The other side of Hogwarts อีกด้านหนึ่งของฮอกวอตส์

ตอนที่ 1 : Intro

  • เนื้อหานิยายตอนนี้เปิดให้อ่าน
  • View : 69
    จำนวนคนให้กำลังใจ : 3 ครั้ง
    25 มิ.ย. 63

sds

 

บางครั้งเรื่องราวที่ไม่ถูกกล่าวถึง...ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่…

 

บางครั้งกลุ่มคนที่ไม่ได้ถูกคุณสนใจ ก็อาจจะมีเรื่องราวของตนเองที่ต่างออกไป

 

ไม่เกี่ยวกับเด็กชายผู้รอดชีวิต ไม่เกี่ยวกับกลุ่มกองทัพดัมเบิ้ลดอร์

 

อีกมุมหนึ่งของเรื่องราวที่ยิ่งใหญ่นี้มีกลุ่มคนอีกกลุ่ม ที่มีเรื่องราวมากมายไม่ต่างกันเลย

 

หากคุณได้ลองเปิดหูเปิดตาให้กว้างขึ้นอีกนิด...คุณอาจจะสนใจเรื่องของพวกเขาก็ได้

 

...ณ คฤหาสน์ลูซิเฟอร์…

 

คุณนายลูซิเฟอร์กำลังจัดเตรียมอาหารเช้าลงบนโต๊ะตัวยาวอย่างพิถีพิถันโดยมีความช่วยเหลือของเอลฟ์ประจำบ้าน เธอกำลังเฝ้ารอลูกๆ ทั้งสองของเธอ วันนี้ทั้งสองจะต้องไปซื้ออุปกรณ์การเรียนเตรียมตัวไปฮอกวอตส์แล้ว โดยเฉพาะลูกชายที่จะไปเรียนเป็นปีแรก...เธอจึงรู้สึกตื่นเต้นอยู่ไม่น้อย

โรงเรียนพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ เป็นโรงเรียนที่ลูซิเฟอร์เรียนกันมาทุกรุ่นทุกสมัย เป็นโรงเรียนที่ปลอดภัยและในขณะเดียวกันก็สอนอะไรให้ได้มากกว่าแค่คาถากิ๊กก๊อกอย่างการเปลี่ยนน้ำให้เป็นเหล้ารัมดังนั้นมันจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด และดีกว่าการเรียนที่บ้านเป็นไหนๆ

 

“มีอะไรกินบ้างแม่~” เสียงสดใสดังมาพร้อมกับร่างของเด็กสาววัย13ที่วิ่งลงมาจากบันไดอย่างเร่งรีบ คุณหนูคนโตของบ้าน ลูเซียอาน่ามีเค้าของความงดงามแม้เพิ่งจะอายุได้แค่13ปี ทว่าเสียดาย...ที่นิสัยขี้เล่นมากเกินพอดีของเจ้าตัวทำให้เป็นคนที่ผู้คนกลัวและหวาดระแวงแทนที่จะชอบไปเสียอย่างนั้น...เส้นผมสีน้ำตาลหยักศกที่ถูกปล่อยสยายนั้นพลิ้วไหวไปตามการก้าวเดินของเจ้าตัว ดวงตาคู่สวยมองจ้องมายังโต๊ะอย่างให้ความสนใจก่อนจะเดินเข้ามากอดผู้เป็นแม่

“วันนี้มีแพนเค้กกับช็อกโกแลตร้อนนะ” คุณหญิงวัยสามสิบปลายๆ เอ่ยพร้อมรอยยิ้มก่อนจะนั่งลงในตำแหน่งของตนเองบ้าง

“แล้วไวท์ละคะ ยังไม่ลงมาอีกเหรอ?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม คุณลูซิเฟอร์ลดหนังสือพิมพ์เดลี่พรอเฟ็ตลงจากหน้าของตนเองก่อนจะมองไปยังภรรยาและลูกสาว คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างฉงน

 

ไวท์ ลูซิเฟอร์...ลูกชายคนเล็กวัย11ของตระกูลเลือดบริสุทธิ์เก่าแก่ลูซิเฟอร์ เป็นเด็กที่ค่อนข้างนิ่งสุขุม และอ่อนโยน ทว่าพักหลังๆ มานี้ มักจะหมกตัวอยู่แต่ในห้องของตนเองไม่ออกมาทั้งวันทั้งคืน...ดูเหมือนจะอ่านหนังสือ แต่คนเป็นพ่อก็ยังข้องใจ ว่าคนเราจะเอาแต่อ่านหนังสือทั้งวันไม่ออกไปไหนแบบนี้ได้จริงหรือ

 

ไวท์ไม่ใช่คนที่มีปัญหาเรื่องมิตรภาพ เขาเข้ากับคนอื่นได้ง่าย เพียงแค่ไม่ชอบการเป็นจุดสนใจมากนักเท่านั้น เนื่องจากเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว ถือคติที่ว่าเพื่อนมีน้อยๆ แต่คบนานๆ ก็พอแล้ว

เรียกได้ว่าตั้งแต่อายุ10ขวบ ไวท์ก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอยู่บ้าง จากที่เป็นหนอนหนังสืออยู่แล้วก็ยิ่งขลุกกับหนังสือเข้าไปใหญ่ และรักความเป็นส่วนตัวมากขึ้นอีกเล็กน้อยด้วยการล็อกห้อง แต่คนเป็นพ่อก็ไม่ได้คิดอะไรมากนัก ก็นะ...ใกล้จะเข้าฮอกวอตส์แล้วเลยตื่นเต้นละมั้ง? โตแล้วด้วยก็คงอยากจะมีความเป็นส่วนตัวสักหน่อย

 

มาแล้วครับ” เสียงมาก่อนตัวเสียอีก ร่างของเด็กวัยสิบเอ็ดเดินลงมาจากบันไดอย่างเชื่องช้า เขาคือเด็กหนุ่มผิวขาวติดซีดเนื่องจากแทบไม่ออกไปเจอแสงแดดสักเท่าไหร่นัก เส้นผมสีน้ำตาลแบบเดียวกับทุกคนในครอบครัว ดวงตาสีฟ้าอมเทาหม่นดูสงบนิ่งคล้ายกับของผู้เป็นพ่อ

เขาทิ้งตัวลงนั่งก่อนจะยกส้อมและมีดขึ้นมาจัดการกับแพนเค้กตรงหน้า

 

“หนังสือน่ะ ใช้ของอาน่าก็ได้นี่นาไม่เห็นต้องซื้อใหม่เลย?” ร่างสูงโปร่งของคนเป็นพ่อเอ่ยถามก่อนจะยกถ้วยชาขึ้นจิบ

 

ในขณะที่ลูกชายขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยปฏิเสธ

 

“พี่ชอบขีดเขียนอะไรไร้สาระในหนังสือจนอ่านไม่รู้เรื่อง ไม่เอาหรอก”

 

“ฮ่าๆ เหมือนจะรู้แล้วนะว่าอนาคตลูกคนไหนจะตั้งใจเรียนกว่ากัน”

 

“โหยพ่อ ไม่ตั้งใจแล้วไง หนูก็ได้คะแนนดีนะ!” เด็กสาวแย้งอย่างไม่ยอมรับ

 

“อ้อ เหรอ…” ไวท์ลากเสียงด้วยสีหน้าเรียบๆ ก่อนจะราดน้ำผึ้งลงบนแพนเค้กของตนเอง

 

“เอาน่า ถ้างั้นก็ซื้อใหม่ก็ได้ไม่เห็นเป็นไร” คุณนายลูซิเฟอร์เอ่ยพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น

 

ตระกูลลูซิเฟอร์เป็นตระกูลเก่าแก่ที่สืบทอดเชื้อสายอันบริสุทธิ์มาอย่างเข้มข้นและยาวนาน เป็นตระกูลที่ค่อนข้างมีฐานะและชื่อเสียงทั้งทางหน้าตา ทางสังคม และด้านการเงิน

 

นั่นจึงทำให้ ไม่ว่าจะใช้หรือไม่ใช้ของพี่น้องรุ่นก่อน จะซื้อใหม่สักเท่าไหร่ก็ไม่ใช่ปัญหานัก...หรือพูดในภาษาง่ายๆ ก็คือรวยนั่นเอง

 

ตระกูลลูซิเฟอร์เป็นศูนย์รวมของเหล่าคนมีความสามารถที่ดันพ่วงมากับนิสัยและความคิดที่มักจะแตกต่างกับพ่อมดแม่มดทั่วไปสักหน่อย

 

ทว่าน่าแปลก...แม้จะมีนิสัยขี้แกล้งหรือร้ายกาจอยู่บ้าง แต่กลับไม่เคยมีใครถูกคัดไปอยู่สลิธีรินเลยแม้แต่คนเดียว…

 

อาจเพราะตระกูลลูซิเฟอร์ไม่ได้ถูกสอนให้หยิ่งในศักดิ์ศรีของความเป็นเลือดบริสุทธิ์ และไม่ทำตัวอวดเบ่งกับใครก็เป็นได้

 

“ใกล้จะเปิดเทอมแล้ว ตื่นเต้นมั้ย ปี1~” คนเป็นพ่อเอ่ยถามพลางมองหน้าลูกชายคนเล็ก

 

“ก็นิดหน่อยครับ…” ไวท์ตอบพร้อมรอยยิ้มจางๆ มุมปาก

 

“หึหึ ฉันรอลุ้นแทบไม่ไหวแล้วว่าปีนี้จะมีอะไรน่าสนุกอีกบ้าง….” ลูเซียอาน่าเอ่ยพร้อมรอยยิ้มซุกซน...การแกล้งคนอื่นโดยเฉพาะน้องตัวเองเป็นสิ่งที่เธอชื่นชอบที่สุด ยิ่งสนใจให้ความสำคัญกับใครก็ยิ่งชอบแกล้งไปใหญ่ ความเป็นกริฟฟินดอร์ของเธอเข้มข้นมากเสียจนน่าทึ่ง

 

ถามสักคำรึยังครับพี่บังเกิดเกล้า...ว่าน้องอยากได้รับความรักขนาดนี้มั้ย

 

อ้อ...เหมือนจะลืมไปอย่างหนึ่ง…

อาน่านั้นมีความสามารถในวิชาปรุงยาสูงมากจนถึงขั้นน่ากลัว เธอได้ดีเยี่ยมและได้คะแนนเต็มในการสอบทุกครั้ง...เรียกได้ว่าเป็นวิชาที่เธอทำได้ดีมากที่สุดจนศาสตราจารย์ยังต้องยอมรับ เธอไม่เคยพลาดสักครั้ง ไม่เลยกับวิชาปรุงยา...เหมือนเป็นพรสวรรค์แต่เกิดเลยก็ว่าได้

และเธอมันก็เป็นพวกชอบทำอะไรแปลกๆ ที่ไม่มีในตำราออกมาเสียด้วย…...คนที่ต้องกลายเป็นหนูทดลองก็ไม่พ้นคนใกล้ตัวอย่างเพื่อนสนิทหรือน้องชาย…

แค่นั้นก็พอจะเดาออกแล้วใช่มั้ย ว่าเธอน่ะร้ายกาจแค่ไหน แถมยังเป็นผีพนันอีกด้วย...ชอบเล่นพนันทุกรูปแบบกับเพื่อน กับพ่อ กับทุกคน...และเธอก็ชนะบ่อยมาก

 

“ไม่ต้องกังวลหรอก...แม่เชื่อว่าลูกไม่ได้อยู่บ้านเดียวกับอาน่าแน่ๆ” แม่กระซิบบอกลูกชายพลางหัวเราะเสียงแผ่ว คำพูดนั้นเรียกเสียงหัวเราะในลำคอของไวท์ได้ ก่อนที่เขาจะยกโกโก้ร้อนของโปรดขึ้นจิบ กลิ่นหอมละมุนเข้มข้นของโกโก้ช่วยให้ผ่อนคลายขึ้นมาก

“เดี๋ยวกินเสร็จแล้วจะให้แม่พาไปที่ไดแอกอน จะได้ไปซื้อของใช้ให้เรียบร้อย...พ่อต้องไปทำงานแล้ว” ร่างสูงๆ ของเจ้าของคฤหาสน์ลูซิเฟอร์เอ่ย มือหนาวางแก้วชาลงก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูงและเดินออกไป โดยไม่ลืมทิ้งท้าย

 

“อ้อที่รัก สัตว์เลี้ยงน่ะไม่ต้องซื้อแล้วนะ ให้ไวท์เอาเซบาสเตียนไปก็ได้...”

 

เซบาสเตียนก็คือนกฮูกของตระกูลลูซิเฟอร์ ซึ่งเลี้ยงมาได้หลายปีแล้ว

เด็กนักเรียนทุกคนได้รับอนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงไปได้คนละหนึ่งตัว ทั้งนี้ก็เพื่อใช้ในการเรียนวิชาแปลงร่างด้วย นกฮูกนั้นเป็นสัตว์ที่ได้รับความนิยมเนื่องจากสามารถใช้มันส่งจดหมายได้ น่าอัศจรรย์ที่พวกมันมีความสามารถที่จะส่งจดหมายไปให้ใครก็ได้ทั่วทุกที่ โดยไม่เคยพลาด...นั่นเป็นหนึ่งอย่างที่สะดวกสบายในโลกเวทมนตร์นี้

แต่มันก็แลกมาด้วยราคาที่คุ้มค่า นกฮูกที่ถูกฝึกมาแล้วนั้นมีราคาแพงมากพอสมควร บ้านเรือนส่วนใหญ่จึงนิยมมีนกฮูกเพียงตัวเดียวและแบ่งกันใช้ทั้งบ้านมากกว่า

 

...หลังจากอาหารเช้าจบลง สามแม่ลูกก็เดินทางไปยังตรอกไดแอกอน เครือข่ายผงฟลูช่วยให้การเดินทางมานั้นรวดเร็วอย่างที่ต้องการ

 

ตามถนนในตรอกไดแอกอนมีผู้คนคับคั่ง ผู้คนเดินจับจ่ายซื้อของ เด็กรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคนเดินสวนกันไป คาดว่าคงมาซื้ออุปกรณ์การเรียนเหมือนกัน

 

อาน่าแทบจะพุ่งเข้าร้านขายยาโบราณในทันทีที่เห็น ใจหวังว่าจะซื้อวัตถุดิบไปลองปรุงยาใหม่ๆ ทว่าก็ถูกผู้เป็นแม่ดึงรั้งคอเสื้อเอาไว้ ทำเอาคอเธอแทบหลุด

“หยุดเลย ยัยตัวดี ถ้าลูกคิดจะไปหาอะไรปรุงยาพิเรนทร์ๆ ก็ซื้อของที่ต้องใช้จริงๆ ให้ครบซะก่อนเถอะ แล้วค่อยวนมาซื้อเอง”

“โถ่ แม่คะ ไหนๆ ก็มาแล้วน่า” อาน่าได้แต่บ่น จำใจต้องละสายตาจากเลือดมังกร กับสารระเบิดของอีรัมเพนที่ต้องตาต้องใจเธอเหลือเกินไปก่อน และสั่งสมุนไพรมาตรฐานสำหรับใช้เรียนไปแทน

 

พวกลูซิเฟอร์ไม่ได้ไปซื้อหม้อที่ร้านหม้อ เนื่องจากเด็กสาวนักปรุงยาอัจฉริยะผู้เลื่องลืออย่างอาน่านั้นมีหม้อทุกขนาดทุกชนิดอย่างครบถ้วน อีกทั้งมีสำรองไว้ชนิดละสองใบด้วย เพราะเธอไม่อาจรู้เลยว่า ยาที่เธอปรุงขึ้นมาแบบไม่มั่วนิ่ม แต่ก็ไม่เคยมีในตำราเล่มไหนนั่น มันจะทำให้อะไรระเบิดขึ้นมาตอนไหน มีสำรองไว้ก็ไม่เสียหาย และเธอก็ยินดีจะแบ่งปันให้น้องชายของเธอได้นำไปใช้

 

เด็กผู้ชายหลายคนกำลังเอาหน้าแนบกระจกตรงร้านขายไม้กวาด ขณะที่เดินผ่าน

“ดูสิ” เด็กคนหนึ่งเอ่ย

“นิมบัสสองพันรุ่นใหม่ เร็วที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยล่ะ !” อาน่าหูผึ่งทันทีที่ได้ยินแบบนั้น เธอหันขวับไปมองไม้กวาดตาวาว

 

ประกายวิบวับนั่นบอกให้ผู้เป็นแม่รู้ชัดเจน

 

...อยากได้!

 

“อาน่า...ลูกยังคิดจะเล่นควิดดิชอีกเหรอ มันอันตรายนะ ลูกเป็นผู้หญิง เกิดเจ็บหนักขึ้นมาแม่จะทำยังไง แม่ไม่อยากเห็นลูกนอนพักฟื้นอยู่ในเซนต์มังโกหรอกนะ” คุณนายลูซิเฟอร์ปรามลูกสาวแสนซนของตน บ้าพลังเหมือนพ่อไม่มีผิด…

 

ทว่าน่าสงสาร...เธอช่างไม่รู้อะไรเสียแล้ว...คนที่จะเจ็บหนักคงไม่ใช่ลูกสาวของเธอหรอก แต่เป็นคู่แข่งในสนามที่โชคร้ายได้เจอบีตเตอร์โรคจิตแบบนี้ต่างหาก...

 

“น่า แม่นะ หนูขอเหอะ” อาน่ากอดแขนของแม่ มองด้วยสายตาร้องขอ ก่อนจะยิ้มกว้างเมื่อเห็นคุณนายลูซิเฟอร์ถอนหายใจอย่างจำยอม

“ไวท์ ไปซื้อเครื่องแบบนะลูก ไปถูกใช่มั้ย เดี๋ยวแม่ตามไป ต้องจัดการให้พี่ก่อน” เธอเอ่ยบอกลูกชายคนเล็ก ในขณะที่อาน่ากระโดดตัวลอย โห่ร้องอย่างดีใจราวกับถูกรางวัล

“ครับ” ไวท์ตอบรับสั้นๆ อย่างว่าง่ายอย่างเคย ก่อนจะเดินไปเรื่อยๆ จนถึงร้านเสื้อคลุมสำหรับทุกโอกาสของมาดามมัลกิ้น

แม่มดอ้วนเตี้ย ในชุดสีม่วงอมชมพูซึ่งเป็นเจ้าของร้านหันมามองเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

“เครื่องแบบฮอกวอตส์ครับ” เขาเอ่ยบอกพร้อมรอยยิ้มจางๆ มุมปากอันเป็นนิสัย เพื่อเป็นการแสดงไมตรีและมารยาทที่ดี

“ทางนี้เลยจ้ะที่รัก” เธอนำเขาไปยังแป้นรองเท้าเตี้ยๆ ตัวหนึ่ง เมื่อเขาขึ้นไปยืน เธอก็นำเสื้อคลุมสีดำสนิทมาสวมหัวให้และนำเข็มหมุดมากลัดเสื้อให้ได้ความยาวพอเหมาะพอดีกับตัวของเขา

“โอเค เสร็จแล้วจ้ะ” เมื่อสิ้นเสียงของมาดามมัลกิ้น เขาก็ลงมาจากแป้น คุณนายลูซิเฟอร์มาถึงพอดิบพอดี ข้างๆ กันนั้นอาน่ากำลังกอดห่อไม้กวาดเอาไว้ด้วยสีหน้าเปี่ยมสุข เมื่อจัดการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เดินตระเวนซื้อของที่เหลือในร้านรวงต่างๆ จนครบตามรายการ ก่อนที่จะแยกย้ายกันไปเดินเล่น ไวท์มีไม้กายสิทธิ์อยู่แล้ว เพราะเขาขอให้แม่พาเขามาซื้อเพื่อฝึกเอาไว้ก่อนที่จะได้เข้าโรงเรียนจริงๆ ดังนั้นเขาจึงมีไม้กายสิทธิ์เป็นของตัวเองตั้งแต่ปลายปีก่อน

 

ไวท์เลือกที่จะหมกตัวอยู่ในร้านตัวบรรจงและหยดหมึก เพื่อมองหาหนังสือไว้อ่านเล่นอย่างสนใจ หนังสือที่ใช้เรียนในปี1หลายๆ เล่ม ไวท์เองก็เคยอ่านผ่านตามาก่อนแล้ว คฤหาสน์ลูซิเฟอร์นั้นมีห้องสมุดของตนเอง แต่โดยส่วนมากมักเป็นหนังสือเก่าๆ เมื่อหลายปีก่อน เพราะไม่มีใครซื้อมาอีก แม่ให้ความสนใจกับการดูแลบ้าน ทำอาหาร ทำสวน และทำอะไรจุกจิกไปเรื่อยเปื่อยตามฉบับแม่มดหญิงวัยสามสิบปลายๆ ในขณะที่พ่อก็ไม่อ่านอะไรมากไปกว่าหนังสือพิมพ์ อาน่าเองก็ไม่ใช่พวกรักการอ่านนัก จนกระทั่งมีไวท์ หนอนหนังสือของบ้าน หนังสือจึงยิ่งเยอะจนแทบจะเต็มไปทั้งห้องสมุด ตอนนี้มีหนังสืออยู่บนชั้นวางหนังสือรอบห้องสูงจนถึงเพดาน จนต้องต่อเติมตู้เพิ่มอีกฝั่ง แต่ไวท์ก็ยังคงหาหนังสือใหม่มาอ่านไม่รู้จักเบื่อ จนเมื่อได้ตามต้องการ เขาก็ย้ายสังขารออกจากร้าน และไปนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่ร้านกาแฟ สถานที่นัดหมาย เพื่อรอแม่และพี่สาวกลับมารวมตัวกันเท่านั้น

 

เสียงพลิกกระดาษแผ่วเบาดังขึ้นเป็นระยะบนโต๊ะที่มีแค่ไวท์ เขาจดจ่อกับเนื้อหาในหนังสือเงียบๆ จนกระทั่งได้ยินเสียง

 

“เฮ้ โต๊ะนี่ว่างรึเปล่า ฉันนั่งได้ใช่มั้ย?” ไวท์จึงเงยหน้าขึ้นมอง เด็กหนุ่มร่างอ้วนท้วมมองตรงมายังเขา เขาจึงยิ้มบางๆ ตามมารยาทและเอ่ยตอบกลับไป

“อื้อ แน่นอน เชิญเลย”

“ขอบใจ” อีกฝ่ายยิ้มน้อยๆ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งฝั่งตรงข้ามเมื่อได้รับคำอนุญาต

“ฉันละงงไปหมด ที่นี่มีแต่อะไรแปลกๆ” เด็กร่างท้วมเอ่ยพลางขมวดคิ้ว

“นายเป็นมักเกิ้ลบอร์น?” ไวท์เอ่ยถามกลับไปอย่างแปลกใจ ฝ่ายตรงข้ามพยักหน้าก่อนจะส่ายหน้าเหมือนสับสน

“มักเกิ้ลนี่หมายถึง...คนปกติ คนที่ไม่ใช่พ่อมดแม่มดน่ะเหรอ”

“อื้อ” ไวท์พยักหน้ารับ นั่นทำให้อีกฝ่ายส่ายหน้า

“เปล่าหรอก พ่อฉันเป็นพ่อมดน่ะ...อย่างน้อยฉันก็เพิ่งรู้ว่าเขาเป็น แต่ดูเหมือนแม่จะไม่ใช่”

“อ้อ งั้นนายก็เลือดผสม…...ฉันไวท์ ไวท์ ลูซิเฟอร์” ไวท์ตัดสินใจเอ่ยแนะนำตัวก่อนจะยื่นมือไปหาอีกฝ่าย

“เจมส์ ฮัทสัน ยินดีที่ได้รู้จัก” เด็กร่างท้วมเอ่ยตอบกลับมาก่อนจะรีบยื่นมือมาจับมือเขาเพื่อตอบรับไมตรี มืออ้วนกลมนั้นเขย่ามือเขาเบาๆ ครั้งหนึ่งก่อนจะปล่อยมือออก

 

อ๋า...พวกเลือดผสมที่ไม่เคยรู้ถึงการมีอยู่ของโลกเวทมนตร์ก็มีอยู่เยอะนี่นะ…บางครั้งแม้แต่สามีภรรยาของพวกเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตัวเองมีคนรักเป็นพ่อมดแม่มด

 

และอย่างที่บอก ตระกูลลูซิเฟอร์ไม่หยิ่งยโสในสายเลือด ดังนั้นจึงคบค้าสมาคมได้แม้แต่กับพวกมักเกิ้ลบอร์นก็ตาม

 

“งี้ นายก็...อยู่กับอะไรแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ? ...หมายถึงแบบ เวทมนตร์อะไรแบบนี้น่ะ” เจมส์เอ่ยถามพลางกวาดตามองไปรอบๆ มีคนบางส่วนกำลังใช้ไม้กายสิทธิ์เสกอะไรสักอย่าง และบางคนก็กำลังคุยกันเรื่องต่างๆ นานา ที่มักเกิ้ลไม่อาจเข้าใจได้

“ใช่ ฉันเป็นเลือดบริสุทธิ์น่ะ” ไวท์เอ่ยตอบ

 

“แต่นายไม่ต้องกังวลไปหรอก โลกเวทมนตร์ไม่ได้อยู่ยากอะไร บางทีมันก็สะดวกสบายยิ่งกว่ามักเกิ้ลซะอีก เดี๋ยวนายก็ชิน”

“ขอบใจไวท์” เจมส์เอ่ยตอบกลับมา และไวท์ก็เพิ่งจะเบนสายตาไปเห็นกบสีน้ำตาลอมเหลืองที่อยู่บนมืออีกข้างของเจมส์

“นั่น...สัตว์เลี้ยงนาย?”

“อ้อ ใช่ เพิ่งซื้อเมื่อกี้นี้นี่แหละ ชื่อโทมัสน่ะ” เจมส์เอ่ยตอบ

 

สองหนุ่มพูดคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ทำให้ไวท์รับรู้ได้เลยว่า เจมส์แทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกเวทมนตร์เลยจริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ได้เข้าใจอะไรยากแบบมักเกิ้ลบอร์นบางคน ดังนั้นการจะเป็นเพื่อนกันได้ก็ไม่ใช่เรื่องยาก

 

แล้วเรื่องเกินความคาดหมายก็บังเกิด

 

แปะ!

 

เจ้ากบตัวอ้วนกระโดดออกจากตัวผู้เป็นเจ้าของไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ และก็ไปอยู่…

 

...บนหัวของคนที่นั่งอยู่โต๊ะด้านหลังเจมส์…

 

มันอาจจะดูเหมือนเรื่องตลก แต่บางที ถ้ามองในมุมกลับกันแล้ว หากเรานั่งๆ ดื่มโกโก้อย่างสบายอารมณ์ คิดว่าโลกนี้นั้นชีวิตช่างดี๊ดี หรืออะไรก็ตามแต่ แล้วจู่ๆ ก็มีกบมาทักทายด้วยการกระโดดเกาะบนหัว และร้องอ๊บๆ ราวกับจะบอกว่า เฮ้ มนุษย์ ฉันอยากรู้จักเธอนะ

 

...แบบนี้มันคงไม่น่าอภิรมย์นัก

 

และดูเหมือนผู้โชคดีคนนั้นจะเป็นคนที่ไวท์คุ้นตาเสียด้วย

 

“นี่มันบ้าอะไรเนี่ย…” เสียงของเด็กสาววัยสิบเอ็ดบ่นก่อนจะเอื้อมมือขึ้นแกะเจ้ากบตัวลื่นเมือกออกจากหัวตัวเองก่อนจะมองมายังโต๊ะของพวกเขา

“กบนี่ของนายเหรอ?” เธอเอ่ยพลางจ้องมองเจมส์ก่อนจะเลื่อนสายตามองเลยมายังไวท์ ก่อนจะเลิกคิ้วสูง ริมฝีปากยกยิ้มแบบที่ไวท์ไม่ชอบเอาเสียเลย

 

...เพราะมันเหมือนพี่สาวของเขาไม่มีผิดไงล่ะ!

 

“อ้าว นั่นลูซิเฟอร์นี่~ ไง ออกจากบ้านแล้วเหรอ เห็นพี่ลูบอก ฉันก็นึกว่านายจะขลุกในนั้นไปจนตายเสียอีก” เส้นผมสีบลอนด์กับรอยยิ้มแบบเดียวกับอาน่า และคำพูดไม่รื่นหูที่ออกจะกวนประสาทแบบนี้ คงมีคนเดียวเท่านั้น

 

คริสตัล วิลสัน

 

อีกหนึ่งในตระกูลเลือดบริสุทธิ์ที่อายุเท่ากันกับเขา

 

เด็กหญิงนิสัยเสีย...กวนประสาท แหกกฎเกณฑ์ ชอบแกล้งคนไปทั่ว แม้จะเจอกันน้อยครั้งแต่แค่นั้นก็บ่งบอกได้ว่าเจ้าหล่อนเป็นคนยังไง

 

“ฉันแค่ไม่ค่อยออกจากบ้านไม่ได้หมายความว่าฉันจะไม่ออกนะวิลสัน”

“...นายออกมาเที่ยวเล่นกับเพื่อน…?” ดวงตากลมโตของเด็กสาวมองมายังเจมส์ก่อนจะเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพราะตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนแปลกหน้าที่เธอยังไม่รู้จัก เพราะหากเป็นเลือดบริสุทธิ์เธอคงจะเคยผ่านหน้าค่าตามาบ้าง อีกฝ่ายคงเป็นเลือดผสมไม่ก็ลูกมักเกิ้ล เธอยกยิ้มก่อนจะเอ่ย

 

“ไง~ ฉันคริสตัล วิลสัน! ยินดีที่รู้จัก~?”

 

เจมส์ถึงกับสะดุ้งเมื่อโดนทัก...ไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้สึกกลัวอีกฝ่ายอย่างประหลาด

“...เจมส์...เจมส์ ฮัทสัน” เจมส์เอ่ยด้วยสีหน้าไม่ค่อยวางใจนักและดูกังวล หรืออีกนัยคือไม่ได้อยากจะรู้จักคนที่ดูจะเป็นอันตรายแบบนี้เลย ออกจะกลัวซะมากกว่า

“ดีๆ ...เจมส์ ฮัทสัน ทีนี้ก็เอากบนายคืนไปได้แล้วก่อนที่ฉันจะจับมันกินแทนกบช็อกโกแลตของฉัน” คริสตัลตอบก่อนจะเหลือบตาลงมองเจ้ากบที่เกาะอยู่บนมือเธอ

 

“โทมัสเป็นกบนะ...เธอกินกบ...ไม่ได้” เขาเอ่ยด้วยท่าทีลุกลี้ลุกลนก่อนจะรีบคว้ามันคืนไป มืออ้วนกลมของเจมส์อุ้มเจ้ากบเอาไว้ ระวังไม่ให้มันกระโดดกลับไปหาคริสตัลอีก…

“อ้อ แน่นอนฉันรู้ว่ามันเป็นกบ ถ้านายจะฉลาดสักหน่อยน่าจะรู้ว่านั่นแค่คำประชด เพื่อให้นายรีบเอาไอ้ตัวเมือกนั่นออกไปจากฉัน” เสียงตอบกลับดังมาจากปากคริสตัล เธอมองเจมส์แบบรำคาญอยู่เล็กน้อย

 

เธอไม่ชอบคนประเภทนี้เอาเสียเลย...เหลาะแหละ

 

หนุ่มร่างอ้วนกลมหน้าเสียไปที่โดนกล่าวเช่นนั้น และเขาก็ไม่กล้าที่จะโต้เถียงอะไรอีกจึงทำเพียงแค่ยืนก้มหน้าเงียบๆ

 

“อย่าไปว่าเจมส์แบบนั้นน่า” ไวท์ปรามเบาๆ

“โอ๋เพื่อนจังนะลูซิเฟอร์...เอาเถ๊อะ ฉันก็ไม่อยากจะยุ่งหรอก เชิญนายกับฮัทสันคุยกันไปสองคนเถอะ ฉันไปล่ะ...ไว้เจอกันที่ฮอกวอตส์~” คริสตัลเอ่ยก่อนจะเอื้อมมือหยิบถุงที่มีกบช็อกโกแลตอยู่ไม่ต่ำกว่าห้าชิ้นในนั้น และใช้มืออีกข้างถือหนังสืออีกสองเล่มขึ้นแนบอก ก่อนจะเดินออกไปในที่สุด

 

“วิลสันเป็นแบบนั้นตลอด?”

“ใช่...ฉันแนะนำนายเลยว่าที่ฮอกวอตส์อยู่ให้ห่างวิลสันกับอาน่า พี่สาวฉัน” ไวท์เอ่ยบอก

“พี่สาวนาย? เธอน่ากลัวเหรอ?” เจมส์เลิกคิ้ว ดวงตาสีเขียวมรกตมองจ้องมาอย่างงุนงง

 

ไวท์ได้เพียงยกยิ้มแห้งและเอ่ยตอบสั้นๆ

“แล้วนายจะรู้…”

 

…..หลังจากนั้น พวกเขาก็แยกย้ายกัน ไวท์กลับไปรวมกับแม่และอาน่า และพากันกลับบ้าน นับวันรอให้ถึงเวลาที่เขาจะได้ก้าวเท้าเข้าสู่ฮอกวอตส์…

 

 

sds

 

sds

บันไดกลางและห้องอาหารของคฤหาสน์ลูซิเฟอร์

 

 

 

 

 

 

tbc

แฮ่ จบแล้วนะคะกับบทเกริ่นนำที่ยาวมากๆ55555 อันที่จริงเราเคยลงเรื่องนี้เอาไว้ในเด็กดีด้วยนะ แต่ลืมรหัสไปแล้ว แง5555 ถ้าเจอคำผิดท้วงได้น้า แล้วก็มาพูดคุยกันที่คอมเมนต์ได้ คอมเมนต์ติชมเป็นกำลังใจให้ด้วยค่ะ!

 

ปล. เปลี่ยนชื่อนกฮุกของไวท์เป็นเซบาสเตียนแทนนะคะ เนื่องจากชื่อเก่ามันไม่เหมาะจะนำมาตั้งชื่อนกฮูกเท่าไหร่

​​

ให้กำลังใจนักเขียน
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว!
นักเขียนได้รับกำลังใจแล้ว 3 ครั้ง

นิยายที่ผู้อ่านนิยมอ่านต่อ

loading
กำลังโหลด...

1 ความคิดเห็น