The other side of Hogwarts อีกด้านหนึ่งของฮอกวอตส์

ตอนที่ 10 : Friendship

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 11
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 6 ครั้ง
    1 ก.ค. 63

  

sds

 

 

 

...เมื่อไม่นานมานี้เอง ที่คะแนนบ้านของ กริฟฟินดอร์พุ่งนำบ้านอื่นไปได้ด้วยคะแนนแข่งขันควิดดิช แต่ก็เพียงไม่นานหลังจากนั้นเช่นกัน ที่คะแนนของกริฟฟินดอร์หายไปถึงร้อยห้าสิบคะแนนชั่วข้ามคืน เหตุเพราะความผิดที่พอตเตอร์คนดังกับเพื่อนอีกสองคนก่อ แม้จะผ่านมาหลายวันแล้ว มันก็ยังคงเป็นที่พูดถึง แทบไม่มีใครพูดกับแฮร์รี่เลยด้วยซ้ำไป ทุกคนโกรธที่แฮร์รี่นำพาหายนะมา ทำลายความฝันที่จะได้ถ้วยบ้านดีเด่น ดูท่าว่าคริสตัลจะมีคู่แข่งสำหรับอันดับหนึ่งผู้ถูกเกลียดแห่งปีแล้ว

 

 

มีเพียงสลิธีรินที่มีความสุข เพราะดูเหมือนถ้วยบ้านดีเด่นที่พวกเขาถือครองมาตลอดหลายปีติดกัน และเกือบมีทีท่าว่าจะเสียไปนั้น พวกเขาจะได้ครองมันอีกแล้ว

 

 

“ต้องขอบใจพอตเตอร์จริงๆ ที่โง่เง่าขนาดนั้น” คาโลพูดอย่างสนุกปาก ขณะที่เดินขึ้นไปบนหอนาฬิกาเพื่ออ่านหนังสือกับฟอกซ์ เขามากับฟอกซ์แค่สองคน เพราะฟินิกซ์บอกว่าเขามีธุระต้องไปจัดการ คาโลทิ้งตัวลงนั่งตรงมุมเดียวกับเมื่อหลายวันก่อน พร้อมกับวางถ้วยเบอร์รี่รวมที่หยิบติดมาด้วยลงบนพื้น ฟอกซ์ไม่ได้ตอบอะไร เขาเพียงแค่นเสียงในลำคอครั้งหนึ่งรับเท่านั้น

 

 

...ยังไงกริฟฟินดอร์ก็มีแต่พวกชอบแส่หาเรื่องเป็นธรรมดาอยู่แล้วนี่นะ...

 

 

“ว่าแต่ฟินิกซ์ไปไหนน่ะ? ”

“ไม่รู้” ฟอกซ์ส่ายหน้าเบาๆ

“พักหลังนี่หมอนั่นไม่เคยบอกเลยว่าไปไหน” คาโลเอ่ย สีหน้าแสดงถึงความสงสัยเจือความเป็นห่วง

“เราไปตามกันดีมั้ย”

“...ไม่ต้องหรอก เขาคงมีอะไรสำคัญ เราอ่านกันเถอะ ถ้าเขาเสร็จเรื่องแล้วก็ตามมาเอง” ฟอกซ์ว่า คาโลจึงพยักหน้าตามที่เพื่อนว่า และเริ่มติวสอบกันสองคน จนกระทั่งใกล้ถึงเวลาอาหารเย็น ฟอกซ์เก็บหนังสือ จนแล้วจนรอดฟินิกซ์ก็ไม่ได้ตามมาสมทบ พวกเขาจึงคิดว่าจะกลับไปอ่านต่อที่หอแทน ฟินิกซ์จะได้ติวด้วย คาโลกำลังคิดจะลองขีดเขียนกำแพงเล่นอีก หวังจะให้กำแพงนี้กลายเป็นอนุสรณ์บ่นการเรียนของเขาไปเสียเลย ทว่าคาโลกลับต้องชะงัก เมื่อมองเห็นลายมือไม่คุ้นตาเขียนตอบข้อความของเขาเอาไว้ คาโลเลิกคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะขมวดคิ้ว มือก็ขีดฆ่าตัวอักษรที่คนแปลกหน้าเขียนไว้ และเขียนเติมลงไปใหม่ด้วยตนเอง

‘แค่เฉพาะป้องกันตัวจากศาสตร์มืดเท่านั้นแหละ’

‘ทุกวิชายกเว้นปรุงยา’

 

 

ในปีนี้เขาไม่รู้สึกชื่นชอบเลยสักวิชา ยกเว้นวิชาปรุงยาเพียงวิชาเดียวเท่านั้น

“นายเขียนอะไรน่ะ? ” ฟอกซ์ถามเสียงเรียบ ดวงตาสีเทามองจ้องสิ่งที่เพื่อนเขียน คาโลจ้องมองกำแพง พลางตอบอย่างไม่แยแส

“เถียงคนความเห็นไม่ตรงกัน”

 

 

ฟอกซ์ไม่ได้ถามอะไรต่อ พวกเขากำลังจะไปจากตรงนี้แล้ว ทว่าฟินิกซ์ก็เข้ามาถึงพอดี เขานั่งลงและหยิบราสเบอร์รี่ลูกหนึ่งจากถ้วยของคาโลที่ยังเหลืออยู่ขึ้นมาโยนเข้าปาก

 

 

“น่าหงุดหงิดชะมัด เมื่อกี้ฉันโดนฟิลซ์ปรักปรำว่าพยายามแอบเข้าเขตหวงห้ามชั้นสาม ฉันจะขึ้นไปชั้นสองต่างหาก มันช่วยไม่ได้นี่นา บันไดเปลี่ยนตลอดเวลาแบบนั้น” เด็กหนุ่มบ่นไปกินไปเป็นหมีกินผึ้ง

“ฉันล่ะเกลียดฟิลซ์จริงๆ ตัวเองไม่มีเวทมนตร์เลยไม่มีสิทธิ์ได้เรียน แล้วต้องพยายามให้นักเรียนคนอื่นไม่ได้เรียนด้วยหรือไง” เขาเอ่ยตำหนิอย่างแค้นใจและดูอารมณ์ไม่ดีอย่างหาได้ยาก

“นักเรียนก็เกลียดเขาพอๆ กับที่เขาเกลียดนักเรียนนั่นแหละ” ฟอกซ์ว่า

“แล้วนายจะขึ้นไปทำอะไรชั้นสองกันน่ะ? ” คาโลเอ่ยถาม

“ก็ไปหาเมอร์เทิล—“ ฟินิกซ์ชะงักปากเมื่อนึกขึ้นมาได้

“ไปหาใครนะ? ” คาโลขมวดคิ้วเล็กๆ กับชื่อที่ไม่คุ้นหูเท่าไหร่นักนั่น

“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องสนใจหรอก” ฟินิกซ์พยายามเอ่ยปัด ทว่าไม่ทันเสียแล้ว

“ผีนั่นเองหรอกเหรอ ที่นายมัวไปหาอยู่บ่อยๆ ”

“ผี? ผีอะไรฟอกซ์? ”

“ผีนักเรียนหญิงที่ตายในฮอกวอตส์หลายปีก่อน เธอชอบสิงในห้องน้ำหญิงชั้นสองเพราะเธอตายที่นั่น”

“แล้วนายจะเข้าไปหาผีทำไมน่ะฟินิกซ์” คาโลยิ่งฟังก็ยิ่งงุนงง ฟินิกซ์ยิ้มแหย จำต้องสารภาพอย่างเลี่ยงไม่ได้

“คือ...เมื่อวันหยุดคริสต์มาสฉันหลงทางไปเจอเมอร์เทิล ฉันเห็นเธอเหงาเพราะไม่มีใครเข้าไปหาก็เลยไปคุยด้วย” คาโลมีสีหน้าราวกับละเหี่ยใจในความซื่อบริสุทธิ์และเป็นคนดีเกินหน้าเกินตาสลิธีรินของเพื่อนเหลือเกิน

“งั้นนายก็เข้าไปในห้องน้ำหญิงชั้นสอง...คนเดียว? ”

“...ใช่ อ๊ะ แต่ว่าที่นั่นไม่มีใครไปใช้หรอกนะ ไม่โดนผู้หญิงตะเพิดออกมาหรอก” ฟินิกซ์พูดสำทับเมื่อนึกได้

“แล้ว...นายไปคุยอะไรกับผีนั่นล่ะ? นายใช้เวลากับผีนั่นเริ่มจะมากกว่าพวกเราแล้วนะ” คาโลมองฟินิกซ์อย่างน้อยใจเล็กๆ ฟอกซ์เองก็ร่วมใช้สายตาที่น่ากลัวกว่าของคาโลกดดันฟินิกซ์เข้าไปอีก

“ก็เรื่อยเปื่อย...” ฟินิกซ์เอ่ย เลี่ยงที่จะสบตากับคาโลหรือฟอกซ์

“ฟินิกซ์” คาโลเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุปนเป็นห่วง ไม่พอใจเท่าไหร่นักที่เพื่อนไว้ใจผีตนหนึ่งมากกว่าตนเอง

ฟินิกซ์เลื่อนสายตามาสบกับคาโล มองต่อไปที่ฟอกซ์ ก่อนจะหลุบตาลง

“ฉันไม่อยากให้พวกนายต้องมาฟังเรื่องปวดหัวน่ะ ยังไงมันก็ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขอะไรได้ด้วย...พวกนายมีเรื่องอื่นให้คิดพอแล้ว นี่มันทำให้ปวดหัวเปล่าๆ ”

 

 

“ไม่เป็นไรหรอกน่า ระบายออกมาเถอะ ก็ยังดีกว่าเก็บไว้คนเดียวล่ะ” คาโลเอ่ยพร้อมกับย้ายไปนั่งใกล้ฟินิกซ์มากขึ้น ดวงตากลมโตเลื่อนไปมองฟอกซ์ ร่างสูงเข้าใจในทันที เขาลุกขึ้น ก่อนจะขยับทิ้งตัวลงนั่งประกบอีกด้านหนึ่งของฟินิกซ์ ดวงตาสีควันบุหรี่สบกับฟินิกซ์ด้วยแววตาที่อ่อนลงกว่าปกติ ดวงตาคู่นั้นไม่ได้ดูหยิ่งผยองอย่างเคย

“ฉันฟังอยู่”

 

 

ฟินิกซ์ถอนหายใจเบาๆ คิดไล่เรียงสิ่งที่ต้องพูดในหัว แล้วเริ่มเอ่ย

“ฉันเคยบอกพวกนายไปแล้วใช่มั้ย ว่าฉันเป็นเลือดผสม แม่ของฉันเสียไปตั้งแต่ฉันยังเด็กๆ เพราะถูกพ่อมดคนหนึ่งฆ่า น่าจะเป็นช่วงหลังสงครามไม่นานมั้ง ฉันจำอะไรไม่ค่อยได้หรอก ฉันจำได้แค่ว่าแม่เป็นผู้หญิงที่มีรอยยิ้มที่สวยมาก...” เขายิ้มออกมาเล็กๆ ยามนึกถึงภาพรอยยิ้มที่แสนเลือนรางนั่น

 

 

“เธอต้องยิ้มได้สวยเหมือนนายแน่” คาโลว่าพลางแตะมือฟินิกซ์เบาๆ เชิงปลอบ ฟอกซ์เพียงนั่งนิ่งฟังต่อ

“ขอบใจ” ฟินิกซ์ส่งยิ้มไปให้คาโล สูดลมหายใจ ก่อนจะเล่าต่อ

 

 

“ตั้งแต่แม่ตายไป ฉันก็ไม่เคยเห็นอะไรในบ้านลอยไปไหนมาไหนได้แบบแต่ก่อนอีก ข้าวของทุกอย่างที่เกี่ยวกับแม่ พ่อก็จะเอามันออกไปหมด พ่อจะโกรธมากถ้าฉันพูดถึงเรื่องที่เกี่ยวกับเวทมนตร์หรือบังเอิญใช้เวทมนตร์ได้โดยไม่ตั้งใจ”

 

 

“ตอนแรกฉันก็ไม่เข้าใจเขาหรอกว่าทำไมเขาถึงเป็นแบบนั้น”

 

 

“จนฉันได้จดหมายจากฮอกวอตส์” ดวงตาสีดำสนิทมืดหม่นลงยามนึกถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนั้น เขาเลื่อนมือขึ้นถอดชุดคลุมสลิธีรินของตัวเองออก ดึงปลายเสื้อเชิ้ตสีขาวออกจากกางเกง และถกมันขึ้นมา...รอยแผลเป็นนูนขึ้นเป็นทางยาวราวๆ หกเซนติเมตรปรากฏสู่สายตา คาโลเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ส่วนฟอกซ์ แม้จะไม่แสดงออกมากเท่าคาโล แต่ใบหน้าของคุณชายไฮเซนเบิร์กก็ไม่ได้เรียบนิ่งไร้อารมณ์อย่างเคย

 

 

“เขาโกรธที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นในชีวิตเลยล่ะ...เขาหยิบมีดในครัวมา แล้วก็แทงฉัน...” ฟอกซ์เองก็นิ่งอึ้งไปเช่นกัน ฟินิกซ์มองรอยแผลของตัวเอง พลางกุมมันเอาไว้

“ลุงกับป้าเข้ามาช่วยฉันเอาไว้ได้ทัน พอฉันฟื้นพวกเขาก็เลยเล่าทุกอย่าง ฉันถึงได้เข้าใจ...ฉันน่ะไม่ใช่เลือดผสมหรอก”

“นายหมายถึง...? ” ฟอกซ์ขมวดคิ้วเล็กน้อย

“พ่อของฉันน่ะ เขาเป็นสควิบ”

 

 

...

 

 

เมื่อประโยคนั้นจบลง สองเพื่อนเลือดบริสุทธิ์ก็เข้าใจได้ในทันที ว่าเรื่องนี้มันเพราะอะไร...สายเลือดพ่อมดแต่กำเนิด ทว่าไม่อาจใช้เวทมนตร์ได้ ถูกตราหน้าว่าเป็นชนชั้นต่ำน่ารังเกียจของสังคมพ่อมด เมื่อพบรักกับแม่มด สงครามเวทมนตร์ก็พรากเอาหญิงสาวที่รักจากไป พ่อของฟินิกซ์โกรธแค้นและเกลียดชังเวทมนตร์มากเหลือเกิน...และบางที...เขาอาจจะอิจฉาด้วย...ที่ฟินิกซ์กลับถูกเลือก ทั้งๆ ที่ตัวเขาไม่ได้รับโอกาสนั้น...ฟินิกซ์จึงตกเป็นเหยื่อจากโศกนาฏกรรมของพ่อทั้งที่มันไม่ใช่ความผิดเขาเลย

 

 

“มันเจ็บ...เจ็บจนฉันคิดว่าฉันจะไม่รอดแล้วซะแล้วล่ะ แต่ฉันนี่ก็ยังพอมีดวงนะ ฮะๆ ” เขาว่าก่อนจะปิดเสื้อลงไปดังเดิม ไม่อยากให้เพื่อนต้องเห็นแผลไม่น่าอภิรมย์แบบนั้นอีกขณะที่พูด ฟินิกซ์ก็ยังคงยิ้ม...

 

 

ทว่ารอยยิ้มนั่นบีบคั้นจิตใจของคนมองเหลือเกิน... รอยยิ้มสดใสของฟินิกซ์เคยทำให้รู้สึกอบอุ่น แต่วันนี้ยามที่มองเห็นมันกลับทำให้รู้สึกเจ็บปวดตามไปด้วย...กับทุกสิ่งที่เด็กหนุ่มต้องเผชิญ ทุกคนล้วนมีปัญหาในชีวิตของตนเอง คาโลเองก็ใช่จะมีครอบครัวที่มีความสุขสมบูรณ์แบบ แต่อย่างน้อยๆ เขาก็ไม่เคยต้องเจอโศกนาฏกรรม ถูกทำร้ายโดยพ่อแท้ๆ ปางตายแบบนั้น...

 

 

ดวงตาของคาโลกลายเป็นสีฟ้าเศร้า เห็นใจฟินิกซ์ ที่ยังคอยยิ้มสดใสตลอดทั้งๆ ที่เจอเรื่องหนักขนาดนั้น เขาดึงตัวเพื่อนเข้ากอดแน่นทันที ส่งผ่านกำลังใจผ่านกอด กอดให้แน่นที่สุด ให้รู้สึกว่ากำลังใจที่ส่งไปจะมากพอ เขาไม่มีวิธีอื่นที่จะช่วยเพื่อนได้ไปกว่านี้แล้วจริงๆ

“เพราะแบบนี้นายถึงไม่กลับบ้านตอนหยุดคริสต์มาส...” ฟอกซ์พึมพำ

“อืม...”

“ทีหลังมีอะไรอย่าเก็บไว้คนเดียวอีกนะ” คาโลว่า

ฟอกซ์ไม่ใช่คนช่างพูด เขาไม่ถนัดการปลอบประโลมอะไรแบบนี้นัก เขาเพียงแค่แตะมือฟินิกซ์เบาๆ เชิงปลอบ

“พวกเราอยู่ข้างนาย”

ฟินิกซ์ยกยิ้มขอบคุณ ก่อนจะยกแขนข้างที่ว่างขึ้นกอดตอบคาโล ลูบหลังเพื่อนตัวเล็กเบาๆ ขณะหลุบดวงตาที่มีน้ำตาคลอลงต่ำ รู้สึกดีที่เพื่อนๆ เป็นห่วงเขามากขนาดนี้

“ขอบใจนะ...แล้วก็ขอโทษที่ทำให้พวกนายเป็นห่วง”

 

 

...โชคดีที่ฉันได้มาเป็นเพื่อนกับพวกนาย...อย่างน้อยๆ ...ฉันก็พูดกับพวกนายได้ทุกเรื่องแล้วใช่มั้ย...ไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้อีกแล้ว...

 

 

“ไหนๆ ก็ไหนๆแล้ว วันนี้เรามาจับเข่าเปิดอกกันหน่อยมั้ย? เราไม่ค่อยได้คุยเรื่องของกันและกันเลยนี่นา จะได้ไม่ต้องติวด้วย ฉันทนฟังประวัติศาสตร์เวทมนตร์ห่าเหวนั่นไม่ไหวแน่ ขอพักสักวันแล้วกันนะ” ฟินิกซ์พูดติดตลก

 

 

คาโลปรับอารมณ์ให้กลับเป็นปกติได้แล้ว ดวงตาสีฟ้ากลับกลายเป็นสีเขียวอ่อนดังเดิม ผละกอด และขยับตัวห่างออกมาจากฟินิกซ์เล็กน้อย ก่อนจะยกยิ้มและมองร่างสูงผู้เงียบขรึมที่สุดในกลุ่ม

“โดยเฉพาะนายเลย ฟอกซ์”

“ใช่ นายแทบไม่เล่าอะไรเลย พูดกันตามตรงนายพูดนับคำได้ด้วยซ้ำ กลัวทองคำร่วงออกมาจากปากหรือไงกัน” ฟินิกซ์ต่อยแขนฟอกซ์เบาๆ พลางพูดหยอก ฟอกซ์มองกลับมาด้วยสายตาเอือมระอา ทว่าเขาก็โล่งใจที่เพื่อนดูไม่เป็นอะไรแล้ว

“ไม่มีอะไรให้น่าเล่าตรงไหน ฉันไม่ชอบพูดอะไรยาวๆ ด้วย”

“ไม่ไหวเลยนะ หัดมีมนุษยสัมพันธ์กว่านี้หน่อยสิคุณไฮเซนเบิร์ก~” คาโลเอ่ยแซว มองใบหน้าเรียบนิ่งของร่างสูง ก่อนจะเอ่ยคำถามที่คาดว่าคงค้างคาใจมาตลอดหลายเดือน

“นายเคยยิ้มกับเขาบ้างมั้ยเนี่ย”

“นั่นสิ บ้าจี้รึเปล่า? ” ฟินิกซ์มอง ก่อนจะยื่นมือไปจั๊กจี้ทุกจุดบนร่างของร่างสูง เผื่อจะเจอจุดบ้าจี้ไว้ให้แกล้งเล่นสักจุด แต่น่าเสียดายที่เขาไม่มีทางเจอ เพราะมันไม่มี ฟอกซ์ได้แต่มองนิ่งกับการกระทำเป็นเด็กๆ นั่น

“ไร้สาระ”

 

 

“แบบนี้นายก็ฝึกร่ายคาถาผู้พิทักษ์ไม่ได้น่ะสิ? ” คาโลตั้งประเด็นถึงคาถาระดับตำนานซึ่งน้อยคนนักจะร่ายได้ ซึ่งพื้นฐานของการจะร่ายคาถานั้น ผู้ร่ายต้องมีความสุขที่มีค่ามากพอเสียก่อน

“ทำไมจะไม่ได้ ไม่ยิ้มไม่ได้แปลว่าไม่มีความสุขสักหน่อย”

“ก็ความสุขกับเสียงหัวเราะมันเป็นของคู่กันนี่? ”

“...จำเป็นด้วยเหรอ” ฟอกซ์มองเพื่อนอย่างไม่เข้าใจ

“จำเป็น” ทั้งสองตอบกลับมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“ไม่งั้นคนอื่นจะรู้ได้ไงล่ะว่านายมีความสุข? เหมือนฉันอยู่กับพวกนาย ฉันมีความสุข ฉันก็ยิ้ม อยู่กับพี่เซนฉันก็ยิ้ม” คาโลว่า

“ฉันไม่เคยต้องให้ยิ้มให้ใครนี่...” ฟอกซ์พึมพำ ตลอดเวลานับตั้งแต่เด็กๆ เขาก็ถูกสอนเพียงแค่การวางตัวให้เหมาะสม การทำตัวให้เป็นเลือดบริสุทธิ์ที่สูงศักดิ์ เรียนสิ่งต่างๆ ไปตามที่พ่อแม่ต้องการเท่านั้น

“นายอยู่บ้านไม่มีใครยิ้มเลยหรือไงฮะ ทำไมถึงได้หน้าตึงนัก แค่ยิ้มเนี่ย แบบนี้ไง” ฟินิกซ์ยิ้มกว้างให้ดูเป็นตัวอย่าง

“บ้านฉันไม่ทำกันแบบนั้น” ฟอกซ์ว่า

“...พวกเขาทำหน้าตายเหมือนนายตลอดเลยเหรอ? ” คาโลร้องถาม ฟอกซ์ไม่ได้ตอบ เพียงแค่สบตากลับไปเท่านั้น นั่นก็ยืนยันคำตอบได้อย่างดี

 

 

ไม่ใช่ว่าพ่อแม่ทำเหมือนเขา แต่เขาทำหน้าตายเหมือนพ่อแม่เป๊ะเลยต่างหาก

 

ฟินิกซ์อ้าปากหวออย่างไม่อยากจะเชื่อ อยู่กันยังไงน่ะ!

 

“แต่นายบอกว่าถึงไม่ยิ้ม แต่ก็มีความสุข อะไรทำให้นายมีความสุขน่ะฟอกซ์” ดวงตาสีเขียวคู่สวยของคาโลจ้องมองร่างสูงอย่างฉงน ดวงตาสีควันบุหรี่สบกลับมา คาโลมองเห็นประกายแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในดวงตาคู่นั้นวูบหนึ่ง ก่อนที่ร่างสูงจะเอ่ยตอบ มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เล็กน้อยมากจนหากไม่สังเกตคงไม่มีทางรู้ถึงรอยยิ้มที่แทบจะมองไม่เห็นนั่น

“ความลับ”

 

 

แต่รอยยิ้มเล็กเท่าขี้ตาแมวแค่นั้นก็ไม่นับเป็นยิ้มสำหรับคาโล เขาเบ้ปากเล็กๆ ใส่

“ถ้าไม่เห็นนายพูดฉันคงนึกว่ากล้ามเนื้อหน้านายเป็นอัมพาตไปแล้ว”

 

 

“นายนิสัยแบบนี้อยู่แล้ว อย่าทำหน้านิ่งให้มันมากนักเลยน่า มันทำให้ดูดุขึ้นอีกเป็นสองเท่านะ” ฟินิกซ์บ่น

“กำลังจะบอกว่าฉันดุ? ”

“เออ! นายมันดุร้าย ใจร้าย จงยิ้มซะ! ” ฟินิกซ์โถมตัวเข้าใส่ร่างสูง ดึงแก้มทั้งสองข้างของฟอกซ์ ดันมุมปากของอีกฝ่ายขึ้นสูง

 

 

...มันดูไม่ค่อยจะเหมือนยิ้มยังไงพิกล...

 

 

“ไม่เอาน่า” ฟอกซ์พยายามแกะมือฟินิกซ์ออกไป

 

 

“ใกล้ถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว ไปกันเถอะ” คาโลว่าพร้อมกับเก็บของและลุกขึ้นยืน เพื่อนทั้งสองจึงลุกตามด้วย

“อ้อ คืนนี้ฉันไปนอนเตียงนายนะฟินิกซ์ ฉันไม่ยอมให้ยัยผีนั่นใช้เวลากับนายมากกว่าพวกฉันหรอก” คาโลยังโกรธเคืองเมอร์เทิลไม่หายที่มาแย่งเพื่อนเขา ฟินิกซ์เอ่ยเย้าหยอกกลั้วหัวเราะ

“หวงฉันเหรอคาโล~? ”

“เอาสิ นอนด้วยกันอบอุ่นดี” ฟินิกซ์ยิ้ม ไม่ได้ขัดข้องอะไร

“งั้นฉันนอนด้วย” ฟอกซ์พูดขึ้นมาแทบจะทันที

“จะบ้าเหรอฟอกซ์ เตียงมันไม่ได้กว้างถึงขนาดจะเบียดได้สามคนนะ”

“ค่อยย้ายเตียงฉันไปติดกับเตียงนายก็ได้แล้ว” ร่างสูงยักไหล่

“เห นายเองก็หวงฟินิกซ์เหรอฟอกซ์” คาโลหรี่ตามองเพื่อนหนุ่ม ก่อนจะยิ้มแซว

“ฉันจองริมซ้ายนะ! ” คาโลว่า ก่อนจะเดินนำลงจากหอนาฬิกาไป ฟอกซ์มองตามคาโลก่อนจะเลื่อนสายตามามองฟินิกซ์

“ไปเถอะ”

 

 

หลายวันถัดไป ฤดูกาลสอบไล่ก็มาถึง อากาศในช่วงนั้นร้อนอบอ้าว และยิ่งอบอ้าวเข้าไปอีกในห้องสอบ แถมยังกดดันอีกด้วย เพราะหากสอบไม่ผ่านขึ้นมา พวกเขาก็ต้องถูกโยนลงไปเรียนใหม่กับปีหนึ่งปีหน้า ปากกาขนนกที่แจกมานั้นถูกร่ายคาถาต่อต้านการโกงเอาไว้แล้ว ในตอนที่ไวท์ทำข้อสอบเสร็จ เขาก็เหลือบมองเจมส์เล็กน้อย เจมส์มีสีหน้าเคร่งเครียด ทว่าก็ไม่ได้ดูแย่นัก ไวท์ตัดสินใจยกมือขึ้นส่งสัญญาณว่าทำเสร็จแล้ว จัดการส่งข้อสอบ และออกไปรอด้านนอก ก่อนจะออกไป เขาก็ดูท่าทางของคนอื่นๆ ไปด้วย

 

 

คริสตัลกำลังนั่งสัปหงก ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมา มองข้อสอบด้วยท่าทีเบื่อหน่าย ก่อนจะเท้าคางลงมือทำต่อ

 

 

ฟอกซ์ทำเสร็จแล้ว เขากำลังไล่อ่านคำตอบทุกบรรทัดอย่างละเอียดเพื่อตรวจสอบครั้งสุดท้ายก่อนจะส่ง

 

 

คาโลทำใกล้เสร็จแล้ว เขากำลังง่วนอยู่กับโจทย์สองข้อสุดท้ายของข้อสอบ ก็ไม่นับว่าน่าแปลกใจละนะ ตระกูลเลือดบริสุทธิ์หลายตระกูลถูกสอนหลายอย่างมาตั้งแต่ยังไม่เข้าเรียน พวกเขาจึงมักจะมีความสามารถที่เหนือกว่านักเรียนคนอื่นๆ อยู่บ้าง ซึ่งได้มาด้วยประสบการณ์และสภาพแวดล้อมแต่กำเนิด

 

 

ฟินิกซ์ รอล์ฟกำลังนั่งกุมหัว สิ่งที่อ่านมาอันตรธานหายไปตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าสอบ เขาพยายามนึกถึงทุกอย่างที่นึกออกในใจ และหาคำตอบมีเขียน เริ่มรู้สึกผิดที่ไม่ตั้งใจฟังฟอกซ์ติวก็วันนี้

 

 

ไวท์กำลังจะเดินออกไปแล้ว ทว่าเขาก็เผลอสบกับดวงตาสีเขียวหม่นล้ำลึกของใครอีกคน

 

 

เอซ โรบินสัน เลื่อนสายตามาสบกับเขาพอดีขณะที่มือยกค้างอยู่กลางอากาศ เพื่อเตรียมส่งข้อสอบ ไวท์สบมองกลับไป รู้สึกเหมือนทุกอย่างรอบตัวหยุดลงชั่วขณะหนึ่ง หัวใจของเขาเต้นเร็วขึ้น เร็วขึ้น...และเขาไม่ชอบความรู้สึกนี้เลย...เขาละสายตาหนี ก่อนจะเดินออกไปในทันที

 

 

ไวท์เดินออกมา หายใจเข้าลึกๆ เพื่อตั้งสติ เป็นบ้าอะไรนักนะ...เก็บอาการหน่อยสิ เขาก็ไม่ได้มาทำอะไรเสียหน่อย...เขาพูดกับตัวเองในใจ ทว่าเหมือนมีเสียงโต้แย้งดังกลับมาในหัวเสียอย่างนั้น มันทำให้เขาปวดหัวไปหมด มือยกขึ้นกุมหัวเอาไว้ คิ้วเรียวขมวดมุ่นเข้าหากันเล็กน้อย

“เป็นอะไรรึเปล่าครับ? ” เสียงทุ้มสุภาพเอ่ยถามจากด้านหลัง ไวท์หันกลับไปมองในทันที เอซ โรบินสันยืนอยู่ตรงนั้น แสดงท่าทีห่วงใยเล็กๆ ออกมา

“...ไม่ ไม่เป็นไร” ไวท์เอ่ยตอบ

“แต่ท่าทางคุณเหมือนไม่สบายนะครับ? ไปห้องพยาบาลหน่อยมั้ย? ”

ไวท์รู้สึกขอบคุณในความหวังดีนั่น แต่เสียงจากจิตใต้สำนึกมันตีรวนสวนทางเหลือเกิน...

“...ห..หุบปากนะ” ไวท์พึมพำ ก่อนจะรู้สึกตัว เมื่อเอซมองมาด้วยท่าทีหม่นลง

“อา ผมคงยุ่งไม่เข้าเรื่องสินะครับ”

“เปล่า...” ไวท์ตอบอย่างสับสน สะบัดหัวอย่างแรงครั้งหนึ่ง

“เอาเป็นว่าฉันสบายดี ขอบใจนะ” ไวท์ตัดบทและรีบเดินออกไปในทันที เขาเข้าไปในห้องน้ำ เลื่อนมือไปเปิดน้ำมาล้างหน้าล้างตา ทำใจให้เย็นลงหน่อย เขาสูดหายใจเข้าออกลึกๆ จนเริ่มสงบลง ดวงตาสีฟ้าอมเทาลืมขึ้นจ้องมองภาพสะท้อนของตนเองในกระจก สบกับดวงตาอีกคู่ซึ่งไม่ได้มีอยู่จริงในนั้นนิ่งงัน

“...นายกำลังจะทำให้ตัวเองต้องยุ่งยากอีกนะ หยุดซะ”

 

 

...หลังการสอบข้อเขียน การสอบภาคปฏิบัติก็รอทุกคนอยู่...

 

 

ศาสตราจารย์ฟลิตวิกให้นักเรียนเข้าไปสอบในชั้นเรียนทีละคน คอยดูว่านักเรียนจะเสกให้สับปะรดเต้นแทรปได้รึเปล่า

 

 

“เป็นไงบ้าง? ” คริสตัลถามแฟรงค์ที่พึ่งเดินออกมา ด้วยรู้ดีว่าแฟรงค์ไม่ถนัดการร่ายคาถาเป็นที่สุด

“สับปะรดมันไม่ยอมเต้น ฉันก็เลยเต้นแทรปให้ศาสตราจารย์ดูแทนไง? คงต้องได้คะแนนมั่งละน่า” แฟรงค์พูดติดตลก เรียกเสียงหัวเราะจากคริสตัลได้...แต่เธอพอจะรู้นะ...ว่าเขาไม่ได้แค่เล่นมุกแต่เขาทำลงไปจริงๆ แน่ๆ

 

 

ฟินิกซ์บ่นไม่หยุดเหมือนหมีกินผึ้งหลังออกมาจากห้องสอบแปลงร่าง ศาสตราจารย์มักกอลนากัลสั่งให้นักเรียนเสกหนูตัวเล็กๆ ให้กลายเป็นกล่องยานัตถุ์ คะแนนขึ้นกับความสวยงามของกล่อง แต่ถ้ากล่องมีหนวดหรือหางโผล่ออกมา ก็จะโดนหักคะแนนแบบที่เขาโดน

 

 

มักกอลนากัลชมไวท์ไม่หยุดปาก ที่ไวท์สามารถเสกกล่องยานัตถุ์สีเงินเงาแวบ ที่มีลวดลายแกะสลักสวยงามอีกทั้งยังมีอัญมณีเม็ดเล็กๆ ฝังประดับด้วย เขาได้คะแนนเต็มอย่างไม่ต้องสงสัย

 

 

“สุดยอดเลยไวท์” เจมส์ว่า ตัวเขาเองทำได้แค่เสกให้มันออกมาเป็นกล่องที่มีลวดลายเรียบๆ เท่านั้น

“แปลงร่างเป็นวิชาโปรดฉันน่ะ” ไวท์ว่าพร้อมรอยยิ้ม

 

 

ฟินิกซ์แทบจะเป็นบ้าในการสอบปรุงยา เพราะสเนปเอาแต่ยืนประกบหลังจนเขาเสียสมาธิไปหมด เขาไม่ต้องปรุงน้ำยาล้างความทรงจำแล้ว ในเมื่อสเนปทำแบบนี้ก็ล้างความทรงจำส่วนผสมและวิธีปรุงทั้งหมดในหัวเขาไปได้อย่างเกลี้ยงกริบ

 

 

การสอบวิชาสุดท้ายก็คือประวัติศาสตร์เวทมนตร์ การต้องนั่งอยู่ในห้องเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม เขียนคำตอบในเรื่องพ่อมดแก่ๆ ที่ประดิษฐ์หม้อที่คนของในหม้อได้เอง ฟังดูจะง่าย ทว่าการถูกถามแต่ในเรื่องนี้ซ้ำๆ วนๆ มันก็น่าเบื่อเหลือเกิน แต่จะเอาอะไรกับศาสตราจารย์ผีอย่างบินส์ล่ะ? จริงมั้ย?

 

 

คริสตัลหลับไปนานมากแล้ว ในขณะที่ไวท์เท้าคางมองไปรอบๆ อย่างเบื่อหน่าย คาโลเองก็กำลังเล่นปากกาขนนกในมืออย่างว่างๆ ศาสตราจารย์บินส์ไม่ยอมให้ใครออกจากห้องสอบก่อน เขาจะให้นักเรียนทั้งหมดวางปากกาและส่งข้อสอบพร้อมกันเมื่อหมดเวลา เมื่อเสียงเนิบช้าของบินส์บอกนักเรียนให้วางปากกา ทุกคนก็โห่ร้องยินดี จบเสียทีการสอบ จบเสียทีอ่านหนังสือ

 

 

ทั้งหมดจะเป็นอิสระและมีความสุขไปอีกหนึ่งสัปดาห์ กว่าผลสอบจะออก

 

 

ฟินิกซ์ครางเสียงหลงในลำคอพร้อมทิ้งตัวลงกับพนักเก้าอี้ รู้สึกเหมือนตัวเองใกล้จะหมดพลังงานแล้วกับการสอบทั้งหมด

 

 

คริสตัลรีบวิ่งเผ่นออกไปจากห้องสอบเป็นคนแรก เธอรอไม่ไหวแล้วที่จะออกไปเล่นข้างนอกอย่างมีความสุข ปราศจากภาระการสอบบ้าบอห่าเหวใดๆ อีก

 

 

ทุกคนใช้เวลาไปกับการพักผ่อนหย่อนใจตลอดช่วงเวลาทั้งหนึ่งสัปดาห์

 

 

คาโลออกไปเดินเล่น เขานึกสงสัยขึ้นมาว่าคนที่เขียนตอบเขาบนผนังจะตอบมาอีกหรือไม่ เขาจึงลองขึ้นไปดู มือของเขาไล่ไปตามตัวอักษรที่เขาเขียนไว้ รอยขีดฆ่าพร้อมลายมือของเขาที่เขียนไว้ว่าน่าเบื่อทุกวิชายังเด่นชัด ถ้าหากว่ามีศาสตราจารย์มาเห็นแล้วจับได้ว่าใครเขียนคงแย่

 

 

...ยังมาเขียนตอบจริงๆ ด้วย...

 

 

‘ก็สนุกกว่าอยู่บ้านเยอะนะ ไม่ใช่เหรอ? ’

 

 

คาโลยกยิ้มออกมาเล็กๆ ชักอยากจะรู้ขึ้นมาว่าใครกันนะที่มาเขียนตอบข้อความไร้สาระของเขาแบบนี้ ทว่าเขาก็ยังคงคิดที่จะเขียนตอบกลับไป คาโลเขียนขยุกขยิกลงไปบนนั้น เมื่อเขียนเสร็จเขาก็ลงจากหอนาฬิกาไป

 

 

‘ก็จริง ขอให้สนุกกับปิดเทอมแล้วกัน เจอกันเทอมหน้า’

 

 

ใครคนหนึ่งมองเห็นคาโลเดินสวนออกไปพอดีในตอนที่เขาเดินมาใกล้หอนาฬิกา แต่คาโลไม่เห็นเขาในตอนนั้น เพราะเจ้าตัวกำลังจ้องมองไปทางอื่น

 

 

ร่างนั้นเดินขึ้นไปจนถึงหอนาฬิกาชั้นบนสุด อ่านข้อความบนนั้นแล้วก็ยิ้มเล็กๆ ออกมา

 

 

“...นายก็เหมือนกันนะ...สเตรนเจอร์”

 

 

 

 

tbc.

กลับมาแวะลงแล้วนะคะ ยุ่งๆเลยไม่ได้มา เม้นต์ติชมพูดคุย แล้วก็กด เฟบ กันได้นะคะ แฮ่

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 6 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น