขาเป็นหนุ่มผิวสีเข้ม ผมสีดำสนิทและดวงตาสีเดียวกัน ท่าทางทะมัดทะแมง

 

“อ้อ เกือบลืมไปเลย ไวท์ นี่บีเดิ้ลเราเพิ่งรู้จักกันเมื่อกี้นี้นี่เอง” เจมส์เอ่ยแนะนำทั้งสองให้รู้จักกัน

“อัดอี”

หนุ่มผิวสีพยักหน้าเล็กน้อยให้ไวท์และเอ่ยทักทาย แต่เพราะยังเคี้ยวขนมอยู่ จึงทำให้พูดออกมาไม่ชัดเท่าไหร่

“เป็นชื่อที่ดีนี่น่า พ่อแม่นายประทับใจเรื่องไหนในหนังสือล่ะ?” ไวท์เอ่ยติดตลกพร้อมยิ้มน้อยๆ ส่งกลับไปเป็นการทักทาย

“ไม่รู้สิ แต่ฉันชอบหัวใจขึ้นขนนะ” บีเดิ้ลเอ่ยชื่อนิทานเรื่องหนึ่งจากหนังสือบีเดิ้ลยอดกวีออกมา ไวท์หัวเราะรับเบาๆ ในลำคอ ในขณะที่เจมส์มองด้วยสายตางุนงง

“นิทานยอดนิยมพ่อมดน่ะ คนเขียนชื่อบีเดิ้ล ฉันเขียนเอง” บีเดิ้ลเอ่ยอธิบายพร้อมรอยยิ้มทะเล้นเล็กๆ ในขณะที่ไวท์หยิบไม้ไพน์สิบสองนิ้วครึ่งของตนเองออกมา หันปลายไม้ไปยังกระเป๋าของเขาที่ยังตั้งอยู่ด้านนอก และเริ่มเปล่งเสียง

“โลโคมอเตอร์” เมื่อเขาร่ายจบ กระเป๋าแสนหนักอึ้งก็ลอยขึ้น และขยับเข้ามาวางในตู้ตามการควบคุมของเขา

“โห สุดยอดไปเลย” เจมส์ร้องตาโต เมื่อเห็นเพื่อนใช้เวทมนตร์

“ฉันไม่ได้แรงเยอะอะไร ใช้เวทมนตร์มันผ่อนแรงฉันได้เยอะกว่าน่ะ” ไวท์เอ่ยบอก ก่อนจะเก็บไม้กายสิทธิ์ไป

“ฉันยังร่ายไม่ได้สักคาถา” เจมส์เอ่ยหน้าสลด

“ฉันยังไม่อ่านหนังสือเรียนสักหน้า” บีเดิ้ลเสริมขณะกินขนมมักเกิ้ลของเจมส์ไปด้วย

ก่อนจะหันไปคุยกับเจมส์

“ไม่ต้องกังวลหรอก ส่วนใหญ่ทุกคนก็ไปเริ่มต้นที่ฮอกวอตส์ ถ้านายยังทำอะไรไม่ได้มันไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก เดี๋ยวก็ได้เอง”

“หวังว่าพวกเราทั้งหมดจะได้อยู่บ้านเดียวกันนะ” ไวท์กล่าวต่อ

“นั่นสิ…” เจมส์เอ่ยตอบได้เพียงเท่านั้น ก็เห็นเส้นผมสีบลอนด์ปล่อยสยายที่ดูคุ้นตาของคนที่กำลังเดินเร็วๆ ผ่านด้านหน้าตู้ที่พวกเขานั่ง...คริสตัล

 

เธอชะงัก ก่อนจะขยับถอยหลังมามองพวกเขา เลื่อนสายตาไปทางเจมส์ ก่อนจะมองด้วยสายตาเหยียดหยามเล็กน้อยและวิ่งจากไป ได้ยินเสียงตะโกนดังแว่วมาจากใครสักคนว่า ลี จอร์ดัน มีแมงมุมทารันทูล่า รีบไปดู อะไรเถือกนั้น

 

นั่นทำให้เจมส์ขมวดคิ้วมุ่น

 

“แต่ไม่เอาบ้านเดียวกับยัยนั่น” เจมส์พูดขึ้นอีก

“ไม่เอาสลิธีรินด้วย...ให้ตาย บ้านนั้นน่ะนิสัยเสีย ฉันเพิ่งโดนปี3แกล้งเมื่อกี้นี้เอง” บีเดิ้ลบ่นอย่างรำคาญใจ

 

“พวกนายคิดว่าจะได้อยู่บ้านไหน?” เจมส์เอ่ยถามพลางมองทั้งสองคน

“วิลสันต้องได้อยู่กริฟฟินดอร์แบบพี่ฉันแน่...ให้ตาย สองคนนั่นเหมือนกันจนน่าขนลุกเลย...แต่ถ้าเป็นฉัน….ฉันคิดว่าคงเป็นเรเวนคลอละมั้ง?”

“ฉัน...ไม่รู้สิ...ไม่ใช่สลิธีรินแน่ๆ ก็แล้วกัน...แต่ฮัฟเฟิลพัฟน่าจะเลือกนายนะบีเดิ้ล?” เจมส์คาดเดา เขาได้ยินมาจากพ่อคร่าวๆ แล้วว่าทั้งสี่บ้านมีลักษณะนิสัยยังไง

“ไม่เอาหรอก ฉันไม่ชอบสกั๊งค์น่ะ กริฟฟินดอร์ต้องเลือกฉันแน่” บีเดิ้ลตอบด้วยสีหน้ามั่นใจ

“ก็ต้องรอลุ้นกันไปนั่นแหละ” ไวท์เอ่ย ดวงตาสีฟ้าอมเทาฉายแววครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ระหว่างที่พูดคุย รถไฟก็แล่นออกมาจากลอนดอนแล้ว ทิศทัศน์ทุ่งนา วัวและแกะกำลังเดินเอื่อยๆ แทะเล็มหญ้าอ่อนๆ อย่างเกียจคร้าน เป็นภาพที่เบาสบายตา ไวท์ละสายตากลับมาเมื่อได้ยินเสียงเลื่อนเปิดประตูตู้ ผู้หญิงหน้าตายิ้มแย้มคนหนึ่งกำลังเข็นรถเข็นที่มีขนมมากมาย

“ต้องการอะไรจากรถเข็นมั้ยจ๊ะเด็กๆ?” เธอเอ่ยถาม

เจมส์ออกไปดูอย่างรวดเร็วมองขนมต่างๆ ด้วยแววตาเป็นประกายและแปลกใจ มีแต่ขนมต่างๆ นานา มากมายที่หนุ่มอ้วนไม่รู้จักและไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต ทั้งเยลลี่เม็ดทุกรสของเบอร์ตี้บอตต์ หมากฝรั่งที่เป่าได้ดีที่สุดของดรูเบิล กบช็อกโกแลต พายฟักทอง เค้ก ไม้กายสิทธิ์รสชะเอม และอื่นๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะอะไรก็น่าลองไปหมด เจมส์มองทั่วอย่างลังเล

“ฉันไม่เคยเห็นพวกนี้มาก่อนเลย”

“ฝากซื้อดรูเบิลให้ฉันกล่องหนึ่งสิ” บีเดิ้ลเอ่ยบอก

เจมส์ตัดสินใจซื้อกบช็อกโกแลตมาจำนวนหนึ่ง พร้อมกับไม้กายสิทธิ์รสชะเอมและพายฟักทอง

 

“เอ...ซิกเกิ้ล…” เขาพึมพำพร้อมกับหยิบกระเป๋าเงินของตัวเองออกมา พลางจ้องมองเหรียญต่างๆ ในนั้นด้วยแววตาสับสนเล็กน้อย

“นี่...นายต้องจ่ายสี่ซิกเกิ้ลก็คืออันนี้ แล้วก็อีกเก้าคนุตส์” ไวท์เอ่ยบอกพลางชี้เหรียญสีเงินกับสีทองแดง เพื่อนเลือดผสมมองตามปลายนิ้วของไวท์ และหยิบเหรียญออกมาจนครบเพื่อจ่ายออกไป แม่มดรถเข็นรับเงินทั้งหมด และส่งขนมทั้งหมดให้เขา ไวท์สั่งดรูเบิลให้บีเดิ้ล พร้อมกับจ่ายเงินอย่างรวดเร็ว

 

เจมส์และไวท์กลับเข้ามานั่งในตู้ บีเดิ้ลยื่นเงินคืนให้ไวท์และหยิบเอากล่องหมากฝรั่งมาแกะ ปากก็พูดไปพลาง

“นายคิดถูกเจมส์ ที่ไม่ซื้อเบอร์ตี้บอตต์”

“ทำไมล่ะ?” คิ้วของเจมส์ขมวดมุ่นอย่างสงสัยขณะนำเอาไม้กายสิทธิ์รสชะเอมมาแทะ

“เพราะมันทุกรสจริงๆ น่ะสิ!” บีเดิ้ลร้อง

“มันมีรสแย่ๆ อย่างรสตับ เครื่องใน หรือขี้มูก นายอาจจะโชคดีเจอมันถ้านายกิน” ไวท์กล่าว เขาเคยถูกอาน่าบังคับให้ลองอยู่สองสามหน โชคยังดีที่เขาได้เจอรสที่พอทน รสสบู่มันก็...ทำให้เขาสงสัยขึ้นมาหน่อยๆ ว่าถ้าเป็นสบู่จริงๆ มันจะรสแบบนั้นเปี๊ยบหรือเปล่า แต่เขาก็ไม่คิดจะลองหรอก

“ฉันเคยได้รสอ้วกหนหนึ่งด้วย มันทำให้ฉันอ้วกจริงๆ แหวะ” บีเดิ้ลบ่น

 

เจมส์รู้สึกโชคดีมากที่ไม่ได้ซื้อเจ้าสิ่งนั้นมา เขาจ้องมองกล่องกบช็อกโกแลต ก่อนจะเอ่ยเมื่อนึกได้

 

“คราวก่อนฉันเห็นวิลสันถือขนมนี่ด้วย” เขาว่า

“มันกินได้รึเปล่าน่ะ” แม้จะไม่ได้ตั้งใจ แต่แวบหนึ่ง เจมส์เผลอเหลือบมองกล่องพลาสติกใสของเขาที่วางอยู่ มีเจ้ากบตัวอ้วนโทมัสของเขานอนอยู่ในนั้น

“กินได้ มันไม่ใช่กบจริงๆ หรอก แต่บางคนก็ซื้อเอาไว้สะสมการ์ดเฉยๆ นะ”

“การ์ด?” เจมส์ทวนคำของไวท์

“การ์ดรูปพ่อมดแม่มดที่มีชื่อเสียงน่ะ ฉันเคยสะสมอยู่บ้างนิดหน่อย แต่เลิกเพราะฉันได้แต่รูปคลิโอดน่าซ้ำๆ เป็นสิบใบ” บีเดิ้ลบ่น เจมส์จึงลองแกะกล่องดู แน่นอนว่าเขาไม่ได้กินช็อกโกแลตรูปร่างกบที่ขยับได้เสียเหมือนจริงนั่นเข้าไปในคราแรก เขามองการ์ดในมือ เขาได้รูปของเมอร์ลินมา เขาอ่านรายละเอียดด้านหลังการ์ด ระบุชื่อเสียงต่างๆ ของเมอร์ลินเอาไว้ ทว่าเขาก็อ่านไม่เข้าใจนัก จึงหันไปให้ความสนใจกับของกินอย่างอื่นต่อในที่สุด

 

ทิวทัศน์ภายนอกเริ่มแปรเปลี่ยน ไม่มีทุ่งนาชนบทให้เห็นอีกต่อไป มองไปเห็นแต่ป่าเขาสีเขียวครึม และแม่น้ำคดเคี้ยวเท่านั้น

 

ดวงตาสีฟ้าอมเทาของไวท์จ้องมองแม่น้ำที่ทอดยาวเป็นสาย ดูสงบนิ่งทว่าก็ลึกลับ...ราวกับถ้าจ้องนานกว่านี้จะยิ่งรู้สึกเหมือนจมลึกลงไป...เป็นความรู้สึกวูบโหวงประหลาดๆ เขาครุ่นคิดในสิ่งที่ตนจะเอ่ยครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจถามออกไปด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งดังปกติ

 

“พวกนายได้ยินข่าวลือนั่นรึเปล่า? ข่าวลือที่ว่าคนที่รู้ว่าใครยังไม่ตายน่ะ?” ไวท์เอ่ย

 

“ได้ยินสิ แต่พ่อแม่ฉันบอกว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งเพ…แบบ ถ้ายังไม่ตายจริงก็คงโผล่มานานแล้ว...ข่าวลือเด็กผู้รอดชีวิตเข้าเรียนปีนี้คงจะทำให้ทุกคนจงใจสร้างเรื่องกันขึ้นมาอีกมากกว่า” บีเดิ้ลตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก พลางหยิบพายฟักทองที่เจมส์แบ่งให้เข้าปาก

 

“คนที่รู้ว่าใคร? เด็กผู้รอดชีวิต? เรื่องอะไรกันน่ะ?” เจมส์ถามอย่างไม่เข้าใจนัก

“นายไม่เคยได้ยินเหรอ? ก็...คนนั้นไง พ่อมดศาสตร์มืดที่โด่งดังคนนั้นน่ะ ว่ากันว่าตายไปแล้วตอนที่ไปที่บ้านของพวกพอตเตอร์...ผู้รอดชีวิตคนเดียวในวันนั้น แฮร์รี่ พอตเตอร์ ผู้สยบจอมมารได้ ลือกันว่าเรียนรุ่นเดียวกับเรานี่แหละ” ไวท์ว่า

“หนังสือตั้งหลายเล่มพูดถึงแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ว่านี่ อ้อ ตอนขึ้นรถไฟมา ฉันว่าฉันได้ยินแฝดสองคนพูดถึงแฮร์รี่ พอตเตอร์ ว่าเขาอยู่บนรถไฟ”

“เขาคงเก่งเนอะ จัดการกับคนร้ายได้ตั้งแต่ยังเด็กๆ แบบนั้น” เจมส์ว่า

“แต่ตอนนี้มีข่าวลือว่าคนที่รู้ว่าใครกำลังจะกลับมา…” ไวท์เอ่ยตอบ สีหน้าของเด็กหนุ่มเคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย

“แล้วถ้าตายไปแล้ว...ใครชุบชีวิตเขาขึ้นมาล่ะ? ทำแบบนั้นได้ด้วยเหรอ?” เจมส์ถามอย่างงุนงง

“ไม่รู้สิ” ไวท์ส่ายหน้า ถึงอย่างไรเขาก็เป็นเพียงเด็กคนหนึ่งเช่นกัน ย่อมไม่อาจรู้เรื่องอะไรละเอียดมากนักว่าข่าวลือนี้มาจากไหนและมีความจริงเพียงใด

 

“ถึงได้บอกไงว่ามันแค่ข่าวลือ” บีเดิ้ลเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ

“ถ้าเป็นแค่นั้นจริงๆ ก็ดีสิ…ไม่มีใครอยากให้มียุคมืดอีกหรอก พวกที่ต่อต้านคนที่รู้ว่าใครในตอนนั้นส่วนมากก็ตายไปเยอะด้วย...แถมยังมีคนที่โดนลูกหลงทั้งที่ไม่ได้เข้าฝ่ายไหนอีก” ไวท์พึมพำ

 

“ส่วนน้อยที่ยังอยู่ดีก็นายนั่นแหละพวกลูซิเฟอร์…” เสียงที่ไม่คุ้นหูนักเอ่ยดังมาจากทางประตูตู้ที่ไม่ได้ปิดไว้ ลูกชายคนเล็กของตระกูลสเตรนเจอร์กอดอกพิงประตูมองมายังไวท์ด้วยสายตาเหยียดๆ

 

“......นายเองก็เหมือนกันนี่ สเตรนเจอร์?” ไวท์เอ่ยย้อนกลับไป

 

คาโลแค่นเสียงขึ้นจมูก ก่อนจะเอ่ย

“บ้านฉันไม่ลดตัวลงไปยุ่งกับเรื่องที่โสมมแบบนั้นลูซิเฟอร์”

 

เป็นเรื่องจริง...ตระกูลสเตรนเจอร์นั้นเรียกได้ว่าเป็นกลางอย่างถึงที่สุด...ไม่เข้าฝั่งไหนเลยสักฝั่ง แยกตัวออกไปอย่างสมบูรณ์แบบ แม้ว่าจะมีสงครามก็ไม่อาจกระทบกระเทือนอะไรตระกูลนี้เลย เพราะพวกเขาออกตัวชัดเจนว่าจะไม่ยุ่งอะไรใดๆ ทั้งสิ้น แต่ก็ไม่ต่อต้านใคร ในขณะที่ตระกูลลูซิเฟอร์นั้นถึงจะไม่เข้าไปสู้อะไรในสงคราม แต่ว่าก็ออกตัวชัดเจนว่าไม่พอใจกับการพยายามครอบครองอย่างเอาแต่ใจของฝั่งลอร์ดมืดสักเท่าไหร่

 

“...สุดท้ายแล้ววันหนึ่งทุกคนก็ต้องเลือก…” ไวท์พึมพำเสียงเบา

“นายว่าอะไรนะลูซิเฟอร์” คาโลตวัดสายตามามองด้วยท่าทางเหวี่ยงหน่อยๆ ตามฉบับเจ้าตัว ทำเอาไวท์เกือบสะดุ้งโหยง

 

“สุดท้ายถ้ามีสงครามยังไงก็ต้องเลือกไม่ใช่เหรอ ไม่งั้นก็อาจจะกลายเป็นเป้าได้เหมือนกันอยู่ดีนะ”

“นั่นมันก็เรื่องของฉั-”

“โทษที มีใครเห็นคางคกมั้ย มีคนทำหาย...นี่ฉันมาขัดจังหวะอะไรงั้นเหรอ?” เด็กสาวที่มีเส้นผมสีน้ำตาลหยิกหนาคนหนึ่งเดินมาถามก่อนจะชะงักไปเมื่อรู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่ไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่ ใบหน้าที่ดูมีความมั่นใจและวางอำนาจในตนเองตอนแรกดูเจื่อนลงไปเพียงเล็กน้อย

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก เราไม่เห็นคางคกที่ว่านั่นนะ” ไวท์เป็นคนแรกที่ตั้งสติได้ก่อน และเอ่ยตอบเด็กสาวไปอย่างนุ่มนวล

“เหอะ…” คาโลมองทั้งสามคนด้วยสายตาเหยียดๆ ดวงตาสีเขียวสดใสมีประกายอมส้มเล็กน้อย อาจเพราะสะท้อนกับแสงจากภายนอก เขามองค้อนคนขัดบทสนทนาแล้วก้าวเท้าเดินจากไปจากตรงนั้น

 

...เสียดายจริงๆ ถ้านิสัยดีแบบพี่ชายก็คงดี

 

พนันได้เลยว่าหมอนั่นจะต้องได้ไปอยู่สลิธีริน…

 

เด็กสาวแปลกหน้ามองตามคาโลไปเล็กน้อยพร้อมกับขมวดคิ้วบางๆ อย่างไม่ชอบใจนัก ก่อนจะหันกลับมามองทั้งสามคน

“พวกเธอเตรียมเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อคลุมได้แล้วล่ะ เราใกล้จะถึงแล้ว” เธอเอ่ยเตือนทิ้งท้ายด้วยท่าทีวางอำนาจอย่างเดิม ก่อนจะเดินจากไปยังตู้อื่น เพื่อช่วยตามหาคางคกให้ใครสักคนต่อไป

“โทมัสไม่เห็นหนีฉันไปแบบนั้นเลย...หรือเพราะมันเป็นกบนะ กบกับคางคกต่างกันยังไงกัน” เจมส์พึมพำ

“แล้วหมอนั่นเป็นอะไรของเขาน่ะ ทำไมต้องทำท่าทางหยิ่งยโสแบบนั้นด้วย” บีเดิ้ลถามด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ หลังจากผู้บุกรุกทั้งมาเกือบดีและมาร้ายได้จากไปแล้ว

“ไม่ต้องใส่ใจหรอก สเตรนเจอร์ก็แบบนั้นแหละ” ไวท์เอ่ยตอบ

 

“ว้า เสียดายชะมัด นึกว่าจะมีเรื่องกันให้ดูซะอีก….” คริสตัลที่น่าจะแอบฟังอยู่สักพักหนึ่งแล้วเดินมาตรงหน้าตู้ก่อนจะแสยะยิ้ม ดวงตาของเธอมองไปยังไวท์ก่อนจะเลื่อนผ่านเจมส์ไปอย่างไม่ใส่ใจ หรือที่เรียกอีกนัยหนึ่งว่าเมิน และมองเลยไปเห็นคนไม่คุ้นหน้า

“ไง คิดว่าเรายังไม่รู้จักกัน ฉันคริสตัล วิลสัน”

“เอ่อ...หวัดดี?” บีเดิ้ลเอ่ยตอบรับด้วยสีหน้างงๆ ในขณะที่เจมส์ได้แต่พูดอย่างไม่มีเสียงว่าอย่าไปยุ่งกับยัยนั่นนะ

 

“เธอควรต้องดีใจกับฉันสิวิลสัน ที่มันไม่มีเรื่อง...ฉันยังไม่อยากมีปัญหาตั้งแต่ยังไม่เข้าฮอกวอตส์ด้วยซ้ำหรอกนะ”

“ไม่เอาน่า~ลูซิเฟอร์ อย่าใช้ชีวิตน่าเบื่อแบบนั้นสิ ชีวิตนี้มีครั้งเดียว จำไว้! อยากทำอะไรก็ทำ อยากแกล้งใครก็แกล้ง” คริสตัลกล่าวพร้อมกับมองเจมส์ด้วยหางตา แล้วตบบ่าไวท์

 

“สเตรนเจอร์น่ะ เก่งแต่ปาก อุดปากได้ ก็ทำอะไรไม่ได้ละ” เธอขยิบตาให้แล้วหันไปมองบีเดิ้ล

 

ตั้งแต่เข้ามาในตู้เธอก็ยังพูดจ้อไม่หยุดเลยล่ะ

 

“ฉันแนะนำตัวไปแล้ว จะไม่แนะนำตัวกลับหน่อยเหรอ?” สายตาเป็นประกายแบบนั้นมันน่ากลัวชะมัด...ประกายแบบเดียวอาน่า

บีเดิ้ลถึงกับสะดุ้งและดึงเจมส์มาเป็นเกราะกำบังจากคริสตัล ก่อนจะพูดอย่างตื่นๆ

“ยัยนั่นน่ากลัวจริงๆ ด้วย!!”

 

เจมส์ที่จู่ๆ ก็กลายเป็นโล่ ทั้งที่ตนเองก็ใช่ว่าจะปกป้องตัวเองจากคริสตัลได้ เลื่อนสายตาไปมองบีเดิ้ลที่หลบหลังตัวเองอยู่และกลับไปมองคริสตัล

“...ดูเหมือนเพื่อนฉันจะไม่อยากเป็นเพื่อนกับเธอนะ…” สายตาที่ส่งไปสื่อความประมาณว่าอย่ามายุ่งกับเพื่อนฉันนะ

“เสียใจจัง” คริสตัลตีหน้าเศร้าแบบที่ดูยังไงก็รู้ว่าไม่ได้เสียใจเลยสักนิด

 

“ยังไงก็ยินดีที่ได้รู้จักนะ แฟนทอม” ผู้หญิงคนเดียวในตู้โดยสารยิ้มมุมปาก

 

บีเดิ้ลอ้าปากค้าง

...ยังไม่ได้แนะนำตัวสักหน่อย ยัยนี่รู้นามสกุลเขาได้ไงกัน

 

คริสตัลยิ้มมุมปากราวกับพอใจสีหน้าแบบนั้นเสียเต็มประดาก่อนจะหันมามองเจมส์

“หวังว่าเราจะไม่ได้อยู่บ้านเดียวกันนะฮัทสัน ไม่งั้นนายไม่เหลือซากแน่”

 

“อ๊ะ! ไม่สิ"

 

"อยู่บ้านไหน...นายก็ไม่เหลือซากทั้งนั้นล่ะ” เธอยิ้มมุมปากส่งท้าย แล้วเดินล้วงกระเป๋ากางเกงออกไป

 

เจมส์ไม่ได้พูดอะไร...เขามองคริสตัลจนเธอเดินออกไปลับสายตา

 

“เป็นครั้งแรกเลยที่อยากเรียนวิชาป้องกันตัวจากศาสตร์มืด....” เขาพึมพำเบาๆ และมองไวท์ราวกับขอความช่วยเหลือ

“วิชาป้องกันตัวก็เอายัยนั่นไม่อยู่แน่...และดูเหมือนยัยนั่นจะเพ่งเล็งนายแล้ว ระวังตัวนะเจมส์…” ไวท์ถอนหายใจยาว ได้แต่เอ่ยบอกพลางตบบ่าเจมส์แบบเห็นใจ ก่อนจะเอื้อมมือปิดประตูตู้ และปิดม่านให้เรียบร้อย เพื่อเปลี่ยนชุด

 

“แต่อย่างน้อยๆ ถ้าเรียนคาถากับป้องกันตัวจากศาสตร์มืดไว้ให้เยอะก็คงช่วยได้บ้าง ถ้ายัยนั่นใช้คาถาแกล้งนาย นายจะได้รับมือได้” อย่างน้อยนี่ก็น่าจะเป็นคำแนะนำที่ดีที่สุด ไวท์เอ่ยขณะถอดเสื้อแขนยาวสีกรมของตนเอง แล้วเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อเชิ้ต เพื่อนทั้งสองเองก็เช่นกัน

“...นี่มันยากชะมัด” เจมส์บ่นเบาๆ มืออวบอ้วนกำลังสาละวนกับเนกไทในมือที่พยายามเท่าไหร่ก็ออกมาบูดเบี้ยว ไม่น่าดูเท่าไหร่นัก เนื่องจากเขาไม่เคยต้องใช้มันมาก่อน เขาอยู่ในเสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ ทว่ามันก็ยังดูคับสำหรับพุงอ้วนกลมของเขา ตอนที่เขาไปซื้อเสื้อผ้ามันยังสวมได้พอดีอยู่เลย แต่ตอนนี้เขารู้สึกเหมือนกระดุมมันตึงแน่น เขาคงกินมากเกินไปหน่อย เขาเร่งมือผูกเนกไทขึ้นอีกนิด เมื่อได้ยินเสียงประกาศดังมา

 

“เราจะถึงฮอกวอตส์ในอีกห้านาที กรุณาทิ้งสัมภาระไว้บนรถไฟ จะมีเจ้าหน้าที่ขนไปให้ที่โรงเรียนทีหลัง”

 

เหมือนยิ่งรีบยิ่งลนจะยิ่งทำให้ทุกอย่างยากขึ้น เจมส์ขมวดปมเนกไทอย่างหัวเสีย

“ให้ฉันช่วยนะ” ไวท์เอ่ย ก่อนจะขยับเข้าไปใกล้เพื่อนเล็กน้อย ขยับมือผูกปมเนกไทได้อย่างคล่องแคล่วสวยงาม

“นายเก่งชะมัด” เจมส์ร้องชม พลางมองผลงานที่อยู่บนคอตนเอง รู้สึกอึดอัดแปลกๆ คงต้องใช้เวลาอีกนาน กว่าหนุ่มอ้วนจะชิน

“ฉันไปงานสังคมกับพ่อบ่อยน่ะ” ไวท์ไม่ได้เอ่ยเกินจริงเลย เนื่องจากเขาเป็นเลือดบริสุทธิ์ จึงมักถูกพาเข้าไปทำความรู้จักกับคนอื่นๆ ถูกพาไปงานสังคมตั้งแต่ยังเล็กๆ

“ฉันมีเพื่อนหรูหรากับเขาแล้วสิเนี่ย” บีเดิ้ลเอ่ยพลางหัวเราะ ไวท์เพียงอมยิ้มจางๆ รับ

 

“โอ๊ะ ถึงแล้วนี่ออกไปกันเถอะ อยากคัดสรรบ้านจะแย่” เมื่อชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่าง บีเดิ้ลก็ร้องบอกพลางคว้าเสื้อคลุมสีดำยาวมาสวม

 

ไวท์ตรวจเช็คความเรียบร้อยของเสื้อผ้าของตัวเองอีกครั้ง แล้วทั้งสามก็เดินลงจากรถไฟ

 

...สวัสดีฮอกวอตส์

 

 

 

 

tbc

แวะมาแปะอีกตอน ไวท์ในช่วงแรกก็จะดูเรื่อยๆ จืดๆหน่อยนะคะ รวมถึงตัวละครอื่นๆอาจจะยังดูไม่หวือหวามากนัก อยากให้ตัวละครค่อยๆเติบโตไปเรื่อยๆค่ะ โดยเฉพาะเจมส์ ซึ่งจะได้เห็นพัฒนาการชัดที่สุดเลย รอดูกันน้า! และอีกครั้ง อย่าลืมคอมเมนต์ติชม ให้กำลังใจไรท์กันด้วยนะคะ

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 5 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น